ปัญจมา
อสุรผัด

ตอบ: 283
|
ในช่วง 10 กว่าวันที่ผ่านมานี้บรรยากาศในเมืองมินนิอาโพลิสของรัฐมินนิโซตาอยู่ในขั้นที่เรียกว่าตึงเครียดสุดๆ อีกทั้งมีความสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากที่จะลุกลามไปสู่การจลาจลในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าปธน.โดนัลด์ ทรัมป์จะประกาศใช้พรบ.ฉุกเฉินในรัฐนี้ เพื่อเป็นข้ออ้างให้ตัวเองส่งกำลังทหารเข้าไปปราบปรามผู้เห็นต่างได้อย่างเด็ดขาดรุนแรง เกิดอะไรขึ้นที่มินนิอาโพลิส
บรรยากาศทั่วไปของเมืองมินนิอาโพลิสนั้นเข้าสู่ภาวะตึงเครียดมานานต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ตั้งแต่รัฐบาลทรัมป์ได้เริ่มปฏิบัติการจับกุมและเนรเทศผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่เมืองนี้เมื่อเดือนธค.ที่ผ่านมา จากนั้นไม่กี่วันหลังปีใหม่ ทรัมป์ก็ได้ส่งจนท.จากสนง.ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร หรือ ICE (Immigration and Customs Enforcement) กว่า 2000 นายเข้าไปกวาดจับผู้อพยพทั่วรัฐมินนิโซตา สร้างความปั่นป่วนโกลาหลให้แก่ผู้คนในรัฐและทำให้แม้แต่ผู้อพยพที่มีสถานะถูกกฎหมายก็พลอยติดร่างแหไปด้วย
การที่เรอเน กู๊ด แม่ลูกอ่อนวัย 37 ปี ถูกจนท. ICE ยิงเสียชีวิตคารถเมื่อวันที่ 7 มค.จึงเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายสำหรับชาวเมืองมินนิอาโพลิส เรอเน แมคลิน กู๊ดเป็นกวีและนักเขียน เธอมีบุตร 3 คนจากการสมรส 2 ครั้ง และเพิ่งจะย้ายมาอยู่ที่มินนิอาโพลิสได้ไม่ถึง 2 ปีพร้อมกับบุตรชายวัย 6 ขวบจากการสมรสครั้งที่ 2 และคู่ชีวิตเพศเดียวกันชื่อเบคกา
เช้าวันที่เกิดเรื่องเรอเนกับเบคกาขับรถไปส่งลูกที่รร.ตามปกติ ระหว่างที่ขับรถกลับบ้านเธอเห็นคนของ ICE เต็มถนนเลยจอดรถสังเกตการณ์และใช้รถของตัวเองกีดขวางรถของจนท. ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากับ จนท. ICE 3 นาย หนึ่งใน 3 นั้นคือนายโจนาธาน รอสส์ ซึ่งไปยืนขวางหน้ารถของเธอในขณะที่จนท.อีกนายออกคำสั่งให้เรอเนลงจากรถ พอเรอเนพยายามขับรถหนีออกจากวงล้อมของจนท.ก็ถูกนายรอสส์ยิงใส่ 3 นัด รถของเธอไหลไปชนกับรถที่จอดอยู่ริมทางและเสาไฟฟ้าจนหยุดนิ่ง ไม่ถึง 1 ชม.ถัดจากนั้นเธอก็ไปเสียชีวิตที่รพ.
ผู้นำระดับสูงตั้งแต่ปธน.ทรัมป์จนถึงรองปธน.เจดี แวนซ์และรมว.ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิคริสตี้ โนม ต่างก็โยนความผิดให้แก่เรอเนโดยการกล่าวหาว่าเธอเป็น “ผู้ก่อการร้ายในประเทศ” ที่ใช้รถ SUV เป็นอาวุธทำร้ายจนท.ของรัฐ และอ้างว่าการกระทำของนายรอสส์คือการ “ป้องกันตัว” ที่สมควรแก่เหตุ
