เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41834
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 180 เมื่อ 26 พ.ย. 25, 11:27
|
|
บรรดานักวิชาการและนักวิจารณ์ที่ชื่นชมนิยายเรื่องนี้ ก็สรรเสริญว่าคุณป้าอีดิธเลือกจบแบบพระเอกหันหลังให้นางเอก เป็นการลาจากกันโดยสิ้นเชิง นับว่าจุดจบที่มีพลังและมีความหมายอย่างลึกซึ้ง เพราะพวกเขาเห็นว่าเธอต้องการย้ำแก่นของเรื่องที่เน้นความจริงของชีวิตในสังคม ยุคนั้น 1. เธอให้คะแนน "ความทรงจำ" ว่าสำคัญเหนือ "ความจริง" พระเอกไม่ได้ขึ้นไปพบ ยอมเก็บความรักที่ไม่มีวันสมหวังไว้ก็เพราะเพื่อรักษาอุดมการณ์ เขาหลงรักเคานเตสสาวสวยรวยเสน่ห์ การไม่พบเธอในปัจจุบัน คือเขาสามารถรักษาภาพเธอไว้ได้ตลอดไป หากปล่อยตัวเองให้เผชิญความจริง ขึ้นไปพบหญิงชราร่วงโรยหรืออ้วนเผละ จินตนาการที่เขารักษาไว้ก็พังทลาย หลายสิบปีมานี้ทั้งเขาและเธอล้วนเปลี่ยนไปตามวัย วิถีชีวิตเปลี่ยนไป นิสัยและอารมณ์ก็เปลี่ยน มาเจอหน้ากันอาจทำลายความทรงจำแสนสวยและโรแมนติกที่เขารักษาไว้ การหยุดเวลาไว้ในอดีต ทำให้ความรักอยู่คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสังขาร เขาและเธอยังหนุ่มสาวเหมือนอยู่ในโน้นตลอดไป 2. ชัยชนะของสังคมเหนือความปรารถนาส่วนตัว พฤติกรรมของนิวแลนด์แสดงให้เห็นว่าเขายอมจำนนต่อกฎเกณฑ์และขนบธรรมเนียมทางสังคมโดยส้ินเชิง มันฝังรากลึกในตัวเขาอย่างถาวร แม้บัดนี้เป็นพ่อม่าย ไม่มีพันธะสมรส แต่เขาก็ยังไม่สามารถละทิ้ง "หน้าที่" หรือ "ความเคยชิน" ที่สังคมกำหนดไว้ได้ พูดอีกทีคือนิวแลนด์ยอมแพ้ ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงและอิสรภาพ เขายอมจำนนมาตั้งแต่หนุ่ม เมื่อแก่ตัวลง เขาก็ชินกับใช้ชีวิตตามความคาดหวังของสังคมต่อไป 3. เวลาเปลี่ยน ใจเปลี่ยน กาลเวลาชนะทุกส่ิ่งแม้แต่หัวใจรัก นิวแลนด์ตระหนักว่าเวลาได้ผ่านไปนานแสนนาน เกินกว่าจะรื้อฟื้นความรักในวัยหนุ่มสาวกลับมาได้อีก มันเป็นเรื่องในอดีต จบลงในอดีต เกินกว่าจะนำมาสานต่อในปัจจุบัน ได้อีก
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41834
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 181 เมื่อ 26 พ.ย. 25, 16:04
|
|
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41834
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 182 เมื่อ 27 พ.ย. 25, 14:30
|
|
