เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 221 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41919

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
 เมื่อ 10 ก.พ. 26, 09:57

  ขอเริ่มกระทู้ด้วยภาพพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และควีนมารี อ็องตัวแน็ตต์ แห่งฝรั่งเศสค่ะ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41919

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 10 ก.พ. 26, 10:15

   ชะตาชีวิตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จะว่าไปก็เหมือนพระพรหมองค์ที่ลิขิตชีวิตท่านได้ยกแพทเทิร์นเดิมจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 มาสวมให้พระองค์ผู้เป็นหลานปู่   คือเกิดมาโดยไม่ได้เตรียมตัวเลยว่าจะเป็นกษัตริย์ในอนาคต
   เริ่มต้นด้วยหลุยส์น้อยอยู่ห่างราชบัลลังก์เอาการ    เพราะมีเจ้าชายถึง 2 คนคั่นอยู่ข้างหน้า
    ในรัชสมัยเสด็จปู่-พระเจ้าหลุยส์ที่ 15  เจ้าชายรัชทายาทหรือโดแฟ็งคือพระบิดาของหลุยส์น้อย   ชื่อหลุยส์-แฟร์ดินองด์    โดแฟ็งเป็นเจ้าชายเฉลียวฉลาด เคร่งศาสนา มีบารมีสูงเป็นที่ยกย่องนับถือในราชสำนัก  แต่ขณะเป็นหนุ่มใหญ่เต็มที่ ก็กลับป่วยแล้วสิ้นพระชนม์ด้วยวัณโรคในปี 1765 ขณะมีทรงมีอายุเพียง 36 ปี 
   โอรสองค์ใหญ่ของโดแฟ็งคือเจ้าชายหลุยส์-โฌแซฟ  เป็นเด็กเก่ง  เฉลียวฉลาด เป็นที่รักของเครือญาติ  แต่ก็สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่อายุ 10 ขวบ   ส่วนหลุยส์น้อยเป็นลูกคนรอง  เป็นเด็กเงียบๆหงิมๆ  อ่อนแอ ขี้เกรงใจ   ชอบเก็บตัวเงียบๆ ในโลกส่วนตัว มากกว่าสนใจสังคมรอบตัว
    พระมารดาของหลุยส์น้อยเศร้าโศกกับการจากไปของพระโอรสและสวามีจนไม่มีกะจิตกะใจจะอบรมปลูกฝังโอรสองค์รอง  เธอก็เลยไม่ได้ช่วยให้หลุยส์น้อยได้พัฒนาตนเองให้ดีขึ้น
   อย่างที่ว่า  ในเมื่อไม่มีใครคิดว่าราชบัลลังก์จะตกอยู่กับเจ้าชายหมายเลข 3   จึงไม่มีใครเคี่ยวกรำเรื่องการเมืองและการปกครอง   อยากเรียนอะไรก็เรียนไป    หลุยส์จึงทรงอ่านแต่วิชาประวัติศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภูมิศาสตร์ ล้วนไม่ค่อยจำเป็นสำหรับฐานะในอนาคต    มีงานอดิเรกคืองานช่างประดิษฐ์เล็กๆน้อยๆ เช่นการทำกุญแจและถอดกลไกกุญแจ    ส่วนวิชารัฐศาสตร์หรือการฝึกปรือให้รู้จักการใช้อำนาจ หรือรับมือกับเล่ห์เหลี่ยมของขุนนางรอบด้าน พระองค์ไม่รู้จัก  ไม่รู้ว่าว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการครองราชย์


บันทึกการเข้า
superboy
สุครีพ
******
ตอบ: 846


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 10 ก.พ. 26, 13:32

อยากได้มุมมองประชาชนที่ลุกฮือขึ้นมาเยอะๆ ครับอาจารย์
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41919

