เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 14 15 [16] 17 18 19
  พิมพ์  
อ่าน: 24003 คุยกันถึงวรรณกรรมระดับโลก
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 225  เมื่อ 12 ธ.ค. 25, 15:25

  คราวหน้าจะพูดถึง กาเหว่าที่บางเพลง เสียทีค่ะ


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16248



ความคิดเห็นที่ 226  เมื่อ 12 ธ.ค. 25, 17:35

David Buckingham นักวิชาการชาวอังกฤษ วิจารณ์ The Midwich Cuckoos ตอนหนึ่งว่า

ในทางการเมือง วินดัมอาจถือเป็นเสรีนิยมแบบเก่า แนวคิดของเขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน ซึ่งปรากฏให้เห็นตลอดทั้งนวนิยาย และรวมถึงผลงานอื่น ๆ ของเขา เช่น The Crysalids and Day of the Triffids ด้วย เซลลาบีบอกเราว่า ธรรมชาติไม่ใช่เรื่องสบาย ๆ 'แต่ละสายพันธุ์ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และมันจะทำเช่นนั้นด้วยทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเลวร้ายเพียงใดก็ตาม' ลูกนกกาเหว่ามีจิตสำนึกร่วมกัน เป็นรูปแบบของ 'ปัจเจกนิยมแบบรวมหมู่' ที่ทำให้พวกเขามีประสิทธิภาพและทรงพลังมากกว่ามนุษย์ ในที่สุด พวกเขาไม่สามารถอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายมนุษย์ได้ ดังนั้นจึงต้องถูกกำจัด เซลลาบีมองว่าตัวเองมีส่วนร่วมในการต่อสู้ 'ดั้งเดิม' เพื่อการอนุรักษ์สายพันธุ์ และในบริบทนี้ ความลังเลใจแบบเสรีนิยมเป็นเพียงอุปสรรคเท่านั้น

ดังนั้น หลังจากที่ปรากฏว่าชาวรัสเซียได้ทำลายกลุ่มเด็กของตนเอง (รวมถึงชาวเมืองที่เด็กเหล่านั้นอาศัยอยู่ด้วย) เด็กคนหนึ่งจากมิดวิชจึงอธิบายให้เขาฟังว่าทำไมเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องยากกว่าสำหรับฝ่ายอังกฤษ

ในรัสเซีย ปัจเจกชนดำรงอยู่เพื่อรับใช้รัฐ หากเขาเอาตนเองอยู่เหนือรัฐ เขาคือผู้ทรยศ และเป็นหน้าที่ของชุมชนที่จะปกป้องตนเองจากผู้ทรยศ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือกลุ่ม ในกรณีนี้ หน้าที่ทางชีววิทยาและหน้าที่ทางการเมืองจึงสอดคล้องกัน…

แต่สำหรับคุณ ประเด็นนี้ไม่ชัดเจนนัก ไม่เพียงแต่เจตจำนงในการดำรงชีวิตของคุณจะถูกบดบังด้วยขนบธรรมเนียมอย่างลึกซึ้งเท่านั้น แต่คุณยังต้องเผชิญกับความไม่สะดวกสบายจากความคิดที่ว่ารัฐมีอยู่เพื่อรับใช้ปัจเจกชนผู้ประกอบขึ้นเป็นรัฐนั้น ดังนั้นจิตสำนึกของคุณจึงจะรู้สึกไม่สบายใจเมื่อคิดว่าเรามี "สิทธิ"


เด็กอีกคนหนึ่งอธิบายต่อไปว่า รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา จะถูกจำกัดด้วยความเหมาะสมทางการเมืองและความจำเป็นในการเอาใจกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ขัดแย้งกัน และในที่สุดก็จะไม่สามารถทำลายพวกเขาได้เหมือนที่รัสเซียทำ เซลลาบีให้คำจำกัดความนี้ว่าเป็น 'ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางศีลธรรม': เป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะกำจัดเด็ก ๆ เพราะพวกเขาเป็นภัยคุกคามต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน วัฒนธรรมมนุษย์ก็ 'ลังเลที่จะกำจัดชนกลุ่มน้อยที่ไม่มีอาวุธอย่างโหดเหี้ยม' และการย้ายเด็ก ๆ ไปที่อื่นจะเป็น 'การผัดวันประกันพรุ่งที่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบซึ่งขาดความกล้าหาญทางศีลธรรมอย่างสิ้นเชิง' ดูเหมือนว่าระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมจะไม่พร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายเช่นนี้ และทางเลือกสุดท้ายของเซลลาบี แม้ในระดับหนึ่งจะเป็นการกระทำที่กล้าหาญ แต่ก็สอดคล้องกับตรรกะแบบดาร์วินของเด็ก ๆ ด้วย

จาก davidbuckingham.net
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16248



