เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 1690 พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41894

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 05 ก.พ. 26, 10:20

      พูดกันอย่างยุติธรรม  นักบริหารเก่งๆไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเพศชาย   สตรีที่ครองอำนาจได้เก่งฉกาจเป็นที่ลือเลื่องอย่างพระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ และจักรพรรดินีเทเรซาแห่งออสเตรียก็มีให้เห็น    แต่ก็ไม่ใช่ว่าสตรีที่มีอำนาจในมือจะปกครองประเทศได้เก่งกันทุกคน    คนที่มีแต่อำนาจ แต่ฝีมือไม่เข้าท่าก็มีเหมือนกัน
     ตัวอย่างคือกรณีนี้   
     แม้ว่าข้าราชบริพารจำนวนมากยอมศิโรราบให้มาดามปงปาดูร์ แต่ก็มีขุนนางหัวแข็งอีกไม่น้อยไม่ยอมก้มหัวให้   เธอจึงเกิดฮึดสู้ขึ้นมาว่า หญิงสามัญธรรมดาๆอย่างเธอนี่แหละจะแสดงฝีมือให้ประจักษ์  เธอจึงโดดเข้าสู่ยุทธการทางการเมืองเต็มตัว  เข้าไปบงการแต่งตั้งเสนาบดี   เมื่อมีโอกาสจะทำสงครามเพื่อแสดงความเป็นใหญ่ของประเทศ  เธอก็ผลักดันให้เกิดขึ้น    ด้วยความหวังว่าจะใช้ชัยชนะทางทหารเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือ และค้ำจุนสถานะในวังให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เป็นอยู่
    ผลคือเธอผลักดันประเทศฝรั่งเศสเข้าสู่ สงครามเจ็ดปี   เป็นสงครามใหญ่เกี่ยวพันกับหลายประเทศ จนนักประวัติศาสตร์บางคนเรียกว่า "สงครามโลกครั้งที่ 0" คือสงครามโลกที่มาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41894

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 05 ก.พ. 26, 10:24

     ทีนี้ก็มาถึงสงครามเจ็ดปีกันละค่ะ
     สงครามเจ็ดปี (Seven Years’ War, ค.ศ. 1756–1763) คืออะไร
    เราคงรู้กันมาบ้างแล้วว่า ฝรั่งเศสกับอังกฤษเป็นศัตรูคู่กัดกันในฐานะเจ้าอาณานิคม    แม้จะพยายามแบ่งดินแดนไม่ยึดครองทับซ้อนกัน ก็ไม่วายเกิดขัดแย้งใน 2 พื้นที่หลัก คืออเมริกาเหนือกับอินเดีย    ฝรั่งเศสไม่อยากให้อังกฤษกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลเพียงผู้เดียว  การประลองกำลังของสองจักรวรรดิยักษ์ใหญ่จึงเกิดขึ้น
    ประกอบกับในยุโรป  ประเทศสำคัญอีกประเทศคือปรัสเซีย( หรือเยอรมนีในปัจจุบัน) จับมือทำสนธิสัญญาไมตรีกับอังกฤษ ทำให้ฝรั่งเศสเริ่มระแวงว่าศัตรูจะแข็งกล้าขึ้น  ทำให้แสนยานุภาพของตนด้อยลง
    จุดเริ่มต้นของสงครามคือ ออสเตรียต้องการแย่งชิงแคว้นไซลีเซียกลับคืนจากปรัสเซีย  แคว้นนี้ถ้าอ่านกระทู้มาแต่แรก คงจำได้ว่าตอนจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาแห่งออสเตรียขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ  พระเจ้าฟรีดริชแห่งปรัสเซียฉวยโอกาสไปยึดแคว้นมาเป็นของตนเองจนเกิดสงครามกันมาครั้งหนึ่ง  ตอนนั้นฝรั่งเศสก็ไปช่วยเขารบ เล่นงานออสเตรีย  จนกลับมาแบบกระเป๋าฉีก แต่ก็ไม่เข็ด
     ความจริงฝรั่งเศสจะอยู่เฉยๆก็ได้  แต่เห็นเป็นโอกาสจะปราบอังกฤษเพราะปรัสเซียผู้เป็นพันธมิตรมัวรบกับออสเตรีย    ก็เลยตัดสินใจก่อศึกกับอังกฤษ   สงครามครั้งนี้มาดามปงปาดูร์ผลักดันเต็มที่   เธอเกลียดหน้าพระเจ้าฟรีดริชมหาราชกษัตริย์ปรัสเซียอยู่แล้ว ว่ากันว่าทรงชอบตรัสเสียดสีและดูหมิ่นสถานะของเธอในราชสำนัก   เธอก็เลยทุ่มตัวสนับสนุนให้ฝรั่งเศสทำสงคราม ด้วยวิธีหันไปจับมือคืนดีกับออสเตรีย คู่อริเก่า ทั้งๆทำสงครามกันมาหยกๆ ครั้งนี้เพื่อผนึกกำลังกันเล่นงานปรปักษ์  
      เธอสื่อสารโดยตรงกับ จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา แห่งออสเตรีย ทั้งส่งจดหมายและของขวัญไปถวาย เหมือนการทูตหลังม่านระดับผู้นำสองประเทศ
      มีหลักฐานว่าเธอติดต่อกับ เคานต์ คูนิซ (Count Kaunitz) รัฐมนตรีของออสเตรีย อีกด้วย
      เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พระสนมของกษัตริย์ฝรั่งเศส เจรจาแทนพระองค์ในการเมืองระหว่างประเทศ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41894

