เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41894
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 15 เมื่อ 05 ก.พ. 26, 10:20
|
|
พูดกันอย่างยุติธรรม นักบริหารเก่งๆไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเพศชาย สตรีที่ครองอำนาจได้เก่งฉกาจเป็นที่ลือเลื่องอย่างพระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ และจักรพรรดินีเทเรซาแห่งออสเตรียก็มีให้เห็น แต่ก็ไม่ใช่ว่าสตรีที่มีอำนาจในมือจะปกครองประเทศได้เก่งกันทุกคน คนที่มีแต่อำนาจ แต่ฝีมือไม่เข้าท่าก็มีเหมือนกัน ตัวอย่างคือกรณีนี้ แม้ว่าข้าราชบริพารจำนวนมากยอมศิโรราบให้มาดามปงปาดูร์ แต่ก็มีขุนนางหัวแข็งอีกไม่น้อยไม่ยอมก้มหัวให้ เธอจึงเกิดฮึดสู้ขึ้นมาว่า หญิงสามัญธรรมดาๆอย่างเธอนี่แหละจะแสดงฝีมือให้ประจักษ์ เธอจึงโดดเข้าสู่ยุทธการทางการเมืองเต็มตัว เข้าไปบงการแต่งตั้งเสนาบดี เมื่อมีโอกาสจะทำสงครามเพื่อแสดงความเป็นใหญ่ของประเทศ เธอก็ผลักดันให้เกิดขึ้น ด้วยความหวังว่าจะใช้ชัยชนะทางทหารเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือ และค้ำจุนสถานะในวังให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ ผลคือเธอผลักดันประเทศฝรั่งเศสเข้าสู่ สงครามเจ็ดปี เป็นสงครามใหญ่เกี่ยวพันกับหลายประเทศ จนนักประวัติศาสตร์บางคนเรียกว่า "สงครามโลกครั้งที่ 0" คือสงครามโลกที่มาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41894
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 16 เมื่อ 05 ก.พ. 26, 10:24
|
|
ทีนี้ก็มาถึงสงครามเจ็ดปีกันละค่ะ สงครามเจ็ดปี (Seven Years’ War, ค.ศ. 1756–1763) คืออะไร เราคงรู้กันมาบ้างแล้วว่า ฝรั่งเศสกับอังกฤษเป็นศัตรูคู่กัดกันในฐานะเจ้าอาณานิคม แม้จะพยายามแบ่งดินแดนไม่ยึดครองทับซ้อนกัน ก็ไม่วายเกิดขัดแย้งใน 2 พื้นที่หลัก คืออเมริกาเหนือกับอินเดีย ฝรั่งเศสไม่อยากให้อังกฤษกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลเพียงผู้เดียว การประลองกำลังของสองจักรวรรดิยักษ์ใหญ่จึงเกิดขึ้น ประกอบกับในยุโรป ประเทศสำคัญอีกประเทศคือปรัสเซีย( หรือเยอรมนีในปัจจุบัน) จับมือทำสนธิสัญญาไมตรีกับอังกฤษ ทำให้ฝรั่งเศสเริ่มระแวงว่าศัตรูจะแข็งกล้าขึ้น ทำให้แสนยานุภาพของตนด้อยลง จุดเริ่มต้นของสงครามคือ ออสเตรียต้องการแย่งชิงแคว้นไซลีเซียกลับคืนจากปรัสเซีย แคว้นนี้ถ้าอ่านกระทู้มาแต่แรก คงจำได้ว่าตอนจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาแห่งออสเตรียขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ พระเจ้าฟรีดริชแห่งปรัสเซียฉวยโอกาสไปยึดแคว้นมาเป็นของตนเองจนเกิดสงครามกันมาครั้งหนึ่ง ตอนนั้นฝรั่งเศสก็ไปช่วยเขารบ เล่นงานออสเตรีย จนกลับมาแบบกระเป๋าฉีก แต่ก็ไม่เข็ด ความจริงฝรั่งเศสจะอยู่เฉยๆก็ได้ แต่เห็นเป็นโอกาสจะปราบอังกฤษเพราะปรัสเซียผู้เป็นพันธมิตรมัวรบกับออสเตรีย