ความคิดเห็นที่ 227  เมื่อ 12 ธ.ค. 25, 18:35

The Midwich Cuckoos มีนัยทางการเมืองซ่อนอยู่ไม่น้อย จึงไม่น่าแปลกใจ เมื่อคุณชายคึกฤทธิ์นำเรื่องนี้มาแปลงเป็น "กาเหว่าที่บางเพลง" จึงออกตัวในตอนท้ายของคำชี้แจงว่า

"มีผู้อ่านบางคนเข้าใจว่าผมจะได้มีความคิดทางการเมืองหรือทางอื่น ๆ แอบแฝงไว้ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อจะได้ชี้ให้ผู้อ่านเห็นในสิ่งที่ผมเห็นหรือคิดในสิ่งที่ผมคิด จึงขอปฏิเสธไว้ในที่นี้ว่าผมมิได้มีความคิดอะไรเช่นนั้นเลย มิได้แอบแฝงคติหรือลัทธิทางการเมืองใด ๆ ไว้ในหนังสือเล่มนี้มีได้คิดที่จะวิจารณ์สังคมใดหรือส่วนใดของสังคมไว้ในหนังสือเล่มนี้ ตลอดจนมิได้คิดที่จะแอบแฝงคติธรรมใด ๆ ให้ท่านผู้อ่านได้เห็นเองในหนังสือเล่มนี้อีกด้วย

หนังสือเล่มนี้ได้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงแท้ ๆ และด้วยความหวังว่าผู้ที่อ่านหนังสือเล่มนี้ก็จะได้รับความบันเทิงเช่นเดียวกับที่ผู้แต่งได้รับมาแล้ว"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 228  เมื่อ 13 ธ.ค. 25, 10:08

  กาเหว่าที่บางเพลง
     เรื่องราวเกิดขึ้นที่บางเพลง  หมู่บ้านเล็กๆในชนบทแห่งใดแห่งหนึ่งของประเทศไทย
    คืนหนึ่งในเดือน 12 ก็เกิดปรากฏการณ์คล้ายกับมีดวงจันทร์เกิดขึ้น 2 ดวง ดวงจันทร์ประหลาดดวงที่สองลอยต่ำลงมาเรื่อยๆ แล้วความรู้สึกของคนทั้งบางเพลงก็หยุดนิ่งไป 4 นาที ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ หลังจากนั้นปรากฏว่า ผู้หญิงในบางเพลงตั้งแต่เด็กสาวอายุ 16 ปี ไปจนถึง 80 ปี เด็กสาว แม่ม่าย กระทั่งแม่ชีตั้งท้องพร้อมกันถึง 214 คน
    เด็กทั้ง 214 คน คลอดออกมาพร้อมกันและโตขึ้นมาพร้อมกัน โดยมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งสังเกตเห็นความผิดปกตินี้คอยเฝ้าจับตาดูอยู่และค่อยไขปริศนาที่มาของเด็กเหล่านี้
     เด็กทั้ง 214 คนมีเจริญเติบโตกว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน เพียงแค่ 2-3 ขวบ เด็กเหล่านี้ก็เลือกแต่จะกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ พออายุ 8 ปีก็เติบโตราวเด็กอายุ 15-16 ปี    เมื่อโตขึ้น  เด็กเหล่านี้มักไม่ค่อยสุงสิงกับคนทั่วไป ชอบจับกลุ่มอยู่กับพวกเดียวกัน ด้วยพฤติกรรมแปลกๆ
      เด็กกลุ่มนี้สามารถสื่อสารถึงกันด้วยพลังจิต คิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน เชื่อเหมือนกัน เหมือนกับมีคำสั่งลึกลับคอยกำกับให้ทำทุกอย่างเป็นแบบแผนเดียวกัน
       ในตอนกลางคืนเด็กเหล่านี้จะเดินออกจากบ้านมารวมตัวกันที่หน้าโรงเรียน เมื่อครูฟื้นครูใหญ่เห็นความผิดปกติของเด็กเหล่านี้ก็สะกดรอยตามไป และมีคนมาพบศพครูฟื้นผูกคอตาย
       ตาผันขี้เมาออกไปหาปลาตอนกลางคืน ไปพบเห็นเด็กกลุ่มนี้ออกหาปลาสดๆ ในลำคลองแล้วจับกิน เอาเรื่องมาเล่าไปทั่วบางเพลง ไม่นานคนก็พบศพตาผันจมน้ำตาย
        เด็กเหล่านี้ไม่นับถือพระสงฆ์องค์เจ้า และเชื่อว่าตัวเองมีความรู้มากกว่าคนธรรมดาทั่วไป เวลาเจอพระสงฆ์ก็ไม่เคารพ    แต่แสดงเหมือนกับว่ามีสถานะเท่าเทียมกัน  หรือเหนือกว่าด้วยซ้ำไป
       นานวันเข้า หมาแมวค่อยๆหายไปจากหมู่บ้าน ต่อมาก็เป็ดไก่ และหมู เกิดเสียงเล่าลือ พูดปากต่อปากถึงจนความหวาดสยองลามไปทั่วทั้งบางเพลง ตกค่ำทุกบ้านก็ปิดบ้านเก็บตัวเงียบไม่กล้าออกไปไหน ได้ยินแต่เสียงฝีเท้าเดินบ้างวิ่งบ้างภายนอกบ้าน  แต่ไม่กล้าออกไปดู       ชาวบ้านรู้แล้วว่า ความผิดปกติเกิดมาจากเด็กทั้ง 214 คนนี้ เพราะพ่อแม่เด็กเหล่านี้ก็รู้ว่า เด็กเหล่านี้ชอบออกจากบ้านไปในเวลาค่ำคืน
       เมื่อตำรวจเข้ามาสืบสวนเรื่องราวของหมู่บ้านทั้งเรื่องสัตว์เลี้ยงหายและคนตาย โดยพุ่งความสงสัยไปที่เด็กทั้ง 214 คน เมื่อเริ่มสอบสวนเด็ก 4 คนแรก  เด็กที่เหลือทั้งหมดก็มาล้อมตำรวจไว้ จนต้องปล่อยตัว  ยิ่งกว่านี้ เด็กทั้ง 214 คน ก็แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจเหนือกว่า   ด้วยการพาพวกบุกขึ้นไปบนโรงพัก ตำรวจทั้งหมดถูกสะกดให้นิ่งงันเหมือนหุ่น ไม่สามารถทำอะไรได้
      