อย่างไรก็ดี วิดีโอที่มีคนถ่ายได้ในระหว่างที่เรอเนเผชิญหน้ากับจนท. ICE ทั้ง 3 รวมทั้งวิดีโอจากมือถือของนายรอสส์เองกลับแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้ทำอะไรเลยที่จะเป็นการคุกคามความปลอดภัยของจนท. ยิ่งไปกว่านั้นมันยังให้ความกระจ่างว่าเรอเนไม่ได้ขับรถพุ่งเข้าใส่นายรอสส์อย่างที่ถูกกล่าวหา แต่พยายามบังคับพวงมาลัยรถให้เบี่ยงออกจากวงล้อม จึงไม่มีเหตุผลใดใดเลยที่นายรอสส์จะต้องลั่นกระสุนใส่เรอเนถึง 3 นัด แถม 2 นัดสุดท้ายยังเป็นการยิงจากด้านข้าง ในขณะที่ตัวของนายรอสส์เองก็อยู่ห่างจากรถมากพอที่จะฉากหลบออกมาได้หากกลัวว่าเรอเนจะขับรถเข้าชนด้วย
ที่ทำให้คนโกรธหนักมากก็คือปฏิกิริยาของจนท.ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตัวนายรอสส์นั้นได้เดินไปตรวจดูสภาพของเรอเนที่จมกองเลือดอยู่ในรถแต่ไม่ได้ให้การปฐมพยาบาลเธอแต่อย่างใด แถมระหว่างเดินกลับไปที่รถของตัวเองก็ยังส่งเสียงด่าเธอด้วยว่า “You F***ing B****!” ส่วนจนท.คนอื่นๆ ก็รอ 3 นาทีถึงค่อยโทร.เรียก 911 ให้ส่งรถพยาบาลมายังที่เกิดเหตุ แถมยังกีดกันไม่ให้ผู้เห็นเหตุการณ์ที่เป็นหมอเข้าไปดูแลปฐมพยาบาลเรอเนในระหว่างที่รถพยาบาลยังมาไม่ถึง กว่าจะมีคนเข้าไปทำ CPR ให้เรอเนได้ก็เป็นเวลาเกือบ 10 นาทีหลังจากที่เธอถูกกระสุนพุ่งเข้าใส่หน้าอก แขน และศีรษะ พอไปถึงรพ.มันก็สายเกินกว่าที่จะยื้อชีวิตเธอให้กลับมาได้แล้ว
การตายของเรอเนเปรียบเสมือนแรงลมที่โหมกระพือให้ความโกรธแค้นซึ่งคนอเมริกันจำนวนมากมีต่อ ICE เป็นทุนเดิมอยู่แล้วเพิ่มสูงขึ้น ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คนนับหมื่นจึงออกไปรวมตัวกันประท้วงตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ส่วนในมินนิอาโพลิสนั้นอุณหภูมิก็กำลังเดือดปุดๆ เพราะคนที่นั่นยิ่งรู้สึกโกรธแค้นหนักกว่าเดิมเมื่อรัฐบาลกลางไม่ยอมให้ความร่วมมือกับรัฐมินนิโซตาในการสอบสวนว่าจนท. ICE กระทำการเกินกว่าเหตุหรือไม่ แถมคนของ ICE ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะแผ่ว ยังเข้าจับกุมผู้อพยพด้วยกลวิธีที่หนักหน่วงรุนแรงกว่าเดิม รวมทั้งตอบโต้กับประชาชนด้วยการใช้แก๊สน้ำตาและจับกุมผู้ประท้วงใส่กุญแจมือทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายและตัวเองไม่มีอำนาจ เอฟบีไอภายใต้การนำของท่านผอ.แคช พาเทลนั้นก็ใช่ย่อย แทนที่จะทำการสอบสวนจนท.ของรัฐบาลกลางว่าทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ กลับเข้าไปสอบสวนคู่ชีวิตของเรอเนว่ามีส่วนพัวพันกับกลุ่มนักกิจกรรมที่ทำการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาหรือเปล่า
ส่วน The Dear Leader เองก็ไม่ได้ช่วยให้เหตุการณ์มันตึงเครียดน้อยลงแต่อย่างใด นอกจากจะโพสต์กล่าวหาเรอเนว่ารับจ้างมาก่อกวนจนท.แล้ว ยังขู่ด้วยว่าจะประกาศใช้พรบ. ปราบจลาจลหรือ Insurrection Act ในรัฐมินนิโซตาและส่งทหารเข้าไปปราบปรามผู้ประท้วงอย่างเด็ดขาด ซึ่งหากทำจริงก็มีโอกาสสูงมากที่จะทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเสียเลือดเนื้อ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ปัญจมา
อสุรผัด

