เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 16 17 [18] 19
  พิมพ์  
อ่าน: 23999 คุยกันถึงวรรณกรรมระดับโลก
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 255  เมื่อ 23 ธ.ค. 25, 09:27

  เห็นด้วยค่ะ 
  ถ้าดูหนังจะเห็นดราม่าในชีวิตนางเอก(มากกว่าพระเอก) มีความล่มสลายของรัฐทางใต้เป็นฉากหลัง  แต่ถ้าอ่านหนังสือจะเห็นภูมิหลังของอดีตที่เคยรุ่งเรืองและความยากแค้นหลังพ่ายแพ้สงครามกลางเมือง  ปัญหาทาสและการเลิกทาส   ผู้เขียนบรรยายไว้ละเอียดยิบกว่าในหนัง
   มาร์กาเร็ต มิตเชลเป็นชาวรัฐจอร์เจีย เกิดมาในตระกูลคนดีมีฐานะ   เธอเป็นคุณหนูแบบเดียวกับสการ์เล็ตต์  แม้ว่าเกิดทีหลังหลายทศวรรษ  แต่เธอก็ซึมซับค่านิยมเก่าๆของปู่ย่าตายาย มาจนเข้าใจได้ถึงความล่มสลายที่ไม่มีวันฟื้นคืนได้ของยุคเก่า และความเสื่อมโทรมที่ต่อเนื่องมาจนยุคใหม่ที่เธอถือกำเนิด   เธอเข้าใจชีวิตนายและทาสในสมัยนั้นดี  จึงสามารถถ่ายทอดได้จากสายตาของ "คนใน"   ไม่ใช่คนนอกมองเข้าไปแล้วเอามาเขียน
   ข้อนี้เป็นเสน่ห์สำคัญ  เพราะการเขียนอย่าง "คนใน" จะเข้าถึงจิตวิญญาณของเรื่องได้อย่างดีกว่ามองอย่าง "คนนอก"
   กลับมาต่อตอนจบนะคะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 256  เมื่อ 23 ธ.ค. 25, 10:20

    เป็นครั้งแรกที่สการ์เล็ตต์ประจักษ์ว่า ความรักแน่นเหนียวที่เธอมอบให้แอชลีย์มาตลอด ไม่เคยมีชายอื่นมาแทรกได้รวมทั้งสามีทั้ง 3 คนด้วย  ที่จริงแล้วเป็นเพียงความเพ้อฝันของเด็กสาว หลงรักชายในฝันที่เป็นตัวแทนของชีวิตสวยงามรุ่นเก่าที่เธอเติบโตมา     เธอเพิ่งมองเห็นว่าแอชลีย์ตัวจริงคือชายที่อ่อนแอ  เพ้อฝัน  พ่ายแพ้ความเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความตกต่ำได้   ผิดกับเธอที่แข็งแกร่งกว่าหลายเท่า
    ผู้ชายคนเดียวที่มองเห็นคุณค่า และอยู่เคียงข้างมาตลอด ทั้งในยามยากลำบากและยามสุข  หยิบยื่นทุกอย่างให้เธอคือเร็ตต์ บัตเลอร์
   สการ์เล็ตต์กลับจากบ้านแอชลีย์มาหาสามีด้วยสำนึกได้ในข้อนี้   ตั้งใจจะบอกเขาว่า เธอเพิ่งรู้ตัวว่ารักเขา  ก็พอดีสวนทางกับเร็ตต์ที่เก็บข้าวของออกไป     เขาทนเธอมานานหลายปี จนหมดสิ้นความหวังแล้ว    บัดนี้เขาตัดสินใจจะเดินจากไป เพื่อไปแสวงหาชีวิตใหม่ที่ไม่มีเธอทำร้ายจิตใจเขาอีกต่อไป
   ในหนัง ฉากนี้เป็นฉากเด็ดสุดของเรื่อง    เมื่อสการ์เล็ตต์วิ่งตามไปที่ประตู ถามสามีว่า
   "คุณไป แล้วฉันจะเป็นยังไง  ฉันควรจะทำอะไรดี"
   คำตอบของเร็ตต์  ที่เป็นประโยคอมตะในประวัติการณ์หนังฮอลลีวู้ด  ให้โลกจดจำกันมาจนถึงทุกวันนี้ คือ
   "Frankly My Dear, I Don't Give a Damn"
   คำว่า damn เป็นคำสบถ และคำด่าที่ถือกันในสมัยนั้นว่าหยาบคายมาก (สมัยนี้ก็็ยังใช้กันอยู่  แต่ติดปากเสียจนความหมายเพลาลงมาก) ผู้ชายจะไม่มีวันพูดกับผู้หญิง  เพราะถือว่าเสียมารยาทร้ายแรง
   แปลแบบไม่สะใจคือ
   " พูดตรงๆนะ แม่คุณ (my dear ไม่ได้แปลตรงตัวว่า ที่รัก  แต่เปลี่ยนไปตามบริบท  ในที่นี้อาจจะพอแปลได้ว่า แม่คุณ หรือ เธอ) ช่างหัวเธอปะไร"

บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 257  เมื่อ 23 ธ.ค. 25, 10:51

เชื่อว่า มีผู้อ่านส่วนหนึ่งไม่เห็นใจ, ไม่สงสารหรืออาจถึงกับสมน้ำหน้าสการ์เลตที่โดนทิ้ง
(คล้ายๆ กับอังศุมาลิน ในคู่กรรม)

แยกเข้าซอยมโนนิดหน่อย ครับ

มั่นใจว่าคุณทมยันตี ได้อ่าน วิมานลอย แน่นอน แล้ว 'อาจ' เกิดแนวคิดพล็อตนิยายคล้ายกันเป็นสัมพันธภาพระหว่าง วิมานลอย กับ คู่กรรม

         สงคราม - มหาสงครามกลางเมือง กับ
                     มหาสงครามเอเชียบูรพา

         ความรัก - ระหว่างตัวเอกทั้งสอง เล่าผ่านฝ่ายหญิง เป็นความรักที่ยั้งๆ รักด้วยสมองมากกว่าหัวใจที่ติดกับดักในรักครั้งแรก กับ
                     รักแต่ต้องหักห้ามใจ
                     ครั้นเมื่อมั่นใจรักก็สายเสียแล้ว ลงท้ายด้วยการจากกันทั้งจากเป็นและจากตาย
                  
         ความ"ผูกพันธ์" - ระหว่างตัวเอกฝ่ายหญิงกับตัวเอกที่สาม ทั้งหลงรักแรกในวัยสาวอยากเอาชนะ กับ
                              คำมั่นสัญญาระหว่างเพื่อนสนิท


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 258  เมื่อ 24 ธ.ค. 25, 12:43

  แนวคิด "รักที่สายเกินไป" เป็นแนวยอดฮิทของนิยายรัก ไม่ว่าของชาติไหนค่ะ   
  เนื้อหาคือนางเอกกับพระเอกรักกัน แต่ไม่ยักรู้ตัวว่า เธอนี่แหละที่ฉันรักจริงๆ   กลับแสดงออกด้วยท่าทีตรงกันข้าม เช่นพระเอกดุดัน โหด เลว ไม่ดีกับนางเอก (ประเภทพระเอกซาตานพิศวาสทั้งหลาย)   หรือไม่ นางเอกก็ถือทิฐิ ใจแข็ง ปากแข็ง แสดงออกอย่างแข็งกระด้างว่า คุณไม่มีวันชนะใจฉันได้
  จนมาสารภาพรักเมื่อทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว    ฝ่ายหนึ่งจากเป็นหรือไม่ก็จากตาย
  แต่ถ้านักเขียนใจไม่แข็งพอจะจบแบบนั้น ก็จะให้ฝ่ายหนึ่งหนีไป อีกฝ่ายตามง้อ  ก็จบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้ง
 
  กลับมาที่ Gone with the Wind 
  ผู้อ่านและนักวิจารณ์ทั้งหลายแหล่พากันวิเคราะห์ออกมาไม่ขาดสายตั้งแต่เรื่องนี้พิมพ์ครั้งแรก  จนบัดนี้ข้ามศตวรรษมาแล้วก็ยังวิจารณ์กันไม่จบ   ว่าสการ์เล็ตต์จะเอาเร็ตต์กลับคืนมาได้หรือไม่
   เพราะว่ามาร์กาเร็ต มิตเชลจบด้วยปริศนาค้างคาใจคนอ่าน  ว่าพระเอกเดินจากไปแบบไม่เหลียวหลัง  นางเอกกลับไปที่บ้านเดิมของเธอ    จะกลับมาพบกันใหม่อีกไหม    แล้วมาร์กาเร็ตก็ตายเสียก่อนจะเขียนภาค 2  (ซึ่งจะเขียนหรือไม่เขียนก็ไม่แน่)   
   ผู้เขียนให้เบาะแสไว้ในประโยคเดียว ที่สการ์เล็ตต์พูดกับตัวเอง
   "After all, tomorrow is another day."
   (อย่างไรก็ตาม พรุ่งนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่ง)
   ประโยคง่ายๆ แต่ตีความได้ยากเย็นมหาศาล
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 259  เมื่อ 25 ธ.ค. 25, 10:49