คนที่ชอบตอนจบแบบนี้ก็ชอบเอาเสียจริงๆจังๆ เห็นว่ามันจบแบบสมจริงด้วยความระทมขมขื่น ไม่ใช่จบด้วยความสุขอย่างเรื่องรักธรรมดาๆ ถ้างั้นก็จะกลายเป็นเรื่องดาษดื่น อ่านกันมานับไม่ถ้วนแล้ว คุณป้าไม่ยอมให้ตัวละครจบแบบ "แล้วเขาก็อยู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป" เหมือนในเทพนิยาย แต่กลับชี้ให้เห็นว่า ในสังคมที่ยื่นมือเข้ามาควบคุมแม้แต่เรื่องส่วนตัวของมนุษย์ มนุษย์ก็ย่อมกลายเป็นเพียงหุ่นเชิด ไม่สามารถเอาชนะกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดได้ เห็นได้จากนิวแลนด์ที่ตัดสินใจอยู่เป็นทาสของสังคมต่อไป ไม่กล้าก้าวออกมาหาความเป็นตัวของตัวเอง ที่สำคัญคือความไม่กล้าหลายๆอย่างนี้ทำให้เขาสูญเสียโอกาสไปโดยไม่รู้ตัว คือโอกาสที่จะใช้ชีวิตอิสระ หลุดจากพันธนาการของสังคม ในเมื่ออยู่มาจนเข้าสู่วัยปลายแล้ว ยังจะห่วงโน่นห่วงนี่อยู่อีก ห่วงความคิดของลูกๆ ห่วงว่าเอลเลนจะไม่สวยรวยเสน่ห์เหมือนเดิม ห่วงความไม่แน่นอนของอนาคตหากจะแหวกประเพณีออกไป ห่วงเหล่านี้ก็กลายเป็นบ่วงพันธนาการนิวแลนด์ไปจนตาย ฉากสุดท้ายของเรื่องเป็นที่ยกย่องกันมากสำหรับกองเชียร์นวนิยายเรื่องนี้ เป็นฉากที่ไม่มีแอคชั่นใดๆ แม้แต่พระเอกนางเอกก็ไม่ได้เห็นกัน พระเอกนั่งบนม้านั่ง มองหน้าต่างห้องนางเอก แล้วลุกจากไปอย่างเงียบเชียบ ถือเป็นฉากที่สื่อความรู้สึกได้อย่างทรงพลัง ไม่ต้องร้องไห้ฟูมฟาย ไม่ต้องตีอกชกหัว หรือปะทะถ้อยคำกัน แต่คนอ่าน(และคนดู) สามารถเข้าถึงความระทมทุกข์หลายสิบปีของนิวแลนด์ และชีวิตว่างเปล่าที่จะต้องระทมทุกข์ต่อไปอีกเป็นสิบๆปีจนกว่าจะตาย และที่สำคัญคือ อิทธิพลของตัวละครที่ไม่ปรากฏตัวตนในฉากนี้ เพราะตายไปแล้ว คือเมย์ คุณป้าอีดิธทำให้คนอ่านสัมผัสได้ว่า ในที่สุด เมย์ผู้เป็นตัวแทนของสังคมยุคนั้นก็ยังครอบงำและครอบครองสามีอยู่จนสำเร็จ เขาไม่ได้รักเธอ เขาทำตามหน้าที่ของสามีและพ่อ แม้กระนั้น เมื่อเธอตายไปแล้ว เขาก็ยังถูกผูกติดกับเธอ-ไม่ใช่ด้วยความรักและผูกพัน - แต่ด้วยการยอมจำนน อย่างที่เป็นมา และจะเป็นอย่างนี้ไปจนลาโลกไป
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41834
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 183 เมื่อ 27 พ.ย. 25, 17:07
|
|
"เทาชมพู" แม้ว่าอ่านเรื่องนี้ด้วยความเคารพจุดมุ่งหมายของคุณป้าอีดิธ และเข้าใจเสียงสรรเสริญยกย่องหนังสือเล่มนี้ จนมันขึ้นแท่นรางวัลพูลิตเซอร์ไป ก็ไม่วายขอใช้สิทธิ์ปัจเจกบุคคล บอกว่ารำคาญตัวละครเอกในเรื่องนี้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เพราะนอกจากเห็นว่า พวกนี้เดินหน้าครึ่งๆกลางๆ ไม่ไปให้สุดทางแล้ว