ผมพบว่า เวลาถกเถียงเรื่อง 'กาเหว่าที่บางเพลง' เรามักพูดกันคนละภาษา ทั้งที่อ้างอิงไปถึงคำคำเดียวกันว่า "ความจริง"
"อดีต" กับ "ประวัติศาสตร์" อาจเป็นสองคำที่ใกล้กันมาก แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
อดีตของ 'กาเหว่าที่บางเพลง' นั้นค่อนข้างชัด มันคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว นวนิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นในช่วงปลายชีวิตของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ใน 'สยามรัฐ' ปี ๒๕๓๐ รวมเล่มปี ๒๕๓๒ และมีโครงเรื่องที่ใกล้เคียงกับ The Midwich Cuckoos ของ John Wyndham อย่างยากจะปฏิเสธ อดีตในความหมายนี้ ไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบ ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
แต่เมื่ออดีตถูกหยิบมา "เล่า" มันจะไม่ใช่อดีตล้วน ๆ อีกต่อไป มันกลายเป็นประวัติศาสตร์ และประวัติศาสตร์ไม่เคยเป็นเพียงการเรียงลำดับเหตุการณ์ แต่คือการ "เลือก" ว่าจะเล่าอะไร เน้นตรงไหน และใช้กรอบคิดแบบใดในการอธิบายอดีตนั้น
ในกรณี 'กาเหว่าที่บางเพลง' เราจึงเห็นประวัติศาสตร์อย่างน้อย ๒ ชุดที่ยืนหันหลังให้กัน
ประวัติศาสตร์ชุดแรกยืนอยู่บนมาตรฐานสากล อย่างที่ ส. ศิวรักษ์ เสนอไว้ในปี ๒๕๕๒ การนำโครงเรื่องจากวรรณกรรมตะวันตกมาใช้โดยไม่ระบุที่มา ย่อมเป็นปัญหาทางจริยธรรมทางปัญญา ไม่ว่าบริบทสังคมไทยในขณะนั้นจะเป็นเช่นไร ในประวัติศาสตร์ชุดนี้ 'กาเหว่าที่บางเพลง' ถูกอ่านในฐานะ "งานดัดแปลงที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อต้นทาง" และอดีตของมันจึงถูกจัดวางในกรอบของคำว่า ลอก ขโมย หรือปล้นสะดม
แต่ประวัติศาสตร์อีกชุดหนึ่ง ซึ่งฝังตัวอยู่ในความทรงจำของผู้อ่านไทยจำนวนมาก กลับเล่าเรื่องเดียวกันคนละแบบ นี่คือยุคที่กฎหมายลิขสิทธิ์ยังไม่ครอบคลุมงานต่างชาติ ยุคที่การนำพล็อตจากต่างประเทศมา "แปลงเป็นไทย" ไม่ถูกมองว่าเป็นบาปหรือการทำชั่ว หากเป็นความสามารถเชิงวรรณศิลป์ ในประวัติศาสตร์ชุดนี้ คำถามไม่ใช่ว่า "เอามาจากใคร" แต่คือ "ทำให้เป็นไทยได้ลึกและลึกซึ้งแค่ไหน" และ 'กาเหว่าที่บางเพลง' ก็ถูกจดจำในฐานะนวนิยายที่พาเรื่องเด็กประหลาดเหนือธรรมชาติมาฝังลงกลางทุ่งนา ให้พระภิกษุทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ ให้พุทธศาสนาเป็นแกนในการอธิบายความไม่รู้และความหวาดกลัว
อดีตอาจเหมือนกัน แต่ประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป ประวัติศาสตร์ก็ยิ่งทับซ้อนด้วย "ผลลัพธ์" 'กาเหว่าที่บางเพลง' ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนหน้ากระดาษ มันกลายเป็นภาพยนตร์ เป็นละครโทรทัศน์ และกำลังถูกตีความใหม่เป็นละครเพลงไซไฟ โดยคนรุ่นที่ไม่ได้อยู่ในสนามถกเถียงเรื่องลิขสิทธิ์เมื่อสามสิบปีก่อน
สิ่งนี้เองที่ทำให้ผมเริ่มสงสัย บางครั้ง "ประวัติศาสตร์" อาจไม่ได้ทำหน้าที่แค่พิพากษาอดีต แต่ยังต้องทำหน้าที่อธิบายว่า เหตุใดผลงานบางเรื่องจึงไม่ยอมตายไปตามคำกล่าวหา ผมไม่ได้ปฏิเสธข้อท้วงติงเรื่องมาตรฐานสากล และก็ไม่คิดว่า คำว่า "ทำให้เป็นไทย" จะเป็นใบอนุญาตให้ละเลยความซื่อสัตย์ทางปัญญาได้เสมอไป แต่ในฐานะผู้อ่าน ผมเห็นความจริงอีกแบบหนึ่งดำรงอยู่พร้อมกัน นั่นคือ ความจริงที่ว่า งานชิ้นนี้ได้ถูกสังคมไทยรับไปเลี้ยง จนมันมีชีวิต มีความหมาย และมีอนาคตของตัวเอง มันไม่ได้มีแค่อดีตและประวัติศาสตร์ แต่มันมี "อนาคต" ด้วย
ความต่างระหว่างอดีตกับประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องว่าใครพูดจริงกว่าใคร แต่คือการยอมรับว่า อดีตหนึ่งเดียวสามารถถูกจัดวางในประวัติศาสตร์หลายแบบ ขึ้นอยู่กับว่าเรายืนอยู่ตรงไหน และให้คุณค่ากับอะไร
ผมยังหาคำตอบสุดท้ายไม่ได้ว่า เราควรตัดสิน 'กาเหว่าที่บางเพลง' อย่างไรในเชิงจริยธรรม แต่ผมเริ่มแน่ใจขึ้นอย่างหนึ่งว่า การทำความเข้าใจงานวรรณกรรมอาจต้องแยกให้ออกเสมอว่าสิ่งที่เรากำลังถกเถียงอยู่คือ "อดีตที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว" หรือคือ "ประวัติศาสตร์ที่เรากำลังเลือกจะเล่า"
การเปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์หลายชุดอยู่ร่วมกันได้อาจซื่อสัตย์ต่อความซับซ้อนของศิลปะ มากกว่าการพยายามทำให้งานใดงานหนึ่งขาวสะอาดหรือดำมืดจนเกินจริง
เรืองเดช จันทรคีรีบรรณาธิการและผู้จัดการสำนักงานมาตรฐานวรรณกรรมพิมพ์จำกัด
๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๘