ก็เลยตัดสินใจก่อศึกกับอังกฤษ สงครามครั้งนี้มาดามปงปาดูร์ผลักดันเต็มที่ เธอเกลียดหน้าพระเจ้าฟรีดริชมหาราชกษัตริย์ปรัสเซียอยู่แล้ว ว่ากันว่าทรงชอบตรัสเสียดสีและดูหมิ่นสถานะของเธอในราชสำนัก เธอก็เลยทุ่มตัวสนับสนุนให้ฝรั่งเศสทำสงคราม ด้วยวิธีหันไปจับมือคืนดีกับออสเตรีย คู่อริเก่า ทั้งๆทำสงครามกันมาหยกๆ ครั้งนี้เพื่อผนึกกำลังกันเล่นงานปรปักษ์ เธอสื่อสารโดยตรงกับ จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา แห่งออสเตรีย ทั้งส่งจดหมายและของขวัญไปถวาย เหมือนการทูตหลังม่านระดับผู้นำสองประเทศ มีหลักฐานว่าเธอติดต่อกับ เคานต์ คูนิซ (Count Kaunitz) รัฐมนตรีของออสเตรีย อีกด้วย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พระสนมของกษัตริย์ฝรั่งเศส เจรจาแทนพระองค์ในการเมืองระหว่างประเทศ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41894
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 17 เมื่อ 05 ก.พ. 26, 10:26
|
|
ผลคือเกิดสงครามใหญ่ในยุโรป นอกจากจักรพรรดินียอมเป็นพันธมิตรกับพระเจ้าหลุยส์แล้ว ฝรั่งเศสยังไปลากรัสเซียและสวีเดน มาร่วมผนึกกำลังด้วย ส่วนอังกฤษมีพันธมิตรประเทศเดียวคือปรัสเซีย ดังนั้นก็เท่ากับปรัสเซียถูกรุมกินโต๊ะจาก 4 ประเทศคือฝรั่งเศส, ออสเตรีย, รัสเซีย และสวีเดน ส่วนอังกฤษเองก็ต้องพะวงกับอเมริกาเหนือ เพราะฝรั่งเศสหนุนหลังชนพื้นเมืองให้ลุกฮือทำสงครามกับอังกฤษ เรื่องสงครามเจ็ดปีนี้สนุกมาก แต่จะเล่าโดยละเอียดกระทู้ก็จะยาวเหยียดและเบนออกจากหัวข้อ "พระเจ้าหลุยส์ที่ 15" ไปเสียก่อน จึงขอเล่าอย่างรวบรัดว่า ทางฝรั่งเศส มาดามปงปาดูร์โดดเข้าบัญชาการเต็มตัว เธอใช้บารมีตัวเองในการเลือกแม่ทัพและเสนาบดี หลายครั้งเป็นคนที่เธอไว้วางใจว่าสั่งได้ดังใจ มากกว่าคนที่มีฝีไม้ลายมือแต่อาจจะหัวแข็งค้านโน่นค้านนี่ให้ยุ่งยาก หนึ่งในจำนวนที่สั่งได้คือเจ้าชายแห่งซูบีส คนนี้มาดามนับเป็นเพื่อนสนิท เธอส่งไปเป็นแม่ทัพด้วยความเชื่อมั่น แต่ดันไปพ่ายแพ้อย่างยับเยินในยุทธการรอสบัค (Battle of Rossbach) ทำให้ฝรั่งเศสเสียหน้าอย่างมาก ที่ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ คือในช่วงสงคราม ห้องทำงานของมาดามปงปาดูร์ที่พระราชวังแวร์ซายล์กลายเป็น "ศูนย์บัญชาการ" ตัวเธอวางตัวเป็นแม่ทัพ มีส่วนร่วมในการวางแผนยุทธศาสตร์และรับรายงานจากแนวหน้าโดยตรง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41894
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 18 เมื่อ 06 ก.พ. 26, 14:33
|
|