ยังมีข้อชวนฉงนบางอย่างอีกด้วย ข้อนี้นับเป็น ambiguity หรือความคลุมเครือที่นักวรรณกรรมวิจารณ์ยกย่องกันนัก หากว่าปรากฏอยู่ในเรื่องไหน ความฉงนคืออยากแย้งนักวิจารณ์ที่ตีความว่า นิวแลนด์ไม่อยากพบเอลเลนอีก เพื่อรักษาภาพสวยงามในวัยสาวของเธอไว้ในใจเขาตลอดไป อ้าว! คิดยังงี้ก็คือความหลงรูปโฉมภายนอกเท่านั้นเองน่ะซี ที่จริงตัวตนของเอลเลนที่ดึงดูดใจนิวแลนด์ยังมีอีกแยะ เช่นนิสัยใจคอที่รักอิสระ เป็นตัวของตัวเอง สิ่งนี้อาจดำรงอยู่ได้แม้สังขารภายนอกเปลี่ยนไป เราถ้ารักกันจริง แม้สังขารภายนอกอาจเปลี่ยนแปลง ก็ยังอยู่กันได้ ไม่งั้นคุณตาคุณยายทั้งหลายคงหย่ากันไปหมดแล้ว ดิฉันจึงเห็นว่า นิวแลนด์คิดอย่างเดียวนั่นแหละ คือถ้าเปลี่ยนสังคมไม่สำเร็จ ก็เปลี่ยนตัวเองแล้วกัน มนุษย์จำนวนมากจะเลือกทางนี้ เพราะง่ายกว่าพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ใหญ่กว่า
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41834
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 184 เมื่อ 27 พ.ย. 25, 17:10
|
|
ขอเตรียมเรื่องต่อไป The Bridge of San Luis Rey ของ Thornton Wilder
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
SILA
|
|
ความคิดเห็นที่ 185 เมื่อ 28 พ.ย. 25, 08:05
|
|
เคยสะดุดตาหนัง The Bridge of San Luis Rey (2004) เพราะมีนักแสดงมากฝีมือประชันกัน นำโดย Robert De Niro, F. Murray Abraham, Kathy Bates, Gabriel Byrne, และ Harvey Keitel แต่ไม่ได้ดู ยูทูบมีให้ชม ทางแอ็พมือถือดูได้ แต่ทางคอมพ์ที่ใช้ถูกจำกัดดูไม่ได้ ครับ
Robert De Niro l The Bridge of San Luis Rey (History) Five lives bound by one fate
youtube.com/watch?v=IuMDPKr7Mo0
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41834
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 186 เมื่อ 28 พ.ย. 25, 09:11
|
|
ในวงวรรณกรรมของอเมริกา ธอร์นตัน ไวลเดอร์ อยู่ในระดับพญายักษ์ ยืนตระหง่านราวกับอนุสาวรีย์ เป็นนักเขียนคนเดียวที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ซ้อนกันถึง 3 ครั้งจาก 2 สาขา คือ 1 ครั้งจากนิยายเรื่องนี้ และอีก 2 ครั้งจากบทละคร เกียรติประวัตินับว่าอลังการงานสร้างเลยทีเดียว มาดูภูมิหลังของคุณปู่กันว่า สวรรค์สร้างเขามาอย่างไรแบบไหน ถึงก้าวขึ้นสู่จุดนี้ได้ ไวล์เดอร์เกิดที่เมืองแมดิสัน รัฐวิสคอนซิน บิดาเป็นนักการทูต ด้วยเหตุนี้เด็กชายธอร์นตันจึงมีโอกาสย้ายไปอยู่หลายประเทศรวมทั้งจีนด้วย