เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 13 14 [15] 16 17 ... 19
  พิมพ์  
อ่าน: 24080 คุยกันถึงวรรณกรรมระดับโลก
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 210  เมื่อ 07 ธ.ค. 25, 17:14

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 211  เมื่อ 08 ธ.ค. 25, 09:04

    ถึงคิวแนะนำความยิ่งใหญ่ของเทนเนสซี วิลเลียมส์ ให้รู้จักกันเสียแล้ว
    ในยุคครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20  ยุคที่ละครเวทีเฟื่องฟู  อเมริกามีนักเขียนบทละครระดับพญายักษ์อยู่ 2 คนคืออาเธอร์ มิลเลอร์ กับยูจีน โอนีล    คนที่สามแม้ไม่ยิ่งใหญ่เท่า แต่ก็ยืนอยู่แถวหน้าเช่นกัน คือคุณปู่เทนเนสซีคนนี้เอง
    ฝีมือของเขาอยู่ที่การนำเสนอตัวละครที่ไม่ซ้ำแบบใครในยุคนั้น    ตัวละครล้วนแต่มีบาดแผลในชีวิตมาก่อนจะเริ่มฉากแรก และยังคงอยู่ต่อไปจนฉากสุดท้าย    เป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นได้ในหัวใจมนุษย์จริงๆ เพียงแต่ไม่มีใครหยิบมาตีแผ่ได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง   สมจริง และสุดแสนจะเจ็บปวดรวดร้าวเท่าเขา
    คนอ่านหรือนักแสดงไม่รู้สึกว่ากำลังหยิบบทละครมาอ่าน  แต่มองเข้าไปเห็นจิตวิญญาณโดดเดี่ยว อ้างว้าง  วิญญาณที่ทุรนทุรายอยู่ในชีวิตร้อนระอุ หาความสงบร่มเย็นไม่ได้   ผ่านทางตัวละครสำคัญ    นับเป็นอารมณ์ใหม่ในวงการละครอเมริกันยุคนั้น
    ตัวละครของเขามีอารมณ์โหยหาที่ไม่ได้รับการขัดเกลา  ความรู้สึกผิดที่ขาดสำนึก ความฝันที่ล้มเหลว และความบอบช้ำในใจคนที่เรียกร้องสิ่งเป็นไปไม่ได้จากชีวิต  จึงไม่ได้รับหรือได้รับน้อยเกินไป   ทั้งหมดนี้ทำให้ตัวละครของเขาไม่ได้เดินขึ้นไปบนเวทีแล้วแสดง เหมือนตัวละครในเรื่องอื่นๆ   แต่กลับเทหัวใจอาบเลือดออกมาให้คนได้ประจักษ์และสะเทือนอารมณ์ไปอีกนาน   ไม่ว่าจะเป็นบลานช์ ดูบัวส์ ใน รถรางคันนั้นชื่อปรารถนา   อแมนดา วิงฟิลด์ ในตุ๊กตาแก้ว   แม็กกี้ ใน Cat  on a Hot Tin Roof
   ทั้งหมดนี้คือนวัตกรรมของเทนเนสซี วิลเลียมส์ในยุคเกือบหนึ่งร้อยปีก่อน   พอมาถึงวันนี้ ก็กลายเป็นเรื่องคลาสสิกให้บรอดเวย์และโรงละครดังอีกหลายโรงหยิบยกมาทำใหม่   มหาวิทยาลัยไหนสอนการละคร ก็ย่อมจะหยิบละครของเขามาแสดงศักยภาพของอาจารย์ผู้สอนและนักศึกษา
   ว่ากันว่าบทของบลานช์ ดูบัว ในรถรางคันนั้นชื่อปรารถนา เป็นบทที่ยากโหดหินที่สุดสำหรับนักแสดงหญิง  คนที่จะเล่นได้ต้องระดับมือรางวัล  ไม่งั้นตกม้าตายหมด
   รูปข้างล่างคือบลานช์ ในเวอร์ชั่นต่างๆกัน นับจากวิเวียน ลีห์  เคท บลองเชตต์ และเจสสิกา แลงก์ ล้วนดาวดวงใหญ่ของฮอลลีวู้ดทั้งนั้น  


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 212  เมื่อ 08 ธ.ค. 25, 09:29