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 229  เมื่อ 13 ธ.ค. 25, 10:10

    เมื่อถึงหน้าน้ำหลาก  น้ำเริ่มท่วมบางเพลงเหมือนกับหน้าน้ำหลากทุกปี ชาวบ้านพากันเก็บข้าวของขึ้นที่สูง แต่เด็กๆสามารถรวมพลังกันป้องกันน้ำท่วมได้ ชาวบ้านก็เริ่มค่อยๆ เปลี่ยนจากความหวาดกลัวมาเป็นความอัศจรรย์ใจและชื่นชม
      ความศรัทธาเพิ่มขึ้น เมื่อเด็กจำนวนหนึ่งใน 214 คน  แสดงพลังให้ไฟไหม้โรงสีจนเกิดความโกลาหลไปทั่ว จากนั้นทั้ง 214 คน ก็แสดงพลังยืนล้อมรอบเปลวเพลิงที่กำลังลุกลาม    ครู่เดียวไฟก็ดับลงราวกับปาฏิหาริย์
      เรื่องนี้เปลี่ยนความกลัวของชาวบ้านมาเป็นความเคารพยำเกรง    เมื่อเดินสวนทางกับเด็กเหล่านี้ก็พากันกราบไหว้ ชาวบ้านตั้งศาลขึ้นในโรงเรียนที่เด็กเหล่านี้ชอบไปรวมตัวกันในตอนกลางคืน   เอาเนื้อหมูสด ปลาเป็นๆ ไปเซ่นไหว้ รุ่งเช้ามาเนื้อหมูและปลานั้นก็หายไป
       ใครอยากได้อะไรก็บนบานศาลกล่าวก็จะได้รับสิ่งที่ประสงค์   ถ้าอยากเก็บเกี่ยวข้าวในนาแต่ไม่มีกำลังคนเพียงพอ แค่มาขอ   รุ่งเช้าข้าวในนาก็ถูกเก็บเกี่ยวให้อย่างเรียบร้อย
       จากการสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน เด็กๆ เริ่มสร้างศรัทธากลับมาด้วยการให้ผลประโยชน์ตอบแทน
        ความจริงก็คือเด็กทั้ง 214 คน เกิดจากตัวอ่อนของมนุษย์ต่างดาวที่ถูกส่งมาอาศัยครรภ์แม่เพื่อเกิดในโลกมนุษย์  เพราะผู้หญิงในดาวของเขาไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีก   พวกเขามีเป้าหมายเพื่อยึดครองโลก มีคำสั่งจากอำนาจจากศูนย์กลางคอยบงการผ่านกระแสจิตว่า สร้างพลังอำนาจให้หวาดกลัวอย่างเดียวไม่พอ ต้องให้มนุษย์เลื่อมใสศรัทธาด้วยจึงจะยึดโลกได้สำเร็จ      
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 230  เมื่อ 13 ธ.ค. 25, 10:11

