เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10 11 ... 19
  พิมพ์  
อ่าน: 24459 คุยกันถึงวรรณกรรมระดับโลก
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 120  เมื่อ 05 พ.ย. 25, 10:25

    ความเด่นอีกอย่างหนึ่งบราม สโตเกอร์คือเขาสร้างแดร็กคิวล่าให้มีสีสัน เป็นตัวละครซับซ้อน ไม่ใช่ผีที่มีแต่ด้านเดียวคือหลอกหลอนให้กลัว    แต่เป็นผีที่มีเลือดเนื้อตัวตนจับต้องได้จริงๆ   บรามเข้าใจผสมผสานบุคคลที่มีตัวจริงในประวัติศาสตร์เข้าเป็นบรรพบุรุษ (หรือไม่ก็ตัวตนเดิม)ของท่านเคานต์    คนนั้นคือกษัตริย์ในสมัยโบราณยุคกลางของยุโรปชื่อ Vlad the Impaler  หรือวลาดจอมเสียบ   ว่ากันว่าเขาโหดร้ายถึงกับจับเชลยศึกมาเสียบทั้งเป็นบนเชิงเทิน  แล้วตัวเองก็นั่งกินอาหารชมวิวไปอย่างเพลิดเพลิน
   นอกจากนี้ ความเป็นมือธุรกิจทางละครมาก่อน  บรามจึงสามารถสร้างบุคลิกของท่านเคานต์จอมโหดของเรา ให้ออกมาเป็นทั้งพระเอกและผู้ร้าย  เพ่ื่อดึงดูดความสนใจคนอ่าน    โดยบุคลิกภายนอกก็ดูสง่างามสมเป็นผู้ดีมีตระกูล  ไม่ใช่ซากศพน่าเกลียดหรือร่างใสๆลอยไปลอยมา   แต่ยามฆ่าเหยื่อก็น่าหวาดสยองสมเป็นปีศาจ   เพราะเหตุนี้จึงมีผลพลอยได้อย่างดี คือนำไปเป็นละครเวทีได้  เมื่อภาพยนตร์ถือกำเนิดมา   บุคลิกของเขาทำให้ดาราที่เล่นบทนี้ โด่งดังไปตามๆกัน
   ถ้าถามว่าบราม สโตเกอร์เป็นนักเขียนดังไหม   ก็ต้องแจกแจงว่า  เขาดังในโลกภายนอก แต่ไม่ได้ดังในชั้นเรียน และในตำราวรรณกรรม     นักวิชาการเห็นว่างานของบรามใช้ภาษาฉูดฉาดเกินไป   เนื้อเรื่องเน้นไปทางตื่นเต้นระทึกใจ  ขาดความลึก อย่างที่ยกย่องกันว่าเป็นบรรทัดฐานของวรรณคดี     ด้วยเหตุนี้ ในทำเนียบนักเขียนเอกจึงไม่มีชื่อเขารวมอยู่ด้วย
   แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า บราม สโตเกอร์ไม่ดัง 
   เขาดังบนเวทีมหาชน   ดังในการสร้างตัวละครที่ยั่งยืนข้ามศตวรรษข้ามเวลาไม่ว่าโลกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร   เขาทำให้ท่านเคานต์ของเรายังมีที่ยืนเสมอ     นักประพันธ์ที่ทำเช่นนี้ได้ แม้ว่าไม่มีชื่อในตำราเรียน  ก็ต้องถือว่าเป็นนักเขียนที่ย่ิ่งใหญ่อยู่ดี
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 121  เมื่อ 05 พ.ย. 25, 10:26

  อยากให้เล่าถึงใครต่อไปคะ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 122  เมื่อ 05 พ.ย. 25, 11:06

        เริ่มต้น นิยายสยองขวัญ - ไซไฟ Frankenstein แล้วไป - แวมไพร์  Dracula ต่อไป,น่าจะ - ไซไค,ไซโค (Psychiatry, Psychology) -
        Strange Case of Dr Jekyll and Mr Hyde ของ Robert Louis Stevenson ครับ
        ได้รับคำ,ความนิยมต่อเนื่องยาวนาน ถูกนำไปดัดแปลงเป็นหนัง, ละครเพลง และล่าสุดผกก.ดัง Ridley Scott กับนักแสดงเด่น
Johnny Depp ได้ร่วมกันปั่นภาคต่อเป็นนิยายภาพเรื่อง Hyde ดัดแปลงเรื่องให้ Mr. Hyde กำชัยได้ครองร่าง Dr. Jekyll แล้ว
ทำการค้นคว้าหาทางสร้าง Hyde คนต่อๆ ไป

นิยายมีตัวละครหญิงที่มีบทบาทสั้นๆ เป็นตัวประกอบ,เวอร์ชั่นละครเพลงดัดแปลงให้มีตัวละครหญิงที่มีบทบาทสำคัญ
คลิปเพลงเอกจากละคร ระดับถูกเลือกใช้เป็นเพลงร้องประกวดจากเสียงของอดีตพระเอกหนัง,ละคร,นักร้อง เจ้าของสถิติ
Guinness World Record as the most watched man on TV - David Hasselhoff "This Is the Moment"



บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 123  เมื่อ 05 พ.ย. 25, 11:47

  เรื่องที่คุณหมอเสนอมานี้เป็นวรรณกรรมเอกในบรรดานิยายโกธิคของยุควิกตอเรียนก็ว่าได้    ชื่อเต็มๆคือ  Strange Case of Dr Jekyll and Mr Hyde จนชื่อ Jekyll และ Hyde กลายมาเป็นคำเปรียบเทียบถึงบุคคลที่มีบุคลิกดีและร้ายสุดขั้วในตัวเอง   จะด้วยเป็นเพราะอาการทางจิต  หรือว่าแสร้งทำเพื่อกลบเกลื่อนพฤติกรรมก็ตาม
  นิยายโกธิคเรื่องนี้ แต่งขึ้นในปี 1886 ตรงกับในรัชกาลที่ 5  ผู้แต่งคือ Robert Louis Stevenson  เป็นชาวสก๊อตที่มาสร้างผลงานในอังกฤษ   ผลงานมีอีกเรื่องที่รู้จักกันดีในหมู่เยาวชน คือ Treasure Island หรือเกาะมหาสมบัติ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 124  เมื่อ 06 พ.ย. 25, 11:27

  เนื้อเร่ื่องเริ่มต้นที่ตัวละครเอกชื่อนายแพทย์เฮนรี แจ๊คเคิล พำนักอยู่แถวจตุรัสเลสเตอร์ ในลอนดอน    ดูจากภายนอก เป็นแพทย์ใจดีมีเมตตา เป็นที่เคารพนับถือ  ไม่มีใครรู้ว่าคุณหมอต้องต่อสู้กับแรงกระตุ้นฝ่ายต่ำในตัวเองที่ถูกเขาเก็บกดเอาไว้    เมื่อตระหนักว่าตัวเองอาจทำอะไรชั่วๆลงไปก็ได้  เขาก็ป้องกันโดยพัฒนาเซรุ่มที่เขาคิดว่าจะแยกด้านมืดของเขาออกได้อย่างได้ผล
   แต่ตรงกันข้าม  เมื่อได้ยาเข้าร่าง   ร่างกายเขากลับเปลี่ยนแปลงกลายเป็นชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง ที่อยากทำเรื่องเลวๆอะไรตามใจชอบ ก็ทำได้อย่างสบาย   นายแพทย์แจ๊คเคิลตัดสินใจใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ เขาตั้งชื่อร่่งใหม่ว่า "เอ็ดเวิร์ด ไฮด์"   ใช้ตัวตนใหม่ทำตามความปรารถนาที่ต้องซ่อนเร้นไว้เมื่อก่อน  บัดนี้ทำได้ตามใจชอบ ไม่ต้องกลัวคนล่วงรู้   ส่วนภายนอกเขาก็ยังรักษาภาพลักษณ์ที่น่านับถือเอาไว้ได้เช่นเดิม
     อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้ยาบ่อยเข้า  ไฮด์ก็กลับมีพลังเพิ่มขึ้นทุกที   จนในที่สุดเมื่อใดหมอแจ๊คเคิลมีอาการอ่อนแอไม่ว่าทางร่างกายหรือศีลธรรม  ไฮด์ก็ปรากฏตัวขึ้นมาได้โดยไม่ต้องใช้ยาแปลงร่างอีกต่อไป      


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 125  เมื่อ 06 พ.ย. 25, 11:28