     ก่อนจะเดินต่อไปสู่วรรณกรรมเรื่องใหม่ ขอไขคำตอบว่าทำไม ส่วนตัวแล้วจึงไม่ชอบงานของเทนเนสซี วิลเลียมส์   ถ้าไม่จำเป็นต้องศึกษาแล้ว จะไม่หยิบมาอ่าน  ทั้งๆอเมริกาก็ยกย่องเขาในระดับสูงถึงเพดาน
     สรุปง่ายที่สุด คือไม่ชอบนักเขียนที่ทรมานตัวละครเกินไป
     ถ้าสักเรื่องสองเรื่องก็พอรับกันไหว   เพราะตัวละครจำลองมาจากมนุษย์  ย่อมมีดีชั่ว เข้มแข็งและอ่อนแอ ปะปนกันไป    แต่นี่อะไร...ทรมานกันทุกเรื่องเลย  โดยเฉพาะตัวละครฝ่ายหญิง   ไม่มีผู้หญิงคนไหนรอดจากทุกข์ทรมานไปได้เลยสักคน    โดยเฉพาะทุกข์ทรมานที่นักเขียนทำตัวประดุจพระพรหม ลิขิตชีวิตเธอเหล่านั้นให้ตกต่ำ อับเฉา  ทนทุกข์ ทุรนทุราย ตั้งแต่ฉากแรก   กดหัวเอาไว้ไม่ให้โงหัวขึ้นมาได้จนกระทั่งฉากสุดท้าย  แต่ละคนล้วนจบแบบโศกนาฏกรรม
    อาจเป็นเพราะดิฉันเป็นชาวพุทธ ที่เชื่อในพระธรรมคำสอนข้อที่ว่า อัตตาหิ อัตโน นาโถ  ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน  ก็เลยรู้สึกว่า มันไม่ถูกต้อง  เทนเนสซี วิลเลียมส์ไม่เคยเปิดโอกาสให้ตัวละครของเขามีหัวคิดที่จะหลุดจากวังวนแห่งทุกข์ที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเลย  ยกตัวอย่าง แม็กกี้ใน Cat on a Hot Tin Roof  ในฉบับเดิม เมื่อบริคปฏิเสธจะอยู่กินกับเธอฉันสามีภรรยา     แน่นอนว่าแม็กกี้ก็ไม่มีวันตั้งครรภ์  เรื่องที่เธอโกหกพ่อผัวแม่ผัวไว้ว่าตัวเองตั้งท้องก็จะถูกจับได้   จากนั้นพ่อก็ต้องยกสมบัติให้กูเปอร์ลูกชายอีกคนที่มีลูกหลายคนให้ปู่ชื่นใจ  บริคยังคงท้อแท้สิ้นหวัง  จมอยู่ในชีวิตไอ้ยาจกขี้เมาไปจนตาย     แม็กกี้ก็ต้องถอยกลับไปสู่ชีวิตยากจนอย่างที่เกิดมา  ทั้งที่นางเกลียดกลัวนักหนา
    วิลเลียมส์ไม่ได้เปิดโอกาสให้แม็กกี้เกิดฮึดขึ้นมาว่า  เอาละ  ฉันเกิดมายากจน แต่ฉันก็ยังรอดมาได้จนเป็นสาว    ส่วนการแต่งงานเข้าบ้านเศรษฐีต่างหาก  เอาเข้าจริงก็ไม่รอด    เพราะงั้น ต่อไปฉันจะยืนหยัดอยู่บนขาตัวเอง  เหมือนผู้หญิงอีกมากที่เขาทำได้  บางคนก็สร้างตัวเองได้จนรวยด้วยซ้ำ    ฉันก็เก่งพอตัว  ทำไมฉันจะทำไม่ได้
     เปล่าเลย   วิลเลียมส์จำกัดกรอบความคิดตัวละครสำคัญๆของเขาเอาไว้  ราวกับสร้างคำสาปว่า...เจ้าจะคิดอะไรดีๆ ในชีวิตไม่ได้เป็นอันขาด ในเมื่อข้ากำหนดชีวิตเจ้าเสียแล้วว่าเจ้าต้องจบด้วยหายนะ
     คนดู(หรือคนอ่าน) รวมทั้งนักวิจารณ์ด้วย ก็มักจะชื่นชมไปกับฝีมือสร้างเรื่องและตัวละครว่า ช่างสุนทรีย์ในการสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวแก่ชีวิต อย่างที่พวกเรานึกไม่ถึง  นี่ละคือความยิ่งใหญ่ของเทนเนสซี วิลเลียมส์
     เอาละ  ย่ิ่งใหญ่ก็ยิ่งใหญ่   ไม่ได้ค้านข้อนี้   แต่ก็ขอสงวนสิทธิ์ในฐานะผู้บริโภคว่า ไม่ชอบอาหารจานนี้ เพราะมันขาดรสของแรงบันดาลใจให้สู้ชีวิต    อันเป็นพลังบวกท่ี่สำคัญยิ่งของชีวิตมนุษย์     
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 213  เมื่อ 09 ธ.ค. 25, 18:39

