เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41908
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 15 เมื่อ 05 ก.พ. 26, 10:20
|
|
พูดกันอย่างยุติธรรม นักบริหารเก่งๆไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเพศชาย สตรีที่ครองอำนาจได้เก่งฉกาจเป็นที่ลือเลื่องอย่างพระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ และจักรพรรดินีเทเรซาแห่งออสเตรียก็มีให้เห็น แต่ก็ไม่ใช่ว่าสตรีที่มีอำนาจในมือจะปกครองประเทศได้เก่งกันทุกคน คนที่มีแต่อำนาจ แต่ฝีมือไม่เข้าท่าก็มีเหมือนกัน ตัวอย่างคือกรณีนี้ แม้ว่าข้าราชบริพารจำนวนมากยอมศิโรราบให้มาดามปงปาดูร์ แต่ก็มีขุนนางหัวแข็งอีกไม่น้อยไม่ยอมก้มหัวให้ เธอจึงเกิดฮึดสู้ขึ้นมาว่า หญิงสามัญธรรมดาๆอย่างเธอนี่แหละจะแสดงฝีมือให้ประจักษ์ เธอจึงโดดเข้าสู่ยุทธการทางการเมืองเต็มตัว เข้าไปบงการแต่งตั้งเสนาบดี เมื่อมีโอกาสจะทำสงครามเพื่อแสดงความเป็นใหญ่ของประเทศ เธอก็ผลักดันให้เกิดขึ้น ด้วยความหวังว่าจะใช้ชัยชนะทางทหารเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือ และค้ำจุนสถานะในวังให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ ผลคือเธอผลักดันประเทศฝรั่งเศสเข้าสู่ สงครามเจ็ดปี เป็นสงครามใหญ่เกี่ยวพันกับหลายประเทศ จนนักประวัติศาสตร์บางคนเรียกว่า "สงครามโลกครั้งที่ 0" คือสงครามโลกที่มาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41908
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 16 เมื่อ 05 ก.พ. 26, 10:24
|
|
ทีนี้ก็มาถึงสงครามเจ็ดปีกันละค่ะ สงครามเจ็ดปี (Seven Years’ War, ค.ศ. 1756–1763) คืออะไร เราคงรู้กันมาบ้างแล้วว่า ฝรั่งเศสกับอังกฤษเป็นศัตรูคู่กัดกันในฐานะเจ้าอาณานิคม แม้จะพยายามแบ่งดินแดนไม่ยึดครองทับซ้อนกัน ก็ไม่วายเกิดขัดแย้งใน 2 พื้นที่หลัก คืออเมริกาเหนือกับอินเดีย ฝรั่งเศสไม่อยากให้อังกฤษกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลเพียงผู้เดียว การประลองกำลังของสองจักรวรรดิยักษ์ใหญ่จึงเกิดขึ้น ประกอบกับในยุโรป ประเทศสำคัญอีกประเทศคือปรัสเซีย( หรือเยอรมนีในปัจจุบัน) จับมือทำสนธิสัญญาไมตรีกับอังกฤษ ทำให้ฝรั่งเศสเริ่มระแวงว่าศัตรูจะแข็งกล้าขึ้น ทำให้แสนยานุภาพของตนด้อยลง จุดเริ่มต้นของสงครามคือ ออสเตรียต้องการแย่งชิงแคว้นไซลีเซียกลับคืนจากปรัสเซีย แคว้นนี้ถ้าอ่านกระทู้มาแต่แรก คงจำได้ว่าตอนจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาแห่งออสเตรียขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ พระเจ้าฟรีดริชแห่งปรัสเซียฉวยโอกาสไปยึดแคว้นมาเป็นของตนเองจนเกิดสงครามกันมาครั้งหนึ่ง ตอนนั้นฝรั่งเศสก็ไปช่วยเขารบ เล่นงานออสเตรีย จนกลับมาแบบกระเป๋าฉีก แต่ก็ไม่เข็ด ความจริงฝรั่งเศสจะอยู่เฉยๆก็ได้ แต่เห็นเป็นโอกาสจะปราบอังกฤษเพราะปรัสเซียผู้เป็นพันธมิตรมัวรบกับออสเตรีย ก็เลยตัดสินใจก่อศึกกับอังกฤษ สงครามครั้งนี้มาดามปงปาดูร์ผลักดันเต็มที่ เธอเกลียดหน้าพระเจ้าฟรีดริชมหาราชกษัตริย์ปรัสเซียอยู่แล้ว ว่ากันว่าทรงชอบตรัสเสียดสีและดูหมิ่นสถานะของเธอในราชสำนัก เธอก็เลยทุ่มตัวสนับสนุนให้ฝรั่งเศสทำสงคราม ด้วยวิธีหันไปจับมือคืนดีกับออสเตรีย