เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 30 เมื่อ 22 ม.ค. 26, 13:31
|
|
ตามทฤษฎีของวอลแตร์ เด็กนอกสมรสคนนี้เกิดก่อนพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระนางแอนน์จะปล่อยพระครรภ์ให้ใครเห็นไม่ได้ จะกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวใหญ่โต เพราะใครๆก็รู้ว่าสามีภรรยาคู่นี้แยกกันอยู่มาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว ดังนั้นมาซาแร็งก็ต้องจัดการให้เธอ "แปรพระราชฐานไปพักร้อน" สัก 4-5 เดือน ก่อนครรภ์จะโตจนกระโปรงสุ่มไก่คลุมไม่มิด มีแพทย์และพยาบาลรู้กันสัก 2 คน ก่อนพระนางจะกลับมาเมืองหลวง ส่วนเด็กน้อย แน่นอนว่ามาซาแร็งไม่อาจกำจัดเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาได้ลง แต่จะเอามาเลี้ยงเปิดเผยก็ไม่ได้ ทางเดียวที่ทำได้คือมอบเด็กให้กับคนที่เขาไว้เนื้อเชื่อใจ เอาไปเลี้ยงไว้อย่างเงียบเชียบที่สุด ต่อมาด้วยการวางแผนอย่างชาญฉลาด พระนางแอนน์ก็ได้ทรงพระครรภ์อีกครั้ง คราวนี้กับพระเจ้าหลุยส์พระสวามี คลอดออกมาเป็นหลุยส์ที่ 14 พอเจ้าชายน้อยอายุ 4 ขวบ พระบิดาก็สิ้นพระชนม์ มาซาแร็งขึ้นเป็นอัครมหาเสนาบดี ควบคู่อำนาจกับพระนางแอนน์ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทน เธอฉีกคำสั่งของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ที่บั่นรอนอำนาจของเธอไม่ให้มีสิทธิ์มีเสียงใดๆในการปกครอง ทิ้งไปอย่างไม่ไยดี (เอากะเธอซี) แล้วเธอกับมาซาแร็งก็ปกครองบ้านเมืองมาด้วยดี จนมาซาแร็งถึงแก่กรรมไปก่อน เป็นได้ว่ามาซาแร็งสารภาพความจริงกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก่อนเขาตาย แต่พระเจ้าหลุยส์ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะพระมารดายังอยู่ พระองค์เคารพรักพระมารดามาก เมื่อพระนางขอให้ไม่จัดการอย่างใดกับพี่ชายต่างพ่อ พระองค์ก็ต้องยอม จนพระนางสิ้นพระชนม์ หลุยส์จึงควานหาตัวพี่ชายต่างพ่อจนเจอ แล้วเอาตัวมาเก็บไว้ ไม่ให้เป็นภัยต่อราชบัลลังก์ และไม่ให้ความลับอันน่าละอายของแม่กับมาซาแร็งผู้เป็นทั้งพี่เลี้ยง ที่ปรึกษาและอาจารย์ ต้องถูกแฉออกมาให้กระเทือนพระราชวงศ์ พระเจ้าหลุยส์รู้ว่าพี่ชายไม่มีความผิด เขาไม่คิดกบฏ เขาไม่มีพิษภัยใดๆทั้งสิ้น แต่ความเป็น"พี่ชาย"ที่หน้าตาคล้ายกันต่างหาก เป็นพยานฟ้องถึงความลับที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก พระเจ้าหลุยส์ก็เลยดูแลพี่ชายอย่างดีที่สุด แสดงให้รู้ว่าไม่ได้เกลียด ไม่ได้อาฆาตมาดร้าย แต่เป็นความจำเป็นอย่างที่สุด ที่จะต้องปกปิดความลับนี้ให้ลึกลับไปตลอดกาล
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 31 เมื่อ 23 ม.ค. 26, 09:23
|
|
ความเห็นส่วนตัวของ "เทาชมพู" ไปในทางเดียวกับวอลแตร์ แต่รายละเอียดไม่เหมือนกัน ตอนที่ไปค้นประวัติของนักโทษหน้ากากเหล็กเพื่อเอามาเขียนในเรือนไทย ค่อยๆแกะรอย ประมวลจากข้อมูลไปเรื่อยๆ พบว่าหลักฐานชี้ไปทางเดียวกันว่า เขาต้องมีีสายสัมพันธ์ที่สนิทกับพระเจ้าหลุยส์ ไม่ใช่ทางการเมือง ไม่ใช่เพื่อน แต่เป็นอะไรสักอย่างที่พระเจ้าหลุยส์ให้เกียรติอย่างสูง-ไม่มีความเกลียดชังหรือหมั่นไส้- แต่ไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ ก็เลยคิดต่อไปเรื่อยๆ จนได้นิยายแข่งกับดูมาส์มาเรื่องหนึ่ง ขอความกรุณาอย่านำไปอ้างอิงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะไม่มีการพิสูจน์ แต่ที่เอามาลงให้อ่านกันเพราะว่ามันลงล็อคกับปมปัญหาทุกเหตุการณ์ที่นักประวัติศาสตร์ค้นหากันมาทุกศตวรรษ นักโทษหน้ากากเหล็กคนนี้เป็น "น้องชาย" ไม่ใช่ "พี่ชายต่างพ่อ" อย่างวอลแตร์สันนิษฐาน แต่เป็น "น้องชายร่วมบิดามารดา" กับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14
