เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 3 4 [5]
  พิมพ์  
อ่าน: 4927 การกลับมาของลัทธิจักรวรรดินิยม และการล่าอาณานิคม
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41881

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 60  เมื่อ 21 ม.ค. 26, 13:20

  อ่านของคุณปัญจมาแล้ว ทำให้ดิฉันนึกถึงเจงกิสข่าน หรืออเล็กซานเดอร์มหาราช  หรือพระเจ้า William the Conqueror ของอังกฤษ   อยากจะขยายเขตอำนาจก็บุกรุกเข้าไปครอบครองดินแดนอื่นได้ โดยไม่มีใครว่า  คนที่อยากจะว่าคือเจ้าของดินแดนเดิมก็ถูกปราบราบคาบไป   ยิ่งกว่านั้น  นักประวัติศาสตร์พากันยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่   
  แต่นั่นมันหลายร้อยปีเป็นพันปีแล้ว   เป็นยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก  ว่ากล่าวกันไม่ได้  โลกไม่ได้มีกฎระเบียบอย่างสมัยนี้
  มันจึงไม่น่าจะเกิดในประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำระบอบประชาธิไตย แต่เกิดขึ้นมาแล้ว   คนภายนอกก็ได้แต่มองตาปริบๆ   เดาไม่ออกว่าอนาคตของอเมริกาจะไปทางไหน
  ที่สำคัญกว่านั้นคืออนาคตของโลกจะไปทางไหน 
  ตอนนี้นับเดือนว่าทรัมป์นั่งเก้าอี้อีก 36 เดือน  แต่ถ้าปู่แกฉีกรัฐธรรมนูญจะนั่งต่อให้ได้ ก็ไม่เกินความคาดฝันใช่ไหมคะ คุณปัญจมา?
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41881

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 61  เมื่อ 21 ม.ค. 26, 13:29

 ตกใจ ตกใจ
ปู่แกวางแผนจะอยู่เป็นสมัยที่ 3 มาตั้งแต่ปี 2025 แล้ว จริงๆด้วย!!!


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41881

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 62  เมื่อ 21 ม.ค. 26, 13:33

ใครเชียร์ทรัมป์เชิญอุดหนุนได้ค่ะ


บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 283


ความคิดเห็นที่ 63  เมื่อ 21 ม.ค. 26, 19:09

อันนี้ต้องไปซื้อที่กรีนแลนด์ - เดนมาร์ก  (ภาพจากรอยเตอร์ส)


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 283


ความคิดเห็นที่ 64  เมื่อ 21 ม.ค. 26, 22:09

สำหรับคนที่สนใจการเมืองระหว่างประเทศ  สปีชของนายกฯ แคนาดานายมาร์ค คาร์นีย์ที่การประชุม WEF ที่ดาวอสเมื่อวานนี้เป็นสปีชแห่งทศวรรษที่ควรค่าแก่การรับฟังและศึกษาเป็นอย่างยิ่งค่ะ  นายคาร์นีย์พูดถึงทรัมป์และความบ้าคลั่งอำนาจไม่แยแสพันธมิตรของแกได้แบบกระจ่างชัดแจ้งไม่มีการอ้อมค้อม โดยที่ไม่ได้เอ่ยชื่อทรัมป์แม้แต่ครั้งเดียว  และยังกล่าวเตือนผู้นำทุกคนด้วยว่าหมดเวลาแล้วที่จะมัวแต่คิดว่าการยกยอพินอบพิเทาจะทำให้ตัวเองรอด   รวมทั้งเสนอแนะแนวทางสำหรับมหาอำนาจไซส์กลางๆ ที่จะผนึกกำลังกันต่อสู้กับภัยคุกคามภายใต้ระเบียบโลกใหม่ที่อเมริกากลายเป็นอุปสรรค   ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมคนถึงลุกขึ้น standing ovation อย่างยาวนาน

https://youtu.be/flsgJe8mN-A?si=aDI-nSrGGZCeGyWr

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41881

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 65  เมื่อ 22 ม.ค. 26, 09:18

