เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 484 พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41884

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
 เมื่อ 31 ม.ค. 26, 15:35

  หลังจากไปปัดฝุ่นพระประวัติของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในกระทู้    บุรุษหน้ากากเหล็ก The Man in the Iron Mask ก็เลยพลอยได้ไปอ่านพระประวัติพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ที่ขึ้นครองราชย์ต่อมาด้วย
  คิดว่าคนไทยรุ่นใหม่คงไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสกันสักเท่าไหร่    นอกจากพวกหัวก้าวหน้าอาจจะเรียนเรื่องปฏิวัติครั้งใหญ่ ค.ศ. 1789  ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475   ก็เลยอยากจะหยิบประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสมาเล่าสู่กันฟังบ้าง   
   ขอเริ่มด้วยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15
   เชื่อว่าคนไทยกว่า 90% คงไม่รู้จักพระองค์   ความจริงรัชกาลนี้มีอะไรน่าสนใจอยู่หลายเรื่องมาก   จะว่าไปก็ถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิวัติใหญ่ในรัชกาลต่อมา  เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารีอองตัวแน็ตต์ถูกบั่นพระเศียรด้วยกิโยตีน  ประเทศกลายเป็นสาธารณรัฐอยู่ชั่วขณะหนึ่ง


บันทึกการเข้า
superboy
สุครีพ
******
ตอบ: 843


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 31 ม.ค. 26, 20:55

เช็กชื่อมาครับ  ยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41884

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 01 ก.พ. 26, 10:56

^
ได้ที่นั่งแถวหน้า ตัวแรกเลยค่ะ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
 
    พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ประสูติในปี ค.ศ. 1638 ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 เมื่อพระชนมายุเพียง 5 พรรษา พระองค์ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 72 ปี จนกระทั่งเสด็จสวรรค์ในปี 1715 ทำให้รัชสมัยของพระองค์ยาวนานที่สุดในบรรดาพระมหากษัตริย์ยุโรป และเจริญรุ่งเรืองที่สุดด้วย
    ฟังแล้วก็น่าจะเป็นเรื่องดี  แต่เอาเข้าจริงกลับน่าเศร้ามาก  เพราะพระโอรสที่เป็นรัชทายาท ฝรั่งเศสเรียกว่าโดแฟ็ง (Dauphin) และพระนัดดา(หลานปู่)ล้วนสิ้นพระชนม์ไปก่อนด้วยโรคภัยไข้เจ็บ    มีเหลนทวดที่เป็นชาย 3 องค์ก็สิ้นพระชนม์เป็นใบไม้ร่วงเช่นกัน  2 องค์ เหลือองค์ที่สาม ซึ่งขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เมื่อพระชันษาเพียง 5 ขวบ
    เมื่อกษัตริย์ยังเล็กมาก จึงต้องมีผู้สำเร็จราชการ ได้แก่เจ้าชายฟิลิปที่ 2 ดยุกแห่งออร์เลอ็อง (Philippe II, Duke of Orléans)
    ฟิลิปผู้นี้เป็นโอรสของเจ้าชายฟิลิปผู้บิดาซึ่งเป็นน้องชายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14   นับญาติกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก็อยู่ในชั้นปู่  (เป็นลูกพี่ลูกน้องของปู่ของหลุยส์น้อย) 
     ฟิลิปเป็นคนรักสนุก ชอบสังคม   เมื่อมีอำนาจ มีตำแหน่งก็จัดงานเฮฮาปาร์ตี้ในวังไม่หยุดหย่อน  มีสาวๆสวยๆแวดล้อมมากมาย   ข้อนี้นักประวัติศาสตร์บอกว่าน่าจะมีส่วนหล่อหลอมให้หลุยส์น้อยโตขึ้น ก็สืบทอดแบบแผนนี้มาจากปู่น้อย
     แต่จะว่าไป ฟิลิปก็ไม่เชิงว่าเป็นหนุ่มเจ้าสำราญจนงานการไม่ทำ   เขาก็พยายามจะทำเหมือนกัน เช่นปฏิรูปภาษีและตั้งระบบธนาคาร แต่ล้มเหลว ทำเอาประชาชนเจ๊งไปเยอะเหมือนกัน
     ส่วนผลงานสำคัญของฟืลิปที่ทำให้ตัวเขาอยู่รอดปลอดภัยมาได้ตลอด คือการกระจายอำนาจกลับไปให้พวกขุนนาง ซึ่งรวมกันเรียกว่า "สภาขุนนาง" (Parlements)   ผิดกับสมัยก่อน  มาซาแร็งและหลุยส์ที่ 14 เคยกดอำนาจพวกขุนนางไว้ไม่ให้เผยอขึ้นมาเป็นก้างขวางคอได้  ฟิลิปกลับทำตรงกันข้าม คือไปผูกมิตรและให้สิทธิ์กับกลุ่มนี้มากขึ้นกว่าเดิม     
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41884