สตีเวนสันไม่ได้อธิบายตรงๆว่าไฮด์ทำอะไร แต่บอกอ้อมๆว่าเป็นเรื่องชั่วร้าย มีแต่ราคะตัณหา  ในสังคมวิกตอเรียนที่เคร่งครัดเรื่องศีลธรรม   เราอาจเดาได้ว่าพฤติกรรมของไฮด์น่าจะรวมถึงอาละวาดทำร้ายร่างกายไปจนคบหาโสเภณี หรือข่มขืนสตรี   
     เรื่องร้ายๆแทนที่จะยิ่งทำให้ลาำบากใจ ไฮด์กลับตื่นเต้นเร้าใจเหมือนเจอของสนุก   จนทำให้เขาฆ่าคนโดยไม่มีเหตุผล   เหยื่อของเขาช่ื่อเซอร์แดนเวอร์ส แคร์ริว ทำให้เขากลายเป็นอาชญากรที่ถูกล่าไปทั่วอังกฤษ
     แคร์ริวเป็นลูกความของกาเบรียล อัตเตอร์สันทนายความและเพื่อนของหมอแจ๊คเคิล ยิ่งทนายความมาพบว่าหมอแจ๊คเคิลเปลี่ยนพินัยกรรมโดยยกทุกอย่างให้ไฮด์  ก็ยิ่งตกใจว่าเรื่องเลยเถิดไปไกล
     หมอแจ๊คเคิลพบว่าเมื่อเจคิลล์ปฏิเสธที่จะออกจากห้องแล็บเป็นเวลาหลายสัปดาห์ อัตเตอร์สันและ มิสเตอร์พูล พ่อบ้านจึงบุกเข้าไปในห้องแล็บ ภายในห้อง พวกเขาพบร่างไร้ชีวิตของไฮด์สวมเสื้อผ้าของหมอ  ลักษณะเหมือนฆ่าตัวตาย    มีจดหมายของหมอแจ๊คเคิลวางทิ้งไว้จ่าหน้าถึงทนายอัตเตอร์สัน  ในนั้นอธิบายปริศนาทั้งหมด
     หมอแจ๊คเคิลพบว่ายิ่งนานเขาก็ยิ่งกลายเป็นไฮด์อย่างเต็มตัว    กลับมาสู่ร่างเดิมได้ยากมากขึ้น  อีกไม่นานเขาจะกลายเป็นไฮด์อย่างถาวร  เพื่อไถ่บาปกับสิ่งที่ทำลงไปและป้องกันมิให้ไฮด์ได้ก่ออาชญากรรมได้อีก  เขาจบจดหมายด้วยคำว่า "ข้าขอนำชีวิตที่น่าเวทนาของเฮนรี่ แจ๊คเคิลมาสู่จุดจบแต่เพียงนี้"
     เรื่องก็จบลงด้วยการที่ทั้งสองคนจากไปตลอดกาล
    แต่เราก็คงเดาได้ว่า โลกไม่ยอมจบด้วย....
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 126  เมื่อ 07 พ.ย. 25, 10:13

         พล็อต - ทวิอัตลักษณ์ จิตใจสองภาค โดนใจคนอ่าน,คนดูโดยทั่วจนมีการนำมาทำซ้ำ และดัดแปลงมากมายต่อเนื่อง
ทั้งแบบคงแนวสยองขวัญเดิม, เปลี่ยนเป็นตลกก็ได้(Dr Jekyll. and Ms. Hyde), สืบสายเลือด และ เพิ่มตัวละครโดยเฉพาะ
ตัวละครหญิงที่ขาดแคลนในต้นฉบับ
       - ได้เป็น ละครเวที,  Musical, เป็นหนัง Mary Reilly - แม่บ้านของดร.,  Dr. Jekyll and Sister Hyde. - อีกภาคของ
ร่างแปลงกลายเป็นหญิงสาว และ The Son,Daughter of Dr. Jekyll  เล่าเรื่องต่อถึงรุ่นลูกชาย,ลูกสาว


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 127  เมื่อ 07 พ.ย. 25, 16:41