    ขอเปลี่ยนบรรยากาศของวรรณกรรมจากเรื่องชีวิตรันทดทรมานใจ มาเป็นลึกลับสยองขวัญเชิงวิทยาศาสตร์
  เรื่องนี้อาจไม่ได้ขึ้นหิ้งวางคู่กับวรรณกรรมเอกอย่างเรื่องก่อนๆที่เล่ามา   แต่บนหิ้งของนิยายวิทยาศาสตร์  The Midwich Cuckoos ของ John Wyndham นักเขียนชาวอังกฤษ ก็วางได้โดดเด่นไม่น้อยหน้าใคร
   เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1957   เป็นเหตุการณ์ประหลาดในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอังกฤษชื่อ "มิดวิช" (หมู่บ้านสมมุติ)   หมู่บ้านเล็กๆเงียบๆแห่งนี้จู่ๆ ก็เกิดปรากฏการณ์ประหลาด คือเวลาประมาณ 10:00 น. เช้าวันหนึ่ง ทุกสิ่งในหมู่บ้านมิดวิชก็หยุดนิ่งโดยสิ้นเชิง
     ทุกคนที่อยู่ในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่นกที่กำลังบินอยู่ ต่างก็หลับใหล เหมือนสลบไปในทันที    เขตแดนของปรากฏการณ์นี้ถูกล้อมรอบด้วย "กำแพงพลังงานที่มองไม่เห็น" ซึ่งใครก็ตามที่พยายามข้ามเข้าไปจะหมดสติทันที
    ปรากฏการณ์นี้กินเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง เมื่อทุกคนตื่นขึ้นมา ก็ไม่มีใครจำเหตุการณ์ใน "วันหลับใหล" นั้นได้เลย และไม่มีใครได้รับอันตรายทางกายภาพ  ชีวิตดำเนินไปตามปกติ
    2-3 เดือนต่อมา เกิดเหตุการณ์ประหลาด ผู้หญิงทุกคนในวัยเจริญพันธุ์ จำนวน 60 คน เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาพร้อมๆกัน  ทั้งที่หลายคนก็เป็นสาวโสดไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับผู้ชาย   บางคนแม้สมรสแล้วก็ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับสามีในช่วงเวลาดังกล่าว
     แพทย์ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ร่างกายของพวกเธอตั้งครรภ์เหมือนกันหมด
     ทางการพยายามปกปิดเรื่องนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้ ผู้หญิง 2 คนตัดดสินใจทำแท้ง แต่มี 58 คนที่ตัดสินใจเก็บทารกในครรภ์ไว้จนคลอด
     ครบกำหนด  เด็กคลอดออกมา มีลักษณะทางกายภาพที่คล้ายกันราวกับหลอมจากพิมพ์เดียวกัน  เช่นมีดวงตาสีทองและมีเส้นผมสีเงิน     เติบโต   พัฒนาสติปัญญาเร็วกว่าเด็กปกติถึงสองเท่า และที่น่าสะพรึงกลัวคือ พมีพลังโทรจิตและมี "จิตสำนึกรวม" (hive mind) หมายความว่าสิ่งที่เด็กคนหนึ่งเรียนรู้หรือรู้สึกอะไร เด็กคนอื่นๆ ทั้งหมดก็จะรับรู้ด้วยเช่นกัน      