คู่อริเก่า ทั้งๆทำสงครามกันมาหยกๆ ครั้งนี้เพื่อผนึกกำลังกันเล่นงานปรปักษ์ เธอสื่อสารโดยตรงกับ จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา แห่งออสเตรีย ทั้งส่งจดหมายและของขวัญไปถวาย เหมือนการทูตหลังม่านระดับผู้นำสองประเทศ มีหลักฐานว่าเธอติดต่อกับ เคานต์ คูนิซ (Count Kaunitz) รัฐมนตรีของออสเตรีย อีกด้วย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พระสนมของกษัตริย์ฝรั่งเศส เจรจาแทนพระองค์ในการเมืองระหว่างประเทศ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41908
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 17 เมื่อ 05 ก.พ. 26, 10:26
|
|
ผลคือเกิดสงครามใหญ่ในยุโรป นอกจากจักรพรรดินียอมเป็นพันธมิตรกับพระเจ้าหลุยส์แล้ว ฝรั่งเศสยังไปลากรัสเซียและสวีเดน มาร่วมผนึกกำลังด้วย ส่วนอังกฤษมีพันธมิตรประเทศเดียวคือปรัสเซีย ดังนั้นก็เท่ากับปรัสเซียถูกรุมกินโต๊ะจาก 4 ประเทศคือฝรั่งเศส, ออสเตรีย, รัสเซีย และสวีเดน ส่วนอังกฤษเองก็ต้องพะวงกับอเมริกาเหนือ เพราะฝรั่งเศสหนุนหลังชนพื้นเมืองให้ลุกฮือทำสงครามกับอังกฤษ เรื่องสงครามเจ็ดปีนี้สนุกมาก แต่จะเล่าโดยละเอียดกระทู้ก็จะยาวเหยียดและเบนออกจากหัวข้อ "พระเจ้าหลุยส์ที่ 15" ไปเสียก่อน จึงขอเล่าอย่างรวบรัดว่า ทางฝรั่งเศส มาดามปงปาดูร์โดดเข้าบัญชาการเต็มตัว เธอใช้บารมีตัวเองในการเลือกแม่ทัพและเสนาบดี หลายครั้งเป็นคนที่เธอไว้วางใจว่าสั่งได้ดังใจ มากกว่าคนที่มีฝีไม้ลายมือแต่อาจจะหัวแข็งค้านโน่นค้านนี่ให้ยุ่งยาก หนึ่งในจำนวนที่สั่งได้คือเจ้าชายแห่งซูบีส คนนี้มาดามนับเป็นเพื่อนสนิท เธอส่งไปเป็นแม่ทัพด้วยความเชื่อมั่น แต่ดันไปพ่ายแพ้อย่างยับเยินในยุทธการรอสบัค (Battle of Rossbach) ทำให้ฝรั่งเศสเสียหน้าอย่างมาก ที่ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ คือในช่วงสงคราม ห้องทำงานของมาดามปงปาดูร์ที่พระราชวังแวร์ซายล์กลายเป็น "ศูนย์บัญชาการ" ตัวเธอวางตัวเป็นแม่ทัพ มีส่วนร่วมในการวางแผนยุทธศาสตร์และรับรายงานจากแนวหน้าโดยตรง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41908
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 18 เมื่อ 06 ก.พ. 26, 14:33
|
|
ผลคือฝรั่งเศสประเมินปรัสเซียต่ำไปมาก พระเจ้าฟรีดริชมหาราชไม่ใช่หมู แต่เป็นพญาสิงห์เขี้ยวเล็บพราว ฝีมือเลิศทางการทหาร การรุมกินโต๊ะปรัสเซีย(โดยฝรั่งเศส-ออสเตรีย-รัสเซีย-สวีเดน) ที่ดูเหมือนจะชนะง่ายๆ กลับกลายเป็นตรงกันข้าม กษัตริย์ปรัสเซียฮึดสู้กลับสุดฤทธิ์สุดเดช จนกลายเป็นผู้ชนะสิบทิศ สามารถรักษาแคว้นไซลีเซียไว้ได้ ยิ่งกว่านั้นคือก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจในยุโรปในเวลาต่อมา ส่วนผลในขณะนั้นคือสงครามยืดเยื้อไปยาวนาน มากกว่าที่ฝรั่งเศสกะไว้แต่แรก เราก็คงรู้จากตอนต้นกระทู้นี้แล้วว่า สงครามยิ่งยาว กระเป๋ายิ่งฉีก เงินทองหมดไปเพราะอะไร เพราะการไปขอจับมือกับออสเตรียเท่ากับฝรั่งเศสยอมเป็นลูกไล่ของออสเตรีย ต้องส่งกำลังทัพไปช่วยรบบนภาคพื้นดิน ทั้งๆไม่ใช่กงการของตัวเองสักนิด เสียเงินมหาศาลไปกับการจ้างทหาร และอุดหนุนพันธมิตรในยุโรป ผลคือเงินและพลรบหมดไปกับสมรภูมิบนบก