   ถ้าจะถามถึงสาเหตุหลักๆที่เรื่อง Dr. Jekyll and Mr.Hyde โดนใจคนอ่านตั้งแต่ยุควิคตอเรียนมาจนศตวรรษที่ 20  ก็คงต้องอธิบายถึงพื้นหลังสังคมในตอนนั้นอีกครั้ง
   เคยเล่าให้ฟังแล้วว่ายุคนี้เป็นยุคที่คนอังกฤษเคร่งศีลธรรมอย่างสูง  ตลอดจนการวางตัวก็ต้องมีระเบียบเรียบร้อย บ้านช่องจัดอย่างพิถีพิถัน   กิริยามารยาทต้องเป็นไปตามแบบแผน   จะว่าไปมันก็ขัดกับธรรมชาติฝ่ายต่ำของมนุษย์ ที่อยากทำอะไรก็ทำ โดยเฉพาะเรื่องต้องห้าม    ดังนั้น เมื่อสตีเวนสันเขียนถึงนายแพทย์ผู้แสดงออกถึงศีลธรรมจรรยาเป็นอันดี  แต่ใจไม่วายอยากแหกคอกทำอะไรตรงกันข้าม   คนอ่านจึงอดรู้สึกไม่ได้ว่า...เออ! ก็เหมือนเราเหมือนกันแฮะ
   ความรู้สึกร่วมระหว่างคนอ่านและตัวละคร คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้วรรณกรรมจับใจคนอ่าน
   สาเหตุต่อมา คือการขยายตัวทางวิทยาการต่างๆ   รวมทั้งจิตวิทยา   เรื่องของสตีเวนสันไปตรงกับทฤษฎีจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกของซิกมันด์ ฟรอยด์เข้าอย่างประหลาด     ไม่ใช่ว่าเขาเขียนตามทฤษฎีของฟรอยด์ เพราะเขาเขียนก่อน ตั้งแต่ค.ศ. 1886. ส่วนฟรอยด์เพิ่มจะพิมพ์เผยแพร่ทฤษฎีออกมาทีหลัง ประมาณทศวรรษ 1890s และตอนต้นศตวรรษที่ 20 คือทศวรรษ1900s.
   แม้ว่าสตีเวนสันถึงแก่กรรมไปนานแล้ว   เรื่องของเขาจึงไม่ล้าสมัย  เพราะมันแฝงสีสันตรงกันข้ามของความดีความชั่ว  ซึ่งมีทุกยุคทุกสมัย
    อมนุษย์อย่างไฮด์ไม่ใช่ค้างคาวดูดเลือด  ไม่ใช่มัมมี่ลุกขึ้นมาจากโลงศพ    แต่ว่าอยู่ในตัวมนุษย์ที่เป็นตัวเอกของเรื่องนั่นเอง   ใกล้ตัวกว่าแดร็กคิวล่าที่เป็นหมอกลอยเข้ามาในห้องนอนเสียอีก   ถ้าเราไม่รู้จักควบคุมตัวเอง   ไฮด์ก็อยู่ในตัวของเรา   ขึ้นกับว่าจะมีโอกาสออกมาอาละวาดเมื่อใดเท่านั้น
    ด้วยเหตุนี้ จึงมีข่าวบ่อยๆว่า ครูที่ดูใจดีน่านับถือถูกจับกุมในข้อหาข่มขืนนักเรียนเด็กๆของตน    สามีที่ปกติก็รักภรรยามาก แต่กลับยิงเธอตายเอาง่ายๆ เพราะทะเลาะวิวาท หรือหึงหวงกัน  ลูกกำจัดพ่อแม่ชราเพราะต้องการสมบัติ ฯลฯ  พวกนี้มีไฮด์อยู่ในตัว   
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 128  เมื่อ 10 พ.ย. 25, 12:14

    เชิญนั่งล้อมวงคุยถึงวรรณกรรมเรื่องใหม่    เป็นเรื่อง Gothic อีกละค่ะ แต่อย่าเพิ่งเบื่อนะคะ   เรื่องต่อไปจะเล่าถึงวรรณกรรมแนวอื่นบ้าง
    ขอเล่าประสบการณ์ว่าเมื่อเรียนวิชาวรรณคดีอังกฤษในต่างแดนใหม่ๆ   เทอมแรก เรียนนวนิยายขนาดสั้นหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นชื่อ The Turn of the Screw  แต่งโดย Henry James    นักวิชาการอังกฤษยกย่องกันว่าเป็นมาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งของปลายศตวรรษที่ 19
    ไม่มีใครเตือนล่วงหน้าว่างานชิ้นนี้เป็นนรกขุมแรก    นักเรียนไทยคนเดียวในห้องอ่านออกแต่ภาษา  แต่อ่านเนื้อเรื่องเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ  ราวกับเอาเรื่องมนุษย์ต่างดาวมาเล่า
    มาฟังเรื่องย่อกันก่อนดีกว่านะคะ