     การตีความแบ่งเป็นได้ 3 กระแสใหญ่ๆ 
     1   “Tomorrow is another day” =  เป็นตอนจบแบบให้ความหวัง (Hopeful Ending)
     ผู้กำกับหนังสั่งให้วิเวียน ลีห์ ผู้รับบทสการ์เล็ตต์ทำสีหน้ามีความหวัง เมื่อเอ่ยคำนี้   เพราะถ้าไม่จบแบบให้ความหวังแก่คนดู   หนังเรื่องนี้มีสิทธิ์ตกวูบทั้งเงินและกล่อง     ดังนั้นการตีความโดยนักวิจารณ์กระแสหลักในศตวรรษที่ 20 (ยุคคลาสสิก)จึงคล้อยตามกันไป ว่า ประโยคสุดท้ายของ Gone with the Wind  คือ “คำให้กำลังใจ” แบบอเมริกันดรีม  เพื่อยืนยันว่า ชีวิตต้องไปต่อได้ แม้จะสูญเสียทุกอย่าง
      - พรุ่งนี้เป็นวันใหม่
      - พรุ่งนี้ฉันจะเริ่มต้นใหม่
      - พรุ่งนี้ฉันจะได้สามีกลับคืนมา
      - พรุ่งนี้โลกจะสดใสกว่าเดิม
      นักวิจารณ์แนวนี้มองสการ์เล็ตต์ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ยอมแพ้ เช่นเดียวกับรัฐทางใต้ที่พังพินาศไปแล้วก็จริง  แต่ไม่วายจะคิดกอบกู้ตัวเองขึ้นมาให้ได้   พวกนี้ถือว่ามาร์กาเร็ต  มิตเชลจบแบบคลุมเครือแบบให้ความหวังใหม่อีกครั้ง (optimistic ambiguity)
   
     2. “Tomorrow…” = เป็นคำพูดเชิงประชดชีวิต และปฏิเสธความจริง (Irony and Denial)
     นักวิจารณ์สายนี้มองโลกในแง่ร้ายกว่าพวกแรก   เน้นไปทางวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาหลังสงคราม  กลุ่มนี้มองว่า ประโยคนี้ ปฎิเสธความจริง เหมือนชาวรัฐทางใต้ที่ไม่ยอมรับว่าโลกของพวกเขาล่มสลายแบบไม่มีวันฟื้นคืนดีได้อย่างเก่า     Scarlett ยังไม่ยอมรับความสูญเสีย ว่าโลกที่เธอยึดถือมาตลอด ล่มสลายลงไปแล้ว    ชายที่เธอรักก็ไม่มีตัวจริง  ชายที่รักเธอก็จากไปไม่กลับ   เธอไม่เหลืออะไรเลย
     เธอพูดว่า “Tomorrow” เพื่อกลบความกลัว       เธอยังคิดจะเอาชนะ   แม้ในวันที่แพ้
      มันเป็นการหันหลังให้ความจริง ด้วยคำพูดสวย ๆ สำหรับผู้หญิงที่ไม่ได้เติบโตอย่างแท้จริง   เธอไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้ได้ จึงปลอบตัวเองว่าพรุ่งนี้จะดีขึ้น ทั้งที่ไม่รู้จะทำยังไง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 260  เมื่อ 25 ธ.ค. 25, 11:08

   3  “Tomorrow…”  การตื่นตัวของขบวนการสตรีนิยม ( Feminist Awakening)
    ล่วงมาถึงยุค 1960s ต่อด้วย 1970s  ขบวนการเฟมินิสต์และแนวสตรีนิยมพุ่งแรงขึ้นมาในสังคมอเมริกัน     พวกนี้มักจะลากอะไรต่อมิอะไรรวมทั้งศิลปะ และประวัติศาสตร์ที่พอจะเอาแนวคิด "สตรีนิยม" เข้าไปจับได้ ขึ้นมาเชิดชู   ดังนั้นเมื่อพระเอกทิ้งไป นางเอกไม่ได้วิ่งตามยื้อยุดฉุดกระชาก หรือล้มลงหัวใจวายตายด้วยความวิปโยค   พวกนี้ก็ตัดสินว่าประโยคนี้คือ การประกาศอิสรภาพทางใจของ Scarlett ไงล่ะ
   เห็นมั้ย   เธอสูญเสียทุกอย่าง   เสียลูก เสียสามี   แต่ยังมีตัวเองอยู่     นั่นคือศักดิ์ศรีของสตรี
   เธอไม่ยึดถือว่าความรักยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต อย่างสตรีในหลายๆศตวรรษก่อนหน้านี้   แต่ใช้ “ตัวฉัน” เป็นผู้กำหนดชีวิต     สามีไม่ใช่เป้าหมายอีกต่อไป
   พรุ่งนี้   ฉันจะมีชีวิตของฉันเอง  ไม่เห็นจะต้องง้อผู้ชาย
   แนวคิดนี้ยกสการ์เล็ตเป็นผู้หญิงยุคใหม่  (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)   ด้วยเหตุผลนี้  พวกนี้จึงเห็นว่ามาร์กาเร็ต มิตเชลปลดปล่อยนางเอกคนนี้ออกจากบทบาทเมียและแม่ ที่กักขังผู้หญิงเอาไว้หลายร้อยหลายพันปีก่อนหน้านี้

