เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
อ่าน: 3206 ความทรงจำ คำอำลา คารวตาลัย
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


 เมื่อ 19 ต.ค. 25, 10:37

อ.กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน
         ทิวลิบ (สะกดด้วย บ) แห่งคอลัมน์  We read your mail ในนิตยสาร Starpics เมื่อหลายสิบปีก่อน
         ผู้กำกับหนังโฆษณา นักวิจารณ์ภาพยนตร์รุ่นแรกๆ นักแปล นักเขียน ครูแดงของนักศึกษาหลายรุ่น
ได้จากภพภูมิสุริยจักรวาลด้วยวัย ๘๐ ปี
         May he enjoy his new life in that star-studded nebula far above.



จากหนังสือหนังหุ้มกระดูก (auctiong.uamulet.com)


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 19 ต.ค. 25, 10:54

จาก ฟบ. หอภาพยนตร์

        กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน เป็นคอลัมนิสต์และนักวิจารณ์ในวารสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆ มาแล้ว 3-4 ปี เมื่อเข้าร่วมงานกับ Starpics ในปี 2516
และได้กลายเป็นกำลังสำคัญอย่างรวดเร็ว ทั้งการเขียนคอลัมน์แนวดาราซุบซิบ/รายงานข่าวสาร และคอลัมน์แนววิจารณ์ ซึ่งต่อมาแตกแขนงเป็น
หลายคอลัมน์ที่ให้ความรู้ทางด้านภาพยนตร์ รวมถึงคอลัมน์หนังคลาสสิคในตระกูลต่าง ๆ และเบื้องหลังการถ่ายทำ
         แต่คอลัมน์โด่งดังที่สุดของกิตติศักดิ์ที่ Starpics ย่อมต้องเป็น We Read Your Mail ที่เขาตอบจดหมายผู้อ่านในนามปากกา “ทิวลิบ”
         โดยคลี่คลายมาจากการคุยกับผู้อ่านของบรรณาธิการ We read Your Mail เริ่มต้นในฉบับเดือนกรกฎาคม ปี 2516  โดย มานิจ โมฬีชาติ (ตรีศูล)
เป็นผู้รับผิดชอบและใช้นามปากกา “ทิวลิบ” มาตั้งแต่ต้น  กิตติศักดิ์ได้มีส่วนร่วมในการค้นหาข้อมูลและช่วยตอบอยู่บ้าง จนกระทั่งภารกิจที่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ของมานิจทำให้กิตติศักดิ์ต้องเข้ามาแทนที่เต็มตัวในนามปากกาเดิมอย่างไร้รอยต่อ  
          จากการตรวจสอบภายหลัง Starpics ฉบับแรกที่กิตติศักดิ์เป็น “ทิวลิบ” อย่างเต็มตัวแน่นอนคือ ฉบับที่ 106 เดือนสิงหาคม ปี 2519 และ
เขาทำหน้าที่นี้ต่อเนื่องมาจนถึงฉบับ 310 เดือนมกราคม ปี 2535


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 19 ต.ค. 25, 11:10

จาก หอภาพยนตร์

         กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน สนใจภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก จากการไปชมภาพยนตร์กับครอบครัวและการที่อยู่ในโรงเรียนประจำที่วิทยาลัยบางแสน ชลบุรี
ซึ่งทางโรงเรียนจะเช่าภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นฟิล์ม 16 มม. มาจัดฉายให้นักเรียนดูทุกวันเสาร์ และเมื่อกิตติศักดิ์ อายุ 12 ปี ก็ได้รับมอบหมายจากรุ่นพี่
ให้เป็นผู้คัดเลือกภาพยนตร์ ประสานไปเช่าฟิล์มภาพยนตร์ในกรุงเทพทุกสัปดาห์
          ด้วยความรักและสนใจในศิลปะของภาพยนตร์และการแสดง กิตติศักดิ์ได้ศึกษา ค้นคว้า จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์และการแสดง
และเมื่อเขาศึกษาระดับชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสถียร จันทิมาธร ที่ตอนนั้น เป็นคอลัมนิสต์ภาพยนตร์ ที่พิมพ์ไทยรายวัน
ชักชวนให้กิตติศักดิ์เขียนงานวิจารณ์ภาพยนตร์ไปลงบ้าง ตั้งแต่นั้น
          กิตติศักดิ์ได้เป็นคอลัมนิสต์ภาพยนตร์มากกว่า 40 ปี ให้แก่หนังสือพิมพ์และนิตยสารชั้นนำมากมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น พิมพ์ไทยรายวัน
สยามรัฐ ประชาชาติรายสัปดาห์ ดาราภาพ (สตาร์พิกส์) แมน ลลนา แพรว ฟิล์มวิว สีสัน เป็นต้น

