เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 21 22 [23] 24
  พิมพ์  
อ่าน: 78698 สัตว์ประหลาด ๖
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16146



ความคิดเห็นที่ 330  เมื่อ 27 พ.ค. 25, 09:35

มอม❓ที่วัดฮินดู ปุราดาเล็ม (Pura Dalem) เมืองอูบุด (Ubud) บาหลี อินโดนีเซีย

ภาพจาก colourbox.com


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16146



ความคิดเห็นที่ 331  เมื่อ 27 พ.ค. 25, 09:35

มอมบาหลี และ มอมไทย ปฏิบัติหน้าที่รักษาศาสนสถานในท่าทางเดียวกัน


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41506

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 332  เมื่อ 27 พ.ค. 25, 11:17

     สนใจว่ามอมบาหลีชื่ออะไร เลยไปถามลูกสาว AI คนใหม่ที่เพิ่งเจอกัน 
     เธอตอบมาว่า
     ตัวนี้คือ โภมา (Bhoma) หรือบางครั้งเรียกว่า โบมา (Boma) ค่ะ
     ลักษณะของโภมา:
     ครึ่งบนเป็นส่วนล่างของมนุษย์/สัตว์: สังเกตจากส่วนที่ยื่นออกมาด้านบนคล้ายสะโพกและมีหาง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโภมาที่ดูเหมือนเป็น "คนคว่ำหัว" หรือเป็นส่วนบนของสัตว์ (เช่น วัว หรือสัตว์ในตำนาน) ที่กำลังหย่อนตัวลงมา
     ส่วนล่างเป็นใบหน้าอสูร: ส่วนล่างคือใบหน้าของยักษ์หรืออสูรที่มีดวงตากลมโต จมูกบาน เขี้ยวแหลม และใบหน้าขึงขัง ซึ่งเป็นลักษณะของยักษ์ผู้พิทักษ์ (Rakshasa)
      ในศิลปะบาหลีประดับตกแต่งด้วยลวดลายวิจิตร: โดยรอบใบหน้าและส่วนลำตัวจะมีลวดลายแกะสลักที่ละเอียดอ่อนของดอกไม้ ใบไม้ และลวดลายม้วนงอแบบบาหลี (ซึ่งเรียกว่า patra หรือ ukiran) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะการแกะสลักหินของบาหลี
       บทบาทและความหมายของโภมาในวัฒนธรรมบาหลี:
     - เทพแห่งโลก/เทพแห่งป่า: โภมาในตำนานบาหลีมักถูกเชื่อมโยงกับเทพแห่งโลก (Bhumi) หรือเป็นบุตรของเทพแห่งป่าและภูเขา จึงเป็นสัญลักษณ์ของธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ และความสมดุล
     - ผู้พิทักษ์ (Demon Guard): โภมามักจะถูกแกะสลักอยู่เหนือประตูทางเข้าวิหาร (Pura) หรือบ้านเรือนของชาวบาหลี ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ คุ้มครองสถานที่จากวิญญาณชั่วร้าย หรือสิ่งไม่ดีไม่ให้เข้ามา
      - สัญลักษณ์ของความสมดุล: การที่มีทั้งส่วนที่เป็นสัตว์/มนุษย์คว่ำหัวและใบหน้าอสูร แสดงถึงความสมดุลระหว่างพลังงานด้านบวกและด้านลบ หรือการรวมกันของธรรมชาติและพลังเหนือธรรมชาติ
        โภมา (Bhoma) เป็นประติมากรรมหินที่สำคัญและพบเห็นได้ทั่วไปในสถาปัตยกรรมศาสนาและที่อยู่อาศัยของชาวบาหลีค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41506

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 333  เมื่อ 13 ก.ค. 25, 19:21

  ตัวนี้เคยมาเยือนกระทู้แล้ว  แต่ต้องเอามาบอกกล่าวกันเพราะเจอที่ภูเก็ต
   จาก Facebook The Earth
   