       ม.ร.ว.คึกฤทธิ์บรรยายว่า
       “ตั้งแต่นั้นมา ก็เป็นที่รู้กันทั้งบางเพลงว่าคนที่เกิดมาพร้อมกันทั้ง 214 คนนั้น เขามีฤทธิ์มีอำนาจเหนือคนในบางเพลงทั่วไป เขาจะบันดาลให้เกิดอะไรขึ้นก็ได้ ใครมีทุกข์มีร้อน ถ้าหากว่าเป็นทุกข์ที่แท้จริงเขาก็ช่วยให้ได้ คนทั้งบางเพลงก็พากันเกรงกลัวว่าเขาจะไม่ทำดีให้ หรือเขาอาจทำให้เกิดภัยพิบัติ จะพบคนพวกนี้ที่ไหน แม้จะสวนทางกันกลางถนนก็จะหยุดก้มตัวไหว้ หรือบางคนก็ถึงกับลงนั่งไหว้
      โรงโถงที่โรงเรียนโรงหนึ่งนั้นก็กลายเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ไว้สำหรับทำการบูชาด้วยธูปเทียนดอกไม้ และเครื่องสังเวยอันเป็นอาหารต่างๆ แม้บางคนที่เคร่งในศาสนาพุทธ และรู้สึกรังเกียจในเครื่องสังเวยที่เป็นปลาเป็นๆ หรือหมูดิบๆ ที่เพิ่งฆ่ามา ก็ทำอะไรไม่ได้   จะห้ามปรามใครมิให้ทำเช่นนั้นไม่ได้ และในที่สุด แม้แต่จะแสดงความรังเกียจออกมาให้ปรากฏก็เกรงภัยอันตรายไม่กล้าทำ"
      คนที่เกิดมาพร้อมกัน 214 คน และมีไฝที่ลูกตาขวาเหมือนกันทั้ง 214 คน และกะพริบตาโดยยกขอบตาล่างขึ้นมาปิดขอบตาบนนั้น เริ่มต้นโดยการทำให้คนในบางเพลงกลัวเสียก่อน กลัวจนหัวหดขวัญหนีดีฝ่อไม่กล้าจะทำอะไรต่อพวกเขา และต่อมาอีกขั้นหนึ่งก็ทำความดีต่างๆ หรือแสดงอำนาจในทางความดีให้เห็น จนกระทั่งคนทั้งบางเพลงพากันนับถือเขา เกรงและบูชาเขา พร้อมที่จะเสียสละอะไรบางอย่างให้เขา หรือถ้าเขาบอกให้ทำอะไรก็คงจะทำ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 231  เมื่อ 14 ธ.ค. 25, 10:17

     ตัวละครสำคัญในเรื่องคือหลวงพ่อเติม พระสงฆ์ชราที่ชาวบางเพลงเคารพนับถือ  ท่านได้พูดคุยด้วยเมตตาจิตกับเด็กพวกนี้ จนได้รับคำบอกเล่าจากเด็กๆว่า พวกเขามาจากดาวดวงอื่น   บนดาวดวงนั้น ผู้คนมีชีวิตอมตะ   จึงไม่มีคำว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย และไม่รู้จักอริยสัจ 4  (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)
   ต่อมาไข้หวัดใหญ่ระบาดขึ้นในหมู่บ้าน   เป็นชนิดไม่ร้ายแรง  เด็กชาวบ้านป่วยไม่กี่วันก็หาย   แต่เด็กเหล่านี้ป่วยแล้วทรุดลงรวดเร็วจนตายไปถึง 63 คน  เพื่อนใช้พลังจิตช่วยเหลือไม่ได้   เมื่อแพทย์ผ่าศพพิสูจน์ ก็พบว่าร่างกายพวกเขาไม่มีม้าม ทำให้ไม่สามารถต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้
       เด็กที่เหลือเกิดความหวาดกลัว  เกรงว่าจะตายตามคนอื่นๆไป หมดความองอาจกล้าหาญอย่างเมื่อก่อน  ปฏิกิริยาของชาวบ้านก็เปลี่ยนไป เลิกนับถือยำเกรงเด็กเหล่านี้   ในที่สุด เด็กๆก็พร้อมใจกันเดินทางกลับดาวของตน   
     ก่อนจากไป พวกเขาพากันมาลาหลวงพ่อเติม  และยอมรับความจริงเรื่องทุกข์อริยสัจ โดยไม่มีข้อโต้แย้งอีก


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16248



ความคิดเห็นที่ 232  เมื่อ 14 ธ.ค. 25, 11:35

กาเหว่าที่บางเพลง นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗
ได้รับการนำไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโดยในช่วงต้นมีข้อความว่าได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องสั้นในชื่อเดียวกัน

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 233  เมื่อ 15 ธ.ค. 25, 11:10