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 05 ก.พ. 26, 10:26

     ผลคือเกิดสงครามใหญ่ในยุโรป  นอกจากจักรพรรดินียอมเป็นพันธมิตรกับพระเจ้าหลุยส์แล้ว    ฝรั่งเศสยังไปลากรัสเซียและสวีเดน  มาร่วมผนึกกำลังด้วย  ส่วนอังกฤษมีพันธมิตรประเทศเดียวคือปรัสเซีย  ดังนั้นก็เท่ากับปรัสเซียถูกรุมกินโต๊ะจาก 4 ประเทศคือฝรั่งเศส, ออสเตรีย, รัสเซีย และสวีเดน  ส่วนอังกฤษเองก็ต้องพะวงกับอเมริกาเหนือ  เพราะฝรั่งเศสหนุนหลังชนพื้นเมืองให้ลุกฮือทำสงครามกับอังกฤษ
     เรื่องสงครามเจ็ดปีนี้สนุกมาก  แต่จะเล่าโดยละเอียดกระทู้ก็จะยาวเหยียดและเบนออกจากหัวข้อ "พระเจ้าหลุยส์ที่ 15" ไปเสียก่อน   จึงขอเล่าอย่างรวบรัดว่า ทางฝรั่งเศส มาดามปงปาดูร์โดดเข้าบัญชาการเต็มตัว   เธอใช้บารมีตัวเองในการเลือกแม่ทัพและเสนาบดี    หลายครั้งเป็นคนที่เธอไว้วางใจว่าสั่งได้ดังใจ   มากกว่าคนที่มีฝีไม้ลายมือแต่อาจจะหัวแข็งค้านโน่นค้านนี่ให้ยุ่งยาก  
      หนึ่งในจำนวนที่สั่งได้คือเจ้าชายแห่งซูบีส  คนนี้มาดามนับเป็นเพื่อนสนิท  เธอส่งไปเป็นแม่ทัพด้วยความเชื่อมั่น  แต่ดันไปพ่ายแพ้อย่างยับเยินในยุทธการรอสบัค (Battle of Rossbach) ทำให้ฝรั่งเศสเสียหน้าอย่างมาก
      ที่ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ คือในช่วงสงคราม ห้องทำงานของมาดามปงปาดูร์ที่พระราชวังแวร์ซายล์กลายเป็น "ศูนย์บัญชาการ" ตัวเธอวางตัวเป็นแม่ทัพ  มีส่วนร่วมในการวางแผนยุทธศาสตร์และรับรายงานจากแนวหน้าโดยตรง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41894