    วันที่ 10 ก.ค. 2568 เพจขยะมรสุม MONSOONGARBAGE THAILAND โพสต์ภาพ มังกรทะเลสีน้ำเงิน อยู่ภายในแก้วน้ำ โดยมีผู้พบเห็นบริเวณหาดกะรน ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งไม่พบมาเป็นเวลานานเกือบ 2 ปีแล้ว
   มังกรทะเลสีน้ำเงิน หรือ ทากทะเลสีน้ำเงิน (Blue Dragon) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Glaucus atlanticus เป็นสัตว์ทะเลขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในทะเลเปิด มักถูกเรียกว่า Blue Dragon Sea Slug. พวกมันเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดหนึ่ง และมีลักษณะเด่นคือสีน้ำเงินสดใส และส่วนที่ยื่นออกมาจากลำตัวคล้ายปีก
    มังกรทะเลสีน้ำเงินกินแมงกะพรุนที่มีพิษเป็นอาหาร และสามารถนำพิษของแมงกะพรุนมาใช้ป้องกันตัวเองได้
     มังกรทะเลสีน้ำเงินมีขนาดเล็ก โดยทั่วไปยาวประมาณ 3 เซนติเมตร    มีสีน้ำเงินสดใสบริเวณด้านท้อง และสีเทาเงินบริเวณด้านหลัง ซึ่งช่วยในการพรางตัว   ลอยตัวอยู่บนผิวน้ำ โดยอาศัยกระแสลมและกระแสน้ำ    กินแมงกะพรุนที่มีพิษ เช่น แมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส     สามารถเก็บเข็มพิษของแมงกะพรุนที่กินเข้าไป เพื่อใช้ป้องกันตัวเอง
    ข้อควรระวัง
    แม้จะมีรูปร่างสวยงาม แต่มังกรทะเลสีน้ำเงินมีพิษที่สามารถทำให้เกิดอาการเจ็บปวด คลื่นไส้ อาเจียน และผิวหนังอักเสบได้
     ไม่ควรจับหรือสัมผัสตัวมังกรทะเลสีน้ำเงิน หากสัมผัส ให้ใช้น้ำส้มสายชูราดบริเวณที่สัมผัสเพื่อช่วยลดพิษ
     พบได้ในทะเลเปิดทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตอบอุ่นและเขตร้อนของมหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย 


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16146



ความคิดเห็นที่ 334  เมื่อ 14 ก.ค. 25, 16:35

มังกรทะเลสีน้ำเงิน หรือ ทากทะเลสีน้ำเงิน ที่พบที่หาดกะรน จังหวัดภูเก็ต เมื่อ ๒-๓ วันก่อน ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Glaucilla marginata



ส่วนภาพที่มักจะแชร์กันเยอะ แต่จริง ๆ มาจากประเทศอื่น คือ Glaucus atlanticus แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่พบในไทย



ขนาดของทาก Glaucus atlanticus จะใหญ่กว่า ตัวยาวประมาณ ๓ เซนติเมตร มีแถบสีเงินบนเท้า (foot) จากบริเวณหัวไปถึงหาง และกลุ่ม cerata ซึ่งเป็นระยางค์ยื่นออกจากตัว เป็นแถวเดียว เรียงกันมีระเบียบ (unicerate ceratal arrangement)

ส่วนทาก Glaucilla marginata จะมีขนาดเล็กกว่า ยาวไม่ถึงเซนติเมตร กลุ่ม cerata จะเรียงรก ๆ หลายชั้น (multicerate ceratal arrangement)

ข้อมูลจาก อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

ภาพถ่ายโดยคุณ Gary Cobb (เจ้าของเพจ Nudibranch Central) ที่รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย

ซ้าย - Glaucus atlanticus     ขวา - Glaucilla marginata


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16146



ความคิดเห็นที่ 335  เมื่อ 14 ก.ค. 25, 18:35

สวยสังหาร ตกใจ

มังกรทะเลสีน้ำเงิน (Glaucilla marginata) ตัวจิ๋ว กำลังกัดกิน แว่นตาพระอินทร์ (Porpita porpita) เพื่อเพิ่มพลังและสะสมพิษไว้ป้องกันตัว



บันทึกการเข้า
ภศุสรร อมร
พาลี
****
ตอบ: 219


ความคิดเห็นที่ 336  เมื่อ 15 ก.ค. 25, 12:06

เป็นทากที่หน้าตาประหลาดนัก หากผู้ใดได้พบเห็นโดยไม่ทราบมาก่อน ก็คงไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นทาก ทั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41506

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 337  เมื่อ 11 ส.ค. 25, 10:09

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16146



ความคิดเห็นที่ 338  เมื่อ 23 ส.ค. 25, 10:35

ฉลามยักษ์สีส้มทองสดใส ดวงตาสีขาวซีด ตัวยาว ๒ เมตร ถูกจับได้โดย ฮวน ปาโบล โซลาโน (Juan Pablo Solano) นักกีฬาตกปลาในประเทศคอสตาริกาเมื่อปีที่แล้ว โดยถือเป็นการพบฉลามที่มีความผิดปกติเช่นนี้ได้เป็นครั้งแรก

