เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 350 พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41879

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
 เมื่อ 31 ม.ค. 26, 15:35

  หลังจากไปปัดฝุ่นพระประวัติของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในกระทู้    บุรุษหน้ากากเหล็ก The Man in the Iron Mask ก็เลยพลอยได้ไปอ่านพระประวัติพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ที่ขึ้นครองราชย์ต่อมาด้วย
  คิดว่าคนไทยรุ่นใหม่คงไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสกันสักเท่าไหร่    นอกจากพวกหัวก้าวหน้าอาจจะเรียนเรื่องปฏิวัติครั้งใหญ่ ค.ศ. 1789  ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475   ก็เลยอยากจะหยิบประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสมาเล่าสู่กันฟังบ้าง   
   ขอเริ่มด้วยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15
   เชื่อว่าคนไทยกว่า 90% คงไม่รู้จักพระองค์   ความจริงรัชกาลนี้มีอะไรน่าสนใจอยู่หลายเรื่องมาก   จะว่าไปก็ถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิวัติใหญ่ในรัชกาลต่อมา  เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารีอองตัวแน็ตต์ถูกบั่นพระเศียรด้วยกิโยตีน  ประเทศกลายเป็นสาธารณรัฐอยู่ชั่วขณะหนึ่ง


บันทึกการเข้า
superboy
สุครีพ
******
ตอบ: 841


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 31 ม.ค. 26, 20:55

เช็กชื่อมาครับ  ยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41879

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 01 ก.พ. 26, 10:56

^
ได้ที่นั่งแถวหน้า ตัวแรกเลยค่ะ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
 
    พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ประสูติในปี ค.ศ. 1638 ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 เมื่อพระชนมายุเพียง 5 พรรษา พระองค์ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 72 ปี จนกระทั่งเสด็จสวรรค์ในปี 1715 ทำให้รัชสมัยของพระองค์ยาวนานที่สุดในบรรดาพระมหากษัตริย์ยุโรป และเจริญรุ่งเรืองที่สุดด้วย
    ฟังแล้วก็น่าจะเป็นเรื่องดี  แต่เอาเข้าจริงกลับน่าเศร้ามาก  เพราะพระโอรสที่เป็นรัชทายาท ฝรั่งเศสเรียกว่าโดแฟ็ง (Dauphin) และพระนัดดา(หลานปู่)ล้วนสิ้นพระชนม์ไปก่อนด้วยโรคภัยไข้เจ็บ    มีเหลนทวดที่เป็นชาย 3 องค์ก็สิ้นพระชนม์เป็นใบไม้ร่วงเช่นกัน  2 องค์ เหลือองค์ที่สาม ซึ่งขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เมื่อพระชันษาเพียง 5 ขวบ
    เมื่อกษัตริย์ยังเล็กมาก จึงต้องมีผู้สำเร็จราชการ ได้แก่เจ้าชายฟิลิปที่ 2 ดยุกแห่งออร์เลอ็อง (Philippe II, Duke of Orléans)
    ฟิลิปผู้นี้เป็นโอรสของเจ้าชายฟิลิปผู้บิดาซึ่งเป็นน้องชายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14   นับญาติกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก็อยู่ในชั้นปู่  (เป็นลูกพี่ลูกน้องของปู่ของหลุยส์น้อย) 
     ฟิลิปเป็นคนรักสนุก ชอบสังคม   เมื่อมีอำนาจ มีตำแหน่งก็จัดงานเฮฮาปาร์ตี้ในวังไม่หยุดหย่อน  มีสาวๆสวยๆแวดล้อมมากมาย   ข้อนี้นักประวัติศาสตร์บอกว่าน่าจะมีส่วนหล่อหลอมให้หลุยส์น้อยโตขึ้น ก็สืบทอดแบบแผนนี้มาจากปู่น้อย
     แต่จะว่าไป ฟิลิปก็ไม่เชิงว่าเป็นหนุ่มเจ้าสำราญจนงานการไม่ทำ   เขาก็พยายามจะทำเหมือนกัน เช่นปฏิรูปภาษีและตั้งระบบธนาคาร แต่ล้มเหลว ทำเอาประชาชนเจ๊งไปเยอะเหมือนกัน
     ส่วนผลงานสำคัญของฟืลิปที่ทำให้ตัวเขาอยู่รอดปลอดภัยมาได้ตลอด คือการกระจายอำนาจกลับไปให้พวกขุนนาง ซึ่งรวมกันเรียกว่า "สภาขุนนาง" (Parlements)   ผิดกับสมัยก่อน  มาซาแร็งและหลุยส์ที่ 14 เคยกดอำนาจพวกขุนนางไว้ไม่ให้เผยอขึ้นมาเป็นก้างขวางคอได้  ฟิลิปกลับทำตรงกันข้าม คือไปผูกมิตรและให้สิทธิ์กับกลุ่มนี้มากขึ้นกว่าเดิม     
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41879