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 01 ก.พ. 26, 11:00

    ก่อนเล่าต่อไป   ต้องขออธิบายพื้นฐานสังคมในยุคนั้นเสียหน่อยนะคะ ว่า นอกจากสถาบันกษัตริย์   สังคมแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 3 กลุ่มด้วยกัน
    1  กลุ่มขุนนาง ซึ่งรวมกันเป็นสภาขุนนาง สามารถโหวตและออกกฎหมายได้
    2  กลุ่มศาสนจักร  หมายถึงพระบาทหลวงทั้งระดับล่างไปจนถึงระดับบนสุด
    3  ประชาชนทั่วไป

    กลุ่ม 1 กับ 2 คืออภิสิทธิ์ชน อยู่กันแบบส้มทองคำหล่นใส่รายวัน    เพราะไม่ต้องเสียภาษี ครอบครองที่ดินและทรัพย์สินตามสบาย   จึงสุขสบายอู้ฟู่กันมาก  อย่านึกว่าพระไม่มีทรัพย์สินนะคะ  มีเต็มเพียบเชียวละ ทั้งจากการบริจาคและแสวงหาผลประโยชน์อื่นๆ
   ส่วนกลุ่มที่ 3 ซึ่งมีจำนวนมากสุดกลับเป็นกลุ่มมีรายได้ต่ำสุด  ใช้แรงงานมากสุด และโดนภาษีจนอานอยู่กลุ่มเดียว
    ถ้าหากว่าเศรษฐกิจของประเทศดี   ทำไร่ทำนาค้าขายได้ผล  กลุ่มที่ 3 ก็พอทนไหว   จะร้องเรียนก็ไม่รู้จะไปโวยวายกับใคร  ก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน   ทำงานเสียภาษีเลี้ยงกลุ่มอื่นๆไปจนตาย
     กลุ่ม 1 เป็นกลุ่มที่ฉลาด มีสติปัญญา มีกำลังคนของตัวเอง   จึงมีอำนาจพอจะคุมเกมการเมืองเอาไว้ได้ ด้วยการออกกฎหมายให้ประโยชน์กับตัวเองบ้าง   ต่อรองผลประโยชน์กับราชสำนักบ้าง    จะสนับสนุนกษัตริย์ก็ได้ถ้าถูกใจ  หรือจะฮึดถึงขั้นโค่นบัลลังก์ก็ทำได้ถ้าเกิดขัดแย้งกันรุนแรง  จนประนีประนอมกันไม่ได้
     ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่ม "แตะต้องมิได้"  เพราะทุกอย่างถูกอ้างว่าทำในนามของศาสนา  จึงกลายเป็นกลุ่มศักดิ์สิทธิ์   ไม่ใช่กลุ่มนาย A นาย B  อย่างชาวบ้านทั่วไป   สมมุติว่าใครสักคนมีเรื่องขัดแย้งกับสมาชิกกลุ่มนี้   เขาจะไม่ได้ชื่อว่าขัดแย้งในฐานะบุคคลกับบุคคล  มีโจทก์มีจำเลย   แต่ได้ชื่อว่ากระทำบาปหนักเพราะบังอาจลบหลู่สาวกของพระเจ้า   มีนรกรออยู่เบื้องหน้า   ชาวบ้านสมัยนั้นกลัวนรกกันจนหัวหด   จึงไม่กล้าหือกับกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะโดนอะไรก็ตาม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41884