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 06 ก.พ. 26, 14:33

    ผลคือฝรั่งเศสประเมินปรัสเซียต่ำไปมาก พระเจ้าฟรีดริชมหาราชไม่ใช่หมู แต่เป็นพญาสิงห์เขี้ยวเล็บพราว ฝีมือเลิศทางการทหาร  การรุมกินโต๊ะปรัสเซีย(โดยฝรั่งเศส-ออสเตรีย-รัสเซีย-สวีเดน) ที่ดูเหมือนจะชนะง่ายๆ กลับกลายเป็นตรงกันข้าม   กษัตริย์ปรัสเซียฮึดสู้กลับสุดฤทธิ์สุดเดช  จนกลายเป็นผู้ชนะสิบทิศ  สามารถรักษาแคว้นไซลีเซียไว้ได้  ยิ่งกว่านั้นคือก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจในยุโรปในเวลาต่อมา   ส่วนผลในขณะนั้นคือสงครามยืดเยื้อไปยาวนาน มากกว่าที่ฝรั่งเศสกะไว้แต่แรก
     เราก็คงรู้จากตอนต้นกระทู้นี้แล้วว่า สงครามยิ่งยาว  กระเป๋ายิ่งฉีก   
     เงินทองหมดไปเพราะอะไร
     เพราะการไปขอจับมือกับออสเตรียเท่ากับฝรั่งเศสยอมเป็นลูกไล่ของออสเตรีย ต้องส่งกำลังทัพไปช่วยรบบนภาคพื้นดิน  ทั้งๆไม่ใช่กงการของตัวเองสักนิด  เสียเงินมหาศาลไปกับการจ้างทหาร และอุดหนุนพันธมิตรในยุโรป  ผลคือเงินและพลรบหมดไปกับสมรภูมิบนบก
     ในขณะที่อังกฤษตั้งหลักได้  ทุ่มแสนยานุภาพทางทะเลโจมตีหนัก ใช้โอกาสที่ฝรั่งเศสมัวติดพันกับการรบภาคพื้นดินในยุโรปจนแบ่งกำลังมาช่วยไม่ได้ถนัด     อังกฤษใช้กองทัพเรือปิดล้อม คว่ำเรือฝรั่งเศสเกือบทุกสมรภูมิ   
     เมื่อสงครามเจ็ดปีจบลงด้วยสัญญาสงบศึก ช่ื่อ"สนธิสัญญาปารีส"     อังกฤษเป็นฝ่ายยิ้มแก้มแทบแตก  กวาดแคนาดา   อาณานิคมฝรั่งเศสบางส่วนในอินเดีย  และฟากตะวันออกของอเมริกาเหนือไปกินเรียบ  ในเอเชีย อิทธิพลในอินเดียก็ตกเป็นของอังกฤษเกือบทั้งหมด กลายเป็นว่าสงครามเจ็ดปีคือการ"เตะสุกรเข้าปากสุนัข" ส่งเสริมให้อังกฤษเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างแท้จริง
   ทางฝ่ายฝรั่งเศส เสียอาณานิคมหลักในอเมริกาเหนือและอินเดียที่เคยเป็นบ่อเงินบ่อทองหลักของประเทศ   เสียหน้า เสียเกียรติยศ เสียเงิน เสียกำลังคน เสียศรัทธา     หนี้สาธารณะท่วมท้น   กลายเป็นรอยแตกขนาดใหญ่ที่ทำให้เขื่อนพังครืนในรัชสมัยต่อมา ในชื่อว่า "ปฏิวัติใหญ่ 1789"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41894