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 01 ก.พ. 26, 11:00

    ก่อนเล่าต่อไป   ต้องขออธิบายพื้นฐานสังคมในยุคนั้นเสียหน่อยนะคะ ว่า นอกจากสถาบันกษัตริย์   สังคมแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 3 กลุ่มด้วยกัน
    1  กลุ่มขุนนาง ซึ่งรวมกันเป็นสภาขุนนาง สามารถโหวตและออกกฎหมายได้
    2  กลุ่มศาสนจักร  หมายถึงพระบาทหลวงทั้งระดับล่างไปจนถึงระดับบนสุด
    3  ประชาชนทั่วไป

    กลุ่ม 1 กับ 2 คืออภิสิทธิ์ชน อยู่กันแบบส้มทองคำหล่นใส่รายวัน    เพราะไม่ต้องเสียภาษี ครอบครองที่ดินและทรัพย์สินตามสบาย   จึงสุขสบายอู้ฟู่กันมาก  อย่านึกว่าพระไม่มีทรัพย์สินนะคะ  มีเต็มเพียบเชียวละ ทั้งจากการบริจาคและแสวงหาผลประโยชน์อื่นๆ
   ส่วนกลุ่มที่ 3 ซึ่งมีจำนวนมากสุดกลับเป็นกลุ่มมีรายได้ต่ำสุด  ใช้แรงงานมากสุด และโดนภาษีจนอานอยู่กลุ่มเดียว
    ถ้าหากว่าเศรษฐกิจของประเทศดี   ทำไร่ทำนาค้าขายได้ผล  กลุ่มที่ 3 ก็พอทนไหว   จะร้องเรียนก็ไม่รู้จะไปโวยวายกับใคร  ก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน   ทำงานเสียภาษีเลี้ยงกลุ่มอื่นๆไปจนตาย
     กลุ่ม 1 เป็นกลุ่มที่ฉลาด มีสติปัญญา มีกำลังคนของตัวเอง   จึงมีอำนาจพอจะคุมเกมการเมืองเอาไว้ได้ ด้วยการออกกฎหมายให้ประโยชน์กับตัวเองบ้าง   ต่อรองผลประโยชน์กับราชสำนักบ้าง    จะสนับสนุนกษัตริย์ก็ได้ถ้าถูกใจ  หรือจะฮึดถึงขั้นโค่นบัลลังก์ก็ทำได้ถ้าเกิดขัดแย้งกันรุนแรง  จนประนีประนอมกันไม่ได้
     ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่ม "แตะต้องมิได้"  เพราะทุกอย่างถูกอ้างว่าทำในนามของศาสนา  จึงกลายเป็นกลุ่มศักดิ์สิทธิ์   ไม่ใช่กลุ่มนาย A นาย B  อย่างชาวบ้านทั่วไป   สมมุติว่าใครสักคนมีเรื่องขัดแย้งกับสมาชิกกลุ่มนี้   เขาจะไม่ได้ชื่อว่าขัดแย้งในฐานะบุคคลกับบุคคล  มีโจทก์มีจำเลย   แต่ได้ชื่อว่ากระทำบาปหนักเพราะบังอาจลบหลู่สาวกของพระเจ้า   มีนรกรออยู่เบื้องหน้า   ชาวบ้านสมัยนั้นกลัวนรกกันจนหัวหด   จึงไม่กล้าหือกับกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะโดนอะไรก็ตาม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41879