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 01 ก.พ. 26, 11:55

  ในรัชกาลก่อน   มาซาแร็งแก้ปัญหาด้วยการรวบอำนาจมาไว้ที่ตนเอง  ในเมื่อเขาเป็นพระคาร์ดินัลอยู่แล้ว ก็ไม่ยากที่จะกุมอำนาจของศาสนจักร   ส่วนขุนนางทั้งหลายก็เจอศึกหนัก ถูกเขาปราบเสียเหี้ยนเตียน ทั้งนี้เพื่อรักษาบัลลังก์ไว้ให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14      รัชสมัยของพระองค์จึงมีกษัตริย์เป็นศูนย์กลางอำนาจของรัฐ  ถึงกับมีพระดำรััสอย่างจอมทรนงว่า
  "L'état, c'est moi"
  แปลว่า "รัฐคือตัวข้า" (หรือ "ข้าคือรัฐ") แสดงถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขั้นสูงสุด หมายความว่ากษัตริย์ทรงมีอำนาจเบ็ดเสร็จรวมศูนย์     ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างความต้องการส่วนพระองค์กับผลประโยชน์ของชาติ  พูดง่ายๆอีกทีคือข้าอยากทำอะไรกับประเทศของข้า  ข้าก็ทำได้ทันที  
     แต่พอมาถึงรัชสมัยต่อมา   ฟิลิปรู้ดีว่าเขาไม่มีบารมีอย่างลุงของเขา   ที่ปรึกษาเก่งและจงรักภักดีอย่างมาซาแร็งก็ไม่มี    ถ้าคิดว่าตัวเองจะลุยเดี่ยวปราบได้ทั้ง 10 ทิศก็คือฆ่าตัวตายตั้งแต่ยกแรก   เพราะอำนาจที่เขาได้มา เกิดจากการสืบทอดตำแหน่งตามประเพณี ไม่ได้เกิดจากฝีมือหรือมีขุมกำลังในมือ
     วิธีเดียวจะอยู่รอดคือต้องหาพรรคพวกมาเป็นกำลังหนุนหลัง     เขาก็เลยใช้วิธีประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจกลุ่มที่ 1  ด้วยนโยบายเรียกง่ายๆว่า  "หมูไป ไก่มา"
    ตอนที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สิ้นพระชนม์ ทรงทำพินัยกรรมจำกัดอำนาจของฟิลิปไว้ เพราะไม่ไว้วางใจนิสัยรักสนุกสำมะเลเทเมา  ฟิลิปจึงเจรจากับกลุ่มขุนนางที่เรียกว่าสภาปาร์เลอมองต์ (Parlement de Paris  พวกนี้เป็นกลุ่มขุนนางนักกฎหมาย)
    เขายื่นข้อเสนอว่า ให้สภาขุนนางโหวตว่าพินัยกรรมของหลุยส์ที่ 14 เป็นโมฆะ  เพื่อให้เขามีอำนาจเต็มในฐานะผู้สำเร็จราชการ  โดยแลกกับขุนนางจะได้สิทธิในการคัดค้านพระราชกฤษฎีกา (Droit de remontrance) คือสิทธิ์ในการคว่ำกฎหมายที่พระเจ้าแผ่นดินออก    ในรัชกาลก่อน  ขุนนางถูกยึดสิทธิ์นี้ไปโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพื่อไม่ให้มากีดขวางอำนาจของพระองค์
   ในเมื่อฟิลิปยื่นหมูไปให้ สภาขุนนางก็มอบไก่กลับมาทันที   ฟิลิปก็เลยได้นั่งเก้าอี้ผู้สำเร็จราชการแบบมีอำนาจเต็ม   ส่วนสภาก็ได้สิทธิ์ของเก่ากลับคืน  
    ฟิลิปปลอดภัยตลอดเวลาที่นั่งเก้าอี้  แต่สิ่งที่เขาทำคือระเบิดเวลาที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ต้องรับไปอุ้มไว้เต็มๆในรัชสมัยของพระองค์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 ก.พ. 26, 12:20 โดย เทาชมพู » บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41884

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 02 ก.พ. 26, 12:17

    ในช่วงต้นรัชกาล ประชาชนชาวฝรั่งเศสอ้าแขนรับกษัตริย์หนุ่มน้อยองค์ใหม่ด้วยความรักและความหวังเต็มเปี่ยม  ถึงขั้นที่พระองค์ได้รับสมญานามว่า "Le Bien-Aimé" (ผู้เป็นที่รัก)   ประชาชนมองว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 คือ "ฟ้าใหม่" เพราะมีพระโฉมเจริญตาน่าชม   กิริยามารยาทสุภาพเป็นกันเอง   ดูเป็นมิตรมากกว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 องค์เก่าที่วางองค์เคร่งเครียด   ทรงอำนาจน่าเกรงขามจนประชาชนระย่อไปกันหมด  
    นอกจากนี้  กษัตริย์องค์ใหม่ยังมีประวัติเป็นเด็กกำพร้าน่าสงสาร ต้องมาแบกรับภาระหนักที่ตัวเองไม่เคยถูกเตรียมตัวมาก่อน  ประชาชนก็ยิ่งเอ็นดูและห่วงใย   เอาใจช่วยให้ครองอาณาจักรได้อย่างราบรื่น
    พูดอย่างไทยๆพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงมีบุญเก่ามากเอาการ   นั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างปลอดภัยมาตั้งแต่ 5 ขวบเพราะเจ้าชายฟิลิปผู้สำเร็จราชการไม่มีความทะเยอทะยาน   ถึงเวลาก็ลงจากเก้าอี้ไปโดยดี   นอกจากนี้ ทรงคิดถูกในการแต่งตั้งพระอาจารย์ ชื่อคาร์ดินัล เดอ เฟลอรี่ (Cardinal de Fleury) มาทำหน้าที่แบบเดียวกับมาซาแร็งเคยทำกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14
     คาร์ดินัลเฟลอรี่เป็นคนฉลาดและดี   มีความคิดอ่านในแนวทางคล้ายกับมาซาแร็งในบางด้าน   คือเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในและความสงบเรียบร้อยของสังคม  มากกว่าการทำสงครามแผ่อำนาจแบบสุดโต่ง    ส่งผลให้ในช่วงต้นรัชกาล ฝรั่งเศสมีเวลาพัฒนาเศรษฐกิจจนมั่งคั่ง      เรียกว่าเป็นยุค "ไพร่ฟ้าหน้าใส" ก็ได้   ดังนั้น คะแนนนิยมของพระเจ้าหลุยส์ก็เลยพุ่งสูงขึ้นอีก เรียกว่าเป็นยุคทองของพระองค์ก็ว่าได้