จากประวัติศาสตร์ เราก็รู้ว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ไม่โปรดสตรี รวมทั้งพระราชินีของพระองค์ด้วย จึงไม่มีลูกกันสักทีตลอด 23 ปีอยู่กันมา แต่พระราชินีก็กลับไปสนิทกับชายอื่น โดยเฉพาะคาร์ดินัลมาซาแร็ง ซึ่งตอนนั้นอยู่ในวัยหนุ่มแน่น ไม่ใช่ชายชราอย่างคาร์ดินัลริเชอลิเยอ มาซาแร็งไม่ใช่ชาวฝรั่งเศส แต่เป็นนายทหารอิตาเลียนที่ไม่เคยบวชมาตั้งแต่เป็นสามเณร หรือวัยเริ่มหนุ่มอย่างบาทหลวงอื่นๆ แต่เป็นนายทหารหนุ่มที่โดดข้ามขั้นมาเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ระดับคาร์ดินัลด้วยฝีมือริเชอลิเยอ ที่เห็นแววในคนนี้ว่าเก่งและรอบรู้ แล้วหนุ่มอิตาเลียนใครๆก็รู้ว่าโรแมนติก เลือดร้อน มีเสน่ห์ไม่จืดชืด ขนาดไหน เมื่อสนิทกันไปมากับพระนางแอนน์ซึ่งอยู่ในวัยสาว 30 กว่าๆ มันก็ข้ามขั้นไปถึงขั้นเกิด "ปฏิสนธิ" ขึ้นมา จึงเกิดความจำเป็นต้องไปลากพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ซึ่งแยกกันอยู่มานานแล้ว มา"จัดฉาก" ให้พระองค์ได้มีจังหวะเวลาค้างคืนเดียวกับพระนาง ในห้องของพระนาง คืนนั้น พระเจ้าหลุยส์อาจจะถูกคะยั้นคะยอให้ดื่มไวน์มากไปหน่อยตอนดินเนอร์ หรือถ้าให้ดี ก็แอบผสมสมุนไพรให้หลับสนิทลงไป จากนั้น มาซาแร็งก็ให้มหาดเล็กช่วยกันหิ้วปีกไปส่งยังห้องบรรทมของพระนาง เป็นเหตุการณ์ธรรมดาๆจนไม่มีข้าราชสำนักคนใดสงสัย พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ตื่นขึ้นในห้องบรรทมพระมเหสาี จำอะไรไม่ได้เลย แต่เมื่อเดือนต่อมา พระนางแจ้งว่าทรงครรภ์ พระองค์ก็ต้องตกกระไดพลอยโจน ทั้งๆก็ยังงุนงงสงสัย แต่ก็ต้องยกประโยขน์ให้จำเลย เมื่อพระนางประสูติพระโอรสออกมา ทั้งๆพระเจ้าหลุยส์ทรงรับรู้ตามหน้าที่ แต่ส่วนตัวแล้ว ประวัติศาสตร์บันทึกว่าพระองค์เย็นชาและเงียบขรึมกับพระโอรส แทนที่จะดีใจที่ในที่สุด รัชทายาทก็มาเกิดเสียที สี่ปีต่อมา พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ก็็สิ้นพระชนม์ ตลอดเวลาสี่ปี มาซาแร็งกับพระนางยังคงพบปะกันสม่ำเสมอ ดังนั้น "อุบัติเหตุ" จึงเกิดขึ้นอีกจนได้ แต่คราวนี้จะทำทีว่าเป็นโอรสพระเจ้าหลุยส์อีกไม่ได้แล้ว เพราะพระองค์ปฏิเสธเด็ดขาดไม่ยอมเฉียดกรายมาหาพระนางอีก หรือไม่ ก็อยู่ในระยะเจ็บป่วยหนัก อีกไม่นานก็สิ้นพระชนม์ ทารกคนใหม่จึงต้องคลอดในที่ลับ และถูกนำตัวไปซ่อนเร้นไว้ในที่ห่างไกล ไม่ถูกกำจัด เพราะมาซาแร็งยังไงก็ฆ่าเลือดเนื้อเชื้อไขตัวเองไม่ลง เขาให้นักบวชที่ไว้ใจได้นำทารกที่อ้างว่าเป็นเด็กกำพร้า ไปอุปการะในวัดสักแห่งในชนบท โดยไม่มีใครสงสัย เพราะพระมีหน้าที่อุปการะเด็กกำพร้าเป็นเรื่องธรรมดา พี่น้องต่างพ่อหรือต่างแม่ อาจมีหน้าตาไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไหร่ก็เป็นได้ แต่พี่น้องพ่อแม่เดียวกัน ต้องเหมือนกันแน่ๆ " หน้า" จึงต้องถูกปกปิดตลอดกาล เมื่อพระเจ้าหลุยส์มาเจอน้องชายแท้ๆเข้า
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 32 เมื่อ 25 ม.ค. 26, 15:54
|
|
