ขอเข้าชั้นครับ

พอกล่าวถึงภาษาในงานเขียน ส่วนตัวผมมองว่านั่นคือจุดที่ทำให้ผู้เขียนถึงกับท้อและไม่มั่นใจในงานเขียนตัวเองเลยครับ (รวมทั้งตัวผมด้วย) เพราะเราจะแอบระวังเวลานึกคำในหัวตลอดเวลา ว่าคำนี้มันมีใช้จริง ๆ ในสมัยนั้นหรือไม่ หรือถ้าคำนั้นกร่อนมาจากคำเก่าที่สมัยนี้ไม่ใช้แล้ว มันจะมาจากคำว่าอะไร
นึกภาพเหมือนเราย้อนเวลาไปในอดีต แล้วไปพูดแบบเรา ๆ พูดกันในสมัยนี้ คนสมัยนั้นคงทำท่าสงสัยแน่นอนว่าเราพูดอะไรแปลกพิกล เหมือนในละครแนวหลุดไปอยู่ในอดีตที่เราดู ๆ กันครับ
ยกตัวอย่าง ถ้าจะเขียนเรื่องแนว ๆ โสเภณีสมัยรัชกาลที่ 6 - 7 แล้วมีหลุดคำด่าว่า "ช็อกการี" หรือ "กะหรี่" ในเรื่อง ก็คงจะเกินยุคเกินสมัยไปหน่อย เพราะคำ ๆ นี้เป็นคำที่รับมาจากภาษาฮินดีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปแล้ว
อีกตัวอย่างคลาสสิก คือ คำบอกรักในตำนาน "ผมรักคุณ" ถ้าผู้ชายลองไปจีบแม่หญิงในสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น รับรองโดนแม่หญิงด่าว่าไม่รู้ที่ต่ำที่สูงแน่นอน เพราะคำว่า "ผม" กับ "คุณ" ในอดีตเป็นคำที่แสดงสถานะผู้พูดชัดเจนว่าใครสูงใครต่ำ การจะพลอดรักโดยใช้คำแบบไม่คำนึงถึงสถานะเหมือนในยุคหลังย่อมเป็นเรื่องไม่สบอารมณ์ ที่สำคัญคือมีหลักฐานว่า กว่าที่เราจะพูดบอกรักกันด้วยคำ ๆ นี้จนเป็นคำฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ก็ล่วงเข้ามาช่วงใกล้ พ.ศ.2500 แล้ว ด้วยอิทธิพลของเพลง "รักคุณเข้าแล้ว" ของคุณสุเทพ วงศ์กำแหง
ไหน ๆ เล่าเรื่องนี้แล้วผมก็ขอเล่าเพิ่มสักหน่อยว่า แม้กระทั่งดูหนังดูละครแนวย้อนยุค ผมยังตั้งแง่เลยว่าคำพูดในละครในหนัง มันมีใช้จริง ๆ ตามยุคสมัยในเนื้อเรื่องหรือเปล่า คล้าย ๆ กับพยายามจับผิดเรื่องที่ดูเล็กน้อย แต่ผมก็สามารถนำมาอธิบายให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกับยุคสมัยได้ เช่น
ละครเรื่องหนึ่ง (ไม่บอกว่าว่าเรื่องไหน) เป็นละครพีเรียดยุคสมัยอยุธยา ดังพอสมควร กล่าวถึงมหรสพฉลองวัดหรืองานฉลองอะไรสักอย่างในกรุงศรีอยุธยา แต่ในบทมีพูดถึง "หนังใหญ่" ตัวละครที่อยู่ในสมัยอยุธยาพูดคำว่า "หนังใหญ่" ออกมาเต็มปาก
จริงอยู่ หนังใหญ่เป็นมหรสพที่มีในสมัยกรุงศรีอยุธยาจริง แต่มันผิดที่ว่า คำว่า "หนังใหญ่" ยังไม่มีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในบทพากย์สามตระเบิกหน้าพระ หรือวรรณคดีที่ใช้แสดงหนังใหญ่อย่างอนิรุทธิ์คำฉันท์ สมุทรโฆษคำฉันท์ ไม่มีการเรียกการแสดงนี้ว่า "หนังใหญ่" แม้แต่ครั้งเดียว ในสมัยนั้นเขาเรียกการแสดงนี้ว่า "หนัง" หรือ "ตัวหนัง" เฉย ๆ คำว่า "หนังใหญ่" เรามาเรียกกันในภายหลังล่วงสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา เพื่อจะจำแนกความแตกต่างระหว่าง "หนังใหญ่" ที่มีมาแต่ครั้งกรุงเก่า กับ "หนังตะลุง" ซึ่งตัวเล็กกว่า และเข้ามาในกรุงเทพฯ เมื่อชาวใต้ที่เป็นโนราห์และนายหนังตะลุงติดตามกองทัพหลวงเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 3 และเกิดมีการแสดงหนังตะลุงในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่นิยมในเวลาต่อมาจนมีการเก็บภาษีในสมัยรัชกาลที่ 4 คนสมัยนั้นมักเรียกหนังอย่างใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในอีกชื่อว่า "หนังแขก" เพราะได้อิทธิพลจากชวา (ให้นึกถึงบทชมโฉมนางประแดะในเรื่องระเด่นลันได นางประแดะหน้าหงิก ๆ คล้ายหนังตะลุงของอินโดนีเซียซึ่งเป็นหนังตะลุงต้นแบบ จนเปรียบเทียบว่าดูราวกับหนังแขกเมื่อแรกมี)
นี่คือตัวอย่างที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยที่คนดูละครหรือคนอ่านนิยายอาจจะมองข้าม แต่ถ้าคนที่ศึกษามากในวงการจริง ๆ ก็อาจจะร้อง "เอ๊ะ" ขึ้นมาได้ครับ