ฉลามตัวนี้เป็นสายพันธุ์ ฉลามพยาบาล (Nurse Shark) ซึ่งปกติจะมีผิวสีน้ำตาลเข้มเพื่อใช้ในการพรางตัว แต่ฉลามตัวนี้กลับมีสีส้มทองอร่ามเนื่องจากภาวะทางพันธุกรรมที่หายากถึง ๒ ภาวะ ได้แก่

-  ภาวะแซนทิซึม (Xanthism): เป็นภาวะที่ร่างกายผลิตเม็ดสีเหลืองเกินไป หรือขาดเม็ดสีอื่น ทำให้ผิวหนังหรือเกล็ดมีสีเหลืองหรือส้มเหลือบทองเด่นชัดขึ้น โดยก่อนหน้านี้พบภาวะแซนทิซึมในปลาบางชนิด แต่ยังไม่เคยพบในประเภท ปลากระดูกอ่อน (cartilaginous fish) ซึ่งรวมถึงปลาฉลาม ปลากระเบน และปลาสเกต

-  ภาวะเผือก (Albinism): เกิดจากการขาดเม็ดสีเมลานิน ทำให้ตาของมันมีสีซีดและไม่มีสีดำ ซึ่งภาวะนี้สามารถพบได้ในสัตว์หลายชนิด แต่การที่ฉลามพยาบาลตัวนี้มีทั้งสองภาวะร่วมกันถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Federal University of Rio Grande ในบราซิลระบุว่า การที่ฉลามพยาบาลที่มีภาวะผิดปกติเช่นนี้สามารถเติบโตจนเป็นตัวเต็มวัยได้นั้น ถือเป็นเหตุการณ์ที่หายากและมีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงวิทยาศาสตร์

"การค้นพบครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับพันธุกรรมและความสามารถในการปรับตัวของฉลามพยาบาล นี่เป็นเพียงเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นครั้งเดียว หรืออาจเป็นสัญญาณของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหรือไม่" นักวิจัย กล่าว

ข้อมูลจาก เดลิเมล

ภาพจาก Parismina Domus Dei


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41506

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 339  เมื่อ 27 ส.ค. 25, 15:40