เรื่องพระเจ้าหลุยส์เป็นลูกใครกันแน่ นับเป็นประเด็นที่นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกันมานานหลายร้อยปี ไม่ใช่ "เทาชมพู" คิดเอง จะว่าไปบรรยากาศอึมครึมคลุมเครือเมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ประสูติออกมา ตามที่บันทึกเอาไว้ ก็ชวนให้น่าสงสัยอยู่ว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ทรงระแวงแคลงใจอยู่ไม่น้อยหรือเปล่า เพราะปฏิกิริยาของพระองค์คือ ไม่กระตือรือร้นให้สมกับที่ได้รัชทายาทที่รอคอยมาทั้งชีวิต หลักฐานทางประวัติศาสตร์บอกว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แสดงความยินดีตามมารยาทและรัฐพิธีเท่านั้น ไม่ได้ดูปลาบปลื้มดีอกดีใจในตัวทารกเท่าที่ควร เมื่อมาถึงตั้งชื่อ ทารกถูกได้รับการถวายพระนามว่า Louis-Dieudonné ซึ่งแปลว่า "หลุยส์ที่พระเจ้าประทานมา" สะท้อนนัยว่ามันคือ "ปาฏิหาริย์" (เพราะแทบไม่มีใครเชื่อว่าทั้งคู่จะมีลูกด้วยกันได้ หลังจากแต่งกันมา 23 ปีแบบไร้ผล ) แสดงว่าตอนนั้นผู้คนก็เห็นว่าปาฏิหาริย์จริงๆ นอกจากนี้ หลังจากพระนางให้กำเนิดพระโอรสซึ่งถือกันว่าเป็นของขวัญสูงสุดแก่ประเทศ พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ก็ไม่ยักหันมาปรองดองหรือแม้แต่มีไมตรีจิตมิตรภาพกับพระมเหสีอย่างทีี่ควรจะเป็น ก็ยังทรงรังเกียจและไม่ไว้ใจพระราชินีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เห็นได้จากทรงทำพินัยกรรมจำกัดอำนาจพระนางแอนน์ไว้ชัดเจน ทรงระบุว่า เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ห้ามพระนางแอนน์มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการเป็นผู้สำเร็จราชการแต่เพียงผู้เดียว แต่ต้องมีสภาคอยควบคุม แต่ความพยายามนี้ไม่สำเร็จ พอสิ้นพระชนม์ไปจริงๆ พระนางก็ใช้อำนาจประกาศว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ แล้วเข้ายึดอำนาจการปกครอง โดยความร่วมมือของมาซาแร็ง สภาก็ได้แต่ทำตาปริบๆ ทำอะไรไม่ได้ ขอแถมว่าเรื่องเล็กๆว่า เมื่อเจ้าชายหลุยส์น้อยไปเยี่ยมพระบิดาที่พระแท่นบรรทม ใกล้สิ้นพระชนม์ พระบิดาถามว่า "เจ้าชื่ออะไร" เจ้าชายตอบว่า "หลุยส์ที่ 14 พระเจ้าข้า" พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ตอบกลับด้วยเสียงเย็นชาว่า "ยังไม่ใช่ตอนนี้ เจ้าลูกชาย ยังไม่ใช่ตอนนี้" (Pas encore, mon fils, pas encore) แปลออกมาอีกทีว่า "ข้ายังไม่ตาย เจ้าหนู เจ้าอย่าเพิ่งมาถือว่าตัวเองเป็นกษัตริย์องค์ใหม่" ถ้าเป็นพ่อที่รักลูก ก็คงจะรำพันฝากฝังหรือสั่งเสียให้โอวาทลูกชาย หรืออย่างน้อยก็แสดงความอาลัยที่ต้องจากกัน ไม่ใช่บอกว่า บัลลังก์ยังเป็นของข้า เจ้าอย่าเพิ่งมาแหยม มันก็สะท้อนว่า พระองค์คงไม่ค่อยจะมีความผูกพันกับพระโอรสเท่าไหร่
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 33 เมื่อ 26 ม.ค. 26, 11:08
|
|
สองปีต่อมา พระนางประสูติพระโอรสองค์ที่ 2 นามว่าเจ้าชายฟิลิป ตอนนี้ก็เป็นอันว่าราชบัลลังก์มั่นคงแล้ว เพราะมีทั้งรัชทายาทและตัวสำรอง ประชาชนก็โล่งใจ จากนั้นพระอนามัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ก็เสื่อมโทรมลงเรื่อยมา สภาพร่างกายของพระองค์ในปีท้ายๆทรุดโทรมมาก จนยากที่จะเชื่อว่าพระองค์จะมีกำลังไปมีพระโอรสได้จริงๆ เพราะพระองค์ทรงมีสุขภาพอ่อนแอมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ แต่พระโรคหลักที่คร่าพระชนม์ชีพและทำให้ทรงทรมานอย่างหนักคือ 1 วัณโรคลำไส้ (Intestinal Tuberculosis) ทำให้พระองค์มีอาการพระนาภี (ท้อง) เสียเรื้อรัง ปวดมวนท้องอย่างรุนแรง และร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้ จนซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก 2 โรคโครห์น (Crohn's Disease) นักประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่วิเคราะห์จากบันทึกของแพทย์หลวงแล้ววินิจฉัยว่า น่าจะเป็นโรคนี้ด้วย ซึ่งทำให้ลำไส้อักเสบเรื้อรังและเกิดแผลในทางเดินอาหาร 3 ฝีในท้องและอาการแทรกซ้อน ในช่วงปีสุดท้าย ทรงมีอาการอักเสบและเป็นหนองภายในพระนาภี ทำให้ทรงได้รับความทรมานจนแทบจะบรรทมไม่ได้ อาการป่วยเป็นอยู่เรื้อรังยาวนานเป็นปี แล้วมาทรุดหนัก ตั้งแต่ช่วงต้นปี ค.ศ. 1643 กลายเป็นคนไข้ติดเตียง จน 6 สัปดาห์สุดท้าย เป็นช่วงที่วิกฤตที่สุด พระองค์ทรงทราบดีว่าวาระสุดท้ายมาถึงแล้ว จึงทรงประกอบพิธีรับศีลสุดท้าย และจัดการเรื่องรัชทายาท จนสิ้นพระชนม์เมื่อ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1643 พระชนม์เพียง 41 พรรษา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 34 เมื่อ 26 ม.ค. 26, 11:19