ช่วยเปิดโลกให้เขามึมุมมองกว้างขวางกว่าคนอื่น สิ่งนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่องานเขียนในช่วงหลัง พูดถึงการศึกษา ไวล์เดอร์มีโอกาสดีกว่าเพื่อนร่วมอาชีพอีกมาก คือเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเยลและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ทำให้เขามีพร้อมทั้งความรู้และประสบการณ์ มิหนำซ้ำ โชคดีเท่านี้ยังไม่พอ สวรรค์ยังลำเอียงมอบพรสวรรค์ด้านวรรณกรรมมาให้อีก พอจับปากกาก็ไปโลด อาศัยพื้นฐานการศึกษาชั้นดีเยี่ยมและสายตากว้างขวางต่อโลก เป็นได้ทั้งนักเขียน ครู และนักแสดง สร้างผลงานที่ได้ทั้งเงินและกล่องระดับทองฝังเพชร สติปัญญาของไวล์เดอร์เปรื่องปราด นอกจากได้เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยระดับไอวี่ลีก (หรือระดับท็อปของอเมริกา) รวมถึงมหาวิทยาลัยชิคาโกและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ไวล์เดอร์ก็ไม่ได้อยู่เปล่าๆ แต่เข้ารับราชการ ได้ถึงยศพันโท ทำงานด้านข่าวกรองให้ของกองทัพบกสหรัฐฯ จนได้รับรางวัลบรอนซ์สตาร์และเกียรติยศอื่นๆอีกหลายอย่าง ไวล์เดอร์ประสบความสำเร็จทั้งในด้านคำวิจารณ์และรายได้ เรื่องดังสุดคือ The Bridge of San Luis Rey (ค.ศ. 1927) ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สาขานวนิยาย และรางวัลพูลิตเซอร์ก็ตามมาอีก 2 เรื่อง คือ 1 Our Town (1938): บทละครนำร่องที่ใช้เวทีโล่งๆ และผู้บรรยาย "Stage Manager" ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สาขานาฏศิลป์ เรื่องนี้เป็นผลงานคลาสสิกของอเมริกา 2 The Skin of Our Teeth (1942): บทละครนี้ประพันธ์ขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้มุกตลก สะท้อนถึงการต่อสู้ดิ้นรนและความยืดหยุ่นของมนุษยชาติเมื่อเผชิญกับวิกฤต ไวล์เดอร์ผลิตงานสม่ำเสมอเป็นจำนวนมาก ต่อเนื่องยาวนานตลอดชีวิตของเขา สังคมก็ยังตามมามอบรางวัลให้อย่างไม่ละลด (น่าอิจฉามาก) เขาได้รับเหรียญ Presidential Medal of Freedom ในปี 1963 คุณปู่ถึงแก่กรรมเมื่อปี 1975 ที่เมืองแฮมเดน รัฐคอนเนตทิคัต ทุกวันนี้ มรดกที่เขามอบให้วงการละครก็ยังใช้กันอยู่ เช่นการจัดฉากอย่างสร้างสรรค์ แก่นเรื่องที่เป็นสากล และความโดดเด่นในการค้นหาความหมายอันลึกซึ้งของชีวิตจากสิ่งธรรมดาสามัญ อ้อ! ใครเคยดูหนังเพลงเรื่องดังของบาร์บรา สตรัยแซนด์ เรื่อง Hello!Dolly โปรดทราบว่าทำมาจากบทละครของไวล์เดอร์ ชื่อเดิมว่า The Matchmaker ค่ะ
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