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 01 ก.พ. 26, 11:55

  ในรัชกาลก่อน   มาซาแร็งแก้ปัญหาด้วยการรวบอำนาจมาไว้ที่ตนเอง  ในเมื่อเขาเป็นพระคาร์ดินัลอยู่แล้ว ก็ไม่ยากที่จะกุมอำนาจของศาสนจักร   ส่วนขุนนางทั้งหลายก็เจอศึกหนัก ถูกเขาปราบเสียเหี้ยนเตียน ทั้งนี้เพื่อรักษาบัลลังก์ไว้ให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14      รัชสมัยของพระองค์จึงมีกษัตริย์เป็นศูนย์กลางอำนาจของรัฐ  ถึงกับมีพระดำรััสอย่างจอมทรนงว่า
  "L'état, c'est moi"
  แปลว่า "รัฐคือตัวข้า" (หรือ "ข้าคือรัฐ") แสดงถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขั้นสูงสุด หมายความว่ากษัตริย์ทรงมีอำนาจเบ็ดเสร็จรวมศูนย์     ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างความต้องการส่วนพระองค์กับผลประโยชน์ของชาติ  พูดง่ายๆอีกทีคือข้าอยากทำอะไรกับประเทศของข้า  ข้าก็ทำได้ทันที  
     แต่พอมาถึงรัชสมัยต่อมา   ฟิลิปรู้ดีว่าเขาไม่มีบารมีอย่างลุงของเขา   ที่ปรึกษาเก่งและจงรักภักดีอย่างมาซาแร็งก็ไม่มี    ถ้าคิดว่าตัวเองจะลุยเดี่ยวปราบได้ทั้ง 10 ทิศก็คือฆ่าตัวตายตั้งแต่ยกแรก   เพราะอำนาจที่เขาได้มา เกิดจากการสืบทอดตำแหน่งตามประเพณี ไม่ได้เกิดจากฝีมือหรือมีขุมกำลังในมือ
     วิธีเดียวจะอยู่รอดคือต้องหาพรรคพวกมาเป็นกำลังหนุนหลัง     เขาก็เลยใช้วิธีประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจกลุ่มที่ 1  ด้วยนโยบายเรียกง่ายๆว่า  "หมูไป ไก่มา"
    ตอนที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สิ้นพระชนม์ ทรงทำพินัยกรรมจำกัดอำนาจของฟิลิปไว้ เพราะไม่ไว้วางใจนิสัยรักสนุกสำมะเลเทเมา  ฟิลิปจึงเจรจากับกลุ่มขุนนางที่เรียกว่าสภาปาร์เลอมองต์ (Parlement de Paris  พวกนี้เป็นกลุ่มขุนนางนักกฎหมาย)
    เขายื่นข้อเสนอว่า ให้สภาขุนนางโหวตว่าพินัยกรรมของหลุยส์ที่ 14 เป็นโมฆะ  เพื่อให้เขามีอำนาจเต็มในฐานะผู้สำเร็จราชการ  โดยแลกกับขุนนางจะได้สิทธิในการคัดค้านพระราชกฤษฎีกา (Droit de remontrance) คือสิทธิ์ในการคว่ำกฎหมายที่พระเจ้าแผ่นดินออก    ในรัชกาลก่อน  ขุนนางถูกยึดสิทธิ์นี้ไปโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพื่อไม่ให้มากีดขวางอำนาจของพระองค์
   ในเมื่อฟิลิปยื่นหมูไปให้ สภาขุนนางก็มอบไก่กลับมาทันที   ฟิลิปก็เลยได้นั่งเก้าอี้ผู้สำเร็จราชการแบบมีอำนาจเต็ม   ส่วนสภาก็ได้สิทธิ์ของเก่ากลับคืน  
    ฟิลิปปลอดภัยตลอดเวลาที่นั่งเก้าอี้  แต่สิ่งที่เขาทำคือระเบิดเวลาที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ต้องรับไปอุ้มไว้เต็มๆในรัชสมัยของพระองค์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 ก.พ. 26, 12:20 โดย เทาชมพู » บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41879