|
|
ในช่วงปี 1642 - 1643 พระเจ้าหลุยส์ทรงป่วยหนักจนลุกไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เลยในทางกายภาพที่จะทรงมีสัมพันธ์กับพระนางแอนน์ แต่ถ้าพระนางเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา (ลูกคนที่ 3) มันคือหลักฐานมัดตัวชัดเจนว่าไม่ใช่ลูกของกษัตริย์ ตอนนั้นอำนาจการบริหารอยู่ในมือมาซาแร็งเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่พระเจ้าหลุยส์นอนแซ่วอยู่บนเตียง ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรทั้งส้ิ้น ทุกอย่างในวังอยู่ในมือมาซาแร็ง การปิดบังเรื่องการตั้งครรภ์ของพระนางแอนน์ท่ามกลางความวุ่นวายของการเปลี่ยนแผ่นดินจึงทำได้ง่าย ไม่มีใครหือขึ้นมา แต่อย่างเดียวที่มาซาแร็งทำไม่ได้คือทำให้ทุกคนเชื่อว่าพระนางแอนน์ตั้งครรภ์กับพระเจ้าหลุยส์ ทารกคนที่สามก็ต้องเป็นความลับสุดยอดตั้งแต่ยังอยู่ในท้อง ดูจากลำดับเหตุการณ์แล้วมันก็น่าสงสัย พระเจ้าหลุยส์กับพระนางแอนน์อยู่กันมา 23 ปีไม่มีทายาท พระราชาเองก็มีสุขภาพอ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไร จากโรคเรื้อรัง แล้วยังไม่ไยดีจะเกี่ยวข้องกับเพศหญิง แต่จู่ๆในปีที่ 24 ถึง26 ก็ผลิตรัชทายาทออกมาได้ถึง 2 องค์ ห่างกัน 2 ปี ในขณะที่คาร์ดินัลมาซาแร็งก็ป้วนเปี้ยนเข้านอกออกในราชสำนักได้ตลอด ตัวเขาเองยังเป็นชายหนุ่มวัย 30 กว่าๆ ร่างกายแข็งแรงในฐานะนายทหารมาก่อน แล้วยังไม่เคยสาบานตนว่าจะถือศีลพรหมจรรย์อย่างนักบวชทั่วไป เมื่อเข้ามากุมอำนาจก็สนิทสนมเป็นอันดีกับพระนางแอนน์ ไม่ได้เป็นศัตรูกันอย่างริเชอลิเยอกับพระนาง แต่นั่นแหละ ด้วยอำนาจของมาซาแร็ง เสียงซุบซิบก็คือซุบซิบ ไม่มีหลักฐาน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 35 เมื่อ 26 ม.ค. 26, 12:17
|
|
สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้ ไม่ใช่การพิสูจน์หลักฐาน แต่เป็นการตั้งข้อสงสัยที่นักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งตั้งกันมาแล้ว นั่นก็คือความคลา้ยคลึง/ไม่คล้ายคลึง ทางสรีระ ระหว่างสามชาย คือพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และมาซาแร็ง ตอนพระเจ้าหลุยส์ยังเล็กๆ ก็คงไม่มีใครสังเกตสังกาอะไรมาก เพราะเด็กกว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่ หน้าตาย่อมเปลี่ยนไปอีกมาก บางคนโตแล้วไม่เหลือเค้าเดิมก็มี แต่เมื่อเอาภาพเมื่อเจริญวัยเป็นผู้ใหญ่มาเปรียบกันทั้ง 2 พระองค์และ 1 รูป ก็จะได้คำตอบดังนี้ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อเจริญวัย ทรงสูงใหญ่ บึกบึน มีพละกำลังแข็งแรงดี ผิดกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ที่ผอมบาง ซูบซีดดูขี้โรคมาตลอด พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงมีพระนาสิก(จมูก)โด่งคมเป็นสัน (Aquiline nose) รูปหน้ายาวแต่แก้มเต็ม ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายคลึงกับคาร์ดินัล มาซาแร็ง ส่วนพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 หน้ายาวผอมซูบ มาซาแร็งมีดวงตาคม เปลือกตาลึก มีเสน่ห์แบบชาวอิตาเลียน พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีดวงตาคมกล้าและเปลือกตาลึกคล้ายกัน ส่วนพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 มีดวงตาไม่ลึกนัก ดูเย็นชาไร้อารมณ์ ริมฝีปาก พระเจ้าหลุยส์ทรงมีริมฝีปากล่างที่เต็มอ่ิ่ม แตะต่างจากพระบิดาเป็นคนละแบบ