          กิตติศักดิ์ มีผลงานหนังสือที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ ได้แก่ แปลนิยายต้นฉบับภาพยนตร์ The Postman Always Rings Twice เป็น เพลิงบาป
นิยายต้นฉบับ America America เป็น อเมริกา อเมริกา (2524) ผลงานแปลหนังสือ The Great Movies เป็น หนังคลาสสิค (2529) หนังสือรวบรวม
บทวิจารณ์อย่าง  หนังอเมริกัน ประวัติศาสตร์และงานคลาสสิค (2538) หนังหุ้มกระดูก (2540 Musicals : รวมพลังหนังและเพลง (2550) และเป็นผู้แต่ง
ร่วมหนังสือ เกร็ดตำนานวิมานลอย (2533)  
           ในส่วนของอาชีพประจำ หลังจากจบการศึกษา กิตติศักดิ์เข้าทำงานที่กรมราชทัณฑ์หนึ่งปี ก่อนที่จะตัดสินใจลาออก และไปเป็นอาจารย์สอน
ภาษาอังกฤษที่โรงเรียนดุสิตพาณิชยการสี่ปี แล้วจึงเข้าสู่วงการโฆษณา โดยเริ่มอาชีพด้วยการเป็น copy writer ก่อนที่จะย้ายมาทำงานด้านโปรดักชั่น
และเป็นผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาอยู่กว่า 30 ปี ซึ่งมีผลงานเป็นที่จดจำมากมาย ควบคู่กับการเป็นคอลัมนิสต์และเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์

            นอกจากศาสตร์ด้านภาพยนตร์แล้ว กิตติศักดิ์ยังมีความสนใจในศาสตร์ละครเวที และมีบทบาทในการดัดแปลงบทประพันธ์ละครเวทีและภาพยนตร์
จากต่างประเทศเป็นภาษาไทย อาทิ สัญญาณเลือด สัญญารัก (2534) ดัดแปลงจากบทภาพยนตร์ Dial M For Murder, จิ้งจอกลอกลาย (2535)
ดัดแปลงจาก The Little Foxes, ทู้ตซี่ (2536) ดัดแปลงจาก Tootsie, เธอชื่ออีฟ (2536) ดัดแปลงจาก All About Eve, เชือกสังหาร (2537)
ดัดแปลงจาก The Rope, และ ริษยา พยาบาท ฆาตกรรม (2539) ดัดแปลงจาก Whatever Happened to Baby Jane ซึ่งปัจจุบันบทละครเวทีแปล
เหล่านี้ก็ถูกหยิบมาแสดงโดยนิสิตนักศึกษาการละคอนอยู่เป็นประจำ
            กิตติศักดิ์ ถือเป็นผู้บุกเบิกศาสตร์ด้านการวิจารณ์ภาพยนตร์และละครเวทีในประเทศไทย โดยกิตติศักดิ์ได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษ รวมทั้งเป็น
ผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนาหลักสูตรภาควิชาภาพยนตร์ และ การละคอน ให้หลายสถาบันอุดมศึกษา