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16248



ความคิดเห็นที่ 214  เมื่อ 09 ธ.ค. 25, 19:35

นิยาย "กาเหว่าที่มิดวิช" (1957) ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ในชื่อ"หมู่บ้านแห่งผู้ถูกสาป" (1960)



หมู่บ้านมิดวิช ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น หมู่บ้านบางเพลง และมีชะตากรรมคล้าย ๆ กัน ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 215  เมื่อ 09 ธ.ค. 25, 20:18

    ยิ้มกว้างๆ  อุตส่าห์อุบไว้ ยิงฟันยิ้ม
    นึกแล้ว  ไม่คุณหมอ SILA ก็คุณหมอ เพ็ญชมพู  ไม่หมอใดหมอหนึ่งต้องเข้ามาไขปริศนา
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 216  เมื่อ 10 ธ.ค. 25, 10:56

         ประเด็น ดัดแปลง มาเป็นบางเพลง, คุณชายท่านก็บอกว่าได้ต้นทางมาจากหมู่บ้านมิดวิช
ล่าสุด สถาบันคึกฤทธิ์ ก็พูดถึงเมื่อ 2 ธค. นี้เอง เนื่องในโอกาสที่ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
นำ"บางเพลง" นี้มาสร้างสรรค์เป็นละคร"หลายเพลง" เปิดการแสดงช่วงปลายเดือนนี้


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16248



ความคิดเห็นที่ 217  เมื่อ 10 ธ.ค. 25, 11:35

ประเด็น ดัดแปลง มาเป็นบางเพลง,
คุณชายท่านก็บอกว่าได้ต้นทางมาจากหมู่บ้านมิดวิช

กาเหว่าที่บางเพลง มีเค้าโครงเรื่องส่วนใหญ่มาจากนิยายชื่อ The Midwich Cuckoos ผลงานประพันธ์ของนักเขียนชาวอังกฤษ จอห์น วินแดม (John Wyndham) อย่างไรก็ตามผู้ประพันธ์ไม่ได้มีการอ้างอิงแก่นิยายเล่มต้นตำรับนี้ลงในบทประพันธ์ กาเหว่าที่บางเพลง

กาเหว่าที่บางเพลง นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้รับการนำไปฉายที่เทศการภาพยนตร์นานาชาติโดยในช่วงต้นมีข้อความว่าได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องสั้นในชื่อเดียวกัน แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ไม่ได้มีการอ้างถึง The Midwich Cuckoos

ข้อมูลจาก ร้านหนังสือมือสอง
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 218  เมื่อ 10 ธ.ค. 25, 12:05

        ไม่แยกเข้าซอยลึกมาก
        ทั้งเรื่องอื่นๆ และ เรื่องบทละครเวที ราโชมอน ของท่าน(ที่ยังไม่เห็นใครพูดถึง พบว่าตัวละครเพิ่มเติมจากบทหนัง
เหมือนกับตัวละครในบทละครเวทีของตะวันตก - อ่านได้ในกระทู้เก่า เล่าเรื่องหนัง ราโชมอน) มีลักษณะของการดัดแปลง
มาจากตะวันตก
        เรื่องบางเพลงนี้ ท่านกล่าวเรื่องการดัดแปลงมาในภายหลัง ดังฟบ. สถาบันฯ ได้ว่าไว้ในคห.ก่อนนี้
        ส่วนจาก คำชี้แจง ในหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง เป็นดังที่ลงไว้ด้านล่าง
(จาก preechabooks)


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 219  เมื่อ 10 ธ.ค. 25, 12:07

ต่อ


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 220  เมื่อ 10 ธ.ค. 25, 12:08

และ


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16248



ความคิดเห็นที่ 221  เมื่อ 10 ธ.ค. 25, 12:35


ก็ให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่าน  และทำให้ผู้อ่านได้ใช้

เพิ่มเติมข้อความที่ขาดไป

ความคิดก้าวไกลออกไปกว่าที่ใช้กันอยู่ตามปกติ

        นวนิยายวิทยาศาสตร์แบบนี้ ได้พิมพ์จำหน่าย
กันออกมาแล้วในต่างประเทศนับเป็นร้อยเป็นพันเล่ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 222  เมื่อ 11 ธ.ค. 25, 09:59