SILA
|
|
ความคิดเห็นที่ 187 เมื่อ 28 พ.ย. 25, 09:42
|
|
ประเด็นที่บางคนตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องสะพานมรณะนี้ คือ ที่มาของ หลายชีวิต โดย คุณชายคึกฤทธิ์ ได้เคยอ่านเรื่องเล่าว่า หลายชีวิตเกิดเมื่อคณะนสพ.สยามรัฐได้พานพบเห็นอุบัติเหตุรถยนต์ระหว่างทางไป ภาคตะวันออก จึงมีการคุยกันถึงการร่วมมือเขียนเรื่องสั้นรวม หลายชีวิต ที่มาพบจุดจบเดียวกัน โดยคุณชาย ประเดิมเรื่อง เจ้าลอย แต่แล้วคนอื่นๆ ไม่มีใครเขียนต่อ คุณชายจึงรับเหมาหมดคนเดียว
พบแล้วบทสัมภาษณ์คุณชาย
ไปรถยนต์ มีชอบ มณีน้อย, สละ ลิขิตกุล ใครต่อใครหลายคน วิลาส มณีวัต นั่งรถยนต์จะไปเที่ยวศรีราชากันสนุกๆ ไปกันหลายชั่วโมงกว่าจะถึง โอ้โฮ หลุมบ่อ ก็ไปเห็นสะพาน รถมันตกสะพาน เห็นซากรถก็คิดว่าคนคงตายเยอะ ก็พูดกัน ขึ้นมาแบบคนโบราณว่า เอ๊ะ นี่ทำกรรมอะไรกันมาทำบุญอะไรกันมา ต่างชีวิตต่างอะไรกันมาจากไหนก็ไม่รู้มาตายพร้อมกัน ทีเดียว แล้วมีใครว่า เออ น่าคิดนะ ทำไมเราไม่แต่งนวนิยายย้อนหลังกลับไปดูว่าเขาทำกรรมอะไรกันบ้าง ก็ตกลงกัน นักเขียนใหญ่ๆ ทั้งนั้นที่ไปกัน อบ ไชยวสุ ใครต่อใคร ก็ว่าเอาอย่างนี้ดีกว่าจะเอามาลง 'ชาวกรุง' เขียนกันคนละเรื่อง คนละชีวิต แล้วคุณวิลาสก็รับว่าไม่เป็นไร เขาจะไปชวนพี่เล็กพี่อะไร นักประพันธ์ของคุณวิลาสอีกเยอะแยะ มาช่วยเขียน คนละเรื่อง กลับมาถึงกรุงเทพฯ คุณวิลาสบรรณาธิการ 'ชาวกรุง' ท่านก็ว่าพร้อมแล้วเอาเลย แต่ให้ผมเป็นคนเขียนเรื่องแรก ผมก็เขียนส่งอ้ายลอยเป็นเรื่องแรก ก็พิมพ์ตูมลงไป คนถอนตัวหมด ไม่มีใครยอมเขียน . แล้วที่มีนักวิจารณ์หลายคนเอาเรื่อง 'หลายชีวิต' ไปเปรียบกับเรื่อง 'สะพานมรณะ' (ของธอร์นตัน ไวล์เดอร์) . ก็ตอนเขียนมันไม่ได้นึกถึง 'สะพานมรณะ'นั่น มันตรงกับภาพที่เห็นว่ารถมันตกสะพานทำให้อะไรมันเกิดขึ้นมา แต่ ความจริงตอนนั้นไม่ได้นึกถึงเลย ก็ตกลงกันว่าจะเขียนเรื่องเดียวเท่านั้น แล้วจะนึกอะไร (หัวเราะ) ตกลงกันหลายคน นั่งกินเหล้ากันที่บางแสนด้วย ว่าเขียนคนละชีวิต อย่างนั้นอย่างนี้ให้มาตายที่เดียวกันให้จงได้ ก็สนุกนะ ตอนนั้นกินเหล้า ไปด้วยชักมัน พอเอาจริงไม่มีใครเขียนสักคน ผมเขียนตลอดเรื่องก็หมดเรื่องกันไป
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41834
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 188 เมื่อ 28 พ.ย. 25, 13:03
|
|