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 19 ต.ค. 25, 11:45

         อ่านคอลัมน์ตอบจดหมายของ ทิวลิบ ในสตาร์พิคส์ ต่อเนื่องมาถึงบทความใน ลลนา แต่ไม่ได้ตามไปถึงเล่มอื่นๆ
         รับทราบเรื่องราวงานและกิจกรรมของอ.แดง เนืองๆ แต่ไม่เคยไปร่วมงาน มีอยู่ครั้งหนึ่งได้เห็นอ. ที่เทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส
หลังฉายหนังจบแล้วมีผู้ชมกลุ่มหนึ่งพูดคุยกับอ. ที่หน้าโรง
         เท่าที่รับทราบจากฟบ.ของอ. เอง อ.ไปไหนมาไหนโดยรถเมล์และสูบบุหรี่จนน่าเป็นห่วง ช่วงหลังที่ไม่ได้เห็นฟบ.ของอ.
แต่ก็ตาม่าวทางกิจกรรมของหอภาพยนตร์ มีงาน “80 ปี กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน” เมื่อมีนาคม และ ล่าสุด ดูหนังคลาสสิคกับอ.
เมื่อ 10 ตค. นี้เอง


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 19 ต.ค. 25, 13:07

 อ่านเป็นประจำใน "ลลนา"
 ขอแสดงความเสึยใจและระลึกถึงคุณกิตติศักดิ์  สุวรรณโภคินด้วยค่ะ


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 20 ต.ค. 25, 13:59

           กลางวันวานนี้นึกถึงว่า อ.แดงเคยถ่ายรูปแฟชั่นลง ลลนา ตกเย็นฟบ.ก็ฟี้ดรูปและเรื่องจากฟบ. Montakan Beatrix Ransibrahmanakul
ราวกับรู้ความคิด
           ภาพอ.แดงและบางส่วนจากบทความเรื่องหนังครั้งที่เขียนลงลลนา


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 21 ต.ค. 25, 10:27

บทความวิจารณ์ละครเวที ที่ม. ขอนแก่น จากนิตสาร แพรว
เมื่อนานโขอยู่เพราะคุณชายคึกฤทธิ์ ผู้เขียนบทละครภาคไทยไปร่วมชมด้วย


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 21 ต.ค. 25, 10:34

วาระ ๑๕ ปี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มข. ก่อตั้ง ๒๕๒๑ + ๑๕ - ๒๕๓๖
คุณชายจากไปปีพ.ศ. ๒๕๓๘


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 24 ต.ค. 25, 11:44

คอลัมนิสท์ นักวิจารณ์ Kong Rithdee fb

https://www.facebook.com/share/p/16wUNtiHon/

เขียนถึงอ.แดง

    บทความที่คุยกับอ.แดง ตอนอายุครบ 60 ปี ตีพิมพ์ในบางกอกโพสต์ตอนกุมภา ปี 2006... แปลกใจนิดๆ ว่ายอมให้สัมภาษณ์
เพราะปกติดูเหมือนอาจารย์ไม่ค่อยชอบอะไรแบบนี้ ภาพนี้ถ่ายที่สกาล่า  อ.แดงชอบไปนั่ง Dunkin หรือ Mister ตรงข้าม
สกาล่าสมัยโน้น ใครที่นัดหรือเจอแกแถวนั้นคงจำได้
    อ่านอีกทีแล้วก็อบอวลถึงอดีตและความนับถือกับคนที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งชีวิตอย่างตั้งใจ ด้วยความเชื่ออย่างแท้จริง
    ...
    ขอบคุณอ.แดง กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิณ สำหรับความรู้ การสนทนามากมาย โดยเฉพาะช่วงที่เราไปฉายหนังที่อักษรจุฬากัน
และที่สำคัญคือ ขอบคุณอาจารย์ที่ทำให้งานเขียนเรื่องศิลปะ ภาพยนตร์ ละคร เป็นสิ่งที่สังคมให้คุณค่า มีเกียรติ และน่าจดจำ