   ทีนี้ ก็จะมาถึงเรื่องที่หลายคนคงอยากทราบวา่  กาเหว่าที่บางเพลง  เป็นเรื่องที่เอามาจาก The Michwich Cuckoos หรือเปล่า
   ถ้าย้อนอ่านค.ห.ที่ 219  ที่คุณหมอ SILA แค็ปหน้าจอคำนำของม.ร.ว. คึกฤทธิ์ มาลง ว่าท่านผู้เขียนเล่าว่าท่านไม่ได้คิดโครงเรื่องหรือ plot เอาไว้ล่วงหน้าเลย   เรียกว่าเขียนไปคิดไป เรื่องจะดำเนินต่อไปหรือจบลงอย่างไร ท่านผู้เขียนก็ไม่ได้รู้ล่วงหน้า  
    ด้วยวิธีเขียนแบบนี้  ก็แสดงว่าม.ร.ว.คึกฤทธิ์คิดพล็อตขึ้นมาเอง  ส่วนมันจะไปเหมือนกับ The Michwich Cuckoos ได้อย่างไร ก็อาจวิเคราะห์ได้หลายทาง  เช่น
   1 เหมือนโดยบังเอิญ   อย่างที่ในคำชี้แจงที่คุณหมอ SILA ยกมาในคห. 221 ว่า  
     "นวนิยายวิทยาศาสตร์แบบนี้ ได้พิมพ์จำหน่ายกันออกมาแล้วในต่างประเทศนับเป็นร้อยเป็นพันเล่ม"
    2  ท่านจำไม่ได้แล้วว่า เค้าโครงเดิมมาจากอะไร    ในช่วง 2530 อย่าว่าแต่อินเทอร์เน็ตเลย แม้แต่คำว่าคอมพิวเตอร์ก็ยังไม่ชินหูสำหรับหูคนไทยนอกห้องทำงานของนักวิทยาศาสตร์     ดังนั้นถ้าเขียนอะไร ต้องพึ่งความทรงจำจากหนังสืออย่างเดียว  ถ้าจำชื่อหนังสือกับชื่อผู้เขียนไม่ได้ก็ไม่รู้จะอ้างจากไหน    
    นอกจากนี้ ในยุคที่กาเหว่าที่บางเพลงเกิดขึ้น    กฎหมายลิขสิทธิ์ยังไม่เป็นที่รู้จักมักคุ้นของคนไทย   ถ้าถามว่ามีไหม ก็มีก่อนหน้านี้แล้ว   การอ้างหรือแม้แต่แปลมาตรงๆยังไม่เป็นที่ยึดถือกัน  ประเทศไทยยังเป็นประเทศเล็กๆที่ทางตะวันตกไม่รู้จัก  ถ้าจะแปลหรือดัดแปลงอ่านกันเองในประเทศจำนวนไม่มาก   การฟ้องร้องข้ามประเทศก็ไม่คุ้มในยุคที่ยังต้องส่งจดหมายหรือแฟกซ์หากัน
   3  เมื่อม.ร.ว. คึกฤทธิ์เขียนเรื่องนี้ในราวๆพ.ศ. 2530 อายุท่านประมาณ 77 แล้ว  ความทรงจำบางส่วนอาจจะลืมเลือนไปแล้ว   ท่านจึงจำไม่ได้ว่าท่านเคยอ่านเรื่องนี้มาแล้ว  ความทรงจำบางส่วนยืนยาวมาเฉพาะตอนต้นเรื่อง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 234  เมื่อ 15 ธ.ค. 25, 16:54

   เนื้อหาส่วนที่ใกล้เคียงกับ The Midwich Cuckoos  พอสรุปได้ดังนี้
   -  เด็กจำนวนหนึ่งเกิดในหมู่บ้านเกิดพร้อมกันจากเหตุการณ์ลี้ลับ
   -  โตขึ้นเป็นเด็กประหลาด มีพลังจิตรวมหมู่    สามารถบงการจิตมนุษย์อื่นๆให้ทำตามต้องการได้
   - แท้จริงเป็นสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว มาปฏิสนธิในร่างมนุษย์เพื่อยึดครองโลก
   - ในตอนท้าย ทำไม่สำเร็จ  ต้องจากไป
    แต่ “กาเหว่าที่บางเพลง” มีรายละเอียดในเนื้อเรื่องต่างกัน  เช่นในเรื่องของพลังเหนือธรรมชาติ แสดงชัดเจนกว่า เช่น
    -   ทำให้น้ำหยุดท่วม
    -   ดับไฟไหม้โรงสี
    -   รับเครื่องเซ่นของชาวบ้าน
    -   กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหมู่บ้าน
    - เรียนรู้หลักธรรมของพุทธศาสนา ว่าด้วยอริยสัจ 4
    - ยอมแพ้และจากไปโดยดี
    ส่วน Midwich Cuckoos เน้นความสมจริงแบบวิทยาศาสตร์ ไม่มีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เจือปน  และไม่อิงหลักธรรมในศาสนาใดๆ   เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้บุกรุกและเจ้าของบ้าน ด้วยการใช้ปัญญาเอาชนะกัน  ไม่ใช้กำลังเข้าห้ำหั่น  ในที่สุดผู้มีปัญญามากกว่าเป็นฝ่ายชนะ แต่ก็ต้องสละชีพเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16248