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41884

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 02 ก.พ. 26, 12:30

     ความรักที่ประชาชนมีให้เห็นชัดเจนที่สุดในค.ศ. 1744 เมื่อพระเจ้าหลุยส์เกิดประชวรหนักที่เมืองแมตซ์ ประชาชนตกอกตกใจ  พร้อมใจกันสวดมนต์ทั่วประเทศ  อ้อนวอนขอให้หายประชวร เมื่อพระองค์ทรงฟื้นตัวขึ้นมาได้ ก็ไชโยโห่ร้อง ปลาบปลื้มยินดีกันทั้งประเทศ  จึงเป็นที่มาอย่างเป็นทางการของสมญานาม "Le Bien-Aimé"
      ต้องขอจารึกชื่อคาร์ดินัลเฟลอรี่ไว้ตรงนี้อีกนิดหน่อยว่า เขามีส่วนมากในการทำให้รัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์เริ่มต้นอย่างรุ่งเรืองราวกับตอนจบของเทพนิยาย     เฟลอรี่เป็นคนไม่ทะเยอทะยานจะฮุบอำนาจไว้ในมือ  เห็นได้จากไม่ยอมรับตำแหน่ง "อัครมหาเสนาบดี" อย่างเป็นทางการ   คงทำแต่ในทางปฏิบัติ  คือกุมบังเหียนไว้ในฐานะที่ปรึกษาเท่านั้น
      เฟลอรี่ฉลาดเหมือนมาซาแร็งตรงที่รู้ว่าเสถียรภาพทางการเงินคือเครื่องค้ำจุนรัฐบาลได้ดีที่สุด   เขาจัดการค่าเงินให้คงที่ (Stabilizing the Currency) ทำให้ประเทศมั่นคง   เศรษฐกิจไหลลื่น  เงินทองไหลมาเทมาเต็มท้องพระคลัง
     สิ่งที่เฟลอรี่ไม่ต้องการคือการทำสงคราม    เขาบวกลบคูณหารดูแล้ว พบว่าสงครามในยุคนั้นคือตัวทำลายรากฐานอำนาจของอาณาจักร  นอกจากเอาไปเบ่งได้ว่าตัวเองใหญ่กว่าคนอื่นแล้ว  อย่างอื่นไม่มีดีเลย    ไหนจะสิ้นเปลืองเงินทองมหาศาลโดยไม่ได้ผลประโยชน์กลับมาคุ้มค่า  ไหนจะเสียหายทั้งกำลังทัพที่ต้องสูญเปล่าไปในสงคราม   และเสียขวัญกำลังใจของประชาชน    เขาจึงเน้นการทูตมากกว่าการรบ ทำให้บ้านเมืองสงบราบรื่น   ฝรั่งเศสก้าวสู่ความมั่งคั่ง   มีดุลการค้าที่ได้เปรียบประเทศอื่น
     ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าหลุยส์ในตอนต้นรัชกาลจึงสุขสมหวัง  เห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้าไปได้ด้วยดี    พระองค์มีคาร์ดินัลเฟลอรี่ไว้เป็นความอบอุ่นใจและเกราะป้องกันการเมือง  ทำให้พระองค์ไม่ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ยากลำบากเพียงลำพัง
      สรุปว่า อะไรๆ พระอาจารย์เฟลอรี่ก็เป็นเดอะแบกอยู่ผู้เดียว   แล้วแบกได้อย่างดีเลิศเสียด้วย
      ทีนี้ ชีวิตไม่ใช่นวนิยาย    ทุกอย่างในโลกล้วนอนิจจัง เราก็รู้กันอยู่
      แต่พระเจ้าหลุยส์อาจไม่รู้...
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41884