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 06 ก.พ. 26, 14:38

    กลับมาทางฝรั่งเศส   หลังจากสงครามเจ็ดปี    พระเจ้าหลุยส์เจออะไร
    ถ้าชัยชนะตามมาด้วยการเชิดชูกษัตริย์ว่าเป็น "มหาราช"  ความพ่ายแพ้ก็ลดศักดิ์ศรีราชบัลลังก์ลงไปในทำนองเดียวกัน        ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่า  “ราชสำนักที่แพ้ศึกแล้วแพ้ศึกอีกย่อมทำให้สิ้นศรัทธา  เขาจะนำทางพวกเราได้หรือ?”
    ในเมื่อเศรษฐกิจล่มจากหนี้สงคราม   ขาดดุลสะสม ทางออกของรัฐไม่มีอะไรนอกจากขึ้นภาษีสามัญชนอย่างหนัก ตรงนี้ละค่ะที่ทำให้คะแนนนิยมของพระเจ้าหลุยส์หล่นฮวบลงไปอีก   เพราะถึงอย่างไร พระองค์ก็ยังไม่แตะขุนนางและศาสนจักร   ปล่อยสองชนชั้นนี้ลอยนวล    ไปคิดเอากับชนชั้นกลางและชนชั้นล่างให้แบกภาษีจนหลังแอ่น
    เหตุผลที่ไม่คิดภาษีสองชนชั้นนี้ เดี๋ยวค่อยอธิบายค่ะ ตอนนี้กลับมาที่มาดามปงปาดูร์ก่อน
   เมื่อฝรั่งเศสแพ้  ความโกรธแค้นจึงพุ่งเป้ามาที่เธอ    โดนประณามว่าเป็นตัวการยุยงให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 นำฝรั่งเศสเข้าสู่สงคราม   มีการเขียนบทกวีและใบปลิวล้อเลียนกระจายไปทั่วปารีส เรียกว่า Poissonades (ล้อเลียนนามสกุลเดิมของเธอคือ Poisson) โดยหาว่าเธอใช้ "เสน่ห์บนเตียง" มาบงการนโยบายต่างประเทศจนชาติล่มจม
     ความโกรธยิ่งพลุ่งพล่านเมื่อเห็นว่าเธอยังคงใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยในการสร้างวัง  แล้วก็ยังกุมอำนาจการเมืองเหนือพระเจ้าหลุยส์เหมือนเดิม   
     ส่วนมาดาม  ความเครียดจากการถูกโจมตีรอบด้านและภาระในการบริหารราชสำนักในช่วงสงคราม ส่งผลต่อร่างกายของเธออย่างหนัก      มาดามป่วยด้วยวัณโรคอยู่แล้ว   ความเครียดจากสงครามเร่งให้แก่ชราลงอย่างรวดเร็ว   จนต้องปกปิดความร่วงโรยด้วยเครื่องสำอางและการแต่งตัวที่หรูหรายิ่งกว่าเดิม  ยิ่งทำให้ประชาชนมองว่าเธอยังคงทำตัวเริ่ด ไม่สำนึกในความทุกข์ยากของบ้านเมือง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41894

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 06 ก.พ. 26, 14:39

    ถ้าพูดกันแฟร์ๆ จะโทษเธออยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก   ฝรั่งเศสกับอังกฤษฮึ่มฮ่ำกันมานานแล้วเรื่องชิงอาณานิคม  ไม่ช้าก็เร็วต้องถึงจุดระเบิด  แต่มาดามรับผิดชอบเต็มๆด้านที่เธอไม่มีความรู้จริงทางด้านรัฐศาสตร์และการทหาร    การผูกมิตรกับออสเตรียก็ดี  การเลือกนักรบจากคนที่ไว้ใจมากกว่าจะเลือกจากฝีมือรบ นับเป็นความผิดพลาดอย่างที่สุด
      ถึงกระนั้นมาดามไม่ได้รับโทษแต่อย่างใด       พระเจ้าหลุยส์ก็ยังวางเธอไว้ในฐานะ "เพื่อนใจ" ที่ทรงไว้ใจเต็มที่เหมือนเดิม   เพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเกลียดชังให้ประชาชนยิ่งขึ้นไปอีก   แต่ในยุคนั้น ประชาชนยังไม่มีกำลังพอจะทำความเปลี่ยนแปลงอย่างใดได้   เพียงแต่พระเจ้าหลุยส์ไม่ได้เป็น "ที่รัก" อีกอย่างในต้นรัชกาล
     มาดามปงปาดูร์ตาย  1 ปีหลังจากสงครามเจ็ดปีสิ้นสุดลง จากวัณโรคและมะเร็งทรวงอก   
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41894