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 02 ก.พ. 26, 12:17

    ในช่วงต้นรัชกาล ประชาชนชาวฝรั่งเศสอ้าแขนรับกษัตริย์หนุ่มน้อยองค์ใหม่ด้วยความรักและความหวังเต็มเปี่ยม  ถึงขั้นที่พระองค์ได้รับสมญานามว่า "Le Bien-Aimé" (ผู้เป็นที่รัก)   ประชาชนมองว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 คือ "ฟ้าใหม่" เพราะมีพระโฉมเจริญตาน่าชม   กิริยามารยาทสุภาพเป็นกันเอง   ดูเป็นมิตรมากกว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 องค์เก่าที่วางองค์เคร่งเครียด   ทรงอำนาจน่าเกรงขามจนประชาชนระย่อไปกันหมด  
    นอกจากนี้  กษัตริย์องค์ใหม่ยังมีประวัติเป็นเด็กกำพร้าน่าสงสาร ต้องมาแบกรับภาระหนักที่ตัวเองไม่เคยถูกเตรียมตัวมาก่อน  ประชาชนก็ยิ่งเอ็นดูและห่วงใย   เอาใจช่วยให้ครองอาณาจักรได้อย่างราบรื่น
    พูดอย่างไทยๆพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงมีบุญเก่ามากเอาการ   นั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างปลอดภัยมาตั้งแต่ 5 ขวบเพราะเจ้าชายฟิลิปผู้สำเร็จราชการไม่มีความทะเยอทะยาน   ถึงเวลาก็ลงจากเก้าอี้ไปโดยดี   นอกจากนี้ ทรงคิดถูกในการแต่งตั้งพระอาจารย์ ชื่อคาร์ดินัล เดอ เฟลอรี่ (Cardinal de Fleury) มาทำหน้าที่แบบเดียวกับมาซาแร็งเคยทำกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14
     คาร์ดินัลเฟลอรี่เป็นคนฉลาดและดี   มีความคิดอ่านในแนวทางคล้ายกับมาซาแร็งในบางด้าน   คือเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในและความสงบเรียบร้อยของสังคม  มากกว่าการทำสงครามแผ่อำนาจแบบสุดโต่ง    ส่งผลให้ในช่วงต้นรัชกาล ฝรั่งเศสมีเวลาพัฒนาเศรษฐกิจจนมั่งคั่ง      เรียกว่าเป็นยุค "ไพร่ฟ้าหน้าใส" ก็ได้   ดังนั้น คะแนนนิยมของพระเจ้าหลุยส์ก็เลยพุ่งสูงขึ้นอีก เรียกว่าเป็นยุคทองของพระองค์ก็ว่าได้