ตอบ: 283
|
|
ความคิดเห็นที่ 1 เมื่อ 18 ม.ค. 26, 23:11
|
|
ภาพของเรอเนที่ผู้ประท้วงนำไปปิดตามเสาไฟฟ้าเพื่อไว้อาลัยให้แก่เธอและประณาม ICE ภาพจาก Minneapolis Public Radio
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ปัญจมา
อสุรผัด

ตอบ: 283
|
|
ความคิดเห็นที่ 2 เมื่อ 18 ม.ค. 26, 23:14
|
|
ทำไมถึงมี ICE 2000 นายในมินนิอาโพลิส
ย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2022 รัฐบาลของปธน.โจ ไบเดนได้เริ่มกวาดล้างกลุ่มคนในรัฐมินนิโซตาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงเงินอุดหนุนอาหารกลางวันเด็ก อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการช่วยเหลือที่รัฐบาลกลางมอบให้แก่รัฐบาลท้องถิ่นมาตั้งแต่ช่วงโควิดระบาด ตัวการใหญ่ของเรื่องนี้คือหญิงอเมริกันผิวขาวชื่อเอมี่ บ็อค เจ้าขององค์กรไม่แสวงผลกำไรชื่อ Feeding Our Future แต่ผู้สมรู้ร่วมคิดของเธอส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายโซมาเลีย ไม่ว่าจะเป็นจนท.ของ Feeding Our Future เองหรือเจ้าของร้านอาหารและบ.เอกชนต่างๆ ซึ่งทำตัวเป็นซัพพลายเออร์ทิพย์ให้แก่โครงการอาหารกลางวันทิพย์ของนางบ็อค ผลจากคดีนี้ทำให้ทางการค้นพบการคอร์รัปชั่นในโครงการช่วยเหลือทางสังคมของรัฐมินนิโซตาที่รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางอีกนับสิบโครงการ นับย้อนหลังไปได้ถึงปี 2018 โน่น มีทั้งโครงการช่วยเหลือเด็กออทิสติก โครงการเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับคนรายได้น้อย โครงการส่งเสริมโภชนาการเด็กวัยเรียนและศูนย์ดูแลเด็กเล็ก มูลค่าความเสียหายรวมกันสูงถึงพันล้านเหรียญ
จากปี 2022 เป็นต้นมาทางการได้จับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาดำเนินคดีแล้วอย่างน้อย 92 คน ด้วยเหตุที่เกือบ 90% ของคนเหล่านี้คือคนอเมริกันเชื้อสายโซมาเลีย ทรัมป์จึงใช้เหตุการณ์นี้เป็นข้ออ้างในการส่งจนท. ICE เข้าไปปฏิบัติการกวาดล้างผู้อพยพในรัฐมินนิโซตา ทั้งๆ ที่การจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นนี้เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาลท้องถิ่น
มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ทรัมป์จ้องหาโอกาสในการเข้าไปยุ่มย่ามกับกิจการของรัฐมินนิโซตา ข้อแรกคือมินนิโซตาเป็น Blue State ที่โหวตให้ผู้สมัครปธน.จากพรรคเดโมแครตมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 1932 เป็นต้นมา (มีโหวตให้พรรครีพับลิกันหนเดียวเท่านั้นคือสมัยริชาร์ด นิกสันในปี 1972) ทรัมป์เองก็ต้องพ่ายแพ้ในรัฐนี้ไปแล้วถึง 3 ครั้งติดกัน ส่วนนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐคนปัจจุบันก็คือคนที่อดีตรองปธน.คามาลา แฮร์ริสเลือกให้เป็น Running Mate ในการแข่งขันชิงตำแหน่งปธน.กับทรัมป์เมื่อปี 2024 นั่นเอง
ข้อที่ 2 คือมินนิโซตาเป็นรัฐที่มีประชากรเชื้อสายโซมาเลียอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดในอเมริกา (84,000 จาก 260,000 คนทั่วประเทศ) ชุมชนโซมาเลียในรัฐนี้มันใหญ่เสียจนสามารถมีสส.ในสภาคองเกรสเป็นของตัวเองได้ในปี 2018 สส.คนนั้นเป็นผู้หญิงชื่ออิลฮาน โอมาร์ ด้วยเหตุที่เธอนับถือศาสนาอิสลามและอพยพมาอยู่อเมริกาในฐานะผู้ลี้ภัย โอมาร์จึงมักจะตำหนินโยบายต่อต้านการเข้าเมืองของทรัมป์อยู่บ่อยๆ และต่อต้านนโยบายถือหางอิสราเอลของทั้งไบเดนและทรัมป์อย่างโจ่งแจ้ง ทรัมป์เองนอกจากจะชอบดูถูกโซมาเลียว่าเป็น the worst country แล้วยังชอบด่าโอมาร์ว่าเป็นพวกชังชาติไม่สำนึกบุญคุณ บางทีก็ไล่ให้เธอกลับประเทศแม่ไป บางทีก็เรียกร้องให้ถอนสัญชาติเธอ หนักเข้าก็เรียกเธอว่าเป็น “ขยะ” ไปโน่น แถมยังแสดงอาการเหยียดชาติพันธุ์ด้วยการล้อเลียนโอมาร์ที่ใส่ฮิญาบเข้าสภาฯ ตามความเชื่อทางศาสนาของเธอ รวมทั้งเคยโพสต์วิดิีโอที่โอมาร์เต้นในสภาเมื่อปี 2019 ให้ดูเหมือนว่าเธอกำลังเต้นรำเฉลิมฉลองวันครบรอบเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ปัญจมา
อสุรผัด