|
 คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 36 เมื่อ 26 ม.ค. 26, 13:39
|
|
นอกจากนี้อุปนิสัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แตกต่างจากพระบิดาโดยสิ้นเชิง พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 เป็นชายเงียบๆ หงิมๆ หงอยๆ ชอบเก็บตัว หน้าตาท่าทีอมทุกข์อยู่ตลอดเวลา แต่พระโอรสกลับเป็นคนชอบสมาคม ใฝ่ใจการเรียนรู้ องอาจกล้าหาญและรักศิลปะ ถึงกับสะสมภาพศิลปะล้ำค่าไว้มากมาย พระราชวังแวซายล์ที่หรูหราเลื่องลือไปทั่วโลกก็เป็นผลงานที่ทรงทิ้งไว้เป็นมรดกโลก นิสัยเด็ดขาดและรักศิลปะแบบนี้ถอดแบบมาจากมาซาแร็ง แต่ก็พอจะมีข้อแก้ตัวให้ว่า มาซาแร็งเป็น "พระอาจารย์" ที่อบรมบ่มนิสัยให้มาแต่เยาว์วัย ความสัมพันธ์ระหว่างมาซาแร็งกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นอีกเรื่องที่นักประวัติศาสตร์ขาเม้าท์ได้โอกาสถกกันนาน เพราะมันแตกต่างจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 กับคาร์ดินัลริเชอลิเยอมาก ทั้งสองคนนั้นปกครองฝรั่งเศสแบบพระราชาและอัครมหาเสนาบดีที่ชิงอำนาจและไม่ไว้ใจกันอยู่ตลอดเวลา แต่พระราชาก็อ่อนแอเกินกว่าจะแย่งอำนาจกลับมาได้ ต้องทนให้อีกฝ่ายปกครองราชอาณาจักรมาเรื่อยๆแบบไม่รู้จะทำอะไรดีกว่านั่งเฉยๆ ส่วนพระเจ้าหลุยส์กับมาซาแร็งเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนอาจารย์กับศิษย์เอก มาซาแร็งทุ่มเทแรงกายแรงใจและฝีมือ "ปั้น" เจ้าชายน้อยขึ้นมาให้เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีท่าทีว่าอยากจะกำจัดเจ้าชายแล้วขึ้นเป็นใหญ่เสียเอง แต่ให้ความรัก ความเมตตาและจงรักภักดีเสมอต้นเสมอปลาย อบรมสั่งสอนให้ความรู้สารพัด แม้จะโดนมรสุมการเมืองเล่นงานจนกระเด็นออกไปครั้งหนึ่ง เขาก็กลับมาอีก แสดงความภักดีจนวาระสุดท้าย และที่สำคัญที่สุด ก่อนตาย มาซาแร็งทำพินัยกรรมยกมรดกมหาศาลทั้งหมดของเขาให้พระเจ้าหลุยส์แต่ผู้เดียว เพื่อเป็นเงินทองค้ำจุนการคลังของประเทศต่อไป หลานๆของเขาไม่ได้เลยสักคน ขาเม้าท์ทั้งหลายก็ได้โอกาสพูดว่า...ก็นี่แหละ พ่อเลี้ยงที่รักลูกเลี้ยงเหมือนลูกในไส้ เพราะรักแม่มากไงล่ะ หรือไม่..ก็ลึกกว่านี้ คือ " ก็เขาพ่อลูกกัน"
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 37 เมื่อ 27 ม.ค. 26, 14:18
|
|
มาซาแร็งถึงแก่กรรมในค.ศ. 1661เมื่ออายุ 59 ปี พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระชนม์ 23 ปี เป็นวัยหนุ่มแน่นเต็มตัว พร้อมจะรับช่วงอำนาจต่อพอดี เมื่อเขารู้ตัวว่าวาระสุดท้ายใกล้เข้ามา มาซาแร็งขอให้พระเจ้าหลุยส์ไปพบบ่อยครั้ง เพื่อสั่งเสีย แต่ไม่ใช่ไปพิรี้ิพิไรรำพันว่าจะยกมรดกอะไรให้ หรือสั่งให้สร้างหลุมฝังศพแบบไหน แต่ "ปลูกฝัง" พระเจ้าหลุยส์เป็นครั้งสุดท้ายถึงการครองแผ่นดิน ราวกับพ่อส่งต่อให้ลูก สิ่งที่มาซาแร็งสั่งเสียไว้ก็คือ 1. "ให้ทรงปกครองด้วยตนเองเท่านั้น" แปลอีกทีคือ จงอย่ามีเสนาบดีมาประกบคู่กับพระองค์ นับเป็นคำแนะนำที่ย้อนแย้งที่สุดค่ะ สำหรับอัครมหาเสนาบดีที่กุมอำนาจในแผ่นดินเหนือกษัตริย์มาตลอด คือสั่งเสียว่า พระองค์อย่าแต่งตั้งเสนาบดีคนไหนขึ้นมา มิฉะนั้นมันจะมีอำนาจล้นฟ้าแบบที่ข้ามี ทั้งนี้เพราะอะไร? มาซาแร็งรู้ดีว่าเขาคือ "กรณียกเว้น" ด้วยการกุมอำนาจไว้เฉยๆ ไม่ได้ยึดอำนาจขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์เสียเอง (เหตุผลคืออะไรไม่ต้องบอก เล่ามายาวเหยียดแล้วค่ะ) แต่ก็อย่าหวังว่าเสนาบดีอื่นที่อาจจะขึ้นมานั่งเก้าอี้แบบเขาจะจงรักภักดีแบบเขา ยังไงมันก็ต้องทะเยอทะยาน เขาเห็นว่าหลุยส์เป็นกษัตริย์หนึ่งเดียวที่ยิ่งใหญ่กว่าใคร จะเหมาะที่สุด 2. ขอ"มอบคอลแบรต์ (Colbert) ให้เป็นมรดก" มาซาแร็งใช้คำว่า "ฝ่าพระบาท ข้าพเจ้าเป็นหนี้พระองค์ในทุกสิ่ง แต่ข้าพเจ้าขอใช้หนี้คืนด้วยการมอบ 'คอลแบรต์' ให้แก่พระองค์" กลายเป็นประโยคโด่งดังในประวัติศาสตร์ คอลแบรต์คือใคร? คือยอดนักบริหารการคลังที่มาซาแร็งปั้นมากับมือ การมอบมือขวาที่ดีที่สุดของเขาให้พระราชา คือการรับประกันว่าหลุยส์จะมีเงินเต็มท้องพระคลัง คิดจะสร้างพระราชวังหรูที่สุดในโลก (แวร์ซายล์) หรือทำสงครามแผ่อำนาจต่อไปก็ทำได้ ไม่ต้องกลัวเงินไม่พอจ่าย กองทัพไม่ได้เดินด้วยท้องอย่างเดียว สำคัญกว่านี้คือเดินด้วยเงิน ถ้าพระราชาไม่มีงบประมาณเสียอย่าง ต่อให้มีนักรบเก่งยิ่งกว่าจอมยุทธ กองทัพก็พังพาบ ไปไม่ไหว 3. หัวใจสำคัญของการบริหารประเทศ "การทำงานหนักคือหน้าที่" มาซาแร็งย้ำว่ากษัตริย์ต้องทำงานหนักด้วยตนเอง ไม่ใช่อยู่สบายๆในวัง ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยเหมือนสมัยพระบิดา แต่ต้องรู้ทุกเรื่องในราชสำนัก และในประเทศ ไม่มีอะไรพ้นสายตาไปได้ มาซาแร็งไม่ต้องการให้หลุยส์เป็นแค่กษัตริย์ตามประเพณี มีหน้าที่ทำพิธีกรรมต่างๆ เพราะหน้าที่แท้จริงคือเป็นผู้กุมชะตาชาติ เพื่อจะพาประเทศไปได้ตลอดรอดฝั่ง พระเจ้าหลุยส์นำคำสอนมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดจนสวรรคต รัชสมัยของพระองค์ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่และรุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งของฝรั่งเศส
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 38 เมื่อ 27 ม.ค. 26, 14:31
|
|
หลักฐานบันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่า ในช่วงสัปดาห์สุดท้าย มาซาแร็งขออยู่กับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพียงลำพังบ่อยครั้ง การสั่งเสียก่อนหน้านี้ ทำกันเปิดเผย ไม่มีข้อใดให้ระแวงแคลงใจ ถ้างั้น ยังมีเรื่องอะไรเป็นความลับที่จนบัดนี้ก็ลอยหายไปกับสายลม ไม่มีใครรู้ว่าสองคนนี้พูดอะไรกัน ตกลงอะไร รับปากอะไร นักประวัติศาสตร์หลายคนตั้งคำถามว่า ในช่วงเวลาที่ความตายมาจ่อหน้าประตูนี่เองหรือเปล่า ที่มาซาแร็งอาจจะกระซิบความจริงเรื่อง "ลูกคนที่ 3" (ชายหน้ากากเหล็ก) ให้พระเจ้าหลุยส์ได้รับรู้? หากว่าเป็นจริง เป็นไปได้มากกว่ามาซาแร็งขอร้องให้หลุยส์อย่าใช้วิธีกำจัดน้องชายคนนี้ทิ้งไป อย่างน้อยก็สายเลือดเดียวกัน พ่อขอชีวิตลูกชายคนหนึ่งเอาไว้ ให้พ้นจากเงื้อมมือของลูกชายอีกคนหนึ่ง เป็นคำขอร้องสุดท้ายของคนใกล้ตาย ที่หลุยส์จะต้องปฏิญาณว่าจะทำตามที่พ่อขอ แน่นอนว่า จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจ จะช็อคซีนีม่าหรือทำใจได้ พระเจ้าหลุยส์ก็ต้องรับปากให้มาซาแร็งตายอย่างหมดห่วง นอกจากทรัพย์สินทั้งปวงที่มี ก่อนตาย มาซาแร็งยก "ชุดเพชรมาซาแร็ง" (Mazarin Diamonds) จำนวน 18 เม็ด ที่ถือกันว่าเป็นหนึ่งในเพชรงามที่สุดในโลกให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ต่อมาถูกประดับบนมงกุฎและเครื่องทรงของกษัตริย์ฝรั่งเศส
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 39 เมื่อ 27 ม.ค. 26, 14:35
|
|
เครื่่องเพชรมาซาแร็ง
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 40 เมื่อ 28 ม.ค. 26, 16:18
|
|