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 03 ก.พ. 26, 08:26

     ตอนเข้ามาบริหารฝรั่งเศส   เฟลอรี่อายุปาเข้าไป 73 ปีแล้ว  ในที่สุดก็ล่วงลับไปตามอายุขัย
     หลังสิ้นเฟลอรี่ พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ประกาศว่าจะปกครองโดยไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีอัครเสนาบดี  คือเลียนแบบพระเจ้าหลุยส์ที่ 14      แต่อาจทรงลืม หรือไม่ก็ไม่ตระหนักว่า บุคลิกนิสัยใจคอของพระองค์ไม่ได้กล้าหาญเฉียบขาดอย่างเสด็จทวด   ตรงกันข้าม ทรงเป็นคนอ่อนๆ  ไม่ชอบความขัดแย้ง มักจะเบื่อหน่ายง่ายมากกว่าอดทน  ที่สำคัญคือไม่เด็ดขาดในการตัดสินใจ    ต้องฟังเสียงคนใกล้ตัวเสมอ   บางทีก็โอนเอนไปทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้าง เอาแน่ไม่ได้  คนแบบพระองค์ เมื่อไม่มีที่ปรึกษาที่เก่งพอ  ก็อาจจะตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายๆ
   บุญเก่าค่อยๆหมดไปโดยพระองค์ไม่รู้ตัว   ความเสื่อมถอยเข้ามาแทน   แต่ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน มันค่อยๆ กัดเซาะผ่าน 3 ปัจจัยหลักหลังจากเฟลอรี่ถึงแก่กรรม
  ปัจจัยแรกคือสงครามต่อเนื่องหลายครั้ง
   เริ่มด้วย สงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย (War of the Austrian Succession, 1740–1748)
 
   ต้องปูพื้นเรื่องให้เข้าใจกันก่อนนะคะ
   ในสมัยนั้น ยุโรปมีประเทศมหาอำนาจอยู่หลายแห่งด้วยกัน ไม่เฉพาะแต่อังกฤษกับฝรั่งเศส   หนึ่งในนั้นคือออสเตรีย เรียกอีกชื่อว่าจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์   มีราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (Habsburg) ปกครอง  ออสเตรียกับฝรั่งเศสเป็นคู่แข่งชิงดีชิงเด่นกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ตอนต้นรัชกาลก็ยังต่างคนต่างอยู่ ไม่ได้รบกัน 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41884

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 03 ก.พ. 26, 08:30

     กษัตริย์ของออสเตรียชื่อจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 6   ไม่มีโอรส มีแต่ธิดาชื่อเจ้าหญิงมาเรีย เทเรซา พระองค์จึงออกกฎหมายชื่อ Pragmatic Sanction เพื่อรับรองว่าพระธิดามีสิทธิครองราชย์และสืบราชบัลลังก์ เช่นเดียวกับเพศชาย  ทั้งนี้เพื่อยืนยันสิทธิ์ของพระธิดา ป้องกันการแย่งบัลลังก์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากเจ้านายในประเทศอื่นๆ   เพราะบรรดาราชวงศ์ในยุโรปนิยมส่งลูกหลานมาสมรสกัน  เครือญาติก็เลยอีรุงตุงนังกันในหลายประเทศ  ทำให้การอ้างสิทธิ์เกิดขึ้นได้ง่ายมาก
     ตอนแรกเมื่อพินัยกรรมประกาศออกมา  ประเทศอื่นๆก็ทำท่าว่าจะยอมรับด้วยดี   แต่พอจักรพรรดิสิ้นพระชนม์เท่านั้นแหละ  ต่างก็พลิกลิ้นตระบัดสัตย์กันเป็นแถว   หลายประเทศถือโอกาสว่า เจ้าหญิงมาเรีย เทเรซาก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง ย่อมไม่มีปัญญาจะครองประเทศ  เลยสวมบทโจรตรงเข้าเฉือนดินแดนออสเตรียเอาดื้อๆ ในกรณีนี้คือพระเจ้าเฟรเดอริคแห่งปรัสเซียส่งทัพบุกเข้ายึดแคว้นซิเลเซียอันเป็นดินแดนมั่งคั่งของออสเตรีย
    เหตุการณ์พลิกล็อก  จักรพรรดินีมาเรียเทเรซาเป็นกษัตรีย์ใจเด็ดยิ่งกว่าผู้ชาย   แทนที่จะยอมแพ้ กลับทรงรวบรวมพันธมิตรในยุโรปอันได้แก่อังกฤษ  เนเธอร์แลนด์ และซาร์ดิเนีย เข้าสู่สงคราม   รบกับฝ่ายตรงข้าม คือฝรั่งเศส  ปรัสเซีย  สเปน และบาวาเรีย
    ถ้าเป็นสมัยที่คาร์ดินัลเฟลอรี่ยังมีอำนาจอยู่     เขาก็คงห้ามพระเจ้าหลุยส์ไม่ให้เข้าไปยุ่ง   เพราะบวกลบคูณหารแล้วไม่น่าจะได้กำไร   มีแต่เสียงบประมาณมากมาย  แต่ไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มกับค่าใช้จ่าย
  เรื่องนี้ขออธิบายแทรกว่า การทำสงครามไม่เหมือนในหนังฮอลลีวู้ดที่เน้นโชว์วีรกรรมของพระเอกเป็นหลัก  แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ล้วนๆ     ฝรั่งเศสและอังกฤษที่มาล่าอาณานิคมแถวเอเชีย ไม่ได้ต้องการแค่โชว์พาวว่าตัวเองยิ่งใหญ่  แต่ดูแล้วว่าประเทศเหล่าเอเชียมีทรัพยากรมากพอจะสูบไปเลี้ยงเลือดเนื้อของตนเองหรือไม่     ถ้าดูแล้วว่าคุ้มก็เข้ายึดเอาง่ายๆ  เป็นหน้าที่ของประเทศเหล่านั้นจะต้องเอาตัวรอดเอาเอง   ข้อนี้สยามเป็นหนึ่งในประเทศที่เอาตัวรอดมาได้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41884