     ขอเลี้ยวรถกลับสู่ถนนใหญ่  หลังจากตามคุณหมอ SILA แยกเข้าซอยไปเมื่อครู่    แล้วค่อยเลี้ยวรถกลับเข้าซอบแยกที่คุณหมอทั้งสองปักป้ายไว้ ว่า "กาเหว่าที่บางเพลง"
      กลับมาที่ The Midwich Cuckoos
     เด็กๆ เหล่านี้ (กลุ่มเด็กผู้หญิง 31 คน และเด็กผู้ชาย 27 คน) คือ "นกกาเหว่า" (นก cuckoos)  เป็นไข่จากเผ่าพันธุ์อื่นที่เข้ามาวางอยู่ในครรภ์ผู้หญิงในหมู่บ้านมิดวิช    พวกเขาอาศัยร่างกายของมนุษย์เติบโตจนคลอดออกมา  เหมือนนกกาเหว่าที่แอบเอาไข่ไปวางในรังนกอื่น   ไม่เลี้ยงเอง    ดังที่เราน่าจะเคยได้ยินในเพลงกล่อมเด็ก ว่า
    "กาเหว่าเอย, ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก. แม่กาก็หลงรัก, คิดว่าลูกในอุทร. คาบเอาข้าวมาเผื่อ, ไปคาบเอาเหยื่อมาป้อน. ถนอมไว้ในรังนอน, ซ่อนเหยื่อมาให้กิน"
     เด็กพวกนี้เติบโตขึ้นโดยไม่มีความผูกพันกับมนุษย์ แม้แต่ผู้ให้กำเนิดเขาเอง   ไม่มีความรัก ความเมตตา หรือความรู้สึกแบบมนุษย์ มีเพียงสัญชาตญาณในการอยู่รอดและการปกป้องเผ่าพันธุ์ของตนเอง
     สิ่งหนึ่งในหลายสิ่งที่พวกนี้มีคือพลังจิตแรงกล้า  สามารถควบคุมจิตผู้อื่นแม้อยู่ในระยะไกลได้ (Telepathy) ใครก็ตามที่พยายามต่อต้าน  จะถูกพวกเขาใช้พลังจิตบังคับให้ทำร้ายตัวเอง หรือตายไปอย่างน่าสยดสยอง
    ในหมู่บ้านมีปราชญ์อาวุโสอยู่คนหนึ่งชื่อกอร์ดอน เซลลาบี  เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญา   เขาตระหนักถึงภัยคุกคามจากเด็กๆ พวกนี้   ดูออกว่าเด็กๆ คือรูปแบบของชีวิตต่างดาวที่มีเป้าหมายเพื่อเข้ามายึดครองโลกแทนที่มนุษย์
    เรื่องกระจายไปสู่รัฐบาลกลาง  แต่ทางการก็มืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าจะสามารถควบคุมเด็กๆ ได้อย่างไร   ในที่สุดก็สรุปได้ว่าพวกนี้เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ มีทางเดียวที่จะหยุดได้คือการทำลายล้าง
    เซลลาบีตัดสินใจพลีชีพเพื่อทำลายศัตรู  วางแผนนำระเบิดซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทาง และใช้ข้ออ้างว่าจะไปสอนหนังสือให้กับเด็กๆ   ในเมื่อรู้ว่าเด็กๆ สามารถอ่านความคิดของมนุษย์รวมทั้งเขาได้   เขาจึงต้องใช้สมาธิแน่วแน่ขั้นสูงสุด  คิดสมการคณิตศาสตร์ซับซ้อนเอาไว้ด้านบน   ซ่อนเจตนาที่แท้จริงของเขาไว้ภายใต้นั้น
    เมื่อเด็กๆอ่านความคิดของเขา   ก็จะเห็นแต่คณิตศาสตร์ที่เขาสร้างเอาไว้ด้านบน   ซุกซ่อนเจตนาแท้จริงเอาไว้ลึกสุด ไม่ให้มองเข้าไปเห็น    จนนาทีสุดท้าย   เขาสามารถระเบิดตัวเองและทำลายกลุ่มเด็กๆ ทั้งหมดลงได้   ส่วนชาวบ้านทั้งหมดปลอดภัย
    นวนิยายจบลงด้วยคำถามว่า นี่คือจุดจบที่แท้จริง หรือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการรุกรานจากภายนอก ที่ยังคงดำเนินต่อไปในที่อื่นๆ ของโลก
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 223  เมื่อ 11 ธ.ค. 25, 10:58