เคยมีเสียงวิจารณ์กันหนาหูในยุคก่อนว่า หลายชีวิต เป็นเรื่องเอามาจาก The Bridge of San Luis Rey แต่เมื่อมองลึกลงไปจะมองเห็นความแตกต่างกัน ทั้งในจุดมุ่งหมายของเรื่อง และลักษณะตัวละครเอกในแต่ละชีวิต เหมือนอย่างเดียวคือคนหลายคน จากหลายที่มา หลายชีวิต มาพบจุดจบพร้อมกัน เมื่อม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ท่านอธิบายถึงที่มาและเบื้องหลังจากแต่งเรื่องนี้อย่างชัดเจนแล้ว ดิฉันก็หมดข้อกังขา และตั้งใจจะบอกในตอนท้ายของกระทู้ตอนนี้ว่า ในความเห็นส่วนตัว ชอบหลายชีวิตมากกว่างานของคุณปู่รางวัลพูลิตเซอร์ มาเริ่มด้วยเนื้อเรื่องกันค่ะ เรื่องราวย้อนหลังไปยังศตวรรษที่ 18 ณ เมืองลิมา ประเทศเปรู (Peru) เกิดเรื่องน่าสลดใจขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1714 เมื่อ สะพานเชือกซานหลุยส์เรย์ ซึ่งเป็นสะพานแขวนเก่าแก่เชื่อมสองฝั่งของหุบเขา ได้ขาดสะบั้นลงอย่างกะทันหัน ทำให้ผู้คนที่กำลังเดินข้ามสะพานอยู่ 5 ชีวิต ตกลงไปในเหว ทุกคนเสียชีวิต บราเธอร์ จูนิเปอร์ นักบวชผู้เห็นเหตุการณ์สะพานขาด เกิดความสงสัยว่าทำไมผู้คนที่มาจากคนละทิศละทางถึงมาตายพร้อมกัน เขาเชื่อว่าพระเจ้าต้องมีเหตุผลที่สมควรในการเลือกจบชีวิตคนเหล่านี้ เขาจึงตั้งใจที่จะรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของเหยื่อทั้งห้าคน เพื่อพิสูจน์ว่าความตายที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่เป็นลิขิตของสวรรค์ที่สมเหตุสมผล เหยื่อทั้งห้าคนมีใครบ้าง ห้า: ดอนญา มารีน่า, มาร์คีซ เดอ มอนเตมายอร์ สตรีสูงศักดิ์ผู้ร่ำรวยแต่มีชีวิตอ้างว้างเดียวดาย เธอใช้ชีวิตทั้งหมดเฝ้าแต่เขียนจดหมายแสดงความรักถึงลูกสาว หญิงสาวทิ้งแม่ไปอยู่ห่างไกล และไม่ยอมติดต่อกับแม่ เปปิตา เด็กสาวกำพร้า นิสัยขลาดอายและซื่อสัตย์ เป็นผู้ติดตามรับใช้ดอนญ่า เอสเตบัน ชายหนุ่มกำพร้าผู้มีคู่แฝดชื่อมานูเอล ที่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้งราวกับเป็นวิญญาณเดียวกัน แต่มานูเอลเพิ่งจะป่วยตายได้ไม่นาน เอสเตบันตกอยู่ในห้วงทุกข์อย่างหนัก เพิ่งจะได้สติขึ้นมา ลุงปิโอ อดีตผู้จัดการของนางละครชื่อ ลา เพริโกลา ที่ปัจจุบันเจ็บป่วยและอับแสงไปแล้ว กับไฆเม เด็กน้อยลูกชายของ ลา เพริโกลา ผู้อยู่ในอุปถัมภ์ของลุงปิโอ นักบวชจูนิเปอร์ใช้เวลาหลายปีในการสืบเสาะ รวบรวมคำให้การ พยาน และหลักฐานเกี่ยวกับความดีและความชั่วของเหยื่อแต่ละคน แต่สุดท้ายการค้นคว้าของเขาก็ไม่อาจหาข้อสรุปที่ชัดเจน ได้ว่าคนเหล่านี้สมควรตายเพราะเหตุผลใดกันแน่ งานชิ้นนี้ถูกศาสนจักรสั่งเผาทำลาย นวนิยายจบลงแบบกำกวม (ตามเคย) ว่า