ตอบ: 283
|
|
ความคิดเห็นที่ 3 เมื่อ 18 ม.ค. 26, 23:32
|
|
ทรัมป์ระหว่างที่โจมตีโอมาร์ออกสื่อ
ภาพจากวอชิงตันโพสต์
|
 คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ปัญจมา
อสุรผัด

ตอบ: 283
|
|
ความคิดเห็นที่ 4 เมื่อ 18 ม.ค. 26, 23:35
|
|
ทรัมป์ทวีตด่าโอมาร์และโซมาเลีย และช่วยประโคมเฟคนิวส์ว่าโอมาร์แต่งงานกับพี่ชายเพื่อให้ได้วีซ่าเข้าอเมริกา (ครอบครัวของโอมาร์ได้วีซ่าผู้ลี้ภัยเข้าอเมริกาเมื่อปี 1995)
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ปัญจมา
อสุรผัด

ตอบ: 283
|
|
ความคิดเห็นที่ 5 เมื่อ 18 ม.ค. 26, 23:46
|
|
รายงานเกี่ยวกับการประท้วงในมินนิอาโพลิสจาก CBS Sunday Morning ทำให้เห็นภาพของความโกลาหลวุ่นวายและการใช้ความรุนแรงกับประชาชนได้ค่อนข้างชัด
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ปัญจมา
อสุรผัด

ตอบ: 283
|
|
ความคิดเห็นที่ 6 เมื่อ 18 ม.ค. 26, 23:51
|
|
ทรัมป์โพสต์ขู่ว่าจะส่งทหารเข้าไปปราบปรามผู้ประท้วงในมินนิอาโพลิส เรียกผู้ว่าการรัฐและนายกเทศมนตรีเมืองว่า corrupt politicians กล่าวหาผู้ประท้วงว่ารับค่าจ้างมาป่วนจนท. และเรียก ICE ว่าผู้รักชาติ
|
 คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ปัญจมา
อสุรผัด