 ตอนนี้ติดตามสถานการณ์ไม่ถูกแล้วค่ะ  ต้องยกหน้าที่ให้คุณเพ็ญชมพูกับคุณปัญจมา
 เมื่อวาน ทรัมป์ขู่ฟ่อๆจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าแพงมหาโหดจากหลายประเทศ ที่แสดงท่าทีคัดค้านทรัมป์จะฮุบกรีนแลนด์   แต่วันนี้ เปลี่ยนใจไม่ทำซะแล้ว ให้เหตุผลว่าเขาได้บรรลุความเข้าใจของข้อตกลงกับนาโตเกี่ยวกับอนาคตของกรีนแลนด์แล้ว
ทรัมป์เขียนบนแพลตฟอร์ม Truth Social หลังการพบปะกับมาร์ก รุตเต เลขาธิการนาโตระหว่างการประชุมที่เมืองดาวอสว่า
“จากความเข้าใจดังกล่าว เขาจะไม่ดำเนินการเก็บภาษีที่มีกำหนดจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์”
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว

อ่านที่ไหนแวบๆเหมือนกับว่าเลขาธิการนาโตไปเอออวยกับทรัมป์เรื่องฮุบกรีนแลนด์หรืออย่างไรคะ


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16249



ความคิดเห็นที่ 66  เมื่อ 22 ม.ค. 26, 09:35

สปีชของนายกฯ แคนาดานายมาร์ค คาร์นีย์ที่การประชุม WEF ที่ดาวอส
เป็นสปีชแห่งทศวรรษที่ควรค่าแก่การรับฟังและศึกษาเป็นอย่างยิ่ง


ระเบียบโลกเก่าที่ไม่อาจไม่หวนคืน


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16249



ความคิดเห็นที่ 67  เมื่อ 22 ม.ค. 26, 10:35

ตอนนี้ติดตามสถานการณ์ไม่ถูกแล้วค่ะ  ต้องยกหน้าที่ให้คุณเพ็ญชมพูกับคุณปัญจมา

เมื่อวาน ทรัมป์ขู่ฟ่อๆจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าแพงมหาโหดจากหลายประเทศ ที่แสดงท่าทีคัดค้านทรัมป์จะฮุบกรีนแลนด์   แต่วันนี้ เปลี่ยนใจไม่ทำซะแล้ว ให้เหตุผลว่าเขาได้บรรลุความเข้าใจของข้อตกลงกับนาโตเกี่ยวกับอนาคตของกรีนแลนด์แล้ว

ทัศนคติของทรัมป์นั้นเป็นทัศนคติของคนที่ชอบรังแกผู้ที่ด้อยกว่า

เอียน เบรมเมอร์ ผู้ก่อตั้งบ.ที่ปรึกษา Eurasia Group อธิบายไว้ว่าปฏิกิริยาของทรัมป์ต่อพันธมิตรและประเทศคู่แข่งมีอยู่แค่ 2 รูปแบบ อย่างแรกคือ  FAFO (F *** Around and Find Out)  ซึ่งถ้าจะแปลเป็นไทยแบบง่ายๆ ก็คงเป็น “ถ้าอยากรู้ก็ลองเข้ามาแหยมดูสิ “   อย่างที่ 2 คือ TACO (Trump Always Chickens Out) หรือ "สุดท้ายทรัมป์ก็ทำได้แค่เพียงขู่"

ครั้งนี้ ปฏิกิริยาของทรัมป์คงเป็นแบบที่ ๒ TACO (Trump Always Chickens Out)