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 07 ก.พ. 26, 11:43

   ทั้งที่คะแนนตกวูบ ประเทศกลายเป็นยุคไพร่ฟ้าหน้าเซียว    พระเจ้าหลุยส์ทรงเลือกวิธีให้สถานการณ์ประคองตัวของมันเองไปเรื่อยๆ   ไม่ปฏิรูป ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่สร้างสิ่งใหม่และไม่เลิกสิ่งเก่า   เพียงแต่ประคองให้ราชสำนักอยู่มาอย่างไรก็อย่างนั้น  เรียกว่ากินบุญเก่าไปเรื่อยๆ จนสิ้นรัชสมัย
   ด้วยเหตุนี้   หลังจากปฏิวัติฝรั่งเศส  ฝ่ายประชาชนชนะ ล้มล้างราชวงศ์ลงได้   นักประวัติศาสตร์สายสาธารณรัฐนิยมจึงประณามพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เสียไม่มีชิ้นดี   ว่าทรงเป็นพระราชาที่อ่อนแอ  เหลวไหล  บางคนก็เติมความใจดำเข้าไปด้วย  พวกนี้เห็นว่าสาเหตุที่ราชวงศ์บูร์บองล่มลงมาจากพระองค์ ไม่ใช่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ผู้สานต่อความล้มเหลวจนถึงจุดสิ้นสุด  แต่ในยุคต่อมา เมื่อการศึกษาขยายกว้างขึ้น  ก็มีหลายคนให้ความเห็นใจ หรือมองว่าพระองค์ทำเช่นนั้นก็มีเหตุผลอยู่ในตัวเหมือนกัน  ไม่ใช่ไม่มี หรือไม่คิด
    ก่อนจะให้เหตุผล  ต้องย้อนกลับไปเรื่องพระเจ้าหลุยส์ไม่เก็บภาษีชนชั้นขุนนางและศาสนจักรก่อนนะคะ
    ทำไม?  เหตุผลหลักคือเพราะโครงสร้างอำนาจแบบเก่าให้ชนชั้นขุนนางและศาสนจักรเป็นเสาหลักของระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระราชาต้องพึ่งพาพวกเขาในการค้ำจุนบัลลังก์  
    พึ่งพายังไงบ้าง?
    ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงกดหัวขุนนางไว้ได้สำเร็จ  แต่พอมาถึงยุคเจ้าชายฟิลิปผู้สำเร็จราชการ กลับไปให้สิทธิ์ข้อโหวตกฎหมายหลวงได้ว่าพวกสภาขุนนางจะเอาหรือไม่เอา    จึงกลายเป็นว่า พระเจ้าหลุยส์ต้องระวังที่จะออกกฎหมายใดๆไปกระทบกระเทือนพวกขุนนาง  ยิ่งถ้าเจอเรื่องเสียสตางค์ซึ่งไม่เคยเสียมาตั้งแต่โบราณกาล  ยังไงพวกเขาก็ไม่ยอม  อาจรวมตัวกันดื้อแพ่งไม่จ่ายภาษี ไม่ส่งกำลังพล(พวกนี้มีกองกำลังของตัวเอง) ปล่อยข่าวเลวร้ายออกบั่นทอนพระราชา เช่นปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชัง
    ส่วนศาสนจักร ถ้าไปแตะเรื่องเสียภาษี  พวกเขาจะอ้างเสียงของพระเจ้าเป็นอาวุธ    สามารถปลุกระดมประชาชนว่า พระราชาไม่มีศรัทธาในพระเจ้า จึงข่มเหงรังแกพวกบาทหลวงซึ่งเป็นตัวแทนของพระเจ้า  สร้างภาพพระราชาเป็นทรราชย์หรือคนบาปต้องตกนรกหมกไหม้ ให้ประชาชนเกลียดชัง
   ถ้าหากว่าสองพวกนี้รวมหัวกันได้  ราชบัลลังก์จะสั่นคลอนอย่างมาก   พระเจ้าหลุยส์จึงเลือกจะไม่ยุ่งด้วยดีกว่า   ทั้งที่ระบบภาษีในตอนนั้นไม่ยุติธรรมต่อประชาชนอย่างยิ่ง      แต่ประชาชนแม้เป็นชนกลุ่มใหญ่ที่สุด ก็ไม่มีอำนาจหรือพลังจะทำอันตรายราชบัลลังก์ได้   พระเจ้าหลุยส์จึงเห็นปลอดภัยกว่าถ้าปล่อยเอาไว้แบบเดิม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41894