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 03 ก.พ. 26, 08:33

     ตอนแรก พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ไม่ได้รีบร้อนจะทำศึก   พระองค์ทรงลังเลอยู่ระยะหนึ่ง แต่ขุนนางสายสงคราม หรือเรียกแบบจีนว่าขุนนางฝ่ายบู๊ นำโดย Comte de Belle-Isle ซึ่งตอนนั้นมีตำแหน่งใหญ่สุดเป็นทั้งรัฐบุรุษและแม่ทัพใหญ่ วาดฝันหวานให้พระเจ้าหลุยส์เชื่อว่า ถ้าโดดเข้าไปรบ ย่อมซ้ำเติมออสเตรียที่กำลังอ่อนแอให้ล้มพังพาบได้ไม่ยาก     จากนั้นฝรั่งเศสจะได้ชัยชนะในฐานะผู้กำหนดอนาคตจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์   และต่อไปจะยิ่งใหญ่ถึงขั้น ฝรั่งเศสจะกลายเป็นชาติกำหนดทิศทางของยุโรปทั้งทวีป

     สิ่งที่ขุนนางสายบู๊ไม่ได้คิด คือก่อนทำสงครามควรบวกลบคูณหารว่าคุ้มหรือไม่    แต่กระหายจะทำสงครามแบบนักมวยเห็นคู่อริกำลังถูกรุมจากรอบด้านก็รีบเข้าไปร่วมวงสกรัม   ไม่ได้เผื่อไว้ว่า ตัวเองอาจบาดเจ็บสาหัสกลับมา เพราะคู่อริไม่ใช่หมูน้อยธรรมดา
     ผลของสงครามคือ ออสเตรียรอด เพราะพระราชินีเก่งเกินกว่าใครจะคาดคิด สนธิสัญญาสงบศึกระบุว่า "ให้ทุกอย่างกลับไปอยู่อย่างเมื่อก่อนสงคราม "หมายความว่าฝรั่งเศสถลุงงบประมาณประเทศไปมากมาย แม้ชนะบางสนามรบ แต่ไม่ได้ดินแดนเพิ่ม   สรุปว่าไม่ได้กำไรกลับมาเลยแม้แต่ฟรังค์เดียว  
     ที่ร้ายคือการเงินของประเทศทรุดฮวบลงไป
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41884

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 04 ก.พ. 26, 10:35

    ถ้าจะถามว่า ทำไมฝรั่งเศสที่ยิ่งใหญ่ทั้งเศรษฐกิจและกำลังทัพ จึงล้มเหลวในการทำสงครามครั้งนี้  คำตอบคือความไม่พร้อม ที่ตัวเองพลาดไปหลายจุด
-  ขาดการประเมินความพร้อมของกองทัพตัวเอง 
-  ทหารฝรั่งเศสบางส่วนมีปัญหาเรื่องวินัย อาวุธ และกำลังคน  แม่ทัพทำงานไม่ประสานกัน
- การขนส่งลำเลียงอาวุธและเสบียงมีปัญหาว่า ยิ่งรบยืดเยื้อ ค่าส่งก็แพงขึ้นทุกปี   ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณมากกว่าที่กำหนดไว้แต่แรก
- รบไปแล้ว  แนวรบก็ยิ่งกว้าง  ต้องแบ่งทัพไปทางโน้นบ้างทางนี้บ้าง  ทำให้ประสานกันไม่ได้   แต่ไม่รู้จักถอนตัว
    ความจริง   ควรจะมีการปฏิรูปกองทัพให้พร้อมก่อนเข้าสู่สงครามจริง    แต่ไม่ทำ  กองทัพไม่ได้เตรียมพร้อมมาก่อน  เรียกว่าพอจะรบก็ระดมพลรบกันไปเลย    ด้วยความเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นมหาอำนาจ  ไม่คิดว่าของพรรค์นี้มันพลาดกันได้
   เรื่องสำคัญคือนิสัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ไม่เด็ดขาดอย่างเสด็จทวด   เมื่อรบกันไปสักพัก เริ่มมองเห็นว่าออสเตรียไม่หมูอย่างที่คิด  พระองค์ก็เริ่มลังเล   แล้วหยุดอยู่แค่ความลังเล  ไม่ตัดสินใจเด็ดขาดลงไปว่าควรถอนตัวก่อนถลำลึกกว่านี้   หรือควรลุยแบบสู้ตายให้เห็นดำเห็นแดง    ฝรั่งเศสก็เลยต้องรบแบบตกกระไดพลอยโจน กลายเป็นภาระถาวรที่ประเทศต้องแบก จนสงครามสิ้นสุดด้วยตัวของมันเอง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41884