จาก FB  เพชรมายา

   ย้อนกลับไปกลางดึกคืนหนึ่งในเดือนกันยายน 1903 ยู.จี. กริฟฟิธ ชายที่อาศัยอยู่ในเมืองแวนมิเตอร์ รัฐไอโอวา ได้สังเกตเห็นสิ่งมีชีวิตประหลาดเกาะอยู่บนดาดฟ้าตึกแห่งหนึ่งใจกลางเมือง
   ร่างกายของมันคล้ายมนุษย์ที่มีขนาดมหึมา มีปีกขนาดใหญ่คล้ายค้างคาว และมีลำแสงพุ่งออกมาจากหน้าผาก มันไม่เหมือนกับสิ่งมีชีวิตใด ๆ ที่เขาเคยเห็นมาก่อน
   ยู.จี. หยิบปืนไรเฟิลขึ้นมาและพยายามยิงไปที่สัตว์ประหลาดตัวนี้ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนที่มันจะกางปีกแล้วบินหนีไปในความมืด เหลือเอาไว้แค่ความกลัวและความสับสนให้กับยู.จ๊.
    คืนต่อมา แพทย์ท้องถิ่นที่ชื่อ อัลคอตต์ ได้พบเห็นสิ่งมีชีวิตตัวเดียวกันนี้อยู่นอกหน้าต่างห้องทำงาน เขาพยายามยิงมันด้วยปืนพกแต่กระสุนกลับทำอะไรมันไม่ได้ ราวกับว่าปีกของมันกันกระสุนเอาไว้
    จากนั้นในคืนต่อ ๆ มา ก็มีรายงานการพบเห็นสิ่งมีชีวิตตัวนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พยานทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่า มันมีรูปร่างคล้ายคน มีปีกขนาดใหญ่คล้ายค้างคาว และมีเขาบนหัวที่เปล่งแสงออกมาเจิดจ้าในความมืด
    สัตว์ประหลาดนี้ไม่ได้บินเงียบเหมือนค้างคาวหรือนกฮูก มันบินเสียงดัง มีกลิ่นเหม็นฉุน และร้องเสียงแหลมประหลาดจนสร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคนที่ได้ยิน
    แค่เพียงไม่นาน ชาวเมืองแวนมิเตอร์ก็ตกอยู่ในความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าออกจากบ้านหลังพระอาทิตย์ตกดิน พ่อแม่ต้องขังลูก ๆ เอาไว้ในห้อง ทุกคนล็อกประตูบ้านทุกบานและจุดตะเกียงเอาไว้ตลอดทั้งคืน
    เมื่อเวลาผ่านไป ชาวเมืองก็หมดความอดทนจึงได้รวมตัวออกตามล่าสัตว์ประหลาดตัวนี้ ก่อนที่จะหลักฐานทุกอย่างจะนำพวกเขาไปสู่เหมืองร้างแห่งหนึ่งบริเวณชานเมือง ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีคนได้ยินเสียงประหลาดและกลิ่นกำมะถันที่เหม็นฉุนลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
     ที่เหมืองร้างแห่งนี้ พวกเขาได้พบกับสัตว์ประหลาดที่ร่ำลือกันมานาน ซึ่งไม่ได้มีแค่ตัวเดียว แต่กลับมีตัวโตถึง 2 ตัว และตัวเล็กอีก 1 ตัวที่ดูเหมือนกับเป็นลูกของพวกมัน
    สัตว์ประหลาดทั้ง 3 ส่งเสียงร้องและกางปีกเพื่อเตือนไม่ให้ใครเข้าใกล้ แต่ชาวเมืองแวนมิเตอร์ไม่สนใจ พวกเขาระดมยิงไปที่สัตว์ประหลาดทันที และก็เป็นเหมือนเช่นเคย พวกมันไม่สะทกสะท้าน กระสุนดูเหมือนจะทะลุผ่านหรือไม่ก็กระดอนกลับ ราวกับพวกมันอยู่กันคนละมิติกับเรา
    ในที่สุด สัตว์ประหลาดเหล่านี้ล่าถอยเข้าไปในปล่องเหมืองและหายลับไปในความมืด
    เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวเมืองได้กลับมาปิดผนึกเหมืองแห่งนี้ พวกเขาหวังว่าจะปิดผนึกพวกมันเอาไว้ใต้ดินอย่างถาวร และหลังจากนั้นก็ไม่มีรายงานการพบเห็นสัตว์ประหลาดเหล่านี้อีกเลย
     ต่อมา การพบเห็นสัตว์ประหลาดของชาวแวนมิเตอร์ได้กลายเป็นตำนานที่ถูกเรียกว่า Van Meter Visitor หรือ ผู้มาเยือนแวนมิเตอร์ และกลายเป็นที่ถกเถียงกันมานานกว่าศตวรรษว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่
     บางคนคิดว่ามันคือเรื่องหลอกลวงหรือไม่ก็เป็นภาพลวงตาที่มาจากนกขนาดใหญ่ที่มีดวงตาสะท้อนแสง แต่บางคนก็คิดว่ามันเป็นเรื่องจริงที่น่าสนใจ เพราะมีชาวเมืองเก่าแก่หลายคนที่เป็นทั้งแพทย์ นายธนาคาร และเจ้าของธุรกิจ ที่สาบานว่าเห็นสัตว์ประหลาดตัวนี้จริง ๆ ซึ่งมันอาจเป็นสัตว์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่หลงเหลือมาก็ได้
    แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ชาวเมืองแวนมิเตอร์ก็มีการจัดงานเฉลิมฉลองให้กับตำนานนี้อย่างจริงจังทุกปี โดยใช้ชื่องานว่า Van Meter Visitor Festival
    งานนี้บรรดานักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจในเรื่องเหนือธรรมชาติจะได้มีโอกาสมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ในปี 1903 ว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41506

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 340  เมื่อ 27 ส.ค. 25, 15:41

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16146



ความคิดเห็นที่ 341  เมื่อ 28 ส.ค. 25, 09:35

นึกถึง Arrowhead Project ในเรื่อง The Mist ซึ่งเป็นโครงการของทหารเพื่อสร้างประตูไปมิติอื่น เกิดอุบัติเหตุ สัตว์ประหลาดจากมิติอื่นพาเหรดผ่านประตูมิติมาสู่มิติของเรา จนทำให้เกิดเรื่องโศกนาฏกรรมขึ้น