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 10 ก.พ. 26, 13:57

   กรุณาอดใจรอค่ะ  รับรองว่าได้อ่านแน่   แต่เหตุการณ์ลุกฮือคือตอนที่สถานการณ์ในประเทศถึงจุดระเบิด  ตามประวัติศาสตร์  กินเวลาอีกหลายปีกว่าจะถึงตอนนั้น
   ตอนนี้ค่อยๆปูทางจากต้นรัชกาลไปก่อน   เพื่อให้ความเข้าใจว่าทำไมพระเจ้าหลุยส์ถึงต้องลงเอยแบบนั้น
   มันไม่ใช่ว่าพระองค์เป็นคนไม่ดี  ประชาชนทนไม่ไหวเลยลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน     สรุปแบบนี้มันง่ายไปค่ะ  ไม่ได้เกิดความเข้าใจของจริง  
   เราจะมองไม่เห็นว่าจริงๆแล้วมันเหมือนหม้อน้ำตั้งบนเตา  มีถ่านมาสุมข้างใต้  มีฟืนใส่เข้าไปอีก  แถมลมก็แรง กระหน่ำซ้ำเติม   หม้อน้ำก็เดือดพล่านแล้วก็ระเบิด พาเอาพังพินาศทั้งบ้าน
   ตัวการในเรื่องนี้มีหลายคน ไม่ใช่แค่ประชาชนหรือปัญญาชนนักปฏิวัติ  แต่เจ้านายก็เอากะเขาด้วยค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41919

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 11 ก.พ. 26, 08:29

    ตั้งแต่เล็ก หลุยส์ถูกมองว่าเป็นเด็กซื่อบื้อและเชื่องช้า      ทางออกของเจ้าชายคือเข้าไปเก็บตัวอยู่กับโลกส่วนตัวที่ปลอดภัยกว่าโลกภายนอก  ทรงชอบเล่นกลไกของนาฬิกา เพราะมันทำงานมีระเบียบ    เมื่อฟันเฟืองหมุน  เครื่องจักรนาฬิกาจะทำงานตามที่มันควรจะเป็น    ผิดกับในโลกภายนอก โดยเฉพาะโลกการเมืองที่หาระเบียบอะไรไม่ได้เลย    ผู้คนพูดอย่างทำอย่าง   ให้สัญญาแต่พลิกล้ิน    ทีท่าเป็นมิตรแต่พร้อมจะเชือดลับหลัง  พระราชาซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอย่างพระองค์จึงมักจะปิดประตูอยู่ในโลกส่วนตัว แทนจะพาองค์เข้าไปปะทะดุเดือดในที่ประชุมเสนาบดี
     ในวันที่พระหลุยส์ที่ 15 สิ้นพระชนม์        มีบันทึกว่าเมื่อทรงทราบว่าต้องขึ้นครองราชย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถึงกับทรุดตัวลงคุกเข่าพร้อมกับพระนางมารี อองตัวแน็ตต์  พร้อมกับภาวนาว่า
    "โอ้พระผู้เป็นเจ้า โปรดคุ้มครองเราและนำทางเราด้วยเถิด เรายังเยาว์วัยเกินกว่าจะปกครองแผ่นดินนี้"
    ก่อนหน้านี้  หลุยส์เสกสมรสเมื่ออายุ 15 ปี ด้วยเหตุผลทางการเมือง ต้องสร้างพันธมิตรกับเจ้าหญิงออสเตรียวัย 14 ปี  พระธิดาจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา พันธมิตรของฝรั่งเศสในสงครามเจ็ดปี  เธอชื่อแกรนด์ดัชเชส มาเรีย  อันโทเนีย  แปลงเป็นสำเนียงฝรั่งเศสว่า  มารี อองตัวแน็ตต์
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41919