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41879

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 02 ก.พ. 26, 12:30

     ความรักที่ประชาชนมีให้เห็นชัดเจนที่สุดในค.ศ. 1744 เมื่อพระเจ้าหลุยส์เกิดประชวรหนักที่เมืองแมตซ์ ประชาชนตกอกตกใจ  พร้อมใจกันสวดมนต์ทั่วประเทศ  อ้อนวอนขอให้หายประชวร เมื่อพระองค์ทรงฟื้นตัวขึ้นมาได้ ก็ไชโยโห่ร้อง ปลาบปลื้มยินดีกันทั้งประเทศ  จึงเป็นที่มาอย่างเป็นทางการของสมญานาม "Le Bien-Aimé"
      ต้องขอจารึกชื่อคาร์ดินัลเฟลอรี่ไว้ตรงนี้อีกนิดหน่อยว่า เขามีส่วนมากในการทำให้รัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์เริ่มต้นอย่างรุ่งเรืองราวกับตอนจบของเทพนิยาย     เฟลอรี่เป็นคนไม่ทะเยอทะยานจะฮุบอำนาจไว้ในมือ  เห็นได้จากไม่ยอมรับตำแหน่ง "อัครมหาเสนาบดี" อย่างเป็นทางการ   คงทำแต่ในทางปฏิบัติ  คือกุมบังเหียนไว้ในฐานะที่ปรึกษาเท่านั้น
      เฟลอรี่ฉลาดเหมือนมาซาแร็งตรงที่รู้ว่าเสถียรภาพทางการเงินคือเครื่องค้ำจุนรัฐบาลได้ดีที่สุด   เขาจัดการค่าเงินให้คงที่ (Stabilizing the Currency) ทำให้ประเทศมั่นคง   เศรษฐกิจไหลลื่น  เงินทองไหลมาเทมาเต็มท้องพระคลัง
     สิ่งที่เฟลอรี่ไม่ต้องการคือการทำสงคราม    เขาบวกลบคูณหารดูแล้ว พบว่าสงครามในยุคนั้นคือตัวทำลายรากฐานอำนาจของอาณาจักร  นอกจากเอาไปเบ่งได้ว่าตัวเองใหญ่กว่าคนอื่นแล้ว  อย่างอื่นไม่มีดีเลย    ไหนจะสิ้นเปลืองเงินทองมหาศาลโดยไม่ได้ผลประโยชน์กลับมาคุ้มค่า  ไหนจะเสียหายทั้งกำลังทัพที่ต้องสูญเปล่าไปในสงคราม   และเสียขวัญกำลังใจของประชาชน    เขาจึงเน้นการทูตมากกว่าการรบ ทำให้บ้านเมืองสงบราบรื่น   ฝรั่งเศสก้าวสู่ความมั่งคั่ง   มีดุลการค้าที่ได้เปรียบประเทศอื่น
     ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าหลุยส์ในตอนต้นรัชกาลจึงสุขสมหวัง  เห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้าไปได้ด้วยดี    พระองค์มีคาร์ดินัลเฟลอรี่ไว้เป็นความอบอุ่นใจและเกราะป้องกันการเมือง  ทำให้พระองค์ไม่ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ยากลำบากเพียงลำพัง
      สรุปว่า อะไรๆ พระอาจารย์เฟลอรี่ก็เป็นเดอะแบกอยู่ผู้เดียว   แล้วแบกได้อย่างดีเลิศเสียด้วย
      ทีนี้ ชีวิตไม่ใช่นวนิยาย    ทุกอย่างในโลกล้วนอนิจจัง เราก็รู้กันอยู่
      แต่พระเจ้าหลุยส์อาจไม่รู้...
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41879