    ก่อนจะเดินเข้าซอยไปถึง " กาเหว่าที่บางเพลง" มาดูกันก่อนถึงแนวคิดของจอห์น วินดัม (ไม่ใช่วินด์แฮม) กันก่อน  ว่าเขานำเสนออะไร
   นิยายวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้น มักจะยึดแบบแผนคล้ายๆกันนับแต่ H.G. Wells สร้าง The Wars of the World ขึ้นมาตอนปลายยุควิกตอเรียน คือมนุษย์ต่างดาวร้อยทั้งร้อยต้องมาในรูปข้าศึก  เรียกง่ายๆว่า "เอเลียนบุกโลก"   กองทัพจากดาวดวงอื่นยกมา กองทัพทางโลกก็ตั้งรับ  สู้กันไปมาจนฝ่ายชาวโลกชนะ โลกก็กลับเข้าสู่สันติภาพอีกครั้ง
   แต่วินดัมสร้างความแหวกแนวขึ้นมา ด้วยการให้เอเลียนก่อกำเนิดขึ้นในกายมนุษย์  ไม่ใช่บุกโครมครามเข้ามาแต่ไกล   การรุกรานแบบเงียบๆนิ่งๆ อย่างนี้ สร้างความสยองขวัญให้เกิดขึ้นในใจได้มากกว่า   เพราะ "มนุษย์ประหลาด" เหล่านั้นไม่ได้อยู่ข้างนอก  แต่อยู่ข้างในครรภ์ของชาวบ้านนี่เอง
   ดังนั้น ถ้าจะ "สู้" คือรบราฆ่าฟันกันเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง
   ในเมื่อเด็กต่างดาวพวกนี้ไม่ได้คิดว่าพวกเขาเป็นลูก   แม่จะตัดสายสัมพันธ์แม่ลูกออกไปได้หรือไม่    การกำจัดพวกเขาคือแม่ฆ่าลูกหรือเปล่า
   ข้อคิดแค่นี้ข้อเดียวก็ทำให้เรื่องนี้ลอยขึ้นหิ้งนิยายวิทยาศาสตร์คลาสสิกไปแล้ว   เพราะมันไม่ได้นำเสนอแค่การรบว่าใครแพ้ใครชนะ    แต่เสนอความขัดแย้งในใจที่ลึกกว่านั้นมาก  
    แนวคิดอย่างที่สองที่วินดัมเสนอคือความขัดแย้งระหว่าง ‘สัญชาตญาณมนุษย์’ และ ‘สัญชาตญาณเผ่าพันธุ์’
    เด็กต่างดาวมาจากสังคมนอกโลกที่สัญชาตญาณเผ่าพันธุ์สำคัญที่สุด     พวกเขาไม่มีความคิดส่วนตัว  มีแต่ความคิดรวมของกลุ่ม    ไม่แยกเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์แต่ละคน    สิ่งใดเป็นภัยต่อเผ่าพันธุ์ต้องกำจัด   ไม่มีคำว่า ผิด ถูก ดี ชั่ว   ผิดกับมนุษย์ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง   มีอารมณ์ซึ่งเป็นที่มาของความรัก   ความผูกพัน  ความเชื่อในบาปบุญคุณโทษ  ความถูกความผิด
    ทำให้สองเผ่าพันธุ์อยู่รวมกันไม่ได้   เพราะกฎของชีวิตมีกันคนละแบบ
    ความลึกของเรื่องนี้คือวินดัมไม่ได้สร้างภาพฝ่ายมนุษย์เป็นฮีโร่ และต่างดาวเป็นปีศาจ  ทุกฝ่ายทำในสิ่งที่ “เผ่าพันธุ์” ของตนกำหนดให้ทำ   ชาวบ้านจะยอมรับเด็กประหลาดมาควบคุมชีวิตตนเองก็รับไม่ได้   เด็กต่างดาวจะเปลี่ยนตัวเองให้อ่อนโยน ยอมอยู่ร่วมกันอย่างสันติก็ทำไม่ได้   ผลสุดท้ายคือการห้ำหั่นกันเพื่อการอยู่รอด    จึงเกิดโศกนาฏกรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 224  เมื่อ 12 ธ.ค. 25, 15:22