ในขณะที่อังกฤษตั้งหลักได้ ทุ่มแสนยานุภาพทางทะเลโจมตีหนัก ใช้โอกาสที่ฝรั่งเศสมัวติดพันกับการรบภาคพื้นดินในยุโรปจนแบ่งกำลังมาช่วยไม่ได้ถนัด อังกฤษใช้กองทัพเรือปิดล้อม คว่ำเรือฝรั่งเศสเกือบทุกสมรภูมิ เมื่อสงครามเจ็ดปีจบลงด้วยสัญญาสงบศึก ช่ื่อ"สนธิสัญญาปารีส" อังกฤษเป็นฝ่ายยิ้มแก้มแทบแตก กวาดแคนาดา อาณานิคมฝรั่งเศสบางส่วนในอินเดีย และฟากตะวันออกของอเมริกาเหนือไปกินเรียบ ในเอเชีย อิทธิพลในอินเดียก็ตกเป็นของอังกฤษเกือบทั้งหมด กลายเป็นว่าสงครามเจ็ดปีคือการ"เตะสุกรเข้าปากสุนัข" ส่งเสริมให้อังกฤษเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างแท้จริง ทางฝ่ายฝรั่งเศส เสียอาณานิคมหลักในอเมริกาเหนือและอินเดียที่เคยเป็นบ่อเงินบ่อทองหลักของประเทศ เสียหน้า เสียเกียรติยศ เสียเงิน เสียกำลังคน เสียศรัทธา หนี้สาธารณะท่วมท้น กลายเป็นรอยแตกขนาดใหญ่ที่ทำให้เขื่อนพังครืนในรัชสมัยต่อมา ในชื่อว่า "ปฏิวัติใหญ่ 1789"
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41908
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 19 เมื่อ 06 ก.พ. 26, 14:38
|
|
กลับมาทางฝรั่งเศส หลังจากสงครามเจ็ดปี พระเจ้าหลุยส์เจออะไร ถ้าชัยชนะตามมาด้วยการเชิดชูกษัตริย์ว่าเป็น "มหาราช" ความพ่ายแพ้ก็ลดศักดิ์ศรีราชบัลลังก์ลงไปในทำนองเดียวกัน ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่า “ราชสำนักที่แพ้ศึกแล้วแพ้ศึกอีกย่อมทำให้สิ้นศรัทธา เขาจะนำทางพวกเราได้หรือ?” ในเมื่อเศรษฐกิจล่มจากหนี้สงคราม ขาดดุลสะสม ทางออกของรัฐไม่มีอะไรนอกจากขึ้นภาษีสามัญชนอย่างหนัก ตรงนี้ละค่ะที่ทำให้คะแนนนิยมของพระเจ้าหลุยส์หล่นฮวบลงไปอีก เพราะถึงอย่างไร พระองค์ก็ยังไม่แตะขุนนางและศาสนจักร ปล่อยสองชนชั้นนี้ลอยนวล ไปคิดเอากับชนชั้นกลางและชนชั้นล่างให้แบกภาษีจนหลังแอ่น เหตุผลที่ไม่คิดภาษีสองชนชั้นนี้ เดี๋ยวค่อยอธิบายค่ะ ตอนนี้กลับมาที่มาดามปงปาดูร์ก่อน เมื่อฝรั่งเศสแพ้ ความโกรธแค้นจึงพุ่งเป้ามาที่เธอ โดนประณามว่าเป็นตัวการยุยงให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 นำฝรั่งเศสเข้าสู่สงคราม มีการเขียนบทกวีและใบปลิวล้อเลียนกระจายไปทั่วปารีส เรียกว่า Poissonades (ล้อเลียนนามสกุลเดิมของเธอคือ Poisson) โดยหาว่าเธอใช้ "เสน่ห์บนเตียง" มาบงการนโยบายต่างประเทศจนชาติล่มจม ความโกรธยิ่งพลุ่งพล่านเมื่อเห็นว่าเธอยังคงใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยในการสร้างวัง แล้วก็ยังกุมอำนาจการเมืองเหนือพระเจ้าหลุยส์เหมือนเดิม ส่วนมาดาม ความเครียดจากการถูกโจมตีรอบด้านและภาระในการบริหารราชสำนักในช่วงสงคราม ส่งผลต่อร่างกายของเธออย่างหนัก มาดามป่วยด้วยวัณโรคอยู่แล้ว ความเครียดจากสงครามเร่งให้แก่ชราลงอย่างรวดเร็ว จนต้องปกปิดความร่วงโรยด้วยเครื่องสำอางและการแต่งตัวที่หรูหรายิ่งกว่าเดิม ยิ่งทำให้ประชาชนมองว่าเธอยังคงทำตัวเริ่ด ไม่สำนึกในความทุกข์ยากของบ้านเมือง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41908
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 20 เมื่อ 06 ก.พ. 26, 14:39
|
|