อารมณ์ผูกพันของพระเจ้าหลุยส์ที่มีต่อมาซาแร็งแน่นแฟ้นขนาดไหน เห็นได้จากเมื่อคาร์ดินัลผู้นี้สิ้นลมแล้ว นอกจากจัดงานศพ พระองค์ทรงไว้ทุกข์ให้เขาด้วย เรื่องนี้ถ้าเป็นคนธรรมดาๆอย่างเราๆ จะไว้ทุกข์ให้ใครสักคนที่เป็นคนนอกครอบครัว ก็ทำได้ไม่แปลก เช่นไว้ทุกข์ให้แฟนเก่า แต่สำหรับพระราชาในระบอบราชาธิปไตยแล้ว การไว้ทุกข์ให้คนที่ไม่ใช่พระญาติชั้นผู้ใหญ่ เช่นปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา นับเป็นเรื่องแปลก โดยเฉพาะคนนั้นเป็นสามัญชน มาซาแร็งตายไป 6 ปี พระราชินีแอนน์ก็ทรงจากไปอีกคน หลังจากนั้นอีก 3 ปี นักโทษก็ถูกจับเข้าคุก ถ้าหากว่ามาซาแร็งสารภาพก่อนตายว่าพระเจ้าหลุยส์ยังมีน้องชายอีกคน แน่นอนว่าพระองค์จะต้องไปซักถามพระมารดาอย่างแน่นอน และก็แน่นอนว่า พระนางแอนน์จะต้องขอชีวิตเขาไว้ อย่าไปแตะต้อง ปล่อยให้น้องชายอยู่อย่างสงบๆ แม่ขอร้อง พระเจ้าหลุยส์ทรงรักและเคารพพระมารดามาก เป็นความสัมพันธ์แม่ลูกที่ผูกพันแน่นแฟ้น เมื่อแม่ขอไว้ ก็ต้องอดกลั้น ไม่ทำอะไร จนพระนางส้ิ้นพระชนม์ ระยะเวลา 3 ปีอาจจะเป็นเวลาควานหาตัวน้องชายให้เจอ เพราะคนที่รู้ความลับอย่างแพทย์พยาบาล ที่ทำคลอดก็อาจจะตายกันไปหมดแล้ว ในที่สุดก็พบตัวและนำมาไว้ที่คุกบาสตีย์
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 41 เมื่อ 28 ม.ค. 26, 16:31
|
|
คำถามต่อไปที่คนอาจสงสัยคือ ถ้าหากว่าเป็นสายโลหิตเดียวกันแท้ๆ ไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือที่จับยัดเข้าคุก แม้ว่าปล่อยให้อยู่อย่างสะดวกสบายในนั้น แต่คุกก็คือคุก ทำไมไม่หาปราสาทเก่าๆ (ที่มีอยู่หลายแห่งในประเทศ) หรือคฤหาสน์สักแห่งไกลผู้ไกลคน ให้เขาอยู่เสียที่นั่นพ้นหูพ้นตาคน จะเป็นความปรานีกว่ามาก เรื่องนี้ก็มีคำตอบเหมือนกัน แม้ว่าพระเจ้าหลุยส์มีเงินเต็มท้องพระคลัง แต่พระองค์เป็นคนมีวินัยด้านการเงินสูงมาก อะไรที่ไม่จำเป็นจะทรงตัดทอน ไม่ใช่ฟุ่มเฟือยใช้ทิ้งใช้ขว้าง การเอาตัวบุคคล 1 คนไปจำกัดเขตอยู่ในปราสาท หรือคฤหาสน์ นอกจากเสี่ยงกับการหลบหนีได้ง่ายแล้ว ยังเปลืองค่าดูแลมากกว่าเอาเข้าคุก เพราะอะไร? เพราะพระองค์จะต้องจ่ายค่ายาม (หลายคน) หัวหน้านายทหารประจำการ เจ้าหน้าที่หรือพัศดี เจ้าหน้าที่ดูแลสถานที่ คนสวน แม่ครัว คนรับใช้ คนงานทำความสะอาด คนซักรีดเสื้อผ้า แพทย์ไปตรวจสุขภาพหรือรักษา นี่ไม่รวมค่าซ่อมแซมปราสาทหรือคฤหาสน์ที่จะต้องจ่ายก่อนเอานักโทษเข้าไปอยู่ คนเหล่านี้จะต้องหามาทั้งชุด และเสี่ยงกับการที่พวกเขามีโอกาสเห็นหน้านักโทษ ต่อให้ใส่หน้ากากก็เถอะ ถ้าจ้างพวกคนท้องถิ่น แน่นอนว่าหมู่บ้านใกล้เคียงจะอึงคะนึงด้วยข่าวซุบซิบถึง "บุรุษสวมหน้ากาก" จนปกปิดไม่ไหว ผิดกับคุก ที่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่แล้ว พระองค์ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เจ้าหน้าที่ประจำคุกทุกคนรู้หน้าที่ว่าจะต้องปิดปากเรื่องนักโทษทุกคน ใครจะไปใครจะมาพวกเขาไม่มีสิทธิ์แพร่งพรายต่อคนภายนอก คนเดียวที่ต้องจ่ายพิเศษคือพัศดีประจำตัวของนักโทษ เพื่อเอื้อเฟื้อให้ความสะดวกสบายผิดกับนักโทษอื่นๆ เทียบกันแล้ว เอาเข้าคุกประหยัดและปลอดภัยกว่ามาก การแหกคุกหนี- เป็นไปไม่ได้ แต่การหนีจากปราสาทหรือคฤหาสน์ในชนบท ทำง่ายกว่ามาก
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 42 เมื่อ 29 ม.ค. 26, 15:54
|
|