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 03 ก.พ. 26, 08:26

     ตอนเข้ามาบริหารฝรั่งเศส   เฟลอรี่อายุปาเข้าไป 73 ปีแล้ว  ในที่สุดก็ล่วงลับไปตามอายุขัย
     หลังสิ้นเฟลอรี่ พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ประกาศว่าจะปกครองโดยไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีอัครเสนาบดี  คือเลียนแบบพระเจ้าหลุยส์ที่ 14      แต่อาจทรงลืม หรือไม่ก็ไม่ตระหนักว่า บุคลิกนิสัยใจคอของพระองค์ไม่ได้กล้าหาญเฉียบขาดอย่างเสด็จทวด   ตรงกันข้าม ทรงเป็นคนอ่อนๆ  ไม่ชอบความขัดแย้ง มักจะเบื่อหน่ายง่ายมากกว่าอดทน  ที่สำคัญคือไม่เด็ดขาดในการตัดสินใจ    ต้องฟังเสียงคนใกล้ตัวเสมอ   บางทีก็โอนเอนไปทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้าง เอาแน่ไม่ได้  คนแบบพระองค์ เมื่อไม่มีที่ปรึกษาที่เก่งพอ  ก็อาจจะตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายๆ
   บุญเก่าค่อยๆหมดไปโดยพระองค์ไม่รู้ตัว   ความเสื่อมถอยเข้ามาแทน   แต่ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน มันค่อยๆ กัดเซาะผ่าน 3 ปัจจัยหลักหลังจากเฟลอรี่ถึงแก่กรรม
  ปัจจัยแรกคือสงครามต่อเนื่องหลายครั้ง
   เริ่มด้วย สงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย (War of the Austrian Succession, 1740–1748)
 
   ต้องปูพื้นเรื่องให้เข้าใจกันก่อนนะคะ
   ในสมัยนั้น ยุโรปมีประเทศมหาอำนาจอยู่หลายแห่งด้วยกัน ไม่เฉพาะแต่อังกฤษกับฝรั่งเศส   หนึ่งในนั้นคือออสเตรีย เรียกอีกชื่อว่าจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์   มีราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (Habsburg) ปกครอง  ออสเตรียกับฝรั่งเศสเป็นคู่แข่งชิงดีชิงเด่นกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ตอนต้นรัชกาลก็ยังต่างคนต่างอยู่ ไม่ได้รบกัน 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41879

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 03 ก.พ. 26, 08:30

     กษัตริย์ของออสเตรียชื่อจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 6   ไม่มีโอรส มีแต่ธิดาชื่อเจ้าหญิงมาเรีย เทเรซา พระองค์จึงออกกฎหมายชื่อ Pragmatic Sanction เพื่อรับรองว่าพระธิดามีสิทธิครองราชย์และสืบราชบัลลังก์ เช่นเดียวกับเพศชาย  ทั้งนี้เพื่อยืนยันสิทธิ์ของพระธิดา ป้องกันการแย่งบัลลังก์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากเจ้านายในประเทศอื่นๆ   เพราะบรรดาราชวงศ์ในยุโรปนิยมส่งลูกหลานมาสมรสกัน  เครือญาติก็เลยอีรุงตุงนังกันในหลายประเทศ  ทำให้การอ้างสิทธิ์เกิดขึ้นได้ง่ายมาก
     ตอนแรกเมื่อพินัยกรรมประกาศออกมา  ประเทศอื่นๆก็ทำท่าว่าจะยอมรับด้วยดี   แต่พอจักรพรรดิสิ้นพระชนม์เท่านั้นแหละ  ต่างก็พลิกลิ้นตระบัดสัตย์กันเป็นแถว   หลายประเทศถือโอกาสว่า เจ้าหญิงมาเรีย เทเรซาก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง ย่อมไม่มีปัญญาจะครองประเทศ  เลยสวมบทโจรตรงเข้าเฉือนดินแดนออสเตรียเอาดื้อๆ ในกรณีนี้คือพระเจ้าเฟรเดอริคแห่งปรัสเซียส่งทัพบุกเข้ายึดแคว้นซิเลเซียอันเป็นดินแดนมั่งคั่งของออสเตรีย
    เหตุการณ์พลิกล็อก  จักรพรรดินีมาเรียเทเรซาเป็นกษัตรีย์ใจเด็ดยิ่งกว่าผู้ชาย   แทนที่จะยอมแพ้ กลับทรงรวบรวมพันธมิตรในยุโรปอันได้แก่อังกฤษ  เนเธอร์แลนด์ และซาร์ดิเนีย เข้าสู่สงคราม   รบกับฝ่ายตรงข้าม คือฝรั่งเศส  ปรัสเซีย  สเปน และบาวาเรีย
    ถ้าเป็นสมัยที่คาร์ดินัลเฟลอรี่ยังมีอำนาจอยู่     เขาก็คงห้ามพระเจ้าหลุยส์ไม่ให้เข้าไปยุ่ง   เพราะบวกลบคูณหารแล้วไม่น่าจะได้กำไร   มีแต่เสียงบประมาณมากมาย  แต่ไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มกับค่าใช้จ่าย
  เรื่องนี้ขออธิบายแทรกว่า การทำสงครามไม่เหมือนในหนังฮอลลีวู้ดที่เน้นโชว์วีรกรรมของพระเอกเป็นหลัก  แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ล้วนๆ     ฝรั่งเศสและอังกฤษที่มาล่าอาณานิคมแถวเอเชีย ไม่ได้ต้องการแค่โชว์พาวว่าตัวเองยิ่งใหญ่  แต่ดูแล้วว่าประเทศเหล่าเอเชียมีทรัพยากรมากพอจะสูบไปเลี้ยงเลือดเนื้อของตนเองหรือไม่     ถ้าดูแล้วว่าคุ้มก็เข้ายึดเอาง่ายๆ  เป็นหน้าที่ของประเทศเหล่านั้นจะต้องเอาตัวรอดเอาเอง   ข้อนี้สยามเป็นหนึ่งในประเทศที่เอาตัวรอดมาได้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41879