ถ้าพูดกันแฟร์ๆ จะโทษเธออยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก ฝรั่งเศสกับอังกฤษฮึ่มฮ่ำกันมานานแล้วเรื่องชิงอาณานิคม ไม่ช้าก็เร็วต้องถึงจุดระเบิด แต่มาดามรับผิดชอบเต็มๆด้านที่เธอไม่มีความรู้จริงทางด้านรัฐศาสตร์และการทหาร การผูกมิตรกับออสเตรียก็ดี การเลือกนักรบจากคนที่ไว้ใจมากกว่าจะเลือกจากฝีมือรบ นับเป็นความผิดพลาดอย่างที่สุด ถึงกระนั้นมาดามไม่ได้รับโทษแต่อย่างใด พระเจ้าหลุยส์ก็ยังวางเธอไว้ในฐานะ "เพื่อนใจ" ที่ทรงไว้ใจเต็มที่เหมือนเดิม เพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเกลียดชังให้ประชาชนยิ่งขึ้นไปอีก แต่ในยุคนั้น ประชาชนยังไม่มีกำลังพอจะทำความเปลี่ยนแปลงอย่างใดได้ เพียงแต่พระเจ้าหลุยส์ไม่ได้เป็น "ที่รัก" อีกอย่างในต้นรัชกาล มาดามปงปาดูร์ตาย 1 ปีหลังจากสงครามเจ็ดปีสิ้นสุดลง จากวัณโรคและมะเร็งทรวงอก
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41908
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 21 เมื่อ 07 ก.พ. 26, 11:43
|
|
ทั้งที่คะแนนตกวูบ ประเทศกลายเป็นยุคไพร่ฟ้าหน้าเซียว พระเจ้าหลุยส์ทรงเลือกวิธีให้สถานการณ์ประคองตัวของมันเองไปเรื่อยๆ ไม่ปฏิรูป ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่สร้างสิ่งใหม่และไม่เลิกสิ่งเก่า เพียงแต่ประคองให้ราชสำนักอยู่มาอย่างไรก็อย่างนั้น เรียกว่ากินบุญเก่าไปเรื่อยๆ จนสิ้นรัชสมัย ด้วยเหตุนี้ หลังจากปฏิวัติฝรั่งเศส ฝ่ายประชาชนชนะ ล้มล้างราชวงศ์ลงได้ นักประวัติศาสตร์สายสาธารณรัฐนิยมจึงประณามพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เสียไม่มีชิ้นดี ว่าทรงเป็นพระราชาที่อ่อนแอ เหลวไหล บางคนก็เติมความใจดำเข้าไปด้วย พวกนี้เห็นว่าสาเหตุที่ราชวงศ์บูร์บองล่มลงมาจากพระองค์ ไม่ใช่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ผู้สานต่อความล้มเหลวจนถึงจุดสิ้นสุด แต่ในยุคต่อมา เมื่อการศึกษาขยายกว้างขึ้น ก็มีหลายคนให้ความเห็นใจ หรือมองว่าพระองค์ทำเช่นนั้นก็มีเหตุผลอยู่ในตัวเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่มี หรือไม่คิด ก่อนจะให้เหตุผล ต้องย้อนกลับไปเรื่องพระเจ้าหลุยส์ไม่เก็บภาษีชนชั้นขุนนางและศาสนจักรก่อนนะคะ ทำไม? เหตุผลหลักคือเพราะโครงสร้างอำนาจแบบเก่าให้ชนชั้นขุนนางและศาสนจักรเป็นเสาหลักของระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระราชาต้องพึ่งพาพวกเขาในการค้ำจุนบัลลังก์ พึ่งพายังไงบ้าง? ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงกดหัวขุนนางไว้ได้สำเร็จ แต่พอมาถึงยุคเจ้าชายฟิลิปผู้สำเร็จราชการ กลับไปให้สิทธิ์ข้อโหวตกฎหมายหลวงได้ว่าพวกสภาขุนนางจะเอาหรือไม่เอา จึงกลายเป็นว่า พระเจ้าหลุยส์ต้องระวังที่จะออกกฎหมายใดๆไปกระทบกระเทือนพวกขุนนาง ยิ่งถ้าเจอเรื่องเสียสตางค์ซึ่งไม่เคยเสียมาตั้งแต่โบราณกาล ยังไงพวกเขาก็ไม่ยอม อาจรวมตัวกันดื้อแพ่งไม่จ่ายภาษี ไม่ส่งกำลังพล(พวกนี้มีกองกำลังของตัวเอง) ปล่อยข่าวเลวร้ายออกบั่นทอนพระราชา เช่นปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชัง ส่วนศาสนจักร ถ้าไปแตะเรื่องเสียภาษี พวกเขาจะอ้างเสียงของพระเจ้าเป็นอาวุธ สามารถปลุกระดมประชาชนว่า พระราชาไม่มีศรัทธาในพระเจ้า จึงข่มเหงรังแกพวกบาทหลวงซึ่งเป็นตัวแทนของพระเจ้า สร้างภาพพระราชาเป็นทรราชย์หรือคนบาปต้องตกนรกหมกไหม้ ให้ประชาชนเกลียดชัง ถ้าหากว่าสองพวกนี้รวมหัวกันได้ ราชบัลลังก์จะสั่นคลอนอย่างมาก พระเจ้าหลุยส์จึงเลือกจะไม่ยุ่งด้วยดีกว่า ทั้งที่ระบบภาษีในตอนนั้นไม่ยุติธรรมต่อประชาชนอย่างยิ่ง แต่ประชาชนแม้เป็นชนกลุ่มใหญ่ที่สุด ก็ไม่มีอำนาจหรือพลังจะทำอันตรายราชบัลลังก์ได้ พระเจ้าหลุยส์จึงเห็นปลอดภัยกว่าถ้าปล่อยเอาไว้แบบเดิม
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41908
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 22 เมื่อ 07 ก.พ. 26, 11:50
|
|
ขอให้พวกเรามานั่งล้อมวงฟังเรื่องภาษีกันหน่อยนะคะ ว่ามันโหดขนาดไหน สมัยนั้นการจ่ายภาษีไม่ได้วัดกันที่รายได้ว่าใครมีมากน้อยเท่าใด แต่ภาระถูกโยนโครมลงไปที่ประชาชนทั่วไป คือชาวไร่ ชาวนา ช่างฝีมือและพ่อค้า พวกนี้ต้องจ่ายภาษีเกือบทุกประเภท โดยแบ่งเป็นสองส่วนหลัก 1 ภาษีทางตรง ได้แก่ภาษีที่ดินและภาษีรายได้ เป็นภาษีหลักที่ชาวนาต้องจ่าย ชนชั้นสูงอย่างขุนนางไม่เสียภาษีนี้ พวกพระก็ไม่ต้อง 2 ภาษีรายหัว คือพอเกิดมาเป็นคนฝรั่งเศสก็เสียภาษีแล้ว แม้ระบบพยายามเก็บจากทุกคน แต่ขุนนางมักจะเลี่ยงได้มากกว่า 3 ภาษี 100 ชัก 5 ของรายได้ ถ้าชาวบ้านทำงานหาเงินมาให้ 100 ฟรังค์ รัฐขอเอี่ยวไปแล้ว 5 ฟรังค์ นอกจากนี้คือ ภาษีทางอ้อม ตัวจุดชนวนความแค้นของประชาชน 1 ภาษีเกลือ สมัยนั้นเกลือจำเป็นมาก เพราะใช้ประโยชน์ได้สารพัดรวมทั้งเก็บถนอมอาหารด้วยการหมัก เป็นสินค้าจำเป็น ประชาชนทุกบ้านถูกบังคับให้ซื้อเกลือในปริมาณที่รัฐกำหนดในราคาสูง 2 ภาษีเหล้า เหล้าไม่ได้มีไว้นั่งล้อมวงกินกันเฮฮา แต่เป็นของจำเป็น ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย บางอย่างก็เป็นยา 3 แรงงานฟรี ไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นการกำหนดให้ชาวนาทำงานสาธารณูปโภคให้รัฐโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ข้อนี้สยามแต่โบราณก็มีเหมือนกัน เรียกว่าระบบไพร่ ส่วนขุนนางและศาสนจักรได้รับการยกเว้นเกือบทั้งหมด ทั้งที่พวกเขาเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อยที่มั่งคั่งที่สุด พวกนี้ก็เลยรวยได้รวยเอา ทีนี้มาดูว่ารวยจากอะไร? ศาสนจักรมีรายได้หลักจาก ภาษีสิบชักหนึ่ง ชาวไร่ชาวนาทุกคนต้องแบ่งผลผลิต 1 ใน 10 ให้แก่ศาสนจักรโดยไม่มีข้อยกเว้น เป็นรายได้มหาศาลที่เข้ากระเป๋าโบสถ์ทุกปี วัดมีที่ดินของตนเอง ประมาณ 10% ของทั้งประเทศ ทั้งในรูปแบบอาราม โบสถ์ และที่ดินให้เช่า ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีให้รัฐ ค่าธรรมเนียมทางศาสนา จากพิธีกรรม ตั้งแต่เกิด (ศีลล้างบาป) แต่งงาน ไปจนถึงความตาย (ค่าฝังศพและพิธีมิสซาอุทิศส่วนกุศล)
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41908
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 23 เมื่อ 08 ก.พ. 26, 09:35
|
|