จากการประชุมที่มีประสิทธิผลอย่างมากของผมกับเลขาธิการนาโต Mark Rutte เราได้จัดทำกรอบของข้อตกลงในอนาคตเกี่ยวกับกรีนแลนด์ และจริง ๆ แล้วรวมถึงทั้งภูมิภาคอาร์กติกทั้งหมดด้วย แนวทางนี้ หากสามารถทำให้สำเร็จได้ จะเป็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับ สหรัฐอเมริกา และ ทุกประเทศสมาชิกนาโต จากความเข้าใจร่วมกันนี้ ผมจะไม่ดำเนินการเก็บภาษีนำเข้า ที่เดิมกำหนดจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ขณะนี้ยังมีการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "Golden Dome" ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์ รายละเอียดเพิ่มเติมจะถูกเปิดเผยเมื่อการเจรจามีความคืบหน้า

รองประธานาธิบดี JD Vance, รัฐมนตรีต่างประเทศ Marco Rubio, ผู้แทนพิเศษ Steve Witkoff และบุคคลอื่น ๆ ตามความจำเป็น จะรับผิดชอบในการเจรจา และจะรายงานตรงถึงผม

ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้!

โดนัลด์ เจ. ทรัมป์
ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 68  เมื่อ 22 ม.ค. 26, 11:29

         ทรัมป์พูดว่า เขาจะ "ไม่ใช้กำลัง" เพื่อให้ได้กรีนแลนด์มา
         นี่คือถ้อยแถลงส่วนหนึ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในสุนทรพจน์กว่า 1 ชั่วโมงที่กล่าว
ต่อผู้นำโลกในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกหรือ World Economic Forum ที่ดาวอส

https://www.facebook.com/share/r/1boHdGty3i/


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 283


ความคิดเห็นที่ 69  เมื่อ 23 ม.ค. 26, 09:18

ทัศนคติของทรัมป์นั้นเป็นทัศนคติของคนที่ชอบรังแกผู้ที่ด้อยกว่า

เอียน เบรมเมอร์ ผู้ก่อตั้งบ.ที่ปรึกษา Eurasia Group อธิบายไว้ว่าปฏิกิริยาของทรัมป์ต่อพันธมิตรและประเทศคู่แข่งมีอยู่แค่ 2 รูปแบบ อย่างแรกคือ  FAFO (F *** Around and Find Out)  ซึ่งถ้าจะแปลเป็นไทยแบบง่ายๆ ก็คงเป็น “ถ้าอยากรู้ก็ลองเข้ามาแหยมดูสิ “   อย่างที่ 2 คือ TACO (Trump Always Chickens Out) หรือ "สุดท้ายทรัมป์ก็ทำได้แค่เพียงขู่"

ครั้งนี้ ปฏิกิริยาของทรัมป์คงเป็นแบบที่ ๒ TACO (Trump Always Chickens Out)
[/quote]

ใช่ค่ะ ครั้งนี้ยุโรปพร้อมใจกันใช้ท่าทีแข็งแกร้าวพร้อมๆ กับขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยมาตรการทางการค้าและการลงทุนที่รุนแรง  มิสเตอร์บุลลี่เลยยอมถอย   ขณะเดียวกัน บรรดาชาติที่ร่วมกันส่งทหารไปประจำการยังกรีนแลนด์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็พยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ โดยอ้างว่าที่ทำเช่นนั้นไม่ใช่เพื่อท้าทายท่านผู้นำ Dear Leader หรอก  แต่เพราะเชื่อคำเตือนของท่านว่ารัสเซียกับจีนกำลังจะเข้ามายึดครองกรีนแลนด์ต่างหาก   ทรัมป์เลยพอใจและระงับการขึ้นภาษีศุลกากรกับบรรดาชาติเหล่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้เคยประกาศให้มีผลในวันที่ 1 กพ.