ตอบ: 283
|
|
ความคิดเห็นที่ 7 เมื่อ 18 ม.ค. 26, 23:56
|
|
รายงานเกี่ยวกับการประท้วงในมินนิอาโพลิสจาก CBS Sunday Morning
เนื้อหาข่าวมีประเด็นหนึ่งที่ลืมพูดถึงไป นั่นก็คือการที่รัฐบาลกลางปฏิเสธที่จะทำการสอบสวนนายรอสส์ว่าได้กระทำการละเมิดสิทธิพลเมืองหรือไม่ แต่จะสอบสวนผู้ว่าการรัฐและนายกเทศมนตรีที่ "ขัดขวางการปฏิบัติงานของจนท." (ด้วยการบอกให้คนช่วยกันถ่ายคลิปเวลา ICE เข้ามาจับคนในพื้นที่ของตัวเอง จะได้เอาไปใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องในภายหลัง ทำให้ถูกคนของทรัมป์กล่าวหาว่าทำให้ชีวิตของจนท.รัฐตกอยู่ในอันตราย)
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41881
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 8 เมื่อ 19 ม.ค. 26, 09:27
|
|
มาจองเก้าอี้แถวหน้าค่ะ ปู่ทรัมป์แกเข้าใจเปิดศึกรอบด้านจริงๆ ทั้งศึกนอกศึกในประเทศ กว่าแกจะหมดวาระ จะมีศึกให้รบ ศพให้นับ กันอีกเท่าไหร่กันล่ะเนี่ย?
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ปัญจมา
อสุรผัด

ตอบ: 283
|
|
ความคิดเห็นที่ 9 เมื่อ 20 ม.ค. 26, 08:39
|
|
อันนี้เป็นวิดีโอจากมือถือของนายรอสส์นะคะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ปัญจมา
อสุรผัด

ตอบ: 283
|
|
ความคิดเห็นที่ 10 เมื่อ 20 ม.ค. 26, 08:41
|
|
นิวยอร์กไทมส์นำวิดีโอทั้งหมดมาวิเคราะห์ทีละเฟรมและสรุปว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ปัญจมา
อสุรผัด