เจ้า Van Meter Visitor ที่มีปีกใหญ่และเขาส่องแสงได้ อาจจะมาจากมิติอื่นโดยผ่านประตูมิติที่เกิดจากมนุษย์สร้างอย่างในนิยาย หรือเกิดโดยสาหตุอื่น ๆ ซึ่งเราไม่ทราบ

ฟัง ยชญ์และธัญ คุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีการเสนอความเป็นไปได้หลายอย่าง เช่น เป็นสัตว์ประหลาดจริง ๆ ซึ่งยังไม่มีใครรู้จักมาก่อน, เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ซึ่งอาศัยอยู่ในเหมือง, เป็นสัตว์จากต่างดาว, เป็นการเข้าใจผิดว่าสิ่งที่เห็นเป็นสัตว์ประหลาด, เป็นเรื่องที่สร้างขึ้นมาเพื่อไม่ให้คนไปยุ่งกับเหมือง ไม่มีการพูดถึงสัตว์ประหลาดจากมิติอื่น

คุณเทาชมพูเชื่อความเป็นไปได้ข้อไหนมากที่สุด❓

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41506

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 342  เมื่อ 28 ส.ค. 25, 16:51

   เชื่อว่าชาวเมืองรวมหัวกันสร้างเรื่องขึ้นมา เพื่อไม่ให้คนนอกไปยุ่งกับพื้นที่เหมืองที่ปิดร้างมานานแล้ว
   อาจจะมีทางราชการ หรือบริษัทอะไรสักแห่งพยายามจะรื้อเหมือง หรือพัฒนาบริเวณเหมืองให้เป็นสถานที่อื่น    ชาวเหมืองไม่ต้องการโครงการนี้ ก็เลยสร้างเรื่องขึ้นมาสะกัดไว้   พอนานเข้าคนชักเลือนๆก็กระตุ้นขึ้นมาใหม่ด้วยการจัดงานฉลอง  จะได้ไม่มีใครไปพัฒนาแถวนั้นอีก
   สัตว์ไม่ว่าจากมิติไหน ลองมันมีชีวิต มันต้องกินต้องอยู่   ยิ่งถ้ามันมีลูก มันต้องแพร่พันธุ์ได้    ปิดผนึกเหมืองไว้ มันก็ต้องดิ้นรนหาทางออก  แต่ก็ไม่มีใครเห็นมันอีก
   ถ้ามันตายอยู่ในเหมือง  ก็น่าจะมีกลิ่นเหม็น หรือร่องรอยอะไรสักอย่างให้ชาวเมืองผิดสังเกต  ก็ไม่มี
   ที่มาของมันประหลาดมาก  คือไม่มีที่มา และไม่มีที่ไป
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41506

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 343  เมื่อ 28 ส.ค. 25, 18:50

  ยังติดใจเรื่องนี้อยู่ ก็เลยเชิญนายทองอินไปสืบความลึกลับเรื่องนี้ 
  อนุมานเกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์ประหลาดได้ตามนี้
  1  สูงประมาณ 8-9 ฟุต แต่ยังบินได้   ปีกของมันต้องกว้างมหึมา จึงพยุงน้ำหนักร่างให้บินได้
  2  ร่างกายของมันผลิตแสงในตัวได้แรงมาก   เห็นได้จากเขาที่งอกขึ้นมาบนหน้าผาก เปล่งแสงสว่างได้เจิดจ้า
  3 หนังของมันหนามาก  กระสุนปืนเจาะไม่เข้า  หรือไม่ก็ลื่นมากจนกระสุนไถลไปหมด
  4  กลิ่นเหม็นฉุนเฉียวรุนแรง   ร้องเสียงดัง   
  5  มันทำรังอยู่ในถ้ำบนพื้นดิน (หมายถึงเหมือง) ไม่ใช่รังบนยอดไม้ หรือหน้าผา
  6  มันมีคู่ และลูกตัวเดียว  ซึ่งน่าจะเป็นลูกที่โตพอจะมีลักษณะเหมือนพ่อแม่ได้  แต่ก็ยังอยู่กับพ่อแม่ ไม่ได้บินจากรังไปหากินเอง
  7  ไม่ดุร้าย  หนีคนอย่างเดียว  ไม่ต่อสู้
  8  ไม่ปรากฏร่องรอยของอาหารที่มันกิน เช่นถ้ามันกินพืช ผลไม้ น่าจะมีร่องรอยความเสียหายในไร่    ถ้ามันกินเนื้อ น่าจะมีซากสัตว์เล็กๆให้เห็น  แต่ไม่มีร่องรอยให้รู้ว่ามันกินอะไร
  9  ไม่ปรากฏว่ามันมีฝูง   ไม่มีที่มาว่ามาจากไหน  และมาที่นี่เพื่อหากินหรืออะไร 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41506