แต่ไม่มีใครเชื่อหรอกค่ะว่านี่คือการถอยแบบถาวร   เพราะทรัมป์นั้นหมกมุ่นกับกรีนแลนด์มานานหลายปีแล้ว  ไม่ใช่เพิ่งจะมาเป็นเมื่อวานวันนี้   เชื่อเถอะว่าเดี๋ยวก็หาเรื่องมาตีรวนโพยพายได้อีก  โดยเฉพาะในเวลาที่ความนิยมของตัวเองในบ้านนั้นตกต่ำอย่างมาก  รวมทั้งมีปัญหาภายในประเทศมากมายที่ตัวเองโม้ว่าจะแก้ไขในข้ามคืนแต่ทำไม่ได้  เช่น เรื่องข้าวของแพง  หรือเรื่องการเปิดโปงผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมของเอปสตีน เป็นต้น เพราะยิ่งมีวิกฤติในต่างประเทศมากเท่าไหร่ยิ่งช่วยให้สังคมหันเหความสนใจออกไปจากความผิดพลาดของตัวเองได้มากเท่านั้น  คล้ายๆ กับที่รัฐบาลของประเทศสารขัณฑ์พยายามปลุกเร้ากระแสรักชาติมากลบเกลื่อนความผิดพลาดในการบริหารงานของตัวเองนั่นแหละค่ะ 
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 283


ความคิดเห็นที่ 70  เมื่อ 23 ม.ค. 26, 10:01

อ่านที่ไหนแวบๆเหมือนกับว่าเลขาธิการนาโตไปเอออวยกับทรัมป์เรื่องฮุบกรีนแลนด์หรืออย่างไรคะ

เลขาฯ นาโตไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเอออวยกับใครเรื่องดินแดนหรอกค่ะ  เขาแค่พยายามจะหาหนทางประนีประนอมเพื่อให้ทรัมป์รู้สึกว่าตัวเองถอยแบบผู้ชนะมากกว่าที่จะรู้สึกเสียหน้า   อะไรที่คุยกันในที่ประชุมก็ต้องเอากลับไปคุยต่อกับคนที่เกี่ยวข้องอยู่ดี 

มีคนเรียกมาร์ก รู้ทท่า (ในภาษาดัทช์ Rutte จะออกเสียงว่า “รู้ท-ถะ/เถอะ” แต่ไม่รู้จะถอดเป็นภาษาไทยยังไงให้ใกล้เคียงที่สุด  เห็นสื่อบางเจ้าก็ใช้ “รู้ตต้า” ไปเลยก็มี)  ว่าเป็น Trump Whisperer หรือคนที่สามารถเกลี้ยกล่อมทรัมป์ให้เชื่องได้  (มาจากคำว่า Horse Whisperer) เพราะที่ผ่านมานั้นพี่มากแกสามารถใช้แทกติกเยินยอปอปั้นในการโน้มน้าวให้ทรัมป์เลิกล้มความคิดบางอย่างที่จะเกิดผลเสียต่อนาโตได้ (เช่นการถอนความช่วยเหลือแก่ยูเครน หรือการบังคับให้ยูเครนยอมรับข้อตกลงของรัสเซียในเรื่องอาณาเขตดินแดน เป็นต้น)   ในกรณีนี้เห็นได้ชัดว่าพี่มากแกพยายามเล่นบทบาท Good Cop ในขณะที่สมาชิกนาโตบางชาติทำตัวเป็น Bad Cop เพื่อไม่ให้ทรัมป์รู้สึกเสียหน้ามากจนเกินไป 
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 283


ความคิดเห็นที่ 71  เมื่อ 23 ม.ค. 26, 10:01

ส่วนข้อตกลงที่ว่านั้นก็อาจจะไม่ได้แย่อะไรมากและเป็นแนวปฏิบัติที่มีมานานแล้วในแวดวงการทูต    นั่นก็คือยกพื้นที่น้อยๆ ทางตอนเหนือของกรีนแลนด์อันเป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในตอนนี้ให้อยู่ในอำนาจของสหรัฐฯ แบบเดียวกับที่อังกฤษเป็นเจ้าของที่ดินในไซปรัสซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอังกฤษ  และไทยยกพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของสถานทูตบางแห่งในกรุงเทพฯ ให้เป็นอำนาจของเขา (คงจำกันได้ว่าที่ตั้งของเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ตอนนี้เคยมีสถานทูตอังกฤษเป็นเจ้าของ)  นอกจากนั้นก็อาจจะให้คำมั่นสัญญาว่าชาตินาโตจะเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันอธิปไตยของกรีนแลนด์/เดนมาร์กมากขึ้นเพื่อไม่ให้ทรัมป์มีข้ออ้างว่าที่จะเข้ามายึดครองกรีนแลนด์ก็เพราะยุโรปเพิกเฉยกับปัญหาความมั่นคงในทะเลแอตแลนติก
บันทึกการเข้า
ปัญจมา
อสุรผัด
*
ตอบ: 283