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 11 ก.พ. 26, 08:39

   ถ้าหากว่าคาร์ดินัลมาซาแร็ง ที่ปรึกษาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14  และคาร์ดินัลเฟลอรี่ ที่ปรึกษาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ยังมีชีวิตอยู่  สองคนนี้น่าจะค้านเสียงแข็งไม่ให้ฝรั่งเศสพาเจ้าหญิงของอาณาจักรใหญ่อย่างออสเตรียมาเป็นราชินี   จริงอยู่ ก่อนหน้านี้ มเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เป็นเจ้าหญิงต่างชาติ  แต่โปแลนด์  เป็นประเทศเล็กๆ ไม่มีพิษมีภัย  ไม่มีปากเสียงจะเข้ามาก้าวก่ายการเมืองฝรั่งเศสได้  ทั้งตัวเธอเองก็รู้จักวางตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ไม่มายุ่งกับการเมือง แล้วยังเคร่งครัดในศาสนา  ประชาชนจึงพากันนิยมชมชอบ 
   ผิดกับมารี อองตัวแน็ตต์ ที่เป็นลูกสาวนางพญาอย่างจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซ่า  อาจจะเป็นหนามยอกอกของฝรั่งเศสหากว่าเธอถือหางประเทศเดิมของเธอ  หรืออาจจะมีสิทธิ์มีเสียงในการบริหารประเทศ มากกว่าพระสวามีที่ใครๆก็เห็นว่าอ่อนแอ  จนเกิดปะทะกับบรรดาเจ้านายและขุนนางฝรั่งเศสได้

    ชีวิตสมรสเหมือนถูกคำสาปซ้ำเติมเข้าไปอีก   เพราะหลุยส์มีความบกพร่องบางอย่างทางสรีระ  (Phimosis)  และอาจบวกด้วยอาการทางใจที่ไม่ประสีประสาเรื่องเพศ   ทำให้ไม่สามารถเป็นสามีทางพฤตินัยได้ตลอด 7 ปีนับแต่เสกสมรส   แต่เรื่องพรรค์นี้ประชาชนจะไปรู้ได้ยังไง   เขาเห็นแต่ว่ากี่ปีๆพระราชินีก็ไม่มีพระโอรสธิดาสักที    คำกล่าวโทษก็กลับไปตกอยู่กับฝ่ายหญิงว่าเป็นความบกพร่องที่เธอสร้างรัชทายาทให้ประเทศเขาไม่ได้
   ฝ่ายหลุยส์เมื่อรู้สึกตัวเองไม่มีความสามารถจะทำหน้าที่สามี    เกิดความเห็นใจพระชายา  จึงชดเชยด้วยการตามใจ ปล่อยให้เธอคบเพื่อนสนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้ไม่เว้นแต่ละวัน       อยากทำอะไรก็ทำ    มารีเองเป็นเด็กสาววัยรุ่น    ชีวิตคู่ก็ว่างเปล่า  เธอจึงหันไปหาความเพลิดเพลินส่วนตัว โดยไม่ตระหนักว่านั่นคือการละเลยหน้าที่ราชินี และก่อความรังเกียจจากประชาชนมากขึ้นทุกที 
    ที่ร้ายที่สุดคือศัตรูที่อันตรายที่สุดของหลุยส์และมารี อองตัวแน็ตต์ ไม่ได้อยู่ที่ท้องถนนในปารีส แต่อยู่ในท้องพระโรงพระราชวังแวร์ซายล์เอง
    กลุ่มแรกคือพระญาติด้วยกัน 
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8568


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 11 ก.พ. 26, 10:07

    ชีวิตสมรสเหมือนถูกคำสาปซ้ำเติมเข้าไปอีก   เพราะหลุยส์มีความบกพร่องบางอย่างทางสรีระ  (Phimosis)  และ
อาจบวกด้วยอาการทางใจที่ไม่ประสีประสาเรื่องเพศ   ทำให้ไม่สามารถเป็นสามีทางพฤตินัยได้ตลอด 7 ปีนับแต่เสกสมรส