ในบทสนทนาบางส่วน (เมื่อ 20 ปีก่อน) อ.แดงบอกว่า

       ตัวเองไม่เชื่อว่า หนังเป็นแค่ความบันเทิง เมื่อเริ่มงานเขียนในช่วง 1960s พบว่ามีผู้ชมหลายคนสนใจใคร่หาความหมายในหนัง
แม้หนังสมัยนี้จะไม่ค่อยมีความหมายมากมายเท่าเก่า แต่ก็ยังมีผู้ชมที่ใฝ่หาสิ่งที่อยู่เนื้อในใต้ผิวหนัง
       สมัยอ.แดงยังเป็นนักเรียน ยังไม่มีที่ไหนสอนวิชาภาพยนตร์ในไทย แต่มีรีวิวหนังในนสพ. อ.แดงอ่านงานรีวิวของ"หมอจิ๋ว"
(พญ.โชติศรี ท่าราบ) เมื่อวัย 10 ขวบ
       อ.แดงเริ่มเขียนเรื่องศิลปะและหนังที่สนใจเมื่อตอนเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ เพื่อลงนิตยสารของคณะ
       อ.ศึกษางานหนังด้วยตัวเองจากหนังสือต่างประเทศต่างๆ และเขียนงานวิจารณ์ด้วยความรู้สึก แต่งานวิจารณ์ซึ่งอ.แดงยกให้เป็น
งานที่ทำให้อ.เชื่อมั่นว่างานวิจารณ์เป็นงานวิชาการคือชิ้นที่อ.สดใส พันธุมโกมลเขียนถึง The Graduate ซึ่งพูดถึง symbolism
(เช่น สระน้ำ ตู้ปลา) ในหนังที่ใช้สื่อแสดงถึง character ของตัวละคร
       ยุค 60s - 70s เป็นยุคแสวงหาความหมาย มีนักวิจารณ์จริงจังเขียนงานหลายท่าน เช่น เสถียร จันทิมาธร และ ศิริพงษ์ จันทร์หอม
หลังจบการศีกษาอ.แดงรับราชการก่อนจะหันเข้าสู่วงการสิ่งพิมพ์ และงานโฆษณา ทั้งยังเป็นอ. พิเศษสอนภาพยนตร์เมื่อปี 1979
       อ.แดงเห็นว่า งานของนักวิจารณ์อันดับแรกคือ สะท้อนความรู้สึกที่มีต่อหนัง และสำคัญกว่านั้นคือ การช่วยสื่อความเข้าใจในไอเดีย
ที่หนังนำเสนอ ให้เห็นสิ่งที่มีค่าน่าเห็นและน่าคิด
       งานวิจารณ์เป็นงานที่อ่อนไหวสำหรับสังคมไทย แต่อ.ก็จะต้องมีความจริงใจในความรู้สึกที่มีต่องานเขียนจึงถ่ายทอดโดยผ่านการนำเสนอ
ที่ไม่แรงระคายเคือง หลายครั้งที่อ.วิจารณ์ด้านลบต่อหนังไทยผ่านงานเขียนและการพูดคุย ผู้สร้างต่างรับทราบว่าเป็นความจริงใจและรับได้
      งานหนังทุกวันนี้(ถึงปัจจุบันนี้) ไม่ดี เทียบเท่าเมื่อครั้งอ.เริ่มต้นเป็นคนดูหนัง แต่อ.ก็ยังสนุกกับกิจกรรมนี้
      คนสร้างหนังในยุค 1960s มุ่งหวังสร้างงานศิลป์ มากกว่ายุคนี้ที่หวังผลกำไร - เป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็กลับทำให้
งานวิจารณ์มีความสำคัญต่อผู้ชมมากขึ้น


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 29 ต.ค. 25, 14:40

                จดหมายข่าว หอภาพยนตร์ ฉบับล่าสุด รำลึกถึง ดูหนังครั้งสุดท้ายกับ กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน

     เมื่อเดือนมีนาที่ผ่านมา หอภาพยนตร์จัดงานใหญ่ให้ผมเป็นงานครบรอบ 80 ปี เขาคงคิดว่าผมควรจะเลิก
ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่ผมเห็นว่ายังมีเวลาและเราก็ยังพอมีแรงอยู่ ตอนนี้ก็ยังเหลือเดือนธันวาอีกหนึ่งครั้ง แต่
ไม่รับรองว่าผมจะมาเอง ซึ่งถ้าเกิดผมมาไม่ได้อาจารย์ประวิทย์ก็สามารถมาแทนผมได้เลย แต่ผมก็อยากมาเองมากกว่า


https://www.fapot.or.th/assets/upload/newsmail/1761555608_2081636433@2x.pdf


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16248



ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 29 ต.ค. 25, 16:35

คารวะ-อาลัย พี่แดง "ทิวลิบ"

รวมพลังหนังและเพลงบรรเลงร่าย
สาธยายภูมิปราชญ์เปล่งศาสตร์ศิลป์
'อาจารย์แดง' กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน
คืนสู่ดิน ต้นตำนาน วิจารณ์ภาพยนตร์

จิระนันท์ พิตรปรีชา
๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๘


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 04 พ.ย. 25, 10:58

แยกซอยย้อนรำลึกงานวิจารณ์หนังกาลครั้งหนึ่ง

        คุณชายคึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนบทความลงนสพ.สยามรัฐ เป็นประจำ บางวันคุณชายจะเล่าเรื่องหนังที่ได้รับชมมา หนึ่งในนั้น
คือ ลูกสาวไรอัน - Ryan's Daughter (1970) ผลงานของ Sir David Lean
        คุณชายบอกว่า ภูมิทัศน์,สภาพอากาศของสถานที่เกิดเรื่อง - ไอร์แลนด์ตะวันตกเฉียงใต้ที่เป็นชายหาดหน้าผาริมทะเลคลื่นลมแรง
คือตัวละครสำคัญของเรื่อง


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 04 พ.ย. 25, 11:08

          สยามรัฐเช่นกัน หน้าบันเทิงราวปี 2514 ในยุคคุณนพพร บุณยฤทธิ์ เป็นบรรณาธิการ เปิดหน้าบันเทิงลงบทความวิพากษ์วิจารณ์
หนังไทยโดยนักวิจารณ์ฝีปากกาคมฉกาจบาดผู้สร้างหนังไทยในยุคนั้นให้หวั่นไหว ได้แก่ แก้ว สีหมากสุก (ไพบูลย์ สุขสุเมฆ -เสียชีวิตแล้ว)
วีระ มุสิกพงศ์ ศิริพงษ์ จันทน์หอม (เสียชีวิต) และหม่อมราชวงศ์พันธุ์ดิศ ดิศกุล ฯ ทีมนี้ได้นำคำว่า น้ำเน่า (ที่อ.เจือ สตะเวทินเคยใช้กับ
วงการนิยายไทยมาก่อน) กลับมาใช้กับหนังไทย (ที่ต่อไปถึงละครไทยทางทีวี)

คุณสุรพงษ์ พินิจค้า ผกก. ทวิภพได้เขียนบทความลงนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 21 ฉบับที่ 12 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2543 เรื่อง
“บัญญัติสิบละครน้ำเน่า” - สูตรสำเร็จสิบประการของละครน้ำเน่าไว้ว่า
        “บังเอิญพบกัน ช่างฝันคิดในใจ คนใช้คุยกัน คู่ขวัญแม่ลูก ถูกแอบฟังแต่มองไม่เห็น คิดไม่เป็นจึงพูดคนเดียว ชอบกราดเกรี้ยวเอา
ตอนกินข้าว โอ้…พระเจ้า! ปลอมตัวแต่จำไม่ได้ นางวายร้ายชอบใช้เสียงแหลม และของแถมที่ขาดไม่ได้…นางเอกท้องต้องอ้วก”
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 04 พ.ย. 25, 11:11

และ    ย้อนอดีตงานวิจารณ์หนังไทยไปไกลอีกก่อนหน้านั้นที่

https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=aloneagain&month=07-2010&date=18&group=9&gblog=28

นักวิจารณ์ภาพยนตร์ของไทยยุค 40-50 ปีก่อน


          นักวิจารณ์ภาพยนตร์ของไทย “รุ่นเก่า” ที่สุดที่คุณรู้จักคือใคร หลายคนคงนึกถึง อาจารย์กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน
นามปากกา “กิตติศักดิ์” หรือ “ทิวลิบ” แล้วนักวิจารณ์รุ่นก่อนหน้านั้นล่ะ ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างเท่าที่ค้นเจอจากนิตยสารเก่าๆ ที่มีอยู่

เล่มแรก...สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่หนึ่ง ฉบับที่ 1 วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2497

ประหยัด ศ.นาคะนาท เป็นบรรณาธิการ นักเขียน-คอลัมนิสต์มีทั้ง “คึกฤทธิ์ ปราโมช” “ฮิวเมอริสต์” (อบ ไชยวสุ) “สุรพงษ์ บุนนาค”
“น.พ.บุญส่ง เลขะกุล” “จินตเทพ” (อาจินต์ ปัญจพรรค์) “เจ้าจำปี” (ประมูล อุณหธูป) "วิลาส มณีวัต" และอีกหลายท่าน
ส่วนที่เป็นรีวิวภาพยนตร์อยู่รวมกับรีวิวหนังสือภายใต้คอลัมน์ “ปกิณกะ” ใช้หัวเรื่องว่า “เรื่องที่ดูแล้วหนุ่ม”

         “ในไม่ช้านี้แหละ เป็นได้เกิดฮอลิเดย์กันทุกวี่ทุกวันที่ ‘นิวโอเดียน’ และจะเป็นฮอลิเดย์พิเศษซึ่งจะต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเหยียด
อาจจะขนาด “เชน” (ราวเจ็ดสัปดาห์ เงินเก้าแสนเศษ) หรือยิ่งกว่านั้นด้วยซ้ำไป
         “ภาพยนตร์เรื่องใหม่ซึ่งจะเป็นวันหยุดนานเหยียดให้ยิ่งกว่าการสไตร๊กเรื่องนี้นั้นก็คือ “โรมันฮอลิเดย์” ซึ่งตั้งชื่อไทยทับศัพท์พากย์อังกฤษ
เผงโดยต้องสิ้นเปลืองค่าคิดตั้งชื่อนี้ไปเป็นมูลค่า ๑,๐๐๐ บาท กับตั๋วฟรีอีกเป็นราวสองพันที่นั่งตลอดรายการนี้ (ไม่นับค่าแสตมป์ปิดซองส่งประกวด
การตั้งชื่อซึ่งมีทั้งสิ้นกว่าสามพันฉบับ และค่าแรงค่าโอวเลี้ยงในการเปิดซองพิจารณาก็มิได้นับด้วย) ส่วนชื่อไทยๆ อย่าง “ดอกฟ้าเชยดิน” หรือ
“ดอกฟ้าเริงโรม” หรือ ฯลฯ อะไรเทือกนี้เป็นอันหน้าม้านพ่ายไป”

         คือรีวิวหนังเรื่อง Roman Holiday ผู้เขียนกล่าวชมเสน่ห์อย่างยิ่งยวดของ “เกรกอรี่ เป็ค” และ “ออดรีย์ เฮปเบอร์น” จากนั้นก็เล่าความเป็นมา
ของเฮปเบอร์นกว่าที่จะได้มาเป็นนางเอกฮอลลีวู้ดและรับบทเจ้าหญิงในเรื่องนี้ ย่อหน้าสุดท้ายก็ยังม้วนสรุปที่เธอว่า
         “เกรกอรี่ เป็ค ยอดนักในเรื่องนี้ ผู้กำกับ วิลเลียม ไวเลอร์ ก็เยี่ยม แต่ทว่าภาพยนตร์ซึ่งวิจิตรและจบอย่างถูกต้องจับใจเรื่องนี้ ออดรีย์ เฮปเบอร์น
ได้ครอบครองเสียคนเดียวตลอดทั้งเรื่อง-ก็น่าจะให้เธอหรอก!”