ความคิดเห็นที่ 72  เมื่อ 23 ม.ค. 26, 10:03

แต่เราต้องไม่ลืมด้วยว่าเรื่องประกาศก่อนทำทีหลังนี่เป็นนิสัยของทรัมป์อยู่แล้ว  (ถ้าอยากเข้าใจวิธีคิดของทรัมป์ ให้ลองไปดูโฆษณาโครงการอสังหาก่อนลงมือสร้างกับผลงานที่ได้จริงเมื่อสร้างเสร็จแล้วนะคะ)   บางทียังไม่ได้มีข้อตกลงอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยก็ไปประกาศล่วงหน้า  แล้วค่อยให้สมุนไปเจรจาต่อรอง (หรือหักคอ) กับฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้บรรลุข้อตกลงที่ตัวเองอยากเห็น   ดังนั้น  ก่อนที่เราจะสรุปว่าอะไรเป็นอะไรเพียงเพราะท่านผู้นำโพสต์ในโซเชียลนั้น  เราก็ต้องดูด้วยว่าคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เขาพูดถึงเรื่องเดียวกันนี้ว่าอย่างไร   ที่สำคัญ  เราต้องไม่ลืมว่าท่านผู้นำนั้นคือนักธุรกิจอสังหาเก่า  เรื่องโม้โอ้อวดความดีเลิศของตัวเองนั้นเป็นอะไรที่นักธุรกิจอสังหาทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว  เวลาท่านพูดอะไรก็ให้หารร้อยไว้ก่อน   รอสัก 4-5 วันให้ฝุ่นควันมันจางแล้วค่อยมาดูกันว่าอะไรเป็นอะไร 
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16249



ความคิดเห็นที่ 73  เมื่อ 25 ม.ค. 26, 18:35

เมื่อ……จักรวรรดินิยมอเมริกันคืนชีพ!!!!!!

ในยุคสงครามเย็นฟากฝ่ายคอมมิวนิสต์มีการใช้คำว่า จักรวรรดินิยมอเมริกัน (American imperialism) ในการประณาม-ต่อต้านการทำสงครามของสหรัฐอเมริกาอย่างแพร่หลาย โดยฝ่ายสหรัฐอเมริกาซึ่งทำตัวเป็นผู้นำโลกเสรีได้ยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องนั้นเป็นไปเพื่อต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยอดีตสหภาพโซเวียต โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นพันธมิตรที่สำคัญ ตลอดการเผชิญหน้ากันในยุคสงครามเย็นมีสงครามเกิดขึ้นระหว่างสองขั้วค่ายมากมายหลายครั้ง นับตั้งแต่สงครามเกาหลี สงครามอินโดจีน (เวียตนาม ลาว และเขมร) และสงครามที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ อีกมากมายหลายครั้ง โดยที่ยังไม่ลุกลามจนกลายเป็นสงครามใหญ่เช่นสงครามโลกทั้งสองครั้งในอดีต