    ผู้เล่าเรื่องเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง(ไม่ปรากฏชื่อ)  เธอรับงานใหม่เป็นครูพี่เลี้ยง (governess)
    (คำนี้เคยอธิบายไว้แล้วว่า เป็นอาชีพของผู้หญิง กึ่งครูกึ่งพี่เลี้ยงให้เด็กในครอบครัวฐานะดี  ที่อายุน้อยเกินกว่าจะส่งไปโรงเรียนมัธยมได้  จึงมีครูผู้หญิงมาอาศัยอยู่ในบ้าน ทำหน้าที่ดูแลและสอนความรู้จนกว่าเด็กจะโต ไปเรียนในร.ร.ใหญ่ได้ด้วยตนเอง)
     ครูสาวคนนี้ได้รับว่าจ้างจากเศรษฐีคนหนึ่งให้ไปประจำอยู่ในคฤหาสน์ในชนบท ชื่อคฤหาสน์บลาย เพื่อดูแลหลานสองคนของเขาที่กำพร้าพ่อแม่  คือเด็กหญิงที่เรียบร้อยน่ารักชื่อฟลอรา และเด็กชายชื่อไมล์ส
       ตอนแรกทุกอย่างสงบราบรื่น  เด็กทั้งสองเลี้ยงง่าย มีมารยาทดี  และฉลาด   ส่วนบ้านโอ่อ่าแต่เงียบเหงา มีผู้ใหญ่ดูแลบ้านเพียงคนเดียวคือแม่บ้านผู้ใจดี  
      ไม่นาน ก็เกิดเรื่องประหลาด         ครูสาวเริ่มเห็นร่างลึกลับสองร่าง เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ปรากฏตัวในบ้าน ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง  แต่ไม่มีใครอื่นเห็น และไม่มีใครอยู่ในบ้านนอกจากสี่คนที่เล่ามา     เธอเชื่อว่านี่คือวิญญาณของปีเตอร์ ควินต์ (อดีตหัวหน้าคนรับใช้ชาย) และมิสเจสเซล (อดีตครูพี่เลี้ยง) ซึ่งทั้งคู่ตายไปตั้งแต่ก่อนเริ่มเรื่อง    ครูสาวเชื่อว่าวิญญาณสองคนนี้มาเพื่อทำร้ายเด็กๆ
      เธอเชื่อว่าฟลอราและไมล์สรู้เรื่องผีเหล่านี้ แต่ปฏิเสธที่จะยอมรับ เธอเห็นว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องปกป้องเด็กๆ แม้ว่าจะไม่มีใครเชื่อสิ่งที่เธอเห็นก็ตาม แต่ยิ่งเธอพยายาม "ช่วย" พวกเขามากเท่าไหร่ เด็กน้อยก็ยิ่งมีท่าทีหวาดกลัว  เหมือนเก็บซ่อนความลับอะไรบางอย่างไว้   และห่างเหินจากครูมากขึ้นเท่านั้น
     ในตอนท้ายเรื่อง    ฟลอราถูกส่งตัวไปอยู่ที่อื่นทั้งๆเศร้าโศกไม่อยากไป    ไมล์สถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังกับครู    ขณะที่เธอเผชิญหน้ากับภาพหลอนสุดท้าย ไมล์สก็ขาดใจตายในอ้อมแขนของเธอ    ไม่มีคำตอบว่าอะไรคือสาเหตุ
    เรื่องจบลงแค่นี้ค่ะ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 129  เมื่อ 10 พ.ย. 25, 14:07

          ปวดตับกับนางเอกใน "งานวาดเขียน" (The Portrait of a Lady) ของปู่เฮนรี่ เมื่อเห็นงานเรื่องนี้ที่เดินเรื่องด้วย
ครูสาว กับคฤหาสน์(ซึ่งละม้ายคล้ายงาน romantic gothic เรื่อง Jane Eyre) จึงรู้สึกว่าไม่น่าไว้ใจ, ขอข้าม
         ข้อมูลว่า ปู่เขียนจากเรื่องเล่าขาน,ตำนานภูตผี ไม่ใช่งานจงใจเขียนของนักเขียนชายฝ่ายตรงข้าม "ล้อ,เลียน"
นิยายพาฝันของนักเขียนหญิงรุ๋นก่อน
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 130  เมื่อ 10 พ.ย. 25, 15:49