ผู้เขียนรีวิวนี้ใช้นามปากกาว่า จอรี ...คืออีกหนึ่งนามปากกาของ ประมูล อุณหธูป นักแปลรุ่นคลาสสิก


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 04 พ.ย. 25, 11:14

ชาวกรุง ในเครือสยามรัฐ ฉบับปีที่ 8 เล่มที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2502 มี นพพร บุณยฤทธิ์ เป็นบรรณาธิการ
คอลัมน์ “ขอบกรุง” - ราช รังรอง ศิลปะของ น. ณ ปากน้ำ ขอดกรุง - ศ. ประหยัด คะนานาท (เขียนแบบนี้จริงๆ) เป็นเรื่องขำขัน
และแซวพาดหัวข่าว (น่าจะเป็นต้นแบบของคอลัมน์ก้างตำคอในมติชนปัจจุบัน) ถนนหนังสือ โดย “โนรี” (’รงค์ วงษ์สวรรค์)
แถมด้วยเรื่องสั้นของ แค โพธาราม (ก็ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ อีกเช่นกัน)
            รีวิวภาพยนตร์อยู่ช่วงท้ายเล่ม มีพื้นที่ถึง 5 หน้า ภายใต้คอลัมน์ “หนังกรุง” ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า แกลตา
            เป็นรีวิวรวมมิตรหนังหลายเรื่องที่เข้าฉายในช่วงนั้น ตั้งแต่ Me & Colonel (เพื่อนเจ้าปัญญา) The Matchmaker (แม่สื่อทีเด็ด)
Indiscreet (รักเพียงใจ) ของ สแตนลีย์ โดเนน The Key (กุญแจสวาท) ของ คาโรล รีด และหนังของ วินเซนเต มินเนลลี 2 เรื่อง คือ
Gigi (แก้วตาปารีส) และ The Reluctant Debutante (สังคมอลเวง)

           “Me คือชาวยิวลี้ภัยสงคราม – แดนนี่ เคย์ และ Colonel คือนายพันเอกชาวโปล – เคอร์ท เจอร์เก้นส ซึ่งบังเอิญจับพลัดจับผลูโคจร
ไปในเส้นทางสายเดียวกัน เพื่อหลบหนีทัพนาซีที่กำลังตะลุยยุโรปอยู่อย่างอุตลุด วิเศษชะมัดเลย ไม่มีตลกหลาบโลน ไม่มีตลกเสียของ ไม่มีตลก
เจ็บตัว แต่ตลกกันด้วยไหวพริบคำพูด Dialogue เรื่องนี้เขาร้ายมาก โดยเฉพาะปรัชญาว่าด้วยเรื่องเจ็บตีนแล้วจะได้ลืมเจ็บใจของพ่อแดนนี่ เคย์
ฟังแล้วสะใจดี เพราะตรงกับปรัชญาของผมเปี๊ยบเลย....”

แกลตา เป็นนามปากกาของ พ.ญ.โชติศรี ท่าราบ นักเขียนเรื่องสั้น นักวิจารณ์ดนตรีคลาสสิก ผู้เขียน “บรรเลงรมย์” ในนามปากกา จิ๋ว บางซื่อ
เขียนวิจารณ์ละครในนามปากกา เนือง วิจารณ์หนังสือในนามปากกา หนูเหน็ง และใช้นามปากกา ณเพ็ชรภูมิ เขียนเรื่องสั้นและ งานเขียนเชิง
อัตชีวประวัติ (เช่นหนังสือ “ก้นลิ้นชัก”)
(พระแกล ราชาศัพท์ - หน้าต่าง)


บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.09 วินาที กับ 16 คำสั่ง