แท้จริงแล้วคำถามไม่ได้อยู่ที่ "ทำไม" พวกเขาถึงตาย แต่อยู่ที่ "ความรัก" ซึ่งมีอยู่หลายแบบ แต่ละแบบก็มีอิทธิพลต่อเขาทั้งสิ้น ความรักยังคงอยู่แม้ว่าผู้คนจะจากไปแล้ว คำคมที่ไวล์เดอร์ให้ผู้อ่านไว้ คือ There is a land of the living and a land of the dead and the bridge is love, the only survival, the only meaningใ คนอ่านอ่านจบแล้วก็จะได้ข้อคิดให้ไปไตร่ตรองงถึงความหมายของชะตากรรม โชคชะตา และพลังของความรัก ในความตายของคนทั้งห้าที่ดูเหมือนบังเอิญและไร้เหตุผล
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41834
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 189 เมื่อ 29 พ.ย. 25, 20:26
|
|
บาทหลวงจูนิเปอร์ (หรือความจริงคือไวล์เดอร์เอง) ไม่ได้ให้คำตอบชัดเจนว่าทำไมคน 5 คนที่มาจากชีวิตคนละอย่างถึงมาพบจุดจบพร้อมกัน แต่จากการศึกษาชีวิตแต่ละคน เขาพบว่า ทั้ง 5 คนได้ประสบความรักในแบบต่างๆกัน และได้เรียนรู้ชีวิตจากความรักที่ตัวเองประสบ ไวล์เดอร์เรียกวา่ love แต่จากที่อ่าน น่าจะกว้างกว่าความรัก อาจจะเป็นเมตตาจิต ความผูกพัน ความเข้าใจ ที่มนุษย์แต่ละคนมีต่อกัน เกิดการตระหนักถึงคุณค่าบางอย่างในชีวิต ได้รับ "ความแจ่มแจ้ง" บางอย่างขึ้นในใจ ก่อนพวกเขาจะเดินเข้าสู่วาระสุดท้ายโดยไม่คาดฝัน สรุปว่า คนอ่านยังไม่ได้คำตอบว่าทำไม 5 คนนี้มาตายพร้อมกัน แต่ได้ข้อคิดมาขบคิดกันเอง จะพยายามทำความเข้าใจในค.ห.ต่อไปพรุ่งนี้นะคะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41834
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 190 เมื่อ 30 พ.ย. 25, 09:49
|
|
ดูจากฝั่งความเห็นของนักวิชาการและนักวิจารณ์ก่อน ว่าทำไมThe Bridge of San Luis Rey จึงไม่ได้ให้“คำตอบแน่ชัด” ว่าเหตุคนทั้งห้าถึงต้องตายพร้อมกัน พวกนี้สรุปว่า ธอร์นตัน ไวล์เดอร์ ไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อให้ผู้อ่าน “ไขปริศนา” ว่าทำไมคนกลุ่มนี้ทำอะไร ถึงมาตายพร้อมกัน แต่เขาเขียนเพื่อถามคำถามลึก ๆ ที่อยู่ในใจมนุษย์ทุกคนว่า - ความหมายของชีวิตคืออะไร? - ความรักทำให้เรามีคุณค่าหรือไม่? - โชคชะตาคือเรื่องบังเอิญ... หรือมีพลังลึกลับกำหนดอยู่เบื้องหลัง? บาทหลวงจูนิเปอร์หาคำตอบไม่ได้ เพราะชีวิตไม่ใช่สมการที่เราจะแก้ได้ด้วยเหตุผลเท่านั้น แต่ท่านพบว่า แม้คนทั้งห้าจะมาจากคนละทิศละทาง คนละเส้นทางชีวิต แต่เมื่อมองลึกเข้าไป เราจะพบว่า… - พวกเขาทุกคน ต่างมีความรักที่เปราะบาง—บางคนแสวงหา บางคนเสียไป บางคนกลัวที่จะรัก - พวกเขา