ความคิดเห็นที่ 235  เมื่อ 15 ธ.ค. 25, 18:35

คุณชายคึกฤทธิ์ อาจจะ เคยอ่านและได้ไอเดียตอนจบจากเรื่อง 'The War of the Worlds' ของ H. G. Wells (Herbert George Wells) นักเขียนชาวอังกฤษ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. ๑๘๙๘  บรรดาลูกนกกาเหว่าของคุณชายจึงพ่ายแพ้ต่อเชื้อจุลินทรีย์บนโลก เช่นเดียวกับชาวอังคารของ H. G. Wells

The War of the Worlds ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรก ใน ค.ศ. ๑๙๕๓ และได้รับรางวัลออสการ์ในสาขาเทคนิคพิเศษ

บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 236  เมื่อ 16 ธ.ค. 25, 09:48

         เรื่อง The War of the Worlds ให้ชาวต่างดาวล้มตายเพราะไม่มีภูมิต่อต้านเชื้อโรคธรรมดาที่ชาวเราคุ้นเคยดีมีภูมิคุ้มกันแล้ว (ละม้ายคล้ายกับประวัติศาสตร์ครั้งคนขาวบุกโลกใหม่ นอกจากเข่นฆ่าแล้วยังนำโรคไประบาด เช่น ฝีดาษ,หวัดใหญ่,หัด คร่าชีวิตชนพื้นเมืองที่ภูมิคุ้มกันไม่รู้จักเชื้อเหล่านั้น)
         คุณชายเพิ่มเติมสาเหตุชัดขึ้นด้วยการให้ชาวต่างดาวไม่มีม้าม(เพราะเหตุใดไม่แจ้ง) ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของระบบภูมิคุ้นกันสู้โรค  
         แม้ประเด็นนี้ มีเรื่องให้คำนึงถึงรายละเอียดได้ เช่น ผป.ชาวเราที่ไม่มีม้าม(เช่นโดนตัดออก)นั้น, ตัวเชื้อที่ก่อโรครุนแรง  ต้องฉีดวัคซีนป้องกันจะเป็นแบคทีเรียมีแคปซูลสามตัว(ซึ่งอาจไปซ้ำเติมติดเชื้อลงปอดตามหลังจากเป็นหวัดใหญ่ได้),
        เด็กพวกนี้เข้าข่ายเป็นโรคหายาก คือ ไม่มีม้ามแต่กำเนิด น่าจะมีปัญหาการติดเชื้อมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิดแล้ว    แต่ทั้งนี้นับเป็นเรื่องรอง เรื่องหลักสำคัญที่คุณชายนำเสนอคือ  ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ - "ทุกข์" แห่งอริยสัจ 4   ที่ชาวต่างดาวได้เรียนรู้จักจบหลักสูตรทฤษฏีปฏิบัติก่อนกลับสู่ดาวเกิด
       สาธุ    


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 ธ.ค. 25, 13:07 โดย เทาชมพู » บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 237  เมื่อ 16 ธ.ค. 25, 14:02

    ทีนี้ มาถึงคำถามตรงๆที่หลายคนคนสงสัย  คือ กาเหว่าที่บางเพลง เป็น plagiarism (การลอกเลียนวรรณกรรม/งานวิชาการ   หรือเรียกง่ายๆเป็นภาษาพูดว่า "ก๊อบ")ของ The Michwich Cuckoos  หรือไม่
    ก่อนอื่น ถ้าจะดูว่าอะไรเป็น plagiarism หรือไม่ ต้องดูองค์ประกอบดังต่อไปนี้
    1.   คัดลอกเนื้อหาโดยตรง  คือเอามาทั้งเรื่อง แต่เปลี่ยนเล็กน้อยเช่นเปลี่ยนช่ื่อตัวละครจากฝรั่งเป็นไทย 
    2.   คัดลอกสำนวน/ประโยค  อา่นได้เป็นส่วนใหญ่จากเรื่องต้นแบบ
    3.   คัดลอกการเรียงเหตุการณ์แบบเดิม ๆ  เช่นเส้น story  หรือเส้นโครงสร้างเรื่องเหมือนกันตั้งแต่ต้นจนจบ
     แต่ “กาเหว่าที่บางเพลง”
     1   ไม่ได้คัดลอกภาษาของ Midwich  ใช้คนละภาษา
     2 ไม่ลอกคำ หรือความเช่นในบทสนทนา  ไม่มีตรงไหนลอกมาจาก Midwich
     3   โทน ภาษา สำนวน เป็นไทยแท้  เห็นสำนวนของม.ร.ว.คึกฤทธิ์   ไม่ใช่สำนวนของวินดัม
     4 การคลี่คลายเรื่องและตอนจบเป็นคนละทิศละทางกับ Midwich
      สิ่งสำคัญที่เป็นหัวใจของเรื่อง ไม่ใช่การต่อสู้จนแพ้ชนะกันระหว่างชาวโลกและมนุษย์ต่างดาว  แต่เป็นแนวคิดทางพุทธศาสนา ซึ่งไม่มีใน Midwich ไม่ว่าจะเป็นศาสนาไหน    กาเหว่าใส่ความเชื่อของชุมชนไทย  ใส่บทบาทพระสงฆ์ต่อชุมชน   ใส่ความเชื่อในส่ิ่งเหนือธรรมชาติ   ใส่ระบบอุปถัมภ์ระหว่างมนุษย์กับ "เทพ "
ซึ่งไม่มีใครสังคมอังกฤษ   แต่เป็นที่คุ้นเคยของคนไทย
     สิ่งนี้คือความคิดที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์สร้างสรรค์ขึ้นมาเองในเรื่องนี้   ไม่ได้จำลองแบบจากวินดัม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 238  เมื่อ 16 ธ.ค. 25, 14:13