จากหนังสือของวอลแตร์ เขาบันทึกไว้ว่า หลังจากนักโทษเสียชีวิต มีการกำจัดทุกอย่างที่เกี่ยวกับนักโทษจนไม่เหลือร่องรอย 1 เสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างถูกนำไปเผาไฟจนเกลี้ยง 2 ผนังห้องคุกถูกขูดลอกของเดิมออก และทาสีใหม่หมด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อความใดถูกสลักแอบซ่อนไว้ 3 มรณบัตรระบุชื่อปลอม ว่า Marchioly และอายุปลอมว่า ตายเมื่ออายุ 45 ปี ทั้งๆถูกขังมาแล้ว 34 ปี การกลบเกลื่อนร่องรอยอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชขนาดนี้ ย่อมพิสูจน์ในตัวว่าถ้านักโทษเป็นคนเล็กคนน้อยในบ้านเมือง หรือแม้แต่เป็นขุนนางสักคน ก็ไม่จำเป็นจะต้องลบร่องรอยตัวจน ทำให้กลายเป็นมนุษย์ล่องหนไปแบบนี้ แต่ทางคุกได้รับคำสั่งให้ทำมาเพื่ออะไร? ถ้าไม่ใช่เพื่อปกปิดบุคคลระดับเป็นภัยต่อพระเจ้าหลุยส์โดยตรง ทั้งๆเขาคนนั้นไม่ได้ทำผิดอะไรเลย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 43 เมื่อ 29 ม.ค. 26, 16:01
|
|
ทีนี้ เรามาแกะรอยชายผู้ถูกทำให้ปราศจากตัวตนบ้าง ส่ิงที่น่าสังเกตคือ - ชายคนนี้ไม่มีลูกเมีย ไม่งั้นคงถูกจับเข้าคุกด้วย เพราะปล่อยไว้ก็อันตราย - เขาอยู่มาจนอายุประมาณ 30 (บวกลบ) แต่ยังไม่มีครอบครัว นับว่าประหลาดและยากจะเป็นไปได้ เพราะผู้ชายยุคนั้นแต่งงานเร็วมาก เป็นหนุ่มขึ้นมาก็มีเมียแล้ว ยากจะหาคนโสด - เขามีสุขภาพแข็งแรง อยู่ในคุกได้ถึง 34 ปี โดยไม่เจ็บป่วยล้มตายลงไป สภาพจิตใจเขาต้องแข็งแกร่งมากด้วย - ก่อนหน้านี้ เขาอยู่ในสังคมที่ซุกซ่อนเขาได้สนิท เขาโตมาจนหนุ่มโดยไม่มีคนรอบข้างสงสัยว่าทำไมเขาเหมือนพระราชา พระเจ้าหลุยส์ใช้เวลา 3 ปีถึงเอาตัวเขามาได้ ต่อไปคือการวิเคราะห์ 1. ทำไมถึงไม่มีครอบครัว? (The Celibacy) ในศตวรรษที่ 17 ชายหนุ่มอายุ 30 ปีที่ร่างกายแข็งแรงแต่ยังเป็นโสดถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก เว้นแต่เขาจะมี "พันธสัญญาต่อพระเจ้า"คือถือเพศพรหมจรรย์ในฐานะนักบวช การเป็นนักบวช (Clergy) คือเหตุผลเดียวที่สังคมในยุคนั้นยอมรับการเป็นโสดได้โดยไม่มีข้อสงสัย และยังอธิบายได้ว่าทำไมถึงไม่มี "ลูกเมีย" ที่ต้องตามมาปิดปากหรือจับเข้าคุกให้ยุ่งยากภายหลัง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
    
ตอบ: 41879
ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม
|
|
ความคิดเห็นที่ 44 เมื่อ 30 ม.ค. 26, 13:20
|
|
2 สถานที่ซ่อนตัวที่ปลอดภัยที่สุด สำหรับลูกชายของมาซาแร็ง แน่นอนว่าไม่มีที่ไหนปลอดภัยเท่าโบสถ์หรืออาราม (Monastery) เพราะที่นั่นคือเขตอำนาจพิเศษ แม้แต่อำนาจของพระราชาก็ยากที่จะเข้ามาตรวจสอบ ถ้ามาซาแร็งต้องการปกป้องลูกชายคนที่ื 3 การฝากลูกไว้ในอารามห่างไกลเมืองหลวง ภายใต้การดูแลของเจ้าอาวาสที่ไว้ใจได้คือวิธีที่รอบคอบที่สุด บางทีเจ้าอาวาสอาจรู้เพียงว่า มาซาแร็งนำ 'เด็กกำพร้า' คนหนึ่งมาให้เลี้ยง ในเมื่อท่านอัครมหาเสนาบดีฝากฝังมา เขาก็ต้องดูแลอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ นักบวชในบางนิกายหรือในบางพื้นที่ นอกจากสวมเสื้อคลุมยาวรุ่มร่ามแล้วยังมีการสวมหมวกคลุมหัว (Hood) ที่ดึงลงมาปิดครึ่งใบหน้า หรือบางนิกายก็ใช้ชีวิตสันโดษ ไกลผู้คนภายนอก ซึ่งช่วยลดโอกาสที่คนทั่วไปจะมาพินิจพิจารณาใบหน้าของเขาได้ 3. หากหน้ากากเหล็กเป็นนักบวช เขาจะได้รับความรู้และการศึกษาที่ดี (สอดคล้องกับบันทึกที่ว่านักโทษคนนี้เป็นคนมีความรู้และมีมารยาทแบบชนชั้นสูง) ความเป็นนักบวชนี้เองย่อมเป็นอุปสรรคใหญ่อีกขั้นหนึ่งที่ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ประหารไม่ลงยิ่งกว่าเดิม เพราะการฆ่านักบวช นับเป็นบาปหนักพอกับอนันตริยกรรมในพุทธศาสนา แถมยังมีสายเลือดเดียวกับตน เท่ากับฆ่าพี่น้องตนเอง คือบาปหนักสองต่อในสายตาของคริสตจักร
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|