เกี่ยวพันกันผ่านคนกลาง หรือสถานการณ์เล็ก ๆ ที่พาให้ชีวิตมาบรรจบ - พวกเขาทุกคน กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ของจิตใจ เช่น ความโศกเศร้า การให้อภัย การเริ่มต้นใหม่ สะพานที่พวกเขาเดินข้าม จึงไม่ใช่แค่สะพานทางกายภาพ—แต่มันคือสัญลักษณ์ของ “ช่วงชีวิต” ช่วงที่บางสิ่งกำลังจะสิ้นสุด และบางสิ่งอาจกำลังเริ่มต้น งั้นไวล์เดอร์สรุปว่าอะไร สรุปว่าคุณปู่ไม่ได้ให้คำตอบว่า“ก็พระเจ้ากำหนดให้ตาย ” หรือ “เปล่า ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งนั้น" เขาเพียงแต่ให้คำตอบว่า “แผ่นดินของคนเป็นก็มีอยู่ และแผ่นดินของคนตายก็มีอยู่ และสะพานที่เชื่อมสองฝั่งนั้น ก็คือความรัก” แปลไทยเป็นไทยอีกที (ด้วยความเหนื่อย)ว่า ชีวิตมีทั้งความเป็นและความตาย แต่พลังที่เชื่อมโยงระหว่างกัน คือ "ความรัก" ดังนั้น สิ่งที่ไวล์เดอร์ต้องการให้คนอ่านคิดวิเคราะห์คือ หยิบเรื่องนี้เป็นกระจกมาส่องใจ แล้วถามตัวเองว่า ระหว่างยังมีชีวิต ยังไม่ถึงจุดจบของความตาย - เราได้รักอย่างแท้จริงหรือยัง? - เราเข้าใจผู้อื่น หรือยังพยายามบ้างไหม? -เราเห็นคุณค่าของทุกนาที หรือมัวแต่รอ “สะพานสุดท้าย” จะขาดลง?
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41834
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 191 เมื่อ 30 พ.ย. 25, 10:47
|
|
ตัวละครคนแรกใน 5 คน ที่บาทหลวงค้นหาชีวประวัติมาได้คือดอนญา มาเรีย มาร์เกซา เด มอนเตมายอร์ สตรีบรรดาศักดิ์ผู้มั่งคั่งและเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ดราม่าสุดๆ หัวใจมีแผลหนักเพราะความรัก แต่ไม่ใช่ในตัวชายคนใด แต่เป็นลูกสาวคนเดียว ดอนญามาเรียรักลูกสาวแบบทุ่มเทหัวใจ ลูกสาวเป็นโลกทั้งโลกของเธอ เธอรัก เธอห่วงใย เธอตามใจ เธออุทิศชีวิตทั้งหมดเพื่อลูก แต่ลูกสาวเธอเป็นหญิงสาวสมัยใหม่ที่ต้องการความเป็นตัวของตัวเอง จึงสุดแสนจะอึดอัดลำบากใจกับความรักแบบทำให้ตัวเองกระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ได้ หล่อนก็เลยออกจากบ้านไปอยู่ห่างไกลถึงประเทศสเปน ตัดขาดการติดต่อกับแม่ ดอนญามาเรียจึงกลายเป็นแม่ที่ระทมทุกข์ เจอใครก็รำพันถึงความอาภัพของแม่ที่ลูกไม่รัก เอาแต่ขมขื่น จมอยู่กับเหล้า วันๆ เธอก็เอาแต่เขียนจดหมายถึงลูก ระบายความรัก ผิดหวัง สับสน เสียใจ และปรารถนาที่จะให้ลูกเห็นความรักของแม่ แล้วกลับคืนมา แต่ลูกสาวก็ไม่เคยตอบ จนเธอเดินทางมาถึงสะพานแขวนแห่งนี้
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|