   กระแสที่ 4  ของ "เทาชมพู" เอง
   สการ์เล็ตไม่ได้พูดว่า ฉันต้องตายถ้าไม่มีเขา   เธอไม่ได้พูดว่า “ถ้าเขาไม่กลับมา ชีวิตฉันก็จะไม่มีอะไรเหลือ" เธอแค่พูดว่า...
   “พรุ่งนี้… คือวัน(ใหม่)ของชีวิตฉัน”
   หมายความว่าเธอยังมีอนาคตให้มองไปข้างหน้า มากกว่าจะวิ่งตามอดีต   แม้ว่าเธออยากให้อดีตกลับมา คือสามีกลับมาหาเธอตามเดิม   แต่เธอก็ยังมีอนาคตรออยู่   เริ่มเข้าใจว่า ตัวเธอมีค่ามากพอจะใช้ชีวิตต่อไป แม้จะล้มเหลวในความรัก
   มาร์กาเร็ต มิตเขลใช้ประโยคนี้เป็น การจบแบบเปิด (open ending)เพื่อให้เหมาะกับนิยายที่ชื่อว่า “Gone with the Wind” ซึ่งหมายถึงสิ่งที่สูญไปในสายลม    คือหายไปแบบไม่ย้อนคืน
  ดังนั้น  แม้เร็ตต์จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สูญหายไป    แต่วันพรุ่งนี้ยังมีอยู่   ศักดิ์ศรีของผู้หญิงสกุลโอฮาร่าก็ยังมีอยู่   สการ์เล็ตต์จึงกลับไปบ้าน   ณ สถานที่ที่เธอสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง อย่างที่เคยอยู่มาตั้งแต่เกิด
  
   ส่วนคนอา่นเรือนไทยที่เงียบกริบกันมาแต่ต้น - ยกเว้นคุณหมอ SILA  ก็ขอเชิญวิเคราะห์กันไปเองตามใจรักค่ะ    ผู้เขียนเรื่องนี้เปิดโอกาสให้ตีความกันเต็มที่อยู่แล้ว
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 261  เมื่อ 25 ธ.ค. 25, 15:17

"Oh, I can't think about this now! I'll go crazy if I do! I'll think about it tomorrow.
But I must think about it. I must think about it. What is there to do? What is there that matters?
Tara! Home. I'll go home. And I'll think of some way to get him back. After all... tomorrow is another day."


        สการ์เลตได้สายเลือดนักสู้ผู้มุ่งมั่น,เฉลียวฉลาด,ไม่หวาดหวั่นและไม่ยอมแพ้มาจากพ่อ
        แม้ว่าเธอจะเติบโตขึ้นสู่วัยแม่ ผ่านประสบการณ์ชีวิตเต็มพิกัดจากรุ่งเรืองแล้วลงต่ำ ผ่านมหาสงครามกลางเมืองแล้วกลับมายืนหยัดได้ใหม่
แต่ เมื่อเธอต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ในสงครามความรักอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอก็เสียศูนย์กลับไปเป็นสาวรุ่นออกอาการลนลาน,จนจะเสียสติ,
จนคิดอะไรไม่ออก ในวันนี้ จนต้องขอกลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อนแล้วค่อยคิดหาทางดึงเขากลับมาให้ได้ วันนี้ใช้เวลาสงบจิตระงับใจก่อน จากนั้น
วันพรุ่งนี้คืออีกวันใหม่ ที่เธอน่าจะสงบใจ,อุ่นใจในบ้านของเธอแล้วจึงใคร่ครวญคิดแผนการตามคนรักคืนมาให้ได้

      
บันทึกการเข้า
superboy
สุครีพ
******
ตอบ: 839


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 262  เมื่อ 25 ธ.ค. 25, 21:33

นิยายเรื่องถัดไปผมขอผลงาน 'มาร์ค ทเวน' ได้ไหมครับ

สมัยเด็กน้อยผมเคยมีนิยาย 'การผจญภัยของ ทอม ซอว์เยอร์' อ่านเสร็จผมอินจัดเลยเอาหนังสือใส่กล่องไปฝังใต้ดิน ผ่านไปหลายปีกลับมาขุดเพื่ออ่านใหม่แต่หาไม่เจอเสียแล้ว  เศร้า
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 263  เมื่อ 26 ธ.ค. 25, 11:38

  ด้วยความยินดีค่ะ
  .ในวงวรรณกรรมอเมริกัน     มาร์ค ทเวนเป็น "พญายักษ์" ระดับเจ้าลงกาอีกตนหนึ่งในปลายศตวรรษที่ 19 ต่อเนื่องมาถึงต้นศตวรรษที่ 20     ย้อนหลังไปสมัยคุณปู่คุณทวดยังเด็ก  ไม่มีเด็กผู้ชายอเมริกันคนไหนไม่รู้จักทอม ซอเยอร์    นักอ่านเยาวชนของไทยรุ่นเบบี้บูมเมอร์ ก็เคยอ่านเช่นกัน  เพราะมีคนแปล "ทอม ซอเยอร์" มาให้อ่าน เป็นเรื่องสนุกน่าติดใจสำหรับเด็กไทยมาก
  แต่น่าเสียดายว่า เรื่องเอกของเขา คือ Adventures of Huckleberry Finn  ไม่มีใครแปลออกมาควบคู่กัน   อาจจะแปลทีหลังหรือไม่  ยังไม่ได้ไปค้นดู
  คุณ superboy เอาหนังสือไปฝังดินทำไมคะ    เหมือนฝังสมบัติโจรสลัดยังงั้นหรือ  ฮืม


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 264  เมื่อ 26 ธ.ค. 25, 12:11

     กลับมาที่ Gone with the Wind อีกนิดหน่อย
     ถ้ามองในแง่ของกลวิธีการประพันธ์  นับว่ามาร์กาเร็ต มิตเชลมีฝีมือมากในการรักษาธีมของเรื่อง คือ ทุกอย่าง gone with the wind ไว้จนบรรทัดสุดท้ายของเร่ื่อง
     ทุกอย่างในเรื่องล้วนล่มสลายไม่หวนคืนมา   ตรงตามชื่อเรื่อง
     นับตั้งแต่ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ของรัฐทางใต้ กลายเป็นความยากจนไม่ผิดกับประเทศแพ้สงคราม    ค่านิยมของผู้ดีชาวใต้ที่เคยทะนงตนในศักดิ์ศรี  ยึดมั่นในอุดมคติ  จารีตประเพณีและชนชั้นของโลกเก่าในยุโรปที่ตนเองจากมา   บัดนี้สูญหาย  กลายเป็นว่าทุกคนยืนอยู่บนพื้นดินเดียวกัน ต้องกระเสือกดิ้นรนเลี้ยงตัวไม่ว่าผู้ดีหรือชาวบ้าน
     ส่วนตัวละครเอกทุกตัว ก็สูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดของตน   แอชลีย์สูญเสียภรรยาที่เป็นลมใต้ปีกเขามาตลอด  สูญเสียฐานะความเป็นอยู่ สูญเสียกำลังใจ     เร็ตต์สูญเสียลูกสาวตัวน้อยที่เป็นแก้วตาดวงใจ และสูญเสียความหวังที่เคยคิดว่าจะได้ความรักจากภรรยา   สการ์เล็ตต์สูญเสียทั้งผัว ลูก ฐานะความเป็นอยู่   เหลือแต่ตัวเองที่จะต้องต่อสู้ชีวิตต่อไป
    เพราะชื่อเรื่องนี่เอง  ทำให้ดิฉันคิดว่าพระเอกไม่หันกลับมา   จากแล้วจากเลย   แต่ผู้เขียนฉลาดพอจะให้นางเอกพูดกับตัวเองว่า เธอจะหาทางเอาสามีกลับมา     ที่ผู้เขียนวงเล็บไว้นอกคำพูดคือ "นี่คือคำพูดของนางเอกนะคะ  ไม่ใช่คำพูดอิฉันผู้แต่ง"   
    ทั้งนี้เพื่ออะไร?
    เพื่อจะทำให้คนอ่านเกิดความหวังขึ้นมานิดหน่อย  เพราะคนอ่าน(หรือคนดูหนัง)ยุคนั้น รับไม่ได้กับเรื่องอะไรที่จบแบบสิ้นหวัง     ถ้าจะจบแบบโศกก็ให้ตายกันเสียทั้งคู่ดีกว่า  อย่างน้อยก็ใจชื้นว่าพระเอกนางเอกยังไปรักกันต่อในปรโลก  แต่พระเอกหมดเยื่อใยทั้งที่นางเอกกลับเป็นฝ่ายรัก-มันไม่แฟร์
   ถ้าดูอุปนิสัยของเร็ตต์และสการ์เล็ตต์ตามที่ผู้เขียนบรรยายไว้ละเอียด แทบว่าจิตแพทย์จะเอามารักษาได้โดยไม่ต้องเจอตัวจริง      คู่นี้อยู่กันยังไงก็ไม่มีความสุข ต่อให้รักกันก็ตาม   ต่างคนต่างแข็งกร้าว  ต่างคนต่างไม่ยอมแพ้  ต่างคนต่างมีนิสัยไปกันคนละทาง    ถ้าต้องอยู่กันเพื่อสังคม ก็คงอยู่กันไปแกนๆ   ยิ่งแก่ยิ่งเบื่อกัน   ลงท้ายก็คงเหมือนสามีภรรยาอีกมากที่ผัวไปทาง เมียไปอีกทาง ทั้งๆอยู่บ้านเดียวกัน
   จบกันแบบนี้ เหมาะสมที่สุดแล้วค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 265  เมื่อ 27 ธ.ค. 25, 11:09