อันที่จริงแล้ว จักรวรรดินิยมอเมริกันไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในยุคสงครามเย็นแต่อย่างใดแต่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วจากนโยบายการทหาร เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม จักรวรรดินิยมอเมริกันเป็นการใช้อำนาจ หรือการควบคุมโดยสหรัฐอเมริกาภายนอกพรมแดนของตน สหรัฐอเมริกาขยายดินแดนในตอนแรกผ่านการชนะสงคราม ต่อมาเปลี่ยนไปเป็นการควบคุม/มีอิทธิพลต่อประเทศอื่นโดยไม่ต้องชนะสงครามด้วยการใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น สร้างพันธมิตร ความช่วยเหลือการทูตทางเรือ การทำสนธิสัญญาการค้า การสนับสนุนฝ่ายการเมืองที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อิทธิพลทางเศรษฐกิจผ่านบริษัทเอกชน และอิทธิพลทางวัฒนธรรม ซึ่งสหรัฐได้แผ่ขยายอำนาจ ก่อตั้งและ ควบคุมรัฐบริวาร คำว่า จักรวรรดินิยมอเมริกัน ถูกใช้ครั้งแรกในสมัย James Knox Polk อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ ๑๑ เมื่อสหรัฐเข้าสู่สงครามเม็กซิโก–อเมริกา ในปี ๑๘๔๖ มีการผนวกแคลิฟอร์เนียและดินแดนตะวันตกตาม สนธิสัญญา Guadalupe Hidalgo และ Gadsden purchase

ต่อมาในปี ๑๘๙๘ เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯกับสเปนขึ้น หลังจากที่มีชัยชนะเหนือสเปนจึงส่งผลให้สหรัฐอเมริกาได้อำนาจอธิปไตยเหนือ เปอร์โตริโก กวม และฟิลิปปินส์ และตั้งคิวบาเป็นรัฐในอารักขาโดยเข้าไปแทรกแซงในสงครามประกาศอิสรภาพของคิวบาและการปฏิวัติฟิลิปปินส์ ซึ่งต่อมานำไปสู่สงครามฟิลิปปินส์-อเมริกา สงครามสหรัฐฯ-สเปนทำให้อำนาจการปกครองเกือบสี่ศตวรรษของสเปนในทวีปอเมริกา เอเชีย และแปซิฟิกสิ้นสุดลง ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงราชอาณาจักรฮาวายจนล่มสลายจนกลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ และต่อมาได้กลายเป็นรัฐที่ ๕๐ ของสหรัฐฯ ในปี ๑๙๕๙ ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาไม่เพียงแต่กลายเป็นมหาอำนาจโลกเท่านั้น แต่ยังได้ครอบครองเกาะต่าง ๆ ทั่วโลกอีกด้วย  และสหรัฐฯ ได้กลายเป็นจักรวรรดิโดยสมบูรณ์ แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ระบุตนเองและดินแดนที่ตนครอบครองว่าเป็นจักรวรรดิก็ตาม

การแทรกแซงทางการทหารของสหรัฐฯ แม้จะมีความไม่สอดคล้องกับค่านิยมของชาวอเมริกันในด้านประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเป็นอิสระ แต่ในทางกลับกัน ประธานาธิบดีอเมริกันหลายคนที่ดำเนินการเข้าแทรกแซงทางการทหารต่อประเทศหรือดินแดนอื่น ๆ อาทิ William McKinley, Woodrow Wilson, Theodore Roosevelt และ William Howard Taft โดยอ้างถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอเมริกา เช่น การค้าและการจัดการหนี้สิน การป้องกันการแทรกแซงของยุโรป (ไม่ว่าจะเป็นอาณานิคมหรืออย่างอื่น) ในซีกโลกตะวันตก และเพื่อประโยชน์ในการรักษา "ความสงบเรียบร้อย" ในระหว่างปี ๑๙๑๒-๑๙๒๐ Woodrow Wilson ประธานาธิบดีคนที่ ๒๘ ได้ปฏิบัติการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศถึง ๗ ครั้ง ได้แก่ นิการากัว โดมินิกัน เฮติ คิวบา ปานามา เม็กซิโก และฮอนดูรัส ซึ่งมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่น ๆ

สงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐอเมริกาเริ่มวางแผนสำหรับโลกหลังสงครามตั้งแต่เริ่มสงคราม วิสัยทัศน์นี้มีต้นกำเนิดมาจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) องค์กรทางเศรษฐกิจที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น กลุ่มศึกษาเรื่องสงครามและสันติภาพของ CFR มีข้อเสนอให้แก่กระทรวงการต่างประเทศในปี ๑๙๓๙ โดยมองว่า สงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็น "โอกาสอันยิ่งใหญ่" สำหรับสหรัฐฯ ที่จะก้าวขึ้นมาเป็น "มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก" จึงเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ มีบทบาทนำในฐานะ "ผู้นำโลกเสรี" และ "ตำรวจโลก" ในช่วงสมัยสงครามเย็น การล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียตทำให้สหรัฐฯ ผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกโดยไม่มีคู่แข่งมายาวนานหลายสิบปี จนกระทั่งยุค ๒๐๐๐ เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศจนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจชั้นนำของโลกทัดเทียมสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป

ในปี ๑๙๙๑ สหรัฐฯ และพันธมิตรได้บุกอิรักเพื่อบังคับให้อิรักถอนกำลังออกจากคูเวตซึ่งอิรักได้ยึดครองไปเมื่อปีก่อนหน้า สงครามในอ่าวเปอร์เซียกินเวลา ๙ วัน ต่อมาสหรัฐฯ บุกอิรักอีกครั้งในปี ๒๐๐๓ มีการออกคำสั่งที่ ๓๙ เพื่อแปรรูปเศรษฐกิจของอิรัก และอนุญาตให้ต่างชาติเป็นเจ้าของสินทรัพย์ของอิรักได้ ๑๐๐%

ในระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองครั้ง Donald Trump ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ได้แสดงความปรารถนาที่จะขยายดินแดนของสหรัฐอเมริกาผ่านทั้งการซื้อที่ดิน และการใช้กำลังทหาร Trump ประกาศความปรารถนาที่จะผนวกกรีนแลนด์เป็นครั้งแรก ในปี ๒๐๑๙ ในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรกของเขา ในการดำรงตำแหนงประธานาธิบดีครั้งที่สอง เขาเริ่มใช้ภาษีศุลกากรเพื่อบีบบังคับให้ได้กรีนแลนด์มา และยังเสนอให้ผนวก แคนาดา เม็กซิโก คลองปานามา และเข้ายึดครองฉนวนกาซา พยายามมีบทบาทและอิทธิพลต่อทิศทางของคริสตจักรคาทอลิก หลังจากการบุกเวเนซุเอลา Trump ได้ปลด Nicolas Maduro ประธานาธิบดี และอ้างว่า สหรัฐฯ จะเข้าไป "บริหาร" เวเนซุเอลา ความมุ่งมั่นของTrump ที่จะปฏิบัติต่อซีกโลกตะวันตกเสมือนเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ ได้รับการอธิบายว่า เป็นการฟื้นฟูหลักการ Monroe และยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ปี ๒๐๒๕ ได้ประกาศ "หลักการเสริมของ Trump" ต่อหลักการ Monroe หรือที่รู้จักกันในชื่อหลักการ Donroe โดยมีการอธิบายถึงนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลอ้างถึงสถานะของประเทศในฐานะมหาอำนาจว่า "เราเป็นมหาอำนาจ และภายใต้ประธานาธิบดี Trump เราจะประพฤติตนในฐานะมหาอำนาจ"