  ทำไมเรื่องนี้จึงกลายเป็นนิยายไซ-ไฟ คลาสสิกไปได้  ทั้งๆเนื้อเรื่องก็เล็กๆ ไม่มีอะไรอึกทึกครึกโครม    นักวิชาการวิเคราะห์แล้วบอก ว่า ความหมายที่ลึกลงไปกว่าหมู่บ้านที่มนุษย์ต่างดาวเข้ายึดครอง คือเรื่องนี้เป็นสัญลักษณ์ของความหวาดหวั่นต่อยุคสงครามเย็น  แสดงออกมาแบบแอบแฝง ไม่โจ่งแจ้ง
  เหตุร้ายในเรื่องเรียกว่า  “Quiet Catastrophe” หรือภัยพิบัติแบบเงียบเชียบ  สะท้อนความกังวลของอังกฤษยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2    เพราะหลังจากนั้น โลกไม่ได้สงบสุขอย่างภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปเข้าใจ  แต่เป็นการเริ่มของสงครามเย็นระหว่างพี่เบิ้มทั้งสอง  คือค่ายเสรีนิยมนำโดยสหรัฐอเมริกา และโซเวียตรัสเซียค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
   เด็กต่างดาวคือสัญลักษณ์ของความกลัว   กลัวอะไรบ้าง?
   -   ความกลัวลัทธิใหม่ที่เติบโตขึ้นหลังสงครามโลก    เป็นสังคมที่เน้นความคิดแบบรวมหมู่  ไม่ใช่ปัจเจกบุคคล  คือทุกคนในสังคมควรมีความคิดพร้อมเพรียงไปในทางเดียวกัน 
   -   ความกลัวสงครามแบบใหม่ที่ต่อสู้กันด้วยความคิด ไม่ใช่อาวุธ
   -   ความกลัวการสูญเสียชีวิตแบบเดิม ต้องเปลี่ยนแปลงไปเพราะสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่
   -    จารีตประเพณี ศีลธรรม ค่านิยมในสังคมแบบเดิมกำลังถูกคุกคาม ด้วยค่านิยมใหม่
       แต่วินดัมไม่ได้เขียนต่อต้านอย่างดุเดือด   เพียงแต่ตั้งประเด็นให้ขบคิด  ให้คนอ่านตระหนักและหาทางออกเอง   ไม่ได้เขียนยุแยงให้หวาดกลัว เพื่อจะได้ต่อต้านแบบสุดโต่ง
       ตอนจบของเรื่อง แม้ปัญหาคลี่คลายเพราะตัวปัญหาตายหมดแล้ว  หมู่บ้านกลับสู่ปกติ   แต่นิยายไม่ได้จบด้วยความโล่งใจ  กลับจบด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เศร้าหมอง และทิ้งปริศนาให้ขบคิด ว่า
        ผู้เดินทางจากต่างถิ่นมายึดครองดินแดนที่มีคนถิ่นเดิมอาศัยอยู่   เพื่อจะได้ตั้งถิ่นฐานอยู่บ้าง  ผิดหรือไม่
        (ขอให้นึกถึงประวัติศาสตร์ของคนขาวกับอินเดียนแดงในประวัติศาสตร์ของอเมริกา)
        คนถิ่นเดิมมีสิทธิ์ป้องกันเผ่าพันธุ์ตนเองหรือไม่   การแพ้ชนะเป็นเครื่องตัดสินได้ไหม ว่าใครถูกใครผิด
        ความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ สามารถสร้างความรักความผูกพันให้กันได้หรือไม่?
   และที่สำคัญที่สุด—มนุษย์พร้อมหรือยังสำหรับสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ?
        ก็็ย้อนกลับไปที่คำว่า ambiguity   คือนักเขียนไม่บอกคำตอบ  ให้คนอ่านคิดเอาเอง  ข้อนี้ถือว่าเป็นการวัดฝีมือผู้แต่ง  ถือว่าเหนือว่าเรื่องที่ให้คำตอบชัดเจนโดยไม่ต้องคิด
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 13 14 [15] 16 17 ... 19
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.058 วินาที กับ 16 คำสั่ง