    ต่อไปนี้คือรายการ "คุณขอมา" จากคุณ superboy
    ขอเสนองาน 2 ชิ้นเอกของ Mark Twain ควบคู่กันไปเลย  เพราะสองเรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกัน  คือ Tom Sawyer และ Huckleberry Finn
    จะว่าไป 2 เรื่องนี้ควรจะเรียกว่าวรรณกรรมเยาวชน  เพราะเล่าถึงชีวิตตัวเอกที่เป็นเด็กอายุ 12 และจบลงในวัยเด็ก  ไม่ได้เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว    หากแต่เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่โดดเด่นเสียจนผงาดขึ้นมาเทียบชั้นผู้ใหญ่ตัวโตๆ ในแถวหน้าของวงวรรณกรรมอเมริกัน   
    ขอเริ่มด้วย Tom Sawyer
   ทอม ซอเยอร์ เป็นเด็กชายวัย 12 ปี กำพร้าพ่อแม่ อาศัยอยู่กับป้าพอลลี พี่สาวของแม่ในเมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำมิสซิสซิปปี     ในสมัยนั้น เด็กๆจะถูกฝึกให้ช่วยผู้ใหญ่ทำงานทุกอย่างในบ้าน  เพื่อเบาแรงผู้ใหญ่และฝึกให้เรียนรู้งานสำหรับดำรงชีวิตต่อไปภายหน้า
   ทอมเป็นเด็กฉลาดแกมโกง    เกลียดการทำงานเป็นที่สุด  แต่ชอบแอบหนีงานไปซุกซนตามประสาเด็ก   มีความฝันถึงการล่าสมบัติ  รบกับโจรสลัด  ผจญภัยในถ้ำลึกลับ  ชดเชยกับชีวิตประจำวันที่แสนจะธรรมดา
    วันหนึ่ง ทอมถูกป้าทำโทษให้ทาสีรั้วในวันหยุด    อดไปเล่นสนุกอย่างเพื่อนคนอื่นๆ   ทอมทั้งเกลียดทั้งท้อใจกับการทาสีรั้วสูงท่วมหัว   แต่เขาฉลาดพอจะใช้จิตวิทยาหลอกล่อให้เพื่อนๆ เชื่อว่าการทาสีรั้วเป็นงานที่มีเกียรติและน่าสนุก จนเพื่อนๆ หลงเชื่อ  ถึงขั้นต้องเอาของเล่นดีๆมาเป็นส่วยให้ทอม  เพื่อตัวเองจะได้มีโอกาสทาสีรั้วบ้าง


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 266  เมื่อ 28 ธ.ค. 25, 19:42