จากผลสำรวจความคิดเห็นของ YouGov ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๐๒๕ พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง ๔% เท่านั้นที่สนับสนุนการขยายอำนาจของสหรัฐฯ หากต้องใช้กำลังทหาร ๓๓% สนับสนุนการขยายอำนาจโดยไม่ใช้กำลังทหารหรือกำลังทางเศรษฐกิจ และ ๔๘% ของชาวอเมริกันคัดค้านการขยายอำนาจโดยสิ้นเชิง วันที่ ๓ มกราคม ๒๐๒๖ สหรัฐอเมริกาได้เริ่มปฏิบัติการ Absolute Resolve ซึ่งเป็นการโจมตีเวเนซุเอลา หลังจากทิ้งระเบิดฐานทัพทหาร กองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ได้จับกุมประธานาธิบดี Nicolas Maduro และภรรยา โดยตั้งข้อหาก่อการร้ายยาเสพติด Trump ได้กล่าวว่าสหรัฐฯ จะ "บริหาร" เวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว และแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันซึ่งเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แม้ว่า นักวิจารณ์และผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่าการโจมตีครั้งนี้ผิดกฎหมายและเป็น "จักรวรรดินิยมทรัพยากร" ซึ่งคณะบรรณาธิการของนิวยอร์กไทมส์เรียกว่าเป็นการกระทำของ "จักรวรรดินิยมยุคใหม่" ซึ่งขาด "ความชอบธรรมระหว่างประเทศ" ใด ๆ ทั้งสิ้น การขยายอำนาจด้วยการใช้กำลังทำให้เห็นว่า สหรัฐฯ ใช้ "อำนาจ (พระเดช)" มากกว่าการใช้ "การสนับสนุน-ช่วยเหลือ-ดูแล (พระคุณ)" จึงเป็นการสร้างความไม่พอใจให้พลโลกส่วนใหญ่ ในขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ชาติมหาอำนาจที่ตามมาติด ๆ กลับใช้กระบวนการ "สนับสนุน-ช่วยเหลือ-ดูแล (พระคุณ)" มากกว่า จึงทำให้พลโลกส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงลบต่อบทบาทของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

จาก The States Times โดย ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16249



ความคิดเห็นที่ 74  เมื่อ 29 ม.ค. 26, 18:35

ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้วิธีขู่อีกแล้ว ครั้งนี้ทรัมป์โพสต์ลงบน Truth Social บอกว่าหากอิหร่านไม่ยอมดีลด้วย จะเจอการทำลายล้างครั้งใหญ่ โดยตอนนี้ กองเรือขนาดมหึมากำลังมุ่งหน้าไปยังอิหร่าน

ผลลัพธ์จะออกเป็นแบบ FAFO หรือ TACO ต้องติดตามต่อไป



กองเรือรบขนาดมหึมากำลังมุ่งหน้าไปยังอิหร่าน มันเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ด้วยแสนยานุภาพอันยิ่งใหญ่, ฮึกเหิม และจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน นี่คือกองเรือซึ่งนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินลำมหึมา "อับราฮัม ลินคอล์น" ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยส่งไปยังเวเนซุเอลา เช่นเดียวกับกรณีเวเนซุเอลา กองเรือนี้มีความพร้อม, มุ่งมั่น และสามารถที่จะบรรลุภารกิจได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วและรุนแรง, หากจำเป็น  หวังเป็นอย่างยิ่งว่าอิหร่านจะรีบ "เข้าสู่โต๊ะเจรจา" และตกลงกันอย่างยุติธรรมและเท่าเทียม - ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ - ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ดีสำหรับทุกฝ่าย เวลาเหลือน้อยลงทุกที นี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง!  อย่างที่ผมเคยบอกอิหร่านครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้, จงทำข้อตกลงซะ! พวกเขาไม่ยอม และนั่นนำไปสู่ "ปฏิบัติการมิดไนท์แฮมเมอร์"* ซึ่งเป็นการทำลายล้างอิหร่านครั้งใหญ่ การโจมตีครั้งต่อไปจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้มาก อย่าปล่อยให้เรื่องนั้นมันเกิดขึ้นอีก

ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้!

ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ.ทรัมป์


* เป็นปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐอเมริกา โจมตีโครงการนิวเคลียร์ ๓ แห่งของอิหร่าน เมื่อช่วงค่ำวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๐๒๕  ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ  


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.073 วินาที กับ 19 คำสั่ง