           ประเด็น phimosis หนังหุ้มปลายติด ใน reddit สมาชิกให้คำตอบอย่างละเอียดมากจนอ่านไม่หมด
           ปัญหาดูจะเป็นเรื่องจิตใจและกายภาพ  a combination of physical and emotional issues; and the resolution
of the consummation problems occurred after a "come to Jesus" style talk with Marie Antoinette's brother.
           Louis XVI ขี้อายและอาจจะไม่ค่อยมีประสบการณ์ในเรื่องเพศ
           บันทึกแพทย์ผู้ตรวจบอกว่า ไม่มีปัญหาทางกาย
        
อ่านไม่จบครับ, เท่าที่สแกนวืดๆ น่าจะเป็นปัญหาทางจิตใจ, เรื่องของวัยเยาว์ยังไม่พร้อมของทั้งสองฝ่าย และ
Overall: There is no evidence of a surgery, multiple physicians agreed that there was no physical problem,
and the lack of consummation when taking the greater evidence into context seems to be related to
physical pain, awkwardness between the couple, and a period where they were particularly aloof towards
one another.
      
อ่านที่ https://www.reddit.com/r/history/comments/fg86gv/did_louis_xvi_of_france_actually_have_phimosis/
เนื้อหาบางตอน 18+      
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41919

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 11 ก.พ. 26, 12:13

   หลังจาก 7 ปี พระเจ้าหลุยส์กับพระนางก็มีโอรสองค์แรก  เป็นอันจบเรื่องปัญหา  ข่าวลือก็หายไป
   ส่วนรายละเอียดมีหลายอย่างแตกต่างกัน    มีหลักฐานว่าร้อนถึงเจ้าชายโจเซฟ  พี่ชายของพระนางมารีต้องเดินทางมาปารีสเพื่อให้คำปรึกษาน้องเขยเรื่องรักษาตัว(และใจ)    แต่หลักฐานอีกแห่งก็บอกว่ามีการรักษา อาจไม่ถึงขั้นผ่าตัด  อย่างไรก็ตามก็เป็นอันว่าชีวิตครอบครัวของพระองค์ดำเนินต่อไปได้ หลังจากพะอืดพะอมมา 7 ปีเต็ม
   ส่วนเรื่องศัตรูในราชสำนัก ตัวตึงได้แก่
 -   เคานต์แห่งโปรวองซ์ (Count of Provence) เจ้าชายน้องคนรองของหลุยส์ที่ 16 (ต่อมาคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 18) คนนี้มีความทะเยอทะยานสูงมาก เพราะหากพี่ชายไม่มีลูก บัลลังก์จะตกเป็นของเขาโดยชอบธรรม  เขาก็เลยแอบเผาพี่ชายเสียไม่รู้กี่ครั้งกี่หน  ปล่อยข่าวลือว่าพระองค์ไร้น้ำยา  พระชายาก็คบชู้สู่ชายไม่เลือกหน้า   
     -เคานต์แห่งอาร์ตัว   น้องชายคนถัดไปจากโปรวองซ์  ร้ายพอกัน
    ทั้งคู่ดูถูกพระเจ้าหลุยส์มาแต่ไหนแต่ไรว่าไม่เอาไหน   เมื่อมีการประชุมเสนาบดีหรือสภาขุนนางทีไร   เจ้าชายสององค์นี้ก็ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงนโยบายทีนั้น    และที่สำคัญคือสนับสนุนกลุ่มขุนนางที่คัดค้านการปฏิรูปภาษี  เพื่อจะหาเสียงดึงไปเป็นพวกของตน
    - ดยุกแห่งออร์เลอ็องส์   รายนี้เป็นพระญาติระดับลูกพี่ลูกน้อง   ร่ำรวยและมีอิทธิพล  แทนที่จะเห็นแก่สายเลือดด้วยกัน  กลับกลายเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มปฏิวัติเสียเอง เพื่อหวังจะล้มพระเจ้าหลุยส์และขึ้นเป็นกษัตริย์แทน
     เหมือนสุนทรภู่รำพันว่า "เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น"  ภายในราชสำนักร้อนเป็นไฟยังไม่พอ    ภายนอกวังก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน    เพียงปีเดียวหลังจากหลุยส์ขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็เจอหมัดหนักจากประชาชน ในนามของเหตุการณ์จลาจลที่เรียกว่า "สงครามแป้ง" (Flour War)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41919