ส่วนขุนนาง รวยมาจากระบบฟิวดัลตั้งแต่ยุคกลางของยุโรป เป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ ชาวนาที่อาศัยอยู่บนที่ดินนั้นต้องจ่ายค่าเช่าทั้งในรูปแบบเงินสด ผลผลิต หรือการใช้แรงงาน นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมหยุมหยิม เช่น ค่าใช้โรงสีของขุนนาง หรือค่าข้ามสะพานในเขตของเขา เงินเบี้ยหวัดจากกษัตริย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงใช้เงินในท้องพระคลังจ่ายเลี้ยงดูขุนนางที่มาปฏิบัติงานในพระราชวังแวร์ซาย เพื่อดึงตัวเอาไว้ใกล้ๆ แทนที่จะไปอยู่ไกลหูไกลตาแล้วอาจซ่องสุมก่อกบฏโดยง่าย รายได้อีกอย่างของขุนนางเกิดจากคอรัปชั่นจากการซื้อขายตำแหน่งในกระบวนการยุติธรรม หรือการบริหาร แล้วเอาตำแหน่งมาขูดรีดหรือรับสินบนจากชาวบ้านอีกที ส่วนเรื่องภาษีที่ต้องเสีย ศาสนจักร หรือโบสถ์ทั้งหลายได้รับการยกเว้นภาษีทุกประเภทอย่างเป็นทางการ แต่ต้องบริจาคเงินตามใจสมัครให้พระคลังหลวงทุกๆ 5 ปี ในเมื่อถือว่าสมัครใจให้เท่าใดก็ได้ ใครมันจะให้มาก ก็ให้นิดๆหน่อยๆประเภทเศษสตางค์ก้นถุง ขุนนาง ได้รับการยกเว้นจากภาษีทางตรง พระคลังเก็บไม่สำเร็จแม้เคยพยายามมาหนหนึ่ง แต่ก็สู้อำนาจของขุนนางที่โหวตคัดค้านผ่านสภาขุนนางไม่ไหว ถ้าประเทศยังรวยจากทรัพยากรของอาณานิคม ประชาชนทำมาค้าขายและทำไร่ทำนาได้ผลดี ระบบนี้ก็พอแบกกันไหว แต่เมื่อประเทศจนลงจากการทำสงครามผิดพลาด สูญเสียอาณานิคม เงินหมดคลัง เพราะใช้ไปในทางไม่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน ประชาชนก็เริ่มต่อต้านระบบชนชั้นสูง ถูกบีบคั้นมากเท่าไหร่ ความโกรธแค้นต่อระบบฐานันดรก็ยิ่งฝังรากลึก ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงขั้นล้มล้างทั้งระบบในรัชสมัยต่อมา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41908
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 24 เมื่อ 08 ก.พ. 26, 10:16
|
|
คนที่เกิดมาในยุคประชาธิปไตย อาจสงสัยว่า พระเจ้าหลุยส์ไม่แคร์เสียงของประชาชนสักนิดเดียวเลยหรือ ทั้งที่ 98% ของประเทศคือพวกเขา ไม่ทรงคิดบ้างหรือว่า วันหนึ่งอาจจะมีฟ้าสีทองผ่องอำไพ แล้วประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน คำตอบคือ ระบอบการเมืองการปกครองต่างๆ ไม่ได้มาจาก DNA ของมนุษย์ นะคะ มันเกิดตามยุคสมัย หล่อหลอมด้วยศาสนาและค่านิยมในสังคมยุคนั้นๆ
ในศตวรรษที่ 18 ฝรั่งเศสยังยึดถือว่าความเป็นกษัตริย์เป็นตำแหน่งพิเศษที่พระเจ้ามอบจากสวรรค์ ทำนองเดียวกับ "สมมุติเทพ" ของสมัยอยุธยา กษัตริย์จึงมีหน้าที่รับผิดชอบต่อพระเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่ต่อประชาชน แม้จะไม่มีการเลือกตั้ง แต่ในยุคนี้เริ่มมีสิ่งที่เรียกว่า 'เสียงวิพากษ์วิจารณ์' เกิดขึ้นตามร้านกาแฟและสมาคมทางปัญญา (Salons) ค่ะ นักคิดหัวก้าวหน้าอย่างวอลแตร์ หรือฌอง ฌาค รุสโซ เริ่มตั้งคำถามใหม่ที่ไม่มีใครถามมาก่อน ว่ากษัตริย์ควรทำเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนใช่หรือไม่ แต่เสียงของประชาชนในตอนนั้นก็ยังแผ่วเบาเกินกว่าจะเรียกความเอาใจใส่ได้ ก่อนหน้านี้ ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ประชาชนอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็จริง แต่มาซาแร็งและพระเจ้าหลุยส์ฉลาดพอจะดูออกว่า แม้อำนาจอยู่ที่พระราชา แต่ราชานั้นเหมือนเรือใหญ่ ส่วนประชาชนคือกระแสน้ำที่พยุงเรือ จะสงบหรือเชี่ยวกรากขึ้นมาในวันใดวันหนึ่งก็ได้ กัปตันเรือจึงต้องเฝ้าระวังและจัดการไม่ให้น้ำเกิดเชี่ยวขึ้นมา