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 344  เมื่อ 28 ส.ค. 25, 18:56

   เอาข้อมูลไปถามอาคิระ  ให้ช่วยวิเคราะห์  ได้คำตอบมาดังนี้
   ข้อสรุปเกี่ยวกับ Van Meter Visitor
   ความเป็นไปไม่ได้ทางชีววิทยา

   สิ่งมีชีวิตที่ถูกบรรยายว่า สูงเก้าฟุต มีปีก มีเขาที่ส่องแสง และไปอาศัยอยู่ในเหมืองถ่านหินนั้น ไม่สอดคล้องกับรูปแบบการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตชนิดใดบนโลก
    นกไม่ทำรังในเหมือง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่มีปีก และไม่เคยมีสัตว์ใดในประวัติศาสตร์ที่ฉายแสงจาก “เขา” ได้
    ดังนั้นในฐานะสิ่งมีชีวิตที่แท้จริง มันเป็นไปไม่ได้
    ความขัดแย้งด้านนิเวศวิทยา
    ถ้ามีอยู่จริง พวกมันจะต้องมี ประชากร ฝูง อาหาร และถิ่นอาศัย แต่กลับไม่พบหลักฐานใด ๆ ทั้งสิ้น
    ไม่มีการพบซากกระดูก รัง หรือการพบเห็นซ้ำในช่วงก่อนหรือหลังปี 1903 เลย
    สิ่งนี้ขัดกับหลักการเอาตัวรอดและการสืบพันธุ์ของสัตว์ในธรรมชาติ

   ที่มาที่มีความเป็นเหตุผลมากที่สุด
     การเข้าใจผิด: อาจเป็นนกขนาดใหญ่ เช่น นกกระเรียนหรือนกฮูก ที่ถูกมองในที่มืดแล้วเกิดการขยายความน่ากลัว
เทคโนโลยีของมนุษย์:          โคมไฟคาร์ไบด์ที่ติดศีรษะคนงานเหมืองหรือคนเล่นพิเรนทร์ อาจถูกมองว่าเป็น “เขาที่ส่องแสง”
ความตื่นตระหนกแบบกลุ่ม: เมื่อบุคคลที่น่าเชื่อถือเล่าเรื่องน่ากลัว คนทั้งเมืองก็พร้อมใจกัน “เห็น” สิ่งเดียวกัน
   การเล่นตลกหรือการสร้างตำนาน
: เรื่องที่เริ่มจากมุขตลก หรือการเล่าเกินจริง แล้วกลายเป็นตำนานท้องถิ่น

    เหตุผลที่เรื่องยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้
   เพราะเหมืองถูกปิด และไม่มีสิ่งใดออกมา ความเงียบนี้กลับทำให้เรื่องกลายเป็นปริศนา
    เรื่องจึงดำรงอยู่ไม่ใช่ในฐานะวิทยาศาสตร์สัตววิทยา แต่เป็น ตำนานพื้นบ้าน ที่สืบต่อกันมา

    คำตอบสุดท้าย
    “นกประหลาดสามตัว” ของ Van Meter
    ไม่ใช่นก ไม่ใช่สัตว์ประหลาด และไม่ใช่สิ่งที่มาจากมิติอื่น
    แต่เป็นไปได้มากที่สุดว่าเป็น
    ความกลัวที่ถูกสวมปีก,
    เทคโนโลยีที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งมีชีวิต, หรือ
    เรื่องเล่าที่ชุมชนสร้างขึ้นจากจินตนาการร่วมกัน
    ในแสงแห่งเหตุผล:
❌ ไม่ใช่สายพันธุ์จริง
✔️ แต่เป็นตำนานอันทรงพลัง

    เหมืองไม่ได้ซ่อนสัตว์ประหลาดไว้หรอกครับ…
    สิ่งที่ซ่อนอยู่คือ “เรื่องเล่า”
    และเมื่อปากเหมืองถูกปิด สิ่งที่หนีออกมาไม่ใช่สัตว์ปีก แต่คือ เรื่องเล่าที่โผบินไปทั่วกาลเวลา
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 21 22 [23] 24
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.049 วินาที กับ 20 คำสั่ง