   ทอม ซอเยอร์เป็นเด็กในยุคที่เด็กไทยและเทศรู้จักลูกข่าง  ว่าว  หนังสติ๊ก   วิ่งเล่นไปมาระหว่างบ้านตัวเองกับบ้านเพื่อนที่อยู่ละแวกเดียวกัน  ถ้าเป็นเด็กไทยก็ว่ายน้ำในคลองหรือแม่น้ำ แอบกินขนมในห้องเรียน และปีนต้นไม้ทุกต้นที่มีผลให้เก็บได้
   และใฝ่ฝันจะผจญภัยเป็นพระเอกอย่างในหนังกลางแปลง  หรือหนังโรงที่พ่อแม่พาไปดู
   ความซุกซนของทอมจึงเป็นที่เข้าใจของเด็กน้อยทั่วโลก   หนังสือแปลออกเป็นหลายภาษา  เป็นเรื่องยอดนิยมเรื่องหนึ่ง
   ย้อนกลับมาที่เนื้อเรื่อง
   หนุ่มน้อยวัย 12 ปีพบว่าหัวใจเต้นโครมครามเมื่อเห็นหน้าสาวน้อยน่ารักวัยเดียวกัน  เธอชื่อเบ็คกี้ แธตเชอร์ เป็นลูกสาวของผู้พิพากษาคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาประจำในเมือง    ทอมพยายามทำทุกอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเธอ ทั้งเรื่องกุ๊กกิ๊กแบบเด็กๆ และการงอนง้อกันตามประสา  มาร์ค ทเวน สวมหัวใจของเด็กเขียนออกมาได้น่ารักน่าหยิกมาก
   เขาสารภาพในภายหลังว่า ทอม ซอเยอร์ไม่ใช่คนอื่นคนไกล   มีที่มาจากตัวของเขาเองในวัยเยาว์
   ในเมืองนี้ทอมมีเพื่อนคนหนึ่ง เป็นเด็กจรจัด ไร้ขาดญาติมิตร ชื่อ ฮักเคิลเบอร์รี ฟินน์   เสื้อผ้าขาด ไม่มีรองเท้า  อยากนอนที่ไหนก็นอน   ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ  ไม่ไปโรงเรียน  ไม่มีบ้าน   เป็นเด็กที่ชาวเมืองเห็นว่า "เหลือขอ"
     จุดเปลี่ยนของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อทอมและฮัคแอบไปที่สุสานตอนกลางคืน เพื่อลองใช้วิธีกำจัดหูดตามความเชื่อโบราณ แต่พวกเขากลับกลายเป็นพยานในการฆาตกรรม โดยเห็นเจ้าอินเดียนแดงชื่ออินจัน โจ (Injun Joe) ฆ่าคนแล้วโยนความผิดให้ตาแก่พอตเตอร์ ขี้เมาประจำเมือง
    เด็กทั้งสองสาบานว่าจะไม่บอกใครเพราะกลัวอันตราย แต่สุดท้ายมโนธรรมก็ทำให้ทอมยอมขึ้นศาลไปเป็นพยานช่วยคนบริสุทธิ์
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 267  เมื่อ 29 ธ.ค. 25, 11:25

    จบไปตอนหนึ่งก็มาถึงตอนใหม่ 
    ด้วยความเบื่อหน่ายชีวิตประจำวัน น้อยใจป้าพอลลีที่เข้มงวดเจ้าระเบียบ    ทอมชวนฮัค และเพื่อนอีกคนชื่อโจ ฮาร์เปอร์ หนีออกจากบ้านไปใช้ชีวิตแบบโจรสลัดบนเกาะร้างกลางแม่น้ำ     หนีหายกันไปหลายวันแบบนี้ ชาวเมืองเข้าใจว่าเด็กทั้งสามจมน้ำตายไปแล้ว  ก็เลยจัดงานศพกันที่โบสถ์  ตามธรรมเนียม  ท่านสาธุคุณก็ต้องพรรณนาคุณงามความดีของผู้ตาย (ซึ่งปกติแล้วไม่มีใครเห็น)   ทอมนึกสนุก  เลยวางแผนแอบกลับมาร่วม "งานศพของตัวเอง" เพื่อดูว่าคนอื่นเสียใจแค่ไหน ขณะที่ชาวเมืองกำลังซาบซึ้งและเศร้าโศกกับการจากไปของเด็กน้อย   ทอมก็เดินหน้าพาเพื่อนทั้งสองเข้ามาในโบสถ์ ก่อความตกตะลึงแก่คนทั้งหมด
    ป้าพอลลี่ร้องไห้โฮและดุหลานชายพร้อมๆกัน

   มาถึงตอนผจญภัยสำคัญในเรื่อง  คือค้นพบขุมทรัพย์และเผชิญภัยกับเจ้าผู้ร้ายคนเดิม
    ระหว่างไปทัศนศึกษานอกเมืองกับเพื่อนนักเรียน   ทอมและเบ็คกี้หลงทางขณะเข้าไปนถ้ำแมคดูกัล  ต้องติดอยู่ในความมืดนานหลายวัน  ที่สำคัญคือเผชิญหน้ากับเจ้าอินจัน โจ ที่หลบหนีคดีมาซ่อนตัวอยู่ในนั้น    ทอมแสดงความกล้าหาญพาเบ็คกี้หนีรอดออกมาได้
    เมื่อหนีรอดออกมาได้  ชาวเมืองก็ปิดตายถ้ำนั้นเพื่อไม่ให้มีใครหลงเข้าไปได้อีก      โดยไม่รู้ว่าเจ้าอินจัน โจติดอยู่ในถ้ำ   เมื่อทอมหายป่วยบอกทุกคนได้  มันก็ตายเสียแล้ว
   ภายหลังทอมเขากับฮักก็กลับไปที่ถ้ำเพื่อขุดหาขุมทรัพย์ที่อินจัน โจ ซ่อนไว้ จนกลายเป็นคนรวยของเมืองไปในที่สุด