ตอบ: 283
|
|
ความคิดเห็นที่ 11 เมื่อ 20 ม.ค. 26, 08:47
|
|
ข่าวการประท้วงและความวุ่นวายในมินนิอาโพลิสนี้ทำให้หัวใจของผู้เขียนยวบไหวเป็นพิเศษ เพราะมันคือเมืองที่ผู้เขียนไปใช้ชีวิต “โรบินฮู้ด” อยู่เกือบ 3 ปีสมัยอายุ 20 ต้นๆ ตั้งแต่ยังไม่รู้จักว่าอะไรคือเดโมแครต อะไรคือรีพับลิกัน ประสบการณ์ที่เมืองนี้เองทำให้ผู้เขียนเริ่มซึมซับความเป็น “อเมริกัน” ที่ยึดมั่นในสิทธิและเสรีภาพและตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศสภาวะในสังคม แน่นอนว่าพอกลับมาเมืองไทยแล้วก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรในอันที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคมและวัฒนธรรมของที่นี่
รัฐมินนิโซตาคือรัฐที่มีอาณาเขตใหญ่เป็นอันดับสองของแถบมิดเวสต์และเป็นที่รู้จักในนามของ Land of 10,000 Lakes เพราะมีทะเลสาบมากกว่า 11,000 แห่ง จึงเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวผู้รักธรรมชาติและป่าเขาในหน้าร้อน และเต็มไปด้วยสีสันสวยงามมากในฤดูใบไม้ร่วง แต่หน้าหนาวที่นี่ก็หนาวจับใจค่ะ บางวันอุณหภูมิอาจจะแค่ 10 องศาแต่แรงลมทำให้รู้สึกเหมือนลบ 10 ความทรงจำของผู้เขียนเกี่ยวกับชีวิตโรบินฮู้ดในมินนิอาโพลิสจึงเป็นอะไรที่ทั้งหวานและขมในเวลาเดียวกัน
รัฐแถบมิดเวสต์นั้นเคยรุ่งเรืองมากในอดีต เป็นทั้งศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรม ศูนย์กลางรถยนต์ และศูนย์กลางการเกษตร globalization และการค้าเสรีทำให้โรงงานหลายร้อยแห่งต้องปิดตัวลง แรงงานอเมริกันนับล้านต้องสูญเสียทั้งโอกาสในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ครอบครัวและความภาคภูมิใจในตนเอง ขณะเดียวกัน การปฏิวัติทางเทคโนโลยี (ออโตเมชัน เศรษฐกิจฐานความรู้ ฯลฯ) ก็ทำให้แรงงานบางส่วนที่ถูกปลดไม่สามารถกลับเข้าทำงานได้เพราะไม่มีทักษะที่ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ต้องการ หลายรัฐจึงกลายสภาพเป็น Rust Belt หรือสายพานเครื่องจักรที่สนิมเกรอะ แรงงานและคนหนุ่มสาวต่างก็พากันอพยพโยกย้ายออกไปหาโอกาสที่ดีกว่าในเมืองใหญ่ๆ ทอดทิ้งเมืองของตัวเองให้รกร้าง หรือถ้าไม่เช่นนั้นเราก็จะเห็นรัฐที่ความเจริญกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ไม่กี่เมืองของรัฐ เมืองเหล่านี้ก็จะเป็นเมืองที่มีคนหนุ่มสาวพำนักอาศัยมากกว่าเมืองตามชนบท และมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากกว่าเมืองตามชนบท (นี่คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เมืองใหญ่ๆ มักจะโหวตให้เดโมแครต) แต่เมื่อขับรถออกไปนอกเมืองเราก็อาจจะพบแต่สังคมเกษตรที่ค่อนข้างเงียบเหงา บ้านแต่ละหลังอยู่ห่างกันหลายไมล์ ประชากรส่วนใหญ่จะเป็นคนผิวขาวเคร่งศาสนา ยึดถือในธรรมเนียมปฏิบัติแบบดั้งเดิม ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้พวกเขาเป็นฐานเสียงที่สำคัญของพรรคอนุรักษ์นิยมอย่างรีพับลิกัน
ถึงแม้ผู้อพยพเข้าเมืองในช่วงศตวรรษที่ 19 จะเป็นคนผิวขาวจากนอร์เวย์ สวีเดน เยอรมนี ฯลฯ เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ใน 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ระบบประกันสังคมที่ค่อนข้างมั่นคง นโยบายเปิดบ้านรับความหลากหลายของผู้บริหารรัฐ ค่าครองชีพที่ไม่สูงเว่อร์ รวมทั้งทัศนคติที่เป็นมิตรต่อผู้อพยพของคนท้องถิ่นต่างก็เป็นปัจจัยดึงดูดผู้อพยพจากเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ให้หลั่งไหลเข้าไปในมินนิโซตามากถึง 1 แสนคน ปัจจุบันประชากรประมาณ 10% ของรัฐเป็นผู้อพยพจากลาว โซมาเลีย เวียดนาม เม็กซิโก และอินเดีย คนเหล่านี้ต่างก็นำวัฒนธรรมของตัวเองเข้ามาผสมผสานกับชีวิตความเป็นอยู่ ส่งผลให้มินนิอาโพลิส-เซนต์พอลกลายเป็นเมืองที่รุ่มรวยไปด้วยความหลากหลาย และเป็นบ่อเกิดของบรรพศิลป์ที่งดงามชวนให้ลุ่มหลง สร้างแรงดึงดูดให้แก่นักท่องเที่ยวนอกเหนือไปจากธรรมชาติอันน่าทึ่ง
คนมินนิโซตานั้นมีชื่อมากในเรื่องของความชิลๆ อาจจะไม่ได้เป็นกันเองกับคนแปลกหน้าอย่างเว่อร์วังเหมือนอเมริกันทั่วๆ ไป (เพราะพื้นฐานมาจากประเทศในแถบสแกนดิเนเวียนที่ออกจะเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่สักหน่อย) แต่เมื่อได้โอภาปราศรัยกันแล้วก็จะมีแต่ความสุภาพอ่อนโยน ไม่แรงหรือออกไปทางไม่เป็นมิตรเช่นคนจากนิวยอร์ก บางครั้งออกจากบ้านยังไม่ถึงชั่วโมงเลยแต่ได้รับคำอวยพรว่า Have a nice day! จนนับไม่ถ้วนแล้ว คำว่า Minnesota Nice จึงกลายเป็นคำอธิบายบุคลิกลักษณะของคนจากรัฐนี้ ใครที่เคยดูหนังหรือซีรีส์เรื่อง Fargo ก็อาจจะพอเห็นภาพได้
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ปัญจมา
อสุรผัด