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 04 ก.พ. 26, 10:38

    บทเรียนจากสงครามที่กินเวลาถึง 8 ปี ทิ้งบาดแผลลึกทางการคลังไว้กับฝรั่งเศส ถึงแม้ยังไม่ล้มละลาย  แต่การคลังที่เคยแข็งแกร่งสมบูรณ์ ก็กลายเป็นคนขี้โรคป่วยสามวันดีสี่วันไข้    พอมาเจอเชื้อโรคตัวใหม่ชื่อว่า "สงครามเจ็ดปี" ในเวลาต่อมา  อาการก็ทรุดถึงขั้นเป็นคนป่วยติดเตียง  จนมาหมดลมหายใจในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ในการปฏิวัติใหญ่ ค.ศ. 1789

    ก่อนถึงสงครามเจ็ดปี  ต้องย้อนกลับมาที่ประวัติส่วนพระองค์ของพระเจ้าหลุยส์เป็นการปูพื้นไว้ก่อนนะคะ เพื่อความเข้าใจที่มาที่ไป
    พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เสกสมรสกับเจ้าหญิงมารี เลซเซญสกา (Marie Leszczyńska) จากโปแลนด์ เมื่ออายุ 22 ปี ส่วนพระเจ้าหลุยส์อ่อนกว่า 7 ปี  อายุเพียง 15 ปีเท่านั้น ภายใน 10 ปีแรกทั้งคู่มีโอรสธิดาด้วยกัน 10 องค์ (หลายองค์สิ้นพระชนม์ตั้งแต่เยาว์วัย)     หลังจากทศวรรษแรกผ่านไป  ความสัมพันธ์ก็ห่างเหินกันไป
    พระนางมารีเป็นผู้หญิงหงิมๆ เรียบร้อย มีใจเมตตา และเคร่งศาสนาอย่างมาก   เป็นแม่ที่รักและใกล้ชิดลูกๆ  นอกจากนี้ทรงสนับสนุนศิลปะ และดนตรี ชื่นชอบดนตรี โดยเฉพาะผลงานของคีตกวีชื่อดัง Jean-Philippe Rameau
   แต่ไม่เคยมีบทบาททางการเมือง    ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของพระเจ้าหลุยส์เรื่องการปกครองประเทศ ประชาชนเคารพพระนางในความเมตตากรุณาและเคร่งครัดศาสนา เธอช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ให้น่าชื่นชม    จนสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1768 ด้วยวัย 65 ปี
   ในเมื่อพระราชินีอ่อนโยนเป็นต้นอ้อลู่ลมแบบนี้ สตรีอีกคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามามีอำนาจแทนได้โดยง่าย
  นางคือพระสนม ผู้มีนามว่ามาดามปงปาดูร์   นักอ่านไทยสมัยก่อนออกเสียงว่า มาดามปอมปาดัวร์ เป็นชื่อกล้วยไม้แสนสวยชนิดหนึ่งด้วย
  ปงปาดูร์เกิดมาในตระกูลพ่อค้า   ถือว่าสูงกว่าชนชั้นแรงงาน กรรมกร ชาวไร่ชาวนา แต่ต่ำกว่าขุนนาง      แม่พาไปหาหมอดูตั้งแต่เด็ก หมอดูบอกว่า “หนูจะเป็นที่รักของกษัตริย์”  แม่ก็เลยสนับสนุนให้ลูกสาวได้เรียนศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม และฝึกฝนมารยาทระดับสูงตั้งแต่เด็ก
  เมื่อเป็นสาวเต็มตัว  เธอก็พาตัวเองเข้าสู่วงสังคม จนกระทั่งมากระทบสายพระเนตรของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ในงานเลี้ยง ปี 1745   ได้เต้นรำกับพระองค์ท่าน     ด้วยความสวยสด  ท่าทีเฉลียวฉลาด สามารถพูดคุยเรื่องปรัชญา ศิลปะ เศรษฐกิจ ฯลฯได้เป็นที่ถูกพระทัย  เธอก็เลยได้รับตำแหน่งพระสนม (ซึ่งสมัยนั้นเป็นเรื่องถูกกฎหมาย  เรียกว่า “maîtresse-en-titre”)  สมใจเธอ
    ขออธิบายเพิ่มเติมนิดหน่อยว่า ตำแหน่งพระสนมมีได้หลายคน ไม่ใช่มีแค่คนเดียว   ทุกคนมีห้องอยู่ในวังแวร์ซายส์ ได้รับเงินค่าใช้จ่ายอย่างงาม    มีข้าราชบริพารรับใช้   ถ้าเป็นที่โปรดปรานก็สามารถก้าวขึ้นมีอำนาจในราชสำนัก แล้วอาจคืบหน้าต่อไปถึงด้านการบริหารบ้านเมือง