    เก็บ The Portrait of a Lady ไว้เป็นการบ้านชิ้นต่อไป    เรื่องนี้ก็เคยเรียนมาเหมือนกัน  จำได้ว่ายาวยืดยาด และไม่สนุกเลย
    กลับมาที่ The Turn of the Screw  คำนี้แปลตรงตัวว่าขันเกลียวตะปูควง (screw) ให้แน่นเข้าไป   อ่านแล้วไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรกับเรื่อง   แต่ถ้าเป็นสำนวน หมายถึงทำเรื่องที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้วให้มันย่ำแย่ลงไปอีก  โดยเฉพาะทำด้วยการบังคับใจคนอื่นให้ทำอย่างที่ตัวเองต้องการ
    เรื่องนี้จะว่าไปก็มีองค์ประกอบของนิยายรักโกธิคอยู่บ้าง    นางเอกสาวสวยถูกส่งตัวไปเป็นครูพี่เลี้ยงเด็กในคฤหาสน์ไกลผู้ไกลคน   มีความลึกลับอยู่ในคฤหาสน์นั้น   แต่แทนที่จะเจอหนุ่มใหญ่รูปหล่อเจ้าของคฤหาสน์ กลับไปเจอผีแทน  
    ผีในเรื่องก็อึมครึม  คือสองตนชายหญิงมาปรากฏตัวให้นางเอกเห็นอยู่คนเดียว  แต่จนแล้วจนรอดก็แค่โชว์ตัวเฉยๆ  ไม่เคยได้ลงมือคุกคามใคร  หรือกระทำอะไรให้เกิดความเสียหาย   เพราะงั้นมาทำไม  เพื่อทำอะไรก็ไม่มีคำตอบจนแล้วจนรอด   แต่นางเอกก็ปักใจว่าผีต้องมาเพื่อคุกคามทำอันตรายเด็กน้อยทั้งสอง    ถึงกระนั้นตลอดเรื่องก็ไม่ยักลงมือ  
    ในที่สุดก็ชวนให้สงสัยว่านางเอกเกิดภาพหลอนเห็นไปเองหรือเปล่า  ข้อนี้ก็ไม่มีการเฉลย
    เด็กน้อยทั้งสองบอกว่าไม่เห็นผี  แต่นางเอกก็สงสัยว่าเด็กเห็นแต่ปิดบังไว้   ท่าทีเด็กทั้งสองก็ดูลึกลับพอกัน  เพราะยิ่งครูพยายามปกป้อง เด็กก็ยิ่งดูห่างเหินออกไปทุกที
   จนที่สุด  ฟลอราป่วย  ครูขอให้แม่บ้านพาตัวไปอยู่กับอาในเมืองทั้งๆเด็กไม่อยากไป   เหลือไมล์สอยู่ในบ้านคนเดียวกับนางเอก    เธอเห็นวิญญาณของชายรับใช้ปรากฏอยู่นอกหน้าต่าง    เชื่อว่าไมล์สยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของควินต์ เธอจึงพยายามทำให้เขาจ้องประสานตาไปที่วิญญาณเพื่อปลดคำสาป
   ไมล์สร้องออกมาว่า "ปีเตอร์ ควินต์ ไอ้ปีศาจร้าย!"
   แล้วก็ตายอย่างกะทันหันในอ้อมแขนของเธอ    (ผู้เขียนไม่ได้เฉลยว่าตายเพราะอะไร  อย่างไหน แบบใด)
   เรื่องก็จบลง(ดื้อๆ) ตรงที่เด็กชายตายในวงแขนครูสาวนั่นเอง

   เมื่อท่านอ่านแล้ว เกิดคำถามขึ้นมาว่า  ต่อจากนั้นเรื่องเป็นไงล่ะ   นางเอกจับผีได้ไหม หรือว่าหนีผีออกจากบ้านได้สำเร็จ  ทำไมเด็กน้อยถึงตาย  เกิดอะไรขึ้นในบ้านหลังจากนั้น  ผีสองตนนั้นทำอะไรอีกหรือเปล่า ฯลฯ
   ขอตอบด้วยคำสั้นๆว่า " ไม่รู้ค่ะ"   เฮนรี่ เจมส์ จบเรื่องห้วนๆอึมครึมเท่านี้เอง   ไม่มีการเฉลย  
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 131  เมื่อ 11 พ.ย. 25, 16:19