ผลคือฝรั่งเศสประเมินปรัสเซียต่ำไปมาก พระเจ้าฟรีดริชมหาราชไม่ใช่หมู แต่เป็นพญาสิงห์เขี้ยวเล็บพราว ฝีมือเลิศทางการทหาร การรุมกินโต๊ะปรัสเซีย(โดยฝรั่งเศส-ออสเตรีย-รัสเซีย-สวีเดน) ที่ดูเหมือนจะชนะง่ายๆ กลับกลายเป็นตรงกันข้าม กษัตริย์ปรัสเซียฮึดสู้กลับสุดฤทธิ์สุดเดช จนกลายเป็นผู้ชนะสิบทิศ สามารถรักษาแคว้นไซลีเซียไว้ได้ ยิ่งกว่านั้นคือก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจในยุโรปในเวลาต่อมา ส่วนผลในขณะนั้นคือสงครามยืดเยื้อไปยาวนาน มากกว่าที่ฝรั่งเศสกะไว้แต่แรก เราก็คงรู้จากตอนต้นกระทู้นี้แล้วว่า สงครามยิ่งยาว กระเป๋ายิ่งฉีก เงินทองหมดไปเพราะอะไร เพราะการไปขอจับมือกับออสเตรียเท่ากับฝรั่งเศสยอมเป็นลูกไล่ของออสเตรีย ต้องส่งกำลังทัพไปช่วยรบบนภาคพื้นดิน ทั้งๆไม่ใช่กงการของตัวเองสักนิด เสียเงินมหาศาลไปกับการจ้างทหาร และอุดหนุนพันธมิตรในยุโรป ผลคือเงินและพลรบหมดไปกับสมรภูมิบนบก ในขณะที่อังกฤษตั้งหลักได้ ทุ่มแสนยานุภาพทางทะเลโจมตีหนัก ใช้โอกาสที่ฝรั่งเศสมัวติดพันกับการรบภาคพื้นดินในยุโรปจนแบ่งกำลังมาช่วยไม่ได้ถนัด อังกฤษใช้กองทัพเรือปิดล้อม คว่ำเรือฝรั่งเศสเกือบทุกสมรภูมิ เมื่อสงครามเจ็ดปีจบลงด้วยสัญญาสงบศึก ช่ื่อ"สนธิสัญญาปารีส" อังกฤษเป็นฝ่ายยิ้มแก้มแทบแตก กวาดแคนาดา อาณานิคมฝรั่งเศสบางส่วนในอินเดีย และฟากตะวันออกของอเมริกาเหนือไปกินเรียบ ในเอเชีย อิทธิพลในอินเดียก็ตกเป็นของอังกฤษเกือบทั้งหมด กลายเป็นว่าสงครามเจ็ดปีคือการ"เตะสุกรเข้าปากสุนัข" ส่งเสริมให้อังกฤษเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างแท้จริง ทางฝ่ายฝรั่งเศส เสียอาณานิคมหลักในอเมริกาเหนือและอินเดียที่เคยเป็นบ่อเงินบ่อทองหลักของประเทศ เสียหน้า เสียเกียรติยศ เสียเงิน เสียกำลังคน เสียศรัทธา หนี้สาธารณะท่วมท้น กลายเป็นรอยแตกขนาดใหญ่ที่ทำให้เขื่อนพังครืนในรัชสมัยต่อมา ในชื่อว่า "ปฏิวัติใหญ่ 1789"
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41894
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 19 เมื่อ 06 ก.พ. 26, 14:38
|
|
กลับมาทางฝรั่งเศส หลังจากสงครามเจ็ดปี พระเจ้าหลุยส์เจออะไร ถ้าชัยชนะตามมาด้วยการเชิดชูกษัตริย์ว่าเป็น "มหาราช" ความพ่ายแพ้ก็ลดศักดิ์ศรีราชบัลลังก์ลงไปในทำนองเดียวกัน ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่า “ราชสำนักที่แพ้ศึกแล้วแพ้ศึกอีกย่อมทำให้สิ้นศรัทธา เขาจะนำทางพวกเราได้หรือ?” ในเมื่อเศรษฐกิจล่มจากหนี้สงคราม ขาดดุลสะสม ทางออกของรัฐไม่มีอะไรนอกจากขึ้นภาษีสามัญชนอย่างหนัก ตรงนี้ละค่ะที่ทำให้คะแนนนิยมของพระเจ้าหลุยส์หล่นฮวบลงไปอีก เพราะถึงอย่างไร พระองค์ก็ยังไม่แตะขุนนางและศาสนจักร ปล่อยสองชนชั้นนี้ลอยนวล ไปคิดเอากับชนชั้นกลางและชนชั้นล่างให้แบกภาษีจนหลังแอ่น เหตุผลที่ไม่คิดภาษีสองชนชั้นนี้ เดี๋ยวค่อยอธิบายค่ะ ตอนนี้กลับมาที่มาดามปงปาดูร์ก่อน เมื่อฝรั่งเศสแพ้ ความโกรธแค้นจึงพุ่งเป้ามาที่เธอ โดนประณามว่าเป็นตัวการยุยงให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 นำฝรั่งเศสเข้าสู่สงคราม มีการเขียนบทกวีและใบปลิวล้อเลียนกระจายไปทั่วปารีส เรียกว่า Poissonades (ล้อเลียนนามสกุลเดิมของเธอคือ Poisson) โดยหาว่าเธอใช้ "เสน่ห์บนเตียง" มาบงการนโยบายต่างประเทศจนชาติล่มจม ความโกรธยิ่งพลุ่งพล่านเมื่อเห็นว่าเธอยังคงใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยในการสร้างวัง แล้วก็ยังกุมอำนาจการเมืองเหนือพระเจ้าหลุยส์เหมือนเดิม ส่วนมาดาม ความเครียดจากการถูกโจมตีรอบด้านและภาระในการบริหารราชสำนักในช่วงสงคราม ส่งผลต่อร่างกายของเธออย่างหนัก มาดามป่วยด้วยวัณโรคอยู่แล้ว ความเครียดจากสงครามเร่งให้แก่ชราลงอย่างรวดเร็ว จนต้องปกปิดความร่วงโรยด้วยเครื่องสำอางและการแต่งตัวที่หรูหรายิ่งกว่าเดิม ยิ่งทำให้ประชาชนมองว่าเธอยังคงทำตัวเริ่ด ไม่สำนึกในความทุกข์ยากของบ้านเมือง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41894
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 20 เมื่อ 06 ก.พ. 26, 14:39
|
|
ถ้าพูดกันแฟร์ๆ จะโทษเธออยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก ฝรั่งเศสกับอังกฤษฮึ่มฮ่ำกันมานานแล้วเรื่องชิงอาณานิคม ไม่ช้าก็เร็วต้องถึงจุดระเบิด แต่มาดามรับผิดชอบเต็มๆด้านที่เธอไม่มีความรู้จริงทางด้านรัฐศาสตร์และการทหาร การผูกมิตรกับออสเตรียก็ดี การเลือกนักรบจากคนที่ไว้ใจมากกว่าจะเลือกจากฝีมือรบ นับเป็นความผิดพลาดอย่างที่สุด ถึงกระนั้นมาดามไม่ได้รับโทษแต่อย่างใด พระเจ้าหลุยส์ก็ยังวางเธอไว้ในฐานะ "เพื่อนใจ" ที่ทรงไว้ใจเต็มที่เหมือนเดิม เพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเกลียดชังให้ประชาชนยิ่งขึ้นไปอีก แต่ในยุคนั้น ประชาชนยังไม่มีกำลังพอจะทำความเปลี่ยนแปลงอย่างใดได้ เพียงแต่พระเจ้าหลุยส์ไม่ได้เป็น "ที่รัก" อีกอย่างในต้นรัชกาล มาดามปงปาดูร์ตาย 1 ปีหลังจากสงครามเจ็ดปีสิ้นสุดลง จากวัณโรคและมะเร็งทรวงอก
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41894
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 21 เมื่อ 07 ก.พ. 26, 11:43
|
|
ทั้งที่คะแนนตกวูบ ประเทศกลายเป็นยุคไพร่ฟ้าหน้าเซียว พระเจ้าหลุยส์ทรงเลือกวิธีให้สถานการณ์ประคองตัวของมันเองไปเรื่อยๆ ไม่ปฏิรูป ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่สร้างสิ่งใหม่และไม่เลิกสิ่งเก่า เพียงแต่ประคองให้ราชสำนักอยู่มาอย่างไรก็อย่างนั้น เรียกว่ากินบุญเก่าไปเรื่อยๆ จนสิ้นรัชสมัย ด้วยเหตุนี้ หลังจากปฏิวัติฝรั่งเศส ฝ่ายประชาชนชนะ ล้มล้างราชวงศ์ลงได้ นักประวัติศาสตร์สายสาธารณรัฐนิยมจึงประณามพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เสียไม่มีชิ้นดี ว่าทรงเป็นพระราชาที่อ่อนแอ เหลวไหล บางคนก็เติมความใจดำเข้าไปด้วย พวกนี้เห็นว่าสาเหตุที่ราชวงศ์บูร์บองล่มลงมาจากพระองค์ ไม่ใช่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ผู้สานต่อความล้มเหลวจนถึงจุดสิ้นสุด แต่ในยุคต่อมา เมื่อการศึกษาขยายกว้างขึ้น ก็มีหลายคนให้ความเห็นใจ หรือมองว่าพระองค์ทำเช่นนั้นก็มีเหตุผลอยู่ในตัวเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่มี หรือไม่คิด ก่อนจะให้เหตุผล ต้องย้อนกลับไปเรื่องพระเจ้าหลุยส์ไม่เก็บภาษีชนชั้นขุนนางและศาสนจักรก่อนนะคะ ทำไม? เหตุผลหลักคือเพราะโครงสร้างอำนาจแบบเก่าให้ชนชั้นขุนนางและศาสนจักรเป็นเสาหลักของระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระราชาต้องพึ่งพาพวกเขาในการค้ำจุนบัลลังก์ พึ่งพายังไงบ้าง? ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงกดหัวขุนนางไว้ได้สำเร็จ แต่พอมาถึงยุคเจ้าชายฟิลิปผู้สำเร็จราชการ กลับไปให้สิทธิ์ข้อโหวตกฎหมายหลวงได้ว่าพวกสภาขุนนางจะเอาหรือไม่เอา จึงกลายเป็นว่า พระเจ้าหลุยส์ต้องระวังที่จะออกกฎหมายใดๆไปกระทบกระเทือนพวกขุนนาง ยิ่งถ้าเจอเรื่องเสียสตางค์ซึ่งไม่เคยเสียมาตั้งแต่โบราณกาล ยังไงพวกเขาก็ไม่ยอม อาจรวมตัวกันดื้อแพ่งไม่จ่ายภาษี ไม่ส่งกำลังพล(พวกนี้มีกองกำลังของตัวเอง) ปล่อยข่าวเลวร้ายออกบั่นทอนพระราชา เช่นปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชัง ส่วนศาสนจักร ถ้าไปแตะเรื่องเสียภาษี พวกเขาจะอ้างเสียงของพระเจ้าเป็นอาวุธ สามารถปลุกระดมประชาชนว่า พระราชาไม่มีศรัทธาในพระเจ้า จึงข่มเหงรังแกพวกบาทหลวงซึ่งเป็นตัวแทนของพระเจ้า สร้างภาพพระราชาเป็นทรราชย์หรือคนบาปต้องตกนรกหมกไหม้ ให้ประชาชนเกลียดชัง ถ้าหากว่าสองพวกนี้รวมหัวกันได้ ราชบัลลังก์จะสั่นคลอนอย่างมาก พระเจ้าหลุยส์จึงเลือกจะไม่ยุ่งด้วยดีกว่า ทั้งที่ระบบภาษีในตอนนั้นไม่ยุติธรรมต่อประชาชนอย่างยิ่ง แต่ประชาชนแม้เป็นชนกลุ่มใหญ่ที่สุด ก็ไม่มีอำนาจหรือพลังจะทำอันตรายราชบัลลังก์ได้ พระเจ้าหลุยส์จึงเห็นปลอดภัยกว่าถ้าปล่อยเอาไว้แบบเดิม
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41894
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 22 เมื่อ 07 ก.พ. 26, 11:50
|
|
ขอให้พวกเรามานั่งล้อมวงฟังเรื่องภาษีกันหน่อยนะคะ ว่ามันโหดขนาดไหน สมัยนั้นการจ่ายภาษีไม่ได้วัดกันที่รายได้ว่าใครมีมากน้อยเท่าใด แต่ภาระถูกโยนโครมลงไปที่ประชาชนทั่วไป คือชาวไร่ ชาวนา ช่างฝีมือและพ่อค้า พวกนี้ต้องจ่ายภาษีเกือบทุกประเภท โดยแบ่งเป็นสองส่วนหลัก 1 ภาษีทางตรง ได้แก่ภาษีที่ดินและภาษีรายได้ เป็นภาษีหลักที่ชาวนาต้องจ่าย ชนชั้นสูงอย่างขุนนางไม่เสียภาษีนี้ พวกพระก็ไม่ต้อง 2 ภาษีรายหัว คือพอเกิดมาเป็นคนฝรั่งเศสก็เสียภาษีแล้ว แม้ระบบพยายามเก็บจากทุกคน แต่ขุนนางมักจะเลี่ยงได้มากกว่า 3 ภาษี 100 ชัก 5 ของรายได้ ถ้าชาวบ้านทำงานหาเงินมาให้ 100 ฟรังค์ รัฐขอเอี่ยวไปแล้ว 5 ฟรังค์ นอกจากนี้คือ ภาษีทางอ้อม ตัวจุดชนวนความแค้นของประชาชน 1 ภาษีเกลือ สมัยนั้นเกลือจำเป็นมาก เพราะใช้ประโยชน์ได้สารพัดรวมทั้งเก็บถนอมอาหารด้วยการหมัก เป็นสินค้าจำเป็น ประชาชนทุกบ้านถูกบังคับให้ซื้อเกลือในปริมาณที่รัฐกำหนดในราคาสูง 2 ภาษีเหล้า เหล้าไม่ได้มีไว้นั่งล้อมวงกินกันเฮฮา แต่เป็นของจำเป็น ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย บางอย่างก็เป็นยา 3 แรงงานฟรี ไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นการกำหนดให้ชาวนาทำงานสาธารณูปโภคให้รัฐโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ข้อนี้สยามแต่โบราณก็มีเหมือนกัน เรียกว่าระบบไพร่ ส่วนขุนนางและศาสนจักรได้รับการยกเว้นเกือบทั้งหมด ทั้งที่พวกเขาเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อยที่มั่งคั่งที่สุด พวกนี้ก็เลยรวยได้รวยเอา ทีนี้มาดูว่ารวยจากอะไร? ศาสนจักรมีรายได้หลักจาก ภาษีสิบชักหนึ่ง ชาวไร่ชาวนาทุกคนต้องแบ่งผลผลิต 1 ใน 10 ให้แก่ศาสนจักรโดยไม่มีข้อยกเว้น เป็นรายได้มหาศาลที่เข้ากระเป๋าโบสถ์ทุกปี วัดมีที่ดินของตนเอง ประมาณ 10% ของทั้งประเทศ ทั้งในรูปแบบอาราม โบสถ์ และที่ดินให้เช่า ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีให้รัฐ ค่าธรรมเนียมทางศาสนา จากพิธีกรรม ตั้งแต่เกิด (ศีลล้างบาป) แต่งงาน ไปจนถึงความตาย (ค่าฝังศพและพิธีมิสซาอุทิศส่วนกุศล) ส่วนขุนนาง รวยมาจากระบบฟิวดัลตั้งแต่ยุคกลางของยุโรป เป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ ชาวนาที่อาศัยอยู่บนที่ดินนั้นต้องจ่ายค่าเช่าทั้งในรูปแบบเงินสด ผลผลิต หรือการใช้แรงงาน นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมหยุมหยิม เช่น ค่าใช้โรงสีของขุนนาง หรือค่าข้ามสะพานในเขตของเขา เงินเบี้ยหวัดจากกษัตริย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงใช้เงินในท้องพระคลังจ่ายเลี้ยงดูขุนนางที่มาปฏิบัติงานในพระราชวังแวร์ซาย เพื่อดึงตัวเอาไว้ใกล้ๆ แทนที่จะไปอยู่ไกลหูไกลตาแล้วอาจซ่องสุมก่อกบฏโดยง่าย รายได้อีกอย่างของขุนนางเกิดจากคอรัปชั่นจากการซื้อขายตำแหน่งในกระบวนการยุติธรรม หรือการบริหาร แล้วเอาตำแหน่งมาขูดรีดหรือรับสินบนจากชาวบ้านอีกที ส่วนเรื่องภาษีที่ต้องเสีย ศาสนจักร หรือโบสถ์ทั้งหลายได้รับการยกเว้นภาษีทุกประเภทอย่างเป็นทางการ แต่ต้องบริจาคเงินตามใจสมัครให้พระคลังหลวงทุกๆ 5 ปี ในเมื่อถือว่าสมัครใจให้เท่าใดก็ได้ ใครมันจะให้มาก ก็ให้นิดๆหน่อยๆประเภทเศษสตางค์ก้นถุง ขุนนาง ได้รับการยกเว้นจากภาษีทางตรง พระคลังเก็บไม่สำเร็จแม้เคยพยายามมาหนหนึ่ง แต่ก็สู้อำนาจของขุนนางที่โหวตคัดค้านผ่านสภาขุนนางไม่ไหว ถ้าประเทศยังรวยจากทรัพยากรของอาณานิคม ประชาชนทำมาค้าขายและทำไร่ทำนาได้ผลดี ระบบนี้ก็พอแบกกันไหว แต่เมื่อประเทศจนลงจากการทำสงครามผิดพลาด สูญเสียอาณานิคม เงินหมดคลัง เพราะใช้ไปในทางไม่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน ประชาชนก็เริ่มต่อต้านระบบชนชั้นสูง ถูกบีบคั้นมากเท่าไหร่ ความโกรธแค้นต่อระบบฐานันดรก็ยิ่งฝังรากลึก ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงขั้นล้มล้างทั้งระบบในรัชสมัยต่อมา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|