การที่ประชาชนเงียบและก้มหน้าก้มตาทำมาหากินเสียภาษีได้ตามปกติ ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดในการบริหารรัฐ การบริหารของมาซาแร็งคือจัดให้มีเครือข่ายสายลับสอดส่องเงียบๆว่าประชาชนพูดอะไรกันในตลาดหรือร้านเหล้า ไม่ใช่เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายให้ถูกใจประชาชน แต่เพื่อประเมินสถานการณ์ว่ารัฐจะหาจังหวะรีดภาษีเพิ่มได้อีกไหม หรือช่วงนี้ สถานการณ์ไม่ค่อยดี ข้าวยากหมากแพง ต้องผ่อนปรนไว้ก่อนดีกว่า เพื่อไม่ให้เกิดการประท้วงจนกลายเป็นจลาจลขึ้นมา นับเป็นการปกครองแบบหูไวตาไว และยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับภาวะในสังคม น่าเสียดายว่าแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ไม่สานต่อในเรื่องนี้ ทรงเลือกที่จะอยู่เฉยๆ ตราบใดยังไม่มีใครก่อจลาจลขึ้นมาก็ถือว่าโอเค ทรงปลีกวิเวกไปอยู่ในโลกส่วนตัวที่พระราชวังแวร์ซายล์ ทำให้ทรงขาดการเชื่อมต่อกับโลกความจริง จนรอยร้าวขยายใหญ่ขึ้นทุกที ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1774 วาระสุดท้ายมาถึง เมื่อประชวรด้วยโรคฝีดาษ (Smallpox) ความสุขสำราญที่ทรงยึดถือมาตลอดชีวิตก็จบลง พระองค์ทนทุกข์ทรมานอยู่ในความโดดเดี่ยว บรรดานางสนมและขุนนางที่เคยห้อมล้อมต่างพากันหลบหน้าหนีหายไปหมดเพราะกลัวติดโรค ทิ้งให้พระองค์สิ้นพระชนม์ในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเน่าเฟะของแผล เมื่อสำนักพระราชวังประกาศข่าวสิ้นพระชนม์ออกไป แทนที่ประชาชนจะโศกเศร้า กลับมีเสียงโห่ร้องยินดีในปารีส ขบวนศพของพระองค์ต้องถูกขนออกไปในตอนกลางคืนอย่างลอบเร้น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกก้อนหินขว้างปาจากฝูงชน สิ่งที่ร้ายที่สุด คือทรงทิ้งหนี้สินกองมหึมาไว้ให้ฝรั่งเศสต้องชดใช้ และระบบสังคมที่จวนเน่าเปื่อยไว้ให้หลานปู่ เจ้าชายหลุยวัย 20 ปีซึ่งเป็นคนซื่อๆ และไม่ประสีประสาทางการเมือง ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แบกรับผลกรรมที่เลวร้ายที่สุดของราชวงศ์บูร์บอง
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41908
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 25 เมื่อ 09 ก.พ. 26, 09:38
|
|
พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1774 รวมพระชนมายุได้ 64 พรรษา ครองราชย์นานถึง 59 ปี (ตั้งแตพระชนม์ 5 พรรษา) ถือเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส รองจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ไม่ใช่คนสติปัญญาทึบ ทรงร่ำเรียนมาสูง โปรดวิชาวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ และพฤกษศาสตร์มาก แต่ความฉลาดของพระองค์เป็นความฉลาดแบบนักวิชาการ หรือลูกเศรษฐีที่มีโอกาสร่ำเรียนสูง ไม่ใช่ฉลาดเฉียบคมแบบผู้นำสังคม นอกจากนี้บุคลิกภาพของพระองค์กลับไม่ได้เอื้อต่อหน้าที่การงาน เพราะทรงเป็นชายที่สุภาพไม่โผงผางไม่ลุยถึงไหนถึงกัน ขี้อาย รักความเป็นส่วนตัว ถ้าทรงเกิดเป็นลูกเศรษฐีหรือขุนนางสักคนก็น่าจะดำรงชีวิตอย่างสงบไปได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่มีใครตำหนิว่าเสียหายตรงไหน พระเจ้าหลุยส์น่าจะเปรียบได้กับกัปตันเรือเดินทะเลขนาดกลาง พอจะขนผู้โดยสารเดินทางเลียบฝั่งทะเลไปเรื่อยๆ แต่ยุคสมัยทำให้พระองค์ต้องไปถือพวงมาลัยเรือไททานิก ซึ่งหนักเกินกำลัง จึงจบลงในสภาวะที่เรียกว่า "Wrong Man, Wrong Time, Wrong Job"