  ภาพซ้าย พระราชินีในวัยสาว ภาพขวา มาดามปงปาดูร์


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41884

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 04 ก.พ. 26, 12:53

    พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เติบโตมาอย่างเด็กกำพร้า ขาดพ่อขาดพี่น้องจะให้ความอบอุ่นทางใจ    ประกอบกับเมื่อโตขึ้น ทรงเรียนรู้ว่าจะไว้ใจพระญาติและขุนนางไม่ได้ เพราะพวกนี้คิดชิงดีชิงเด่นแก่งแย่งอำนาจกันอยู่ตลอดเวลา    พระราชินีก็ไม่สามารถเป็นคู่คิดของพระองค์ได้    ถนนสายเดียวที่เหลืออยู่คือมาดามปอมปาดูร์ พระสนมเอก
    พระองค์ทรงเชื่อว่าในฐานะที่เธอเป็นแค่สตรี  ไร้ตำแหน่งใดๆนอกจากพระสนมซึ่งก็เลื่อนสูงขึ้นเป็นราชินีไม่ได้   เธอจึงไม่มีความทะเยอทะยานที่อาจเป็นภัยกับบัลลังก์  ประกอบกับเธอมีเสน่ห์โน้มน้าวพระทัยให้เป็นสุข   ทรงสนุกสนานเพลิดเพลินอยู่กับเธอได้ตลอดเวลา เธอก็เลยเขยิบขึ้นเป็น "คนรู้ใจ" เหนือกว่าพระสนมอื่นๆ
      สิ่งที่พระเจ้าหลุยส์ไม่ตระหนักก็คือ มาดามปงปาดูร์ไม่มีโอกาสจะเลื่อนตำแหน่งก็จริง    แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอำนาจ     ข้าราชบริพารและขุนนางจำนวนมากหูไวตาไวนักกับเรื่องพรรค์นี้    ต่างพากันวิ่งเข้าประจบประแจง "คนโปรด" ของพระราชา    มาดามปงปาดูร์ก็เลยกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจในราชสำนัก   จนเป็นที่กล่าวกันว่า ถ้ามาดามไม่สนับสนุนใคร คนนั้นก็อย่าหวังว่าจะได้ดิบได้ดีขึ้นมา
    ถ้ามาดามปงปาดูร์เป็นผู้หญิงประเภทพอใจแค่ชีวิตสบายๆของพระสนม  แต่งตัวสวยๆ ไปไหนมาไหน มีแต่คนโค้งคำนับ  ชะตากรรมของฝรั่งเศสอาจจะไม่เลวร้ายลงไปอีกอย่างที่เป็นอยู่    แต่น่าเสียดายว่าเธอไม่ใช่คนรู้จักพอเพียง   เมื่อมีอำนาจในมือจากการสรรเสริญเยินยอรอบด้าน เธอก็อยากพิสูจน์ให้พวกขุนนางที่หัวแข็ง แอบดูถูกเธอว่า "เก่งแค่เรื่องบนเตียง" ว่าจริงๆแล้ว เธอเก่งพอจะพาฝรั่งเศสไปสู่ฐานะผู้นำของยุโรปอีกครั้ง
บันทึกการเข้า
superboy
สุครีพ
******
ตอบ: 843


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 04 ก.พ. 26, 13:44

เจ้าหญิงมารีอายุ 22 ปีได้แต่งงานกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 อายุเพียง 15 ปี ต้องถือว่าพระองค์ไม่ธรรมดาเลยนะครับ

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41884

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 04 ก.พ. 26, 13:54

    1  สมัยนั้นเจ้าชายเจ้าหญิงแต่งงานกันเพื่อความเหมาะสมทางการเมือง  เพื่อความมั่นคงของราชอาณาจักรค่ะ   และอีกอย่างเพื่อทรัพย์สิน   เพราะเจ้าหญิงมี dowry หรือสินเดิมติดตัวมาเพิ่มรายได้ให้ฝ่ายชายได้
     เจ้าหญิงอายุ 13 อาจเสกสมรสกับพระราชาวัย 60 กว่าก็ได้ ไม่มีใครแปลกใจ
    2  ตอนอิเหนาไปเผาศพยายที่เมืองหมันยา เจอจินตะหราจนรักกัน  อิเหนาก็อายุ 15 ค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.07 วินาที กับ 19 คำสั่ง