    ทอม ซอเยอร์เป็นตัวแทนความฝันของเด็กผู้ชายในยุคนั้นและยุคต่อมา    มาร์ค ทเวนทำให้เด็กผู้ชายอยากมีชีวิตสนุกสนานอย่างทอม    เด็กผู้หญิงก็อยากมีเพื่อนอย่างทอม   เป็นความฝันที่ไม่ได้หรูหราหรือโลดโผนอะไร แต่เป็นฝันที่เป็นจริงได้ในชีวิตประจำวัน    ข้อนี้คือเสน่ห์ของเรื่องนี้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 268  เมื่อ 29 ธ.ค. 25, 19:40

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 269  เมื่อ 02 ม.ค. 26, 10:29

   ความซุกซนฉลาดแกมโกงแต่แสนจะมีเสน่ห์ของทอม ซอเยอร์สร้างความสำเร็จให้มาร์ค ทเวนแบบข้ามคืน   แต่ก็เช่นเดียวกับนักเขียนอีกหลายคน  คือไม่พอใจแค่ความสำเร็จแล้วหยุดอยู่แค่นี้   เขารู้สึกว่า วรรณกรรมเยาวชนมักจะถูกมองว่าเป็น "เรื่องเล่าง่ายๆ" ในสายตานักวิจารณ์   ไม่ได้มีความลึกซึ้งอะไรมาก    เขาก็เลยมานะจะสร้างนิยายสำหรับเด็กที่ลงลึกในประเด็นสำคัญ อย่างวรรณกรรมเอกทั้งหลาย
  นี่คือที่มาของ Huckleberry Finn  วรรณกรรมชิ้นยิ่งใหญ่สุดของมาร์ค ทเวน  ขึ้นไปยืนแถวหน้าของวรรณกรรมอเมริกัน  ถือเป็น "วรรณกรรมอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" (The Great American Novel) เรื่องหนึ่งเลยค่ะ
   แต่...ก็มีคำต่อท้าย  ซึ่งขออุบไว้ก่อน จะเล่าทีหลังนะคะว่าทำไมศิลปะชิ้นเอกชิ้นนี้ ถึงมีรอยโหว่จนได้

   มาร์ค ทเวนเลือกตัวละครที่ผู้อ่านรู้จักดีแล้วจาก Tom Sawyer มาเป็นตัวเอกในเรื่องนี้   คือเพื่อนของทอมที่เป็นเด็กจรจัดในเมือง ชื่อฮัคเกิลเบอรี่ ฟินน์   
    ในตอนจบของนิยายทอม ซอเยอร์   ฮัค ฟินน์ หนูน้อยวัย 12 ได้รับการอุปถัมภ์จากคุณนายดักลาส แม่ม่ายใจบุญ    เธอพยายามจะทำให้ฮักกลายเป็น "ผู้ดี"  รู้จักแต่งกายเรียบร้อย  พูดจาอย่างคนมีการศึกษา มีมารยาทสังคม  ซึ่งผลกลับเป็นตรงกันข้าม  ฮัคอึดอัดแทบตาย  แต่ก็ไม่รู้จะปฏิเสธน้ำใจอย่างไร
   ต่อมาพ่อขี้เมาของเขา ในเรื่องเรียกว่า Pap   ปรากฏตัวขึ้นในเมือง   ลักพาตัวเขาไปขังไว้ในกระท่อมร้างนอกเมือง  เพื่อหวังเงินรางวัลที่ฮัคเคยได้มาจากนิยายภาคก่อน ฮัคจึงวางแผนแกล้งทำเป็นว่าตัวเองถูกฆ่าตายแล้วหนีออกไปทางแม่น้ำมิสซิสซิปปีที่ไหลผ่านเมือง
     ฮัคหนีไปกบดานที่เกาะแจ็กสัน และได้พบกับ จิม  ทาสผิวดำที่หนีมาจากบ้าน  เพราะรู้มาว่าเขากำลังจะถูกขายไปให้นายอื่น  ต้องแยกจากครอบครัว ทั้งคู่จึงตัดสินใจต่อแพและล่องไปตามแม่น้ำมิสซิสซิปปี โดยมีจุดมุ่งหมายคือการไปให้ถึงรัฐทางเหนือที่ไม่มีระบบทาส
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 16 17 [18] 19
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.097 วินาที กับ 19 คำสั่ง