ตอบ: 283
|
|
ความคิดเห็นที่ 12 เมื่อ 20 ม.ค. 26, 08:52
|
|
ข่าวการประท้วงที่ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะเข้าข่ายจลาจลนี้จึงทำให้ผู้เขียนรู้สึกช็อคพอสมควร เพราะขนาดนสพ.ของเมืองมินนิอาโพลิสยังพาดหัวข่าวเลยว่า “คนมินนิโซตาเลิกไนซ์แล้ว” (Minnesotans are done playing Minnesota Nice) หัวหน้าสนง.ตำรวจของเมืองมินนิอาโพลิสให้เหตุผลว่า บรรยากาศในเมืองนี้มันเปราะบางมาตั้งแต่สมัยปรากฎการณ์ Black Lives Matter ในปี 2015 และมาระเบิดขึ้นหลังจากที่ชายผิวดำชื่อจอร์จ ฟลอยด์ถูกตร.ผิวขาวใช้เข่ากดคอในระหว่างจับกุมจนเสียชีวิตเมื่อปี 2020 เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้คนจำนวนมากสูญเสียความเชื่อมั่นในรัฐและเห็นผู้รักษากฎหมายเป็นศัตรู การฟื้นฟูความศรัทธาของประชาชนต่อหน่วยงานรักษากฎหมายของรัฐจึงถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับหนึ่งของเขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย
การปรากฏตัวของ ICE ในสภาวะที่ประเทศชาติกำลังแตกแยกเพราะมีผู้นำอย่างทรัมป์จึงเท่ากับเป็นการสุมไฟใส่คอนไปโดยปริยาย ด้วยเหตุที่ ICE นั้นมีชื่อมากเรื่องการปฏิบัติต่อประชาชนโดยไม่ชอบต่อรัฐธรรมนูญ มีทั้งเลือกปฏิบัติ (เห็นใครผิวสีก็จับก่อนถามทีหลัง ใครหน้าตาออกไปทางอาหรับก็เรียกให้หยุดแล้วขอดูเอกสารทั้งๆ ที่ไม่มีหมายจับ) มีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ถูกจับกุมและผู้ที่ถ่ายคลิปการจับกุมเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องการละเมิดสิทธิ บางทีพลเมืองอเมริกันที่ไปสังเกตการณ์ปฏิบัติการของ ICE อย่างสงบก็ถูกทำร้ายหรือจับไปคุมขังครึ่งค่อนวันทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ทำผิดอะไรและ ICE เองก็ไม่มีอำนาจ ยิ่งในช่วงหลังทรัมป์ส่งตำรวจตระเวนชายแดน (Border Patrol) มาสนับสนุนปฏิบัติการของ ICE ด้วยก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะตร.เหล่านี้ถูกฝึกมาให้ไล่ล่าอาชญากรตามแนวชายแดน เช่น ขบวนการค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด หรือผู้แอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ไม่ได้ถูกอบรมมมาให้ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความเคารพในสิทธิพลเมืองเหมือนตร.ท้องที่ ขณะที่มินนิอาโพลิสเป็นเมืองเสรีนิยมจนเรียกว่า Deep Blue ก็ว่าได้ พลเมืองมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง
สิ่งที่ทรัมป์ทำจึงไม่สามารถจะมองเป็นอื่นได้เลยนอกจากการสร้างสถานการณ์ยั่วยุให้คนท้องถิ่นโกรธ เพื่อที่เขาจะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการประกาศใช้พรบ.ฉุกเฉิน Insurrection Act และส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธเข้าไปปราบปรามผู้ประท้วง จุดประสงค์เดียวที่ทรัมป์มีไม่ใช่เพื่อกวาดล้างคอร์รัปชั่นในหมู่ผู้อพยพจากโซมาเลียอย่างที่กล่าวอ้าง แต่คือการขยายขอบเขตอำนาจของปธน.ให้เกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ตัวเองและตอบแทนศัตรูทางการเมืองอย่างสาสม
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ปัญจมา
อสุรผัด

ตอบ: 283
|
|
ความคิดเห็นที่ 13 เมื่อ 20 ม.ค. 26, 08:53
|
|
ที่ตั้งของแถบมิดเวสต์ MN คืออักษรย่อของรัฐมินนิโซตา
|
 คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
ปัญจมา
อสุรผัด

ตอบ: 283
|
|
ความคิดเห็นที่ 14 เมื่อ 20 ม.ค. 26, 08:59
|
|
เมืองมินนิอาโพลิส (เครดิตเจ้าของลิขสิทธิ์ตามที่ระบุในภาพนะคะ)
|
 คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|