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41908
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 26 เมื่อ 09 ก.พ. 26, 10:06
|
|
มีคำพูดหนึ่งซึ่งว่ากันว่าพระเจ้าหลุยส์ตรััสเอาไว้ คือ "Après moi, le déluge" แปลตรงตัวว่า "หลังข้าพเจ้าตาย น้ำจะท่วมโลก" คำหลังหมายถึงความพินาศจะมาเยือน คำนี้แพร่หลายกันมากในยุคหลัง นักประวัติศาสตร์อ้างกันแพร่หลาย แต่ก็ยังน่าสงสัยว่าพระองค์ตรัสจริงหรือไม่ เพราะบางแห่งก็บอกว่า มาดามปงปาดูร์เป็นคนพูดว่า "Après nous, le déluge" (หลังจากเราตาย น้ำจะท่วมโลก) ที่สำคัญคือไม่มีหลักฐานร่วมสมัยใดๆ ไม่ว่าบันทึก จดหมายเหตุ รายงาน เอกสารราชการ ระบุถึงคำพูดนี้ ว่าพระองค์หรือมาดามเป็นผู้กล่าวคำพูดจริงๆ เนื่องในโอกาสใด แต่เอาเถอะ มาดูกันดีกว่าว่าประโยคนี้หมายถึงอะไร คือมันตีความได้มากกว่า 1 ค่ะ 1 ขอให้รู้ไว้ว่าหลังข้าตาย ประเทศชาติจะวิบัติ = ถึงวันนั้น ไม่ใช่ความรับผิดชอบของข้าแล้ว พวกเจ้าไปหาทางกันเองเหอะ 2 เมื่อข้าจากไปแล้ว ประเทศต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ = ข้าขอเตือนพวกเจ้าด้วยความห่วงใย คือจะเป็นคำกล่าวแสดงความไม่แยแส ไม่รับผิดชอบ หรือเป็นคำเตือนด้วยความห่วงใยในสิ่งที่พระองค์พอจะมองเห็นล่วงหน้า แต่ก็ไม่อาจจะรับมือได้อีกแล้ว ก็ได้ทั้ง 2 อย่าง แล้วแต่คนอ่านจะเอนเอียงไปทางชอบหรือไม่ชอบพระองค์ ถ้าพูดถึงความดีของพระเจ้าหลุยส์ สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมคือทรงประคองราชบัลลังก์และราชวงศ์บูร์บองไว้ได้ตลอดยุคสมัย ราชสำนักแม้สะดุดหกล้มจากการวางแผนสงครามที่ผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังอยู่มาได้ไม่ล้มคว่ำ ทรงจัดการกับอำนาจของขุนนางและศาสนจักรได้เรียบร้อย ไม่มีใครกบฏขึ้นมากลางเมือง ประชาชนแม้ว่าเปลี่ยนจากรักเป็นชิงชัง แต่โดยรวมก็ยังอยู่ในความสงบอยู่ดี ระเบิดเวลาที่ทรงพยายามถอดชนวนไว้ ไประเบิดเอากับหลานปู่ผู้น่าสงสารแทน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41908
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 27 เมื่อ 09 ก.พ. 26, 10:14
|
|
กำลังคิดว่าจะต่อด้วย พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ไหวไหม เพราะเป็นเรื่องน่าเศร้ามากค่ะ และที่น่าเศร้ายิ่งกว่านี้คือผลจากการปฏิวัตินั้นโหดร้ายยิ่งกว่ายุคสมัยใดๆท้ังหมดก่อนหน้านี้ ไม่ได้ดีงามอย่างที่วางไว้ในอุดมคติ
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
superboy
|
|
ความคิดเห็นที่ 28 เมื่อ 09 ก.พ. 26, 13:29
|
|
ผมกลับคิดว่าเรื่องราวสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 น่าสนใจมากที่สุด
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41908
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 29 เมื่อ 09 ก.พ. 26, 13:46
|
|
คำขอมาแล้ว ขอเวลานิดค่ะ ไปรวบรวมข้อมูลก่อน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|