     ดังนั้น ถ้าเอาสมองของคนเขียนเป็นตัววัดว่าอะไรลอกไม่ลอก   จะเห็นว่าสมองของวินดัมและสมองของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ คิดกันไปคนละทาง   จินตนาการจากสมองจึงออกมาคนละแบบ
    สมองของวินดัมสร้างสงคราม ที่กองทัพแต่ละฝ่ายสู้กันด้วยประสิทธิภาพจากสมองล้วนๆ    ใครคิดไม่ทัน คนนั้นแพ้  ใครคิดได้ฉลาดกว่าคนนั้นชนะ  แต่เช่นเดียวกับสงคราม คือจบลงด้วยความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย
    ส่วนสมองของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ สะท้อนความเชื่อในสังคมไทย ที่เกิดจากอารมณ์ มากกว่าเหตุผล(ความกลัว ความงมงาย ความเลื่อมใสศรัทธาในสิ่งแปลก)  แต่ให้คำตอบว่า แท้จริงแล้ว  สิ่งที่ควรยึดถือมากที่สุดคือหัวใจของศาสนาพุทธ อันได้แก่อริยสัจจ์ 4   เพราะสิ่งนี้คือเหตุผลอันวางอยู่บนความเที่ยงแท้แน่นอน ที่ไม่มีใครค้านได้   ไม่ใช่อารมณ์ซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์
    ในเมื่อมีแก่นเรื่องและความคิดหลักแตกต่างกันอย่างนี้   เหมือนกันแต่ส่วนปลีกย่อยซึ่งอาจจะเปลี่ยนใหม่ได้โดยไม่เสียเนื้อเรื่องหลัก   จะเป็นการลอกเลียนกันหรือไม่   ท่านผู้อ่านคงคิดได้ไม่ยาก
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16248



ความคิดเห็นที่ 239  เมื่อ 16 ธ.ค. 25, 18:35

ผมพบว่า เวลาถกเถียงเรื่อง 'กาเหว่าที่บางเพลง' เรามักพูดกันคนละภาษา ทั้งที่อ้างอิงไปถึงคำคำเดียวกันว่า "ความจริง"

"อดีต" กับ "ประวัติศาสตร์" อาจเป็นสองคำที่ใกล้กันมาก แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

อดีตของ 'กาเหว่าที่บางเพลง' นั้นค่อนข้างชัด มันคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว นวนิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นในช่วงปลายชีวิตของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ใน 'สยามรัฐ' ปี ๒๕๓๐ รวมเล่มปี ๒๕๓๒ และมีโครงเรื่องที่ใกล้เคียงกับ The Midwich Cuckoos ของ John Wyndham อย่างยากจะปฏิเสธ อดีตในความหมายนี้ ไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบ ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

แต่เมื่ออดีตถูกหยิบมา "เล่า" มันจะไม่ใช่อดีตล้วน ๆ อีกต่อไป มันกลายเป็นประวัติศาสตร์ และประวัติศาสตร์ไม่เคยเป็นเพียงการเรียงลำดับเหตุการณ์ แต่คือการ "เลือก" ว่าจะเล่าอะไร  เน้นตรงไหน และใช้กรอบคิดแบบใดในการอธิบายอดีตนั้น

ในกรณี 'กาเหว่าที่บางเพลง' เราจึงเห็นประวัติศาสตร์อย่างน้อย ๒ ชุดที่ยืนหันหลังให้กัน