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 11 ก.พ. 26, 15:16

   เหตุจลาจลหรือสงครามกลางเมืองในสมัยนั้น สาเหตุใหญ่สุดคือ "ปากท้องของประชาชน"   ตราบใดที่ยังพอมีกินมีใช้ไม่อดอยาก ชาวบ้านก็ก้มหน้าก้มตาทำงานเสียภาษีให้ท้องพระคลัง     ด้วยเหตุนี้นักรัฐศาสตร์อย่างมาซาแร็งและเฟลอรี่จึงต้องคอยสอดส่องไม่ให้ประชาชนลำบากยากแค้นเป็นอันขาด  ส่วนภาษีจะแฟร์หรือไม่แฟร์นั้นเป็นอีกเรื่อง  
   แต่พอมาถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เกิดเหตุภัยแล้ง  ชาวไร่ชาวนาเก็บเกี่ยวพืชผลได้น้อยติดต่อกัน  เมื่อข้าวสาลีมีน้อย ราคาแป้งสาลีพุ่งสูงขึ้น จนขนมปังแพงลิบ ทำเอาชาวบ้านเดือดร้อนกันทั่วเมือง
    เดิม รัฐมีนโยบายห้ามขายข้าวนอกเขตพื้นที่ของตัวเอง  กำหนดราคาเพดานไว้ว่าห้ามขายแพงกว่าที่รัฐกำหนด      และต้องขายตามเวลารัฐกำหนดอีกด้วย    วิธีนี้ช่วยให้ชาวบ้านอุ่นใจว่าจะมีข้าวราคาถูกกินแน่นอน  แต่ข้อเสียคือพ่อค้าไม่มีแรงจูงใจจะผลิตเพิ่ม เพราะกำไรถูกกดเอาไว้     แต่ผลดีก็ตกกับชาวบ้านมากกว่าพ่อค้า
    แต่พอข้าวสาลีผลิตได้น้อย  ชาวบ้านก็เริ่มไม่มีขนมปังจะกิน   พ่อค้าก็ไม่มีจะขาย
     พระเจ้าหลุยส์ทรงมอบให้นักการเงินชื่อฌาค ตูร์โกต์ เข้ารับหน้าที่เสนาบดีคลังแก้ไขปัญหา
    ตูร์โกต์เป็นนักเศรษฐศาสตร์แนว Physiocracy    เป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์การเมืองที่เน้นเศรษฐกิจการเกษตรแบบเสรี   เช่น ยกเลิกการควบคุมราคาข้าว   โดยถือหลัก  Laissez-faire (คำนี้หมายถึงว่า ปล่อยให้การเกษตรเป็นไปตามกลไกของมัน)    ด้วยความเชื่อว่าเสรีภาพในการค้าขายจะทำให้ทุกคนซื้อง่ายขายคล่อง  ตามหลักการดังนี้
     -   ถ้าปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด เมื่อข้าวขาดแคลน ราคาก็จะสูงขึ้น
     -   เมื่อราคาสูง พ่อค้าจากที่ไกล(ซึ่งข้าวยังราคาถูก) ก็อยากจะขนข้าวมาขายเพื่อทำกำไร    
     - สุดท้าย เมื่อมีข้าวไหลเข้ามาเติมในตลาดเยอะๆ ราคาก็จะค่อยๆ ลดลงเองตามธรรมชาติ  
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.035 วินาที กับ 19 คำสั่ง