     เพื่อจะให้เข้าใจว่าทำไมเรื่องน้ีถึงโด่งดังเป็นมาสเตอร์พีซ    ขอแนะนำคำว่า Ambiguity
  ศัพท์นี้เป็นของขลังสำหรับคนเรียนวรรณคดีที่จะต้องพกใส่สมองไว้  ประหนึ่งน้ำมนต์ของหลวงพ่อดังๆ สำหรับผู้ใฝ่ในทางวัด    ความหมายของคำนี้คือ "คลุมเครือ   ไม่ชัดเจน  กำกวม  ตีความได้หลายแบบ"    ฝรั่งถือว่าเป็นคุณสมบัติชั้นยอดข้อหนึ่งของวรรณกรรมเอก     นักเขียนคนไหนทำได้ ถือว่าฝีมือล้ำเลิศ 
    แปลไทยเป็นไทยอีกทีได้ความว่า วรรณกรรมเรื่องใดชวนให้ถกเถียง ตีความ ตัดสิน ไม่ว่าจะเนื้อเรื่อง ตัวละคร เหตุการณ์สำคัญฯลฯ  เรื่องนั้นเหนือชั้นกว่าเรื่องที่เขียนแจ่มแจ้ง อ่านแล้วเข้าใจชัดเจนไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย
    ทำไมเป็นเช่นนั้น   เพราะเขาถือกันว่า เรื่องที่อ่านยากคือเรื่องที่มีความลึก  มีชั้นมีเชิง  มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์สูงกว่า  จริงไม่จริงไม่รู้  แต่เขาว่ากันยังงั้น
   The Turn of the Screw  มี ambiguity ตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย    เฮนรี่ เจมส์ ทิ้งท้ายไว้ให้ขบคิดสารพันปัญหา  โดยไม่มีคำตอบ
   -  เรื่องนี้เล่าผ่านประสบการณ์และมุมมองของนางเอก   คนอ่านมองเห็นแต่สิ่งที่เธอเล่า   ทำให้เกิดคำถามว่าเธอเล่าเรื่องจริง ที่เห็นผีของชายหญิงคู่นั้น  หรือว่าจิตฟุ้งซ่านของเธอคิดไปเอง
   -  ทำไมเธอจึงคิดว่าผีคู่นั้นประสงค์ร้ายต่อเด็ก  ทั้งๆผีก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากปรากฏตัวให้เห็น ห่างออกไปนอกตัวบ้านด้วย
   -  ผีคู่นั้นคืออะไรกันแน่   ปีศาจร้ายที่คุกคาม หรือภาพหลอน
   - เด็กน้อยสองคนนั้นเป็นเด็กไร้เดียงสา  หรือแอบแฝงความลับบางอย่างไว้ 
   - ทำไมไมล์สถึงตายกะทันหันในอ้อมแขนครู   สาเหตุคืออะไร
   - เรื่องนี้ เฮนรี่ เจมส์ต้องการเสนออะไรกันแน่
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 132  เมื่อ 12 พ.ย. 25, 10:01

        เมื่อดัดแปลงเป็นหนังใช้ชื่อว่า The Innocents (1961) นำแสดงโดยนักแสดงสาวสวยเลื่องชื่อ Deborah Kerr
ซึ่งเคยรับบท governess มาก่อนใน The King and I



สองบทบาทที่แตกต่าง, คุณย่าเคอรร์บอกว่า ชอบและภูมิใจกับบทบาทใน The Innocents


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 133  เมื่อ 12 พ.ย. 25, 10:57