ประวัติศาสตร์ชุดแรกยืนอยู่บนมาตรฐานสากล อย่างที่ ส. ศิวรักษ์ เสนอไว้ในปี ๒๕๕๒ การนำโครงเรื่องจากวรรณกรรมตะวันตกมาใช้โดยไม่ระบุที่มา ย่อมเป็นปัญหาทางจริยธรรมทางปัญญา ไม่ว่าบริบทสังคมไทยในขณะนั้นจะเป็นเช่นไร ในประวัติศาสตร์ชุดนี้ 'กาเหว่าที่บางเพลง' ถูกอ่านในฐานะ "งานดัดแปลงที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อต้นทาง" และอดีตของมันจึงถูกจัดวางในกรอบของคำว่า ลอก ขโมย หรือปล้นสะดม

แต่ประวัติศาสตร์อีกชุดหนึ่ง ซึ่งฝังตัวอยู่ในความทรงจำของผู้อ่านไทยจำนวนมาก กลับเล่าเรื่องเดียวกันคนละแบบ นี่คือยุคที่กฎหมายลิขสิทธิ์ยังไม่ครอบคลุมงานต่างชาติ ยุคที่การนำพล็อตจากต่างประเทศมา "แปลงเป็นไทย" ไม่ถูกมองว่าเป็นบาปหรือการทำชั่ว หากเป็นความสามารถเชิงวรรณศิลป์ ในประวัติศาสตร์ชุดนี้ คำถามไม่ใช่ว่า "เอามาจากใคร" แต่คือ "ทำให้เป็นไทยได้ลึกและลึกซึ้งแค่ไหน" และ 'กาเหว่าที่บางเพลง' ก็ถูกจดจำในฐานะนวนิยายที่พาเรื่องเด็กประหลาดเหนือธรรมชาติมาฝังลงกลางทุ่งนา ให้พระภิกษุทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ ให้พุทธศาสนาเป็นแกนในการอธิบายความไม่รู้และความหวาดกลัว

อดีตอาจเหมือนกัน แต่ประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป ประวัติศาสตร์ก็ยิ่งทับซ้อนด้วย "ผลลัพธ์" 'กาเหว่าที่บางเพลง' ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนหน้ากระดาษ มันกลายเป็นภาพยนตร์ เป็นละครโทรทัศน์ และกำลังถูกตีความใหม่เป็นละครเพลงไซไฟ โดยคนรุ่นที่ไม่ได้อยู่ในสนามถกเถียงเรื่องลิขสิทธิ์เมื่อสามสิบปีก่อน

สิ่งนี้เองที่ทำให้ผมเริ่มสงสัย บางครั้ง "ประวัติศาสตร์" อาจไม่ได้ทำหน้าที่แค่พิพากษาอดีต แต่ยังต้องทำหน้าที่อธิบายว่า เหตุใดผลงานบางเรื่องจึงไม่ยอมตายไปตามคำกล่าวหา ผมไม่ได้ปฏิเสธข้อท้วงติงเรื่องมาตรฐานสากล และก็ไม่คิดว่า คำว่า "ทำให้เป็นไทย" จะเป็นใบอนุญาตให้ละเลยความซื่อสัตย์ทางปัญญาได้เสมอไป แต่ในฐานะผู้อ่าน ผมเห็นความจริงอีกแบบหนึ่งดำรงอยู่พร้อมกัน นั่นคือ ความจริงที่ว่า งานชิ้นนี้ได้ถูกสังคมไทยรับไปเลี้ยง จนมันมีชีวิต มีความหมาย และมีอนาคตของตัวเอง มันไม่ได้มีแค่อดีตและประวัติศาสตร์ แต่มันมี "อนาคต" ด้วย

ความต่างระหว่างอดีตกับประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องว่าใครพูดจริงกว่าใคร แต่คือการยอมรับว่า อดีตหนึ่งเดียวสามารถถูกจัดวางในประวัติศาสตร์หลายแบบ ขึ้นอยู่กับว่าเรายืนอยู่ตรงไหน และให้คุณค่ากับอะไร

ผมยังหาคำตอบสุดท้ายไม่ได้ว่า เราควรตัดสิน 'กาเหว่าที่บางเพลง' อย่างไรในเชิงจริยธรรม แต่ผมเริ่มแน่ใจขึ้นอย่างหนึ่งว่า การทำความเข้าใจงานวรรณกรรมอาจต้องแยกให้ออกเสมอว่าสิ่งที่เรากำลังถกเถียงอยู่คือ "อดีตที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว" หรือคือ "ประวัติศาสตร์ที่เรากำลังเลือกจะเล่า"

การเปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์หลายชุดอยู่ร่วมกันได้อาจซื่อสัตย์ต่อความซับซ้อนของศิลปะ มากกว่าการพยายามทำให้งานใดงานหนึ่งขาวสะอาดหรือดำมืดจนเกินจริง

เรืองเดช จันทรคีรี
บรรณาธิการและผู้จัดการสำนักงานมาตรฐานวรรณกรรมพิมพ์จำกัด
๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๘


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 14 15 [16] 17 18 19
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.122 วินาที กับ 16 คำสั่ง