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 07 ก.พ. 26, 11:50

     ขอให้พวกเรามานั่งล้อมวงฟังเรื่องภาษีกันหน่อยนะคะ ว่ามันโหดขนาดไหน
     สมัยนั้นการจ่ายภาษีไม่ได้วัดกันที่รายได้ว่าใครมีมากน้อยเท่าใด  แต่ภาระถูกโยนโครมลงไปที่ประชาชนทั่วไป คือชาวไร่ ชาวนา ช่างฝีมือและพ่อค้า  พวกนี้ต้องจ่ายภาษีเกือบทุกประเภท โดยแบ่งเป็นสองส่วนหลัก
   1   ภาษีทางตรง  ได้แก่ภาษีที่ดินและภาษีรายได้ เป็นภาษีหลักที่ชาวนาต้องจ่าย    ชนชั้นสูงอย่างขุนนางไม่เสียภาษีนี้   พวกพระก็ไม่ต้อง
   2  ภาษีรายหัว คือพอเกิดมาเป็นคนฝรั่งเศสก็เสียภาษีแล้ว   แม้ระบบพยายามเก็บจากทุกคน แต่ขุนนางมักจะเลี่ยงได้มากกว่า
   3  ภาษี 100 ชัก 5 ของรายได้  ถ้าชาวบ้านทำงานหาเงินมาให้ 100 ฟรังค์  รัฐขอเอี่ยวไปแล้ว 5 ฟรังค์
   นอกจากนี้คือ ภาษีทางอ้อม  ตัวจุดชนวนความแค้นของประชาชน
   1 ภาษีเกลือ   สมัยนั้นเกลือจำเป็นมาก เพราะใช้ประโยชน์ได้สารพัดรวมทั้งเก็บถนอมอาหารด้วยการหมัก  เป็นสินค้าจำเป็น   ประชาชนทุกบ้านถูกบังคับให้ซื้อเกลือในปริมาณที่รัฐกำหนดในราคาสูง
   2  ภาษีเหล้า   เหล้าไม่ได้มีไว้นั่งล้อมวงกินกันเฮฮา  แต่เป็นของจำเป็น ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย บางอย่างก็เป็นยา
   3  แรงงานฟรี  ไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นการกำหนดให้ชาวนาทำงานสาธารณูปโภคให้รัฐโดยไม่ได้รับค่าจ้าง  ข้อนี้สยามแต่โบราณก็มีเหมือนกัน  เรียกว่าระบบไพร่
   ส่วนขุนนางและศาสนจักรได้รับการยกเว้นเกือบทั้งหมด  ทั้งที่พวกเขาเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อยที่มั่งคั่งที่สุด
   พวกนี้ก็เลยรวยได้รวยเอา   ทีนี้มาดูว่ารวยจากอะไร?
   ศาสนจักรมีรายได้หลักจาก ภาษีสิบชักหนึ่ง   ชาวไร่ชาวนาทุกคนต้องแบ่งผลผลิต 1 ใน 10 ให้แก่ศาสนจักรโดยไม่มีข้อยกเว้น เป็นรายได้มหาศาลที่เข้ากระเป๋าโบสถ์ทุกปี
   วัดมีที่ดินของตนเอง ประมาณ 10% ของทั้งประเทศ ทั้งในรูปแบบอาราม โบสถ์ และที่ดินให้เช่า ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีให้รัฐ
    ค่าธรรมเนียมทางศาสนา จากพิธีกรรม ตั้งแต่เกิด (ศีลล้างบาป) แต่งงาน ไปจนถึงความตาย (ค่าฝังศพและพิธีมิสซาอุทิศส่วนกุศล)
    ส่วนขุนนาง รวยมาจากระบบฟิวดัลตั้งแต่ยุคกลางของยุโรป  เป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ ชาวนาที่อาศัยอยู่บนที่ดินนั้นต้องจ่ายค่าเช่าทั้งในรูปแบบเงินสด ผลผลิต หรือการใช้แรงงาน นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมหยุมหยิม เช่น ค่าใช้โรงสีของขุนนาง หรือค่าข้ามสะพานในเขตของเขา
   เงินเบี้ยหวัดจากกษัตริย์   พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงใช้เงินในท้องพระคลังจ่ายเลี้ยงดูขุนนางที่มาปฏิบัติงานในพระราชวังแวร์ซาย    เพื่อดึงตัวเอาไว้ใกล้ๆ แทนที่จะไปอยู่ไกลหูไกลตาแล้วอาจซ่องสุมก่อกบฏโดยง่าย
   รายได้อีกอย่างของขุนนางเกิดจากคอรัปชั่นจากการซื้อขายตำแหน่งในกระบวนการยุติธรรม หรือการบริหาร แล้วเอาตำแหน่งมาขูดรีดหรือรับสินบนจากชาวบ้านอีกที
    ส่วนเรื่องภาษีที่ต้องเสีย    ศาสนจักร หรือโบสถ์ทั้งหลายได้รับการยกเว้นภาษีทุกประเภทอย่างเป็นทางการ แต่ต้องบริจาคเงินตามใจสมัครให้พระคลังหลวงทุกๆ 5 ปี   ในเมื่อถือว่าสมัครใจให้เท่าใดก็ได้   ใครมันจะให้มาก  ก็ให้นิดๆหน่อยๆประเภทเศษสตางค์ก้นถุง  
   ขุนนาง ได้รับการยกเว้นจากภาษีทางตรง   พระคลังเก็บไม่สำเร็จแม้เคยพยายามมาหนหนึ่ง แต่ก็สู้อำนาจของขุนนางที่โหวตคัดค้านผ่านสภาขุนนางไม่ไหว
     ถ้าประเทศยังรวยจากทรัพยากรของอาณานิคม  ประชาชนทำมาค้าขายและทำไร่ทำนาได้ผลดี ระบบนี้ก็พอแบกกันไหว   แต่เมื่อประเทศจนลงจากการทำสงครามผิดพลาด  สูญเสียอาณานิคม  เงินหมดคลัง  เพราะใช้ไปในทางไม่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน  ประชาชนก็เริ่มต่อต้านระบบชนชั้นสูง   ถูกบีบคั้นมากเท่าไหร่ ความโกรธแค้นต่อระบบฐานันดรก็ยิ่งฝังรากลึก ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงขั้นล้มล้างทั้งระบบในรัชสมัยต่อมา
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.044 วินาที กับ 19 คำสั่ง