          สิบปีต่อมา, หนังต่อเติมเล่าเรื่องราวก่อน The Innocents ออกฉายใช้ชื่อว่า The Nightcomers (1971)
นำแสดงโดยนักแสดงในตำนาน Marlon Brando รับบท Peter Quint และ Stephanie Beacham เป็น Miss Jessel
ตรงข้ามกับ The Innocents ที่นำเสนอความหลอนเขย่าขวัญโดยไม่เห็นภาพความรุนแรง แต่เรื่องนี้จัดให้เพื่อเป็น
คำตอบว่า เด็กทั้งสองซึ่งได้รับการดูแลโดยผู้ใหญ่หญิงชาย"ไม่ธรรมดา" ได้พานพบอะไรที่นำไปสู่ปมหลอนในเวลาต่อมา
เป็นคำตอบต่อคำถามความ "กำกวม" ในงานเขียนของปู่เฮนรี่

หนังติดเรท R ตามสมควร

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 134  เมื่อ 13 พ.ย. 25, 09:42

      ในยุคปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อเรื่องนี้เขียนออกมา   การตีความโดยนักวิชาการและคนอ่านเป็นไปในทางเดียวกัน  คือครูพี่เลี้ยงได้เผชิญหน้ากับปีศาจของอดีตชายรับใช้และอดีตครูพี่เลี้ยงคนก่อน จริงๆ  ปีศาจทั้งสองคุกคามและพยายามครอบงำเด็กน้อยทั้งสองจริงๆ    ครูสาวได้พยายามต่อสู้เพื่อปลดปล่อยเด็กน้อยเป็นอิสระจากอำนาจของปีศาจ    แต่การที่เด็กชายเผชฺิญหน้ากับปีศาจโดยตรง ก็กลับทำให้เขาเสียชีวิต
     แต่พอขึ้นศตวรรษใหม่   ทฤษฎีจิตวิทยาของซิกมันด์ ฟรอยด์เริ่มเฟื่องฟูขึ้นไม่ใช่แต่ในวงการแพทย์  ในวงวรรณกรรมก็เช่นกัน
     นักวิจารณ์คนหนึ่งชื่อ เอ็ดมันด์ วิลสัน ได้เขียนบทความในปี 1934   เสนอการตีความเรื่อง The Turn of the Screw เสียใหม่ตามแนวคิดของฟรอยด์ โดยโต้แย้งว่าผีที่เห็นไม่ใช่ของจริง แต่เป็นภาพหลอนของครูพี่เลี้ยง   เขาเห็นว่าเธอเป็นบุคคลที่มีภาวะอารมณ์แปรปรวน ไม่มั่นคง   และเก็บกดอารมณ์ทางเพศ
      วิลสันเห็นว่า  "ผี" ที่เธอเห็นคือภาพสะท้อนของเพศสภาพที่ถูกกดขี่   ในที่นี้หมายถึงการทำงานในฐานะครูพี่เลี้ยง (ซึ่งจะเป็นคนรับใช้ก็ไม่ใช่ เป็นนายก็ไม่เชิง) และต้องเก็บกดความปรารถนาทางเพศที่มีต่อนายจ้าง (อาของเด็กๆที่จ้างเธอมาทำงาน เป็นเศรษฐีหนุ่มโสด ซึ่งไม่มีตัวตนหรือบทบาทในเรื่อง)
      พอวิลสันเปิดช่องทางใหม่ของการตีความเชิงจิตวิทยา  ก็เหมือนเปิดเขื่อนให้กระแสน้ำทะลักทลายออกมา  ทั้งครูผู้สอน นักวิชาการ นักวิจารณ์และคนอ่าน เกิดความรู้สึกว่า "เออนะ   เรื่องนี้ตีความได้หลายแบบ"  ก็เลยกลายเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญในการวิพากษ์วิจารณ์นวนิยายเรื่องนี้ 
     หลังจากนั้น การตีความเรื่องนี้ก็กลายเป็นกระแสน้ำที่ไหลบ่าไปทุกทิศทุกทาง         ความอึมครึมไร้คำตอบที่เฮนรี่ เจมส์สร้างไว้ เปิดโอกาสให้คนอ่านวาดภาพเอาเองได้ตามใจชอบ       คือจะตีความหรือต่อเติมเรื่องราวยังไงมันก็ไม่ผิดทั้งนั้น  เพราะอะไรที่เจมส์ไม่ได้บอก มันมีเยอะกว่าที่เขาบอก
    เหมือนกับเขียนเรื่องนักสืบจนจบแล้วไม่บอกว่าใครเป็นฆาตกร  เปิดโอกาสให้คนอ่านตีความเอาเอง                                                                       
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10 11 ... 19
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.062 วินาที กับ 16 คำสั่ง