เมื่อ……จักรวรรดินิยมอเมริกันคืนชีพ!!!!!!
ในยุคสงครามเย็นฟากฝ่ายคอมมิวนิสต์มีการใช้คำว่า จักรวรรดินิยมอเมริกัน (American imperialism) ในการประณาม-ต่อต้านการทำสงครามของสหรัฐอเมริกาอย่างแพร่หลาย โดยฝ่ายสหรัฐอเมริกาซึ่งทำตัวเป็นผู้นำโลกเสรีได้ยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องนั้นเป็นไปเพื่อต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยอดีตสหภาพโซเวียต โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นพันธมิตรที่สำคัญ ตลอดการเผชิญหน้ากันในยุคสงครามเย็นมีสงครามเกิดขึ้นระหว่างสองขั้วค่ายมากมายหลายครั้ง นับตั้งแต่สงครามเกาหลี สงครามอินโดจีน (เวียตนาม ลาว และเขมร) และสงครามที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ อีกมากมายหลายครั้ง โดยที่ยังไม่ลุกลามจนกลายเป็นสงครามใหญ่เช่นสงครามโลกทั้งสองครั้งในอดีต
อันที่จริงแล้ว จักรวรรดินิยมอเมริกันไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในยุคสงครามเย็นแต่อย่างใดแต่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วจากนโยบายการทหาร เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม จักรวรรดินิยมอเมริกันเป็นการใช้อำนาจ หรือการควบคุมโดยสหรัฐอเมริกาภายนอกพรมแดนของตน สหรัฐอเมริกาขยายดินแดนในตอนแรกผ่านการชนะสงคราม ต่อมาเปลี่ยนไปเป็นการควบคุม/มีอิทธิพลต่อประเทศอื่นโดยไม่ต้องชนะสงครามด้วยการใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น สร้างพันธมิตร ความช่วยเหลือการทูตทางเรือ การทำสนธิสัญญาการค้า การสนับสนุนฝ่ายการเมืองที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อิทธิพลทางเศรษฐกิจผ่านบริษัทเอกชน และอิทธิพลทางวัฒนธรรม ซึ่งสหรัฐได้แผ่ขยายอำนาจ ก่อตั้งและ ควบคุมรัฐบริวาร คำว่า จักรวรรดินิยมอเมริกัน ถูกใช้ครั้งแรกในสมัย James Knox Polk อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ ๑๑ เมื่อสหรัฐเข้าสู่สงครามเม็กซิโก–อเมริกา ในปี ๑๘๔๖ มีการผนวกแคลิฟอร์เนียและดินแดนตะวันตกตาม สนธิสัญญา Guadalupe Hidalgo และ Gadsden purchase
ต่อมาในปี ๑๘๙๘ เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯกับสเปนขึ้น หลังจากที่มีชัยชนะเหนือสเปนจึงส่งผลให้สหรัฐอเมริกาได้อำนาจอธิปไตยเหนือ เปอร์โตริโก กวม และฟิลิปปินส์ และตั้งคิวบาเป็นรัฐในอารักขาโดยเข้าไปแทรกแซงในสงครามประกาศอิสรภาพของคิวบาและการปฏิวัติฟิลิปปินส์ ซึ่งต่อมานำไปสู่สงครามฟิลิปปินส์-อเมริกา สงครามสหรัฐฯ-สเปนทำให้อำนาจการปกครองเกือบสี่ศตวรรษของสเปนในทวีปอเมริกา เอเชีย และแปซิฟิกสิ้นสุดลง ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงราชอาณาจักรฮาวายจนล่มสลายจนกลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ และต่อมาได้กลายเป็นรัฐที่ ๕๐ ของสหรัฐฯ ในปี ๑๙๕๙ ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาไม่เพียงแต่กลายเป็นมหาอำนาจโลกเท่านั้น แต่ยังได้ครอบครองเกาะต่าง ๆ ทั่วโลกอีกด้วย และสหรัฐฯ ได้กลายเป็นจักรวรรดิโดยสมบูรณ์ แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ระบุตนเองและดินแดนที่ตนครอบครองว่าเป็นจักรวรรดิก็ตาม
การแทรกแซงทางการทหารของสหรัฐฯ แม้จะมีความไม่สอดคล้องกับค่านิยมของชาวอเมริกันในด้านประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเป็นอิสระ แต่ในทางกลับกัน ประธานาธิบดีอเมริกันหลายคนที่ดำเนินการเข้าแทรกแซงทางการทหารต่อประเทศหรือดินแดนอื่น ๆ อาทิ William McKinley, Woodrow Wilson, Theodore Roosevelt และ William Howard Taft โดยอ้างถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอเมริกา เช่น การค้าและการจัดการหนี้สิน การป้องกันการแทรกแซงของยุโรป (ไม่ว่าจะเป็นอาณานิคมหรืออย่างอื่น) ในซีกโลกตะวันตก และเพื่อประโยชน์ในการรักษา "ความสงบเรียบร้อย" ในระหว่างปี ๑๙๑๒-๑๙๒๐ Woodrow Wilson ประธานาธิบดีคนที่ ๒๘ ได้ปฏิบัติการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศถึง ๗ ครั้ง ได้แก่ นิการากัว โดมินิกัน เฮติ คิวบา ปานามา เม็กซิโก และฮอนดูรัส ซึ่งมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่น ๆ
สงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐอเมริกาเริ่มวางแผนสำหรับโลกหลังสงครามตั้งแต่เริ่มสงคราม วิสัยทัศน์นี้มีต้นกำเนิดมาจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) องค์กรทางเศรษฐกิจที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น กลุ่มศึกษาเรื่องสงครามและสันติภาพของ CFR มีข้อเสนอให้แก่กระทรวงการต่างประเทศในปี ๑๙๓๙ โดยมองว่า สงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็น "โอกาสอันยิ่งใหญ่" สำหรับสหรัฐฯ ที่จะก้าวขึ้นมาเป็น "มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก" จึงเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ มีบทบาทนำในฐานะ "ผู้นำโลกเสรี" และ "ตำรวจโลก" ในช่วงสมัยสงครามเย็น การล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียตทำให้สหรัฐฯ ผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกโดยไม่มีคู่แข่งมายาวนานหลายสิบปี จนกระทั่งยุค ๒๐๐๐ เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศจนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจชั้นนำของโลกทัดเทียมสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป
ในปี ๑๙๙๑ สหรัฐฯ และพันธมิตรได้บุกอิรักเพื่อบังคับให้อิรักถอนกำลังออกจากคูเวตซึ่งอิรักได้ยึดครองไปเมื่อปีก่อนหน้า สงครามในอ่าวเปอร์เซียกินเวลา ๙ วัน ต่อมาสหรัฐฯ บุกอิรักอีกครั้งในปี ๒๐๐๓ มีการออกคำสั่งที่ ๓๙ เพื่อแปรรูปเศรษฐกิจของอิรัก และอนุญาตให้ต่างชาติเป็นเจ้าของสินทรัพย์ของอิรักได้ ๑๐๐%
ในระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองครั้ง Donald Trump ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ได้แสดงความปรารถนาที่จะขยายดินแดนของสหรัฐอเมริกาผ่านทั้งการซื้อที่ดิน และการใช้กำลังทหาร Trump ประกาศความปรารถนาที่จะผนวกกรีนแลนด์เป็นครั้งแรก ในปี ๒๐๑๙ ในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรกของเขา ในการดำรงตำแหนงประธานาธิบดีครั้งที่สอง เขาเริ่มใช้ภาษีศุลกากรเพื่อบีบบังคับให้ได้กรีนแลนด์มา และยังเสนอให้ผนวก แคนาดา เม็กซิโก คลองปานามา และเข้ายึดครองฉนวนกาซา พยายามมีบทบาทและอิทธิพลต่อทิศทางของคริสตจักรคาทอลิก หลังจากการบุกเวเนซุเอลา Trump ได้ปลด Nicolas Maduro ประธานาธิบดี และอ้างว่า สหรัฐฯ จะเข้าไป "บริหาร" เวเนซุเอลา ความมุ่งมั่นของTrump ที่จะปฏิบัติต่อซีกโลกตะวันตกเสมือนเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ ได้รับการอธิบายว่า เป็นการฟื้นฟูหลักการ Monroe และยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ปี ๒๐๒๕ ได้ประกาศ "หลักการเสริมของ Trump" ต่อหลักการ Monroe หรือที่รู้จักกันในชื่อหลักการ Donroe โดยมีการอธิบายถึงนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลอ้างถึงสถานะของประเทศในฐานะมหาอำนาจว่า "เราเป็นมหาอำนาจ และภายใต้ประธานาธิบดี Trump เราจะประพฤติตนในฐานะมหาอำนาจ"
จากผลสำรวจความคิดเห็นของ YouGov ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๐๒๕ พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง ๔% เท่านั้นที่สนับสนุนการขยายอำนาจของสหรัฐฯ หากต้องใช้กำลังทหาร ๓๓% สนับสนุนการขยายอำนาจโดยไม่ใช้กำลังทหารหรือกำลังทางเศรษฐกิจ และ ๔๘% ของชาวอเมริกันคัดค้านการขยายอำนาจโดยสิ้นเชิง วันที่ ๓ มกราคม ๒๐๒๖ สหรัฐอเมริกาได้เริ่มปฏิบัติการ Absolute Resolve ซึ่งเป็นการโจมตีเวเนซุเอลา หลังจากทิ้งระเบิดฐานทัพทหาร กองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ได้จับกุมประธานาธิบดี Nicolas Maduro และภรรยา โดยตั้งข้อหาก่อการร้ายยาเสพติด Trump ได้กล่าวว่าสหรัฐฯ จะ "บริหาร" เวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว และแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันซึ่งเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่ใหญ่ที่สุดในโลก
แม้ว่า นักวิจารณ์และผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่าการโจมตีครั้งนี้ผิดกฎหมายและเป็น "จักรวรรดินิยมทรัพยากร" ซึ่งคณะบรรณาธิการของนิวยอร์กไทมส์เรียกว่าเป็นการกระทำของ "จักรวรรดินิยมยุคใหม่" ซึ่งขาด "ความชอบธรรมระหว่างประเทศ" ใด ๆ ทั้งสิ้น การขยายอำนาจด้วยการใช้กำลังทำให้เห็นว่า สหรัฐฯ ใช้ "อำนาจ (พระเดช)" มากกว่าการใช้ "การสนับสนุน-ช่วยเหลือ-ดูแล (พระคุณ)" จึงเป็นการสร้างความไม่พอใจให้พลโลกส่วนใหญ่ ในขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ชาติมหาอำนาจที่ตามมาติด ๆ กลับใช้กระบวนการ "สนับสนุน-ช่วยเหลือ-ดูแล (พระคุณ)" มากกว่า จึงทำให้พลโลกส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงลบต่อบทบาทของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน
จาก
The States Times โดย ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล