เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41892
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 15 เมื่อ 05 ก.พ. 26, 10:20
|
|
พูดกันอย่างยุติธรรม นักบริหารเก่งๆไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเพศชาย สตรีที่ครองอำนาจได้เก่งฉกาจเป็นที่ลือเลื่องอย่างพระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ และจักรพรรดินีเทเรซาแห่งออสเตรียก็มีให้เห็น แต่ก็ไม่ใช่ว่าสตรีที่มีอำนาจในมือจะปกครองประเทศได้เก่งกันทุกคน คนที่มีแต่อำนาจ แต่ฝีมือไม่เข้าท่าก็มีเหมือนกัน ตัวอย่างคือกรณีนี้ แม้ว่าข้าราชบริพารจำนวนมากยอมศิโรราบให้มาดามปงปาดูร์ แต่ก็มีขุนนางหัวแข็งอีกไม่น้อยไม่ยอมก้มหัวให้ เธอจึงเกิดฮึดสู้ขึ้นมาว่า หญิงสามัญธรรมดาๆอย่างเธอนี่แหละจะแสดงฝีมือให้ประจักษ์ เธอจึงโดดเข้าสู่ยุทธการทางการเมืองเต็มตัว เข้าไปบงการแต่งตั้งเสนาบดี เมื่อมีโอกาสจะทำสงครามเพื่อแสดงความเป็นใหญ่ของประเทศ เธอก็ผลักดันให้เกิดขึ้น ด้วยความหวังว่าจะใช้ชัยชนะทางทหารเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือ และค้ำจุนสถานะในวังให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ ผลคือเธอผลักดันประเทศฝรั่งเศสเข้าสู่ สงครามเจ็ดปี เป็นสงครามใหญ่เกี่ยวพันกับหลายประเทศ จนนักประวัติศาสตร์บางคนเรียกว่า "สงครามโลกครั้งที่ 0" คือสงครามโลกที่มาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41892
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 16 เมื่อ 05 ก.พ. 26, 10:24
|
|
ทีนี้ก็มาถึงสงครามเจ็ดปีกันละค่ะ สงครามเจ็ดปี (Seven Years’ War, ค.ศ. 1756–1763) คืออะไร เราคงรู้กันมาบ้างแล้วว่า ฝรั่งเศสกับอังกฤษเป็นศัตรูคู่กัดกันในฐานะเจ้าอาณานิคม แม้จะพยายามแบ่งดินแดนไม่ยึดครองทับซ้อนกัน ก็ไม่วายเกิดขัดแย้งใน 2 พื้นที่หลัก คืออเมริกาเหนือกับอินเดีย ฝรั่งเศสไม่อยากให้อังกฤษกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลเพียงผู้เดียว การประลองกำลังของสองจักรวรรดิยักษ์ใหญ่จึงเกิดขึ้น ประกอบกับในยุโรป ประเทศสำคัญอีกประเทศคือปรัสเซีย( หรือเยอรมนีในปัจจุบัน) จับมือทำสนธิสัญญาไมตรีกับอังกฤษ ทำให้ฝรั่งเศสเริ่มระแวงว่าศัตรูจะแข็งกล้าขึ้น ทำให้แสนยานุภาพของตนด้อยลง จุดเริ่มต้นของสงครามคือ ออสเตรียต้องการแย่งชิงแคว้นไซลีเซียกลับคืนจากปรัสเซีย แคว้นนี้ถ้าอ่านกระทู้มาแต่แรก คงจำได้ว่าตอนจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาแห่งออสเตรียขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ พระเจ้าฟรีดริชแห่งปรัสเซียฉวยโอกาสไปยึดแคว้นมาเป็นของตนเองจนเกิดสงครามกันมาครั้งหนึ่ง ตอนนั้นฝรั่งเศสก็ไปช่วยเขารบ เล่นงานออสเตรีย จนกลับมาแบบกระเป๋าฉีก แต่ก็ไม่เข็ด ความจริงฝรั่งเศสจะอยู่เฉยๆก็ได้ แต่เห็นเป็นโอกาสจะปราบอังกฤษเพราะปรัสเซียผู้เป็นพันธมิตรมัวรบกับออสเตรีย ก็เลยตัดสินใจก่อศึกกับอังกฤษ สงครามครั้งนี้มาดามปงปาดูร์ผลักดันเต็มที่ เธอเกลียดหน้าพระเจ้าฟรีดริชมหาราชกษัตริย์ปรัสเซียอยู่แล้ว ว่ากันว่าทรงชอบตรัสเสียดสีและดูหมิ่นสถานะของเธอในราชสำนัก เธอก็เลยทุ่มตัวสนับสนุนให้ฝรั่งเศสทำสงคราม ด้วยวิธีหันไปจับมือคืนดีกับออสเตรีย คู่อริเก่า ทั้งๆทำสงครามกันมาหยกๆ ครั้งนี้เพื่อผนึกกำลังกันเล่นงานปรปักษ์ เธอสื่อสารโดยตรงกับ จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา แห่งออสเตรีย ทั้งส่งจดหมายและของขวัญไปถวาย เหมือนการทูตหลังม่านระดับผู้นำสองประเทศ มีหลักฐานว่าเธอติดต่อกับ เคานต์ คูนิซ (Count Kaunitz) รัฐมนตรีของออสเตรีย อีกด้วย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พระสนมของกษัตริย์ฝรั่งเศส เจรจาแทนพระองค์ในการเมืองระหว่างประเทศ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41892
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 17 เมื่อ 05 ก.พ. 26, 10:26
|
|
ผลคือเกิดสงครามใหญ่ในยุโรป นอกจากจักรพรรดินียอมเป็นพันธมิตรกับพระเจ้าหลุยส์แล้ว ฝรั่งเศสยังไปลากรัสเซียและสวีเดน มาร่วมผนึกกำลังด้วย ส่วนอังกฤษมีพันธมิตรประเทศเดียวคือปรัสเซีย ดังนั้นก็เท่ากับปรัสเซียถูกรุมกินโต๊ะจาก 4 ประเทศคือฝรั่งเศส, ออสเตรีย, รัสเซีย และสวีเดน ส่วนอังกฤษเองก็ต้องพะวงกับอเมริกาเหนือ เพราะฝรั่งเศสหนุนหลังชนพื้นเมืองให้ลุกฮือทำสงครามกับอังกฤษ เรื่องสงครามเจ็ดปีนี้สนุกมาก แต่จะเล่าโดยละเอียดกระทู้ก็จะยาวเหยียดและเบนออกจากหัวข้อ "พระเจ้าหลุยส์ที่ 15" ไปเสียก่อน จึงขอเล่าอย่างรวบรัดว่า ทางฝรั่งเศส มาดามปงปาดูร์โดดเข้าบัญชาการเต็มตัว เธอใช้บารมีตัวเองในการเลือกแม่ทัพและเสนาบดี หลายครั้งเป็นคนที่เธอไว้วางใจว่าสั่งได้ดังใจ มากกว่าคนที่มีฝีไม้ลายมือแต่อาจจะหัวแข็งค้านโน่นค้านนี่ให้ยุ่งยาก หนึ่งในจำนวนที่สั่งได้คือเจ้าชายแห่งซูบีส คนนี้มาดามนับเป็นเพื่อนสนิท เธอส่งไปเป็นแม่ทัพด้วยความเชื่อมั่น แต่ดันไปพ่ายแพ้อย่างยับเยินในยุทธการรอสบัค (Battle of Rossbach) ทำให้ฝรั่งเศสเสียหน้าอย่างมาก ที่ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ คือในช่วงสงคราม ห้องทำงานของมาดามปงปาดูร์ที่พระราชวังแวร์ซายล์กลายเป็น "ศูนย์บัญชาการ" ตัวเธอวางตัวเป็นแม่ทัพ มีส่วนร่วมในการวางแผนยุทธศาสตร์และรับรายงานจากแนวหน้าโดยตรง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41892
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 18 เมื่อ 06 ก.พ. 26, 14:33
|
|
ผลคือฝรั่งเศสประเมินปรัสเซียต่ำไปมาก พระเจ้าฟรีดริชมหาราชไม่ใช่หมู แต่เป็นพญาสิงห์เขี้ยวเล็บพราว ฝีมือเลิศทางการทหาร การรุมกินโต๊ะปรัสเซีย(โดยฝรั่งเศส-ออสเตรีย-รัสเซีย-สวีเดน) ที่ดูเหมือนจะชนะง่ายๆ กลับกลายเป็นตรงกันข้าม กษัตริย์ปรัสเซียฮึดสู้กลับสุดฤทธิ์สุดเดช จนกลายเป็นผู้ชนะสิบทิศ สามารถรักษาแคว้นไซลีเซียไว้ได้ ยิ่งกว่านั้นคือก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจในยุโรปในเวลาต่อมา ส่วนผลในขณะนั้นคือสงครามยืดเยื้อไปยาวนาน มากกว่าที่ฝรั่งเศสกะไว้แต่แรก เราก็คงรู้จากตอนต้นกระทู้นี้แล้วว่า สงครามยิ่งยาว กระเป๋ายิ่งฉีก เงินทองหมดไปเพราะอะไร เพราะการไปขอจับมือกับออสเตรียเท่ากับฝรั่งเศสยอมเป็นลูกไล่ของออสเตรีย ต้องส่งกำลังทัพไปช่วยรบบนภาคพื้นดิน ทั้งๆไม่ใช่กงการของตัวเองสักนิด เสียเงินมหาศาลไปกับการจ้างทหาร และอุดหนุนพันธมิตรในยุโรป ผลคือเงินและพลรบหมดไปกับสมรภูมิบนบก ในขณะที่อังกฤษตั้งหลักได้ ทุ่มแสนยานุภาพทางทะเลโจมตีหนัก ใช้โอกาสที่ฝรั่งเศสมัวติดพันกับการรบภาคพื้นดินในยุโรปจนแบ่งกำลังมาช่วยไม่ได้ถนัด อังกฤษใช้กองทัพเรือปิดล้อม คว่ำเรือฝรั่งเศสเกือบทุกสมรภูมิ เมื่อสงครามเจ็ดปีจบลงด้วยสัญญาสงบศึก ช่ื่อ"สนธิสัญญาปารีส" อังกฤษเป็นฝ่ายยิ้มแก้มแทบแตก กวาดแคนาดา อาณานิคมฝรั่งเศสบางส่วนในอินเดีย และฟากตะวันออกของอเมริกาเหนือไปกินเรียบ ในเอเชีย อิทธิพลในอินเดียก็ตกเป็นของอังกฤษเกือบทั้งหมด กลายเป็นว่าสงครามเจ็ดปีคือการ"เตะสุกรเข้าปากสุนัข" ส่งเสริมให้อังกฤษเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างแท้จริง ทางฝ่ายฝรั่งเศส เสียอาณานิคมหลักในอเมริกาเหนือและอินเดียที่เคยเป็นบ่อเงินบ่อทองหลักของประเทศ เสียหน้า เสียเกียรติยศ เสียเงิน เสียกำลังคน เสียศรัทธา หนี้สาธารณะท่วมท้น กลายเป็นรอยแตกขนาดใหญ่ที่ทำให้เขื่อนพังครืนในรัชสมัยต่อมา ในชื่อว่า "ปฏิวัติใหญ่ 1789"
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41892
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 19 เมื่อ 06 ก.พ. 26, 14:38
|
|
กลับมาทางฝรั่งเศส หลังจากสงครามเจ็ดปี พระเจ้าหลุยส์เจออะไร ถ้าชัยชนะตามมาด้วยการเชิดชูกษัตริย์ว่าเป็น "มหาราช" ความพ่ายแพ้ก็ลดศักดิ์ศรีราชบัลลังก์ลงไปในทำนองเดียวกัน ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่า “ราชสำนักที่แพ้ศึกแล้วแพ้ศึกอีกย่อมทำให้สิ้นศรัทธา เขาจะนำทางพวกเราได้หรือ?” ในเมื่อเศรษฐกิจล่มจากหนี้สงคราม ขาดดุลสะสม ทางออกของรัฐไม่มีอะไรนอกจากขึ้นภาษีสามัญชนอย่างหนัก ตรงนี้ละค่ะที่ทำให้คะแนนนิยมของพระเจ้าหลุยส์หล่นฮวบลงไปอีก เพราะถึงอย่างไร พระองค์ก็ยังไม่แตะขุนนางและศาสนจักร ปล่อยสองชนชั้นนี้ลอยนวล ไปคิดเอากับชนชั้นกลางและชนชั้นล่างให้แบกภาษีจนหลังแอ่น เหตุผลที่ไม่คิดภาษีสองชนชั้นนี้ เดี๋ยวค่อยอธิบายค่ะ ตอนนี้กลับมาที่มาดามปงปาดูร์ก่อน เมื่อฝรั่งเศสแพ้ ความโกรธแค้นจึงพุ่งเป้ามาที่เธอ โดนประณามว่าเป็นตัวการยุยงให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 นำฝรั่งเศสเข้าสู่สงคราม มีการเขียนบทกวีและใบปลิวล้อเลียนกระจายไปทั่วปารีส เรียกว่า Poissonades (ล้อเลียนนามสกุลเดิมของเธอคือ Poisson) โดยหาว่าเธอใช้ "เสน่ห์บนเตียง" มาบงการนโยบายต่างประเทศจนชาติล่มจม ความโกรธยิ่งพลุ่งพล่านเมื่อเห็นว่าเธอยังคงใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยในการสร้างวัง แล้วก็ยังกุมอำนาจการเมืองเหนือพระเจ้าหลุยส์เหมือนเดิม ส่วนมาดาม ความเครียดจากการถูกโจมตีรอบด้านและภาระในการบริหารราชสำนักในช่วงสงคราม ส่งผลต่อร่างกายของเธออย่างหนัก มาดามป่วยด้วยวัณโรคอยู่แล้ว ความเครียดจากสงครามเร่งให้แก่ชราลงอย่างรวดเร็ว จนต้องปกปิดความร่วงโรยด้วยเครื่องสำอางและการแต่งตัวที่หรูหรายิ่งกว่าเดิม ยิ่งทำให้ประชาชนมองว่าเธอยังคงทำตัวเริ่ด ไม่สำนึกในความทุกข์ยากของบ้านเมือง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41892
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 20 เมื่อ 06 ก.พ. 26, 14:39
|
|
ถ้าพูดกันแฟร์ๆ จะโทษเธออยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก ฝรั่งเศสกับอังกฤษฮึ่มฮ่ำกันมานานแล้วเรื่องชิงอาณานิคม ไม่ช้าก็เร็วต้องถึงจุดระเบิด แต่มาดามรับผิดชอบเต็มๆด้านที่เธอไม่มีความรู้จริงทางด้านรัฐศาสตร์และการทหาร การผูกมิตรกับออสเตรียก็ดี การเลือกนักรบจากคนที่ไว้ใจมากกว่าจะเลือกจากฝีมือรบ นับเป็นความผิดพลาดอย่างที่สุด ถึงกระนั้นมาดามไม่ได้รับโทษแต่อย่างใด พระเจ้าหลุยส์ก็ยังวางเธอไว้ในฐานะ "เพื่อนใจ" ที่ทรงไว้ใจเต็มที่เหมือนเดิม เพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเกลียดชังให้ประชาชนยิ่งขึ้นไปอีก แต่ในยุคนั้น ประชาชนยังไม่มีกำลังพอจะทำความเปลี่ยนแปลงอย่างใดได้ เพียงแต่พระเจ้าหลุยส์ไม่ได้เป็น "ที่รัก" อีกอย่างในต้นรัชกาล มาดามปงปาดูร์ตาย 1 ปีหลังจากสงครามเจ็ดปีสิ้นสุดลง จากวัณโรคและมะเร็งทรวงอก
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|