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 03 ก.พ. 26, 08:33

     ตอนแรก พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ไม่ได้รีบร้อนจะทำศึก   พระองค์ทรงลังเลอยู่ระยะหนึ่ง แต่ขุนนางสายสงคราม หรือเรียกแบบจีนว่าขุนนางฝ่ายบู๊ นำโดย Comte de Belle-Isle ซึ่งตอนนั้นมีตำแหน่งใหญ่สุดเป็นทั้งรัฐบุรุษและแม่ทัพใหญ่ วาดฝันหวานให้พระเจ้าหลุยส์เชื่อว่า ถ้าโดดเข้าไปรบ ย่อมซ้ำเติมออสเตรียที่กำลังอ่อนแอให้ล้มพังพาบได้ไม่ยาก     จากนั้นฝรั่งเศสจะได้ชัยชนะในฐานะผู้กำหนดอนาคตจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์   และต่อไปจะยิ่งใหญ่ถึงขั้น ฝรั่งเศสจะกลายเป็นชาติกำหนดทิศทางของยุโรปทั้งทวีป

     สิ่งที่ขุนนางสายบู๊ไม่ได้คิด คือก่อนทำสงครามควรบวกลบคูณหารว่าคุ้มหรือไม่    แต่กระหายจะทำสงครามแบบนักมวยเห็นคู่อริกำลังถูกรุมจากรอบด้านก็รีบเข้าไปร่วมวงสกรัม   ไม่ได้เผื่อไว้ว่า ตัวเองอาจบาดเจ็บสาหัสกลับมา เพราะคู่อริไม่ใช่หมูน้อยธรรมดา
     ผลของสงครามคือ ออสเตรียรอด เพราะพระราชินีเก่งเกินกว่าใครจะคาดคิด สนธิสัญญาสงบศึกระบุว่า "ให้ทุกอย่างกลับไปอยู่อย่างเมื่อก่อนสงคราม "หมายความว่าฝรั่งเศสถลุงงบประมาณประเทศไปมากมาย แม้ชนะบางสนามรบ แต่ไม่ได้ดินแดนเพิ่ม   สรุปว่าไม่ได้กำไรกลับมาเลยแม้แต่ฟรังค์เดียว  
     ที่ร้ายคือการเงินของประเทศทรุดฮวบลงไป
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.07 วินาที กับ 19 คำสั่ง