เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12 13 ... 19
  พิมพ์  
อ่าน: 24467 คุยกันถึงวรรณกรรมระดับโลก
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 150  เมื่อ 17 พ.ย. 25, 16:08

  จบแล้วนะคะ  มีเรื่องไหนอีกไหม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 151  เมื่อ 18 พ.ย. 25, 13:44

    เรื่องต่อไป The Metamorphosis ของ Franz Kafka ค่ะ
    เรื่องนี้บรรยายถึงครอบครัวธรรมดาๆที่ประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูกชายและลูกสาว  เกรเกอร์คือลูกชายผู้ทำงานเป็นเซลล์แมน  เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาเลี้ยงครอบครัว
    เช้าวันหนึ่งที่ดูธรรมดาๆเหมือนวันอื่นๆ  เกรเกอร์ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ตนเองกลายเป็นแมลงขนาดใหญ่—ไม่มีคำอธิบาย  ไม่มีสาเหตุ  ไม่มีผล  เพียงแต่เขาเคลื่อนไหวลำบาก พูดไม่ได้ และเป็นที่น่ารังเกียจของทุกคนในบ้าน
     ในตอนแรก ครอบครัวพยายามดูแลช่วยเหลือ แต่ไม่นาน  ผลกระทบก็มาถึงทุกคน   รายได้จากเงินเดือนของเกรเกอร์หายไป  ฐานะทางบ้านเรืิ่มตกต่ำ   ความเหน็ดเหนื่อยของคนในบ้านเพิ่มมากขึ้น   ความเห็นใจเริ่มจางหายไป เพราะเกรเกอร์ไม่สามารถทำงาน ช่วยเหลือเรื่องเงินทองให้ครอบครัวได้อีกต่อไป
     เขาถูกกักไว้ในห้องเหมือนขยะที่ต้องซ่อนเร้นจากคนเช่าบ้าน (ที่ต้องรับเข้ามาเพื่อเป็นรายได้)และถูกมองว่าเป็นภาระมากกว่าสมาชิกครอบครัว
     ผู้ที่ผูกพันกับเกรเกอร์ที่สุดคือ “เกรเต้” น้องสาว
    แรกเริ่ม เธอเป็นคนเดียวที่เข้ามาทำความสะอาดห้อง  หาอาหารที่เขากินได้มาให้เขา
    แต่นานๆเข้า  เธอก็เหนื่อยล้าและสิ้นหวัง  เมื่อคนเช่าบ้านรังเกียจเกรเกอร์จนยื่นคำขาดว่าจะเลิกเช่าและไม่จ่ายเงิน   ครอบครัวก็เริ่มเดือดร้อนมากขึ้นอีก   จนถึงจุดที่เกรเต้กล่าวกับพ่อแม่ว่า
    “เราต้องกำจัดมันออกไป”
    ครอบครัวไม่ได้เห็นเกรเกอร์เป็นมนุษย์อีกต่อไปแล้ว  แต่เป็น "มัน" สิ่งเลวรา้ยที่ทำให้ทุกคนในบ้านเดือดร้อน
    เกรเกอร์—ผู้ซึ่งยังคงรู้สึกนึกคิดแบบมนุษย์ และยังรักครอบครัวอย่างลึกซึ้ง—ได้ยินทุกคำ
เขาค่อย ๆ ถอยกลับไปในความมืด ยอมรับชะตากรรม   และในที่สุดก็ตายอย่างเงียบงัน
    เมื่อพบว่าแมลงที่เคยเป็นลูกชายตายไปแล้ว   ครอบครัวรู้สึกโล่งใจราวกับภาระหนักได้ถูกปลดลงจากบ่า  หลังจากสั่งให้หญิงรับใช้กวาดซากออกไปทิ้ง  พ่อ แม่และลูกสาวก็ออกจากบ้าน นั่งรถไฟออกไปเที่ยวชนบท  ชมทิวทัศน์ที่เจริญตาด้วยความรื่นรมย์ใจ     พ่อกับแม่สบายใจ ถึงกับปรารภว่าถึงเวลาจะหาผู้ชายดีๆมาแต่งงานกับเกรเต้ได้สักที
     ทุกคนมองหาชีวิตใหม่—โดยไม่หันกลับมาเหลียวแลเกรเกอร์อีกเลย


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 152  เมื่อ 18 พ.ย. 25, 15:55

         เป็นนักเขียนที่สัมผัสผลงานแล้วเลยเถิดต้องไปตามหาเรื่องความเจ็บปวดใจ,ป่วยกาย ของคนเขียน
รีวิวแบบรีบ คือ ป่วยเรื้อรังทางใจและมีอาการแปรปรวนทางกายร่วมด้วยเข้าข่ายซึมเศร้า ในปีที่เขาเขียน
The Metamorphosis (1912) จดหมายที่เขียนถึงเพื่อนบอกว่าเขาใกล้จะฆ่าตัวตายแล้ว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 153  เมื่อ 18 พ.ย. 25, 16:20

  ชีวิตของคัฟคา เต็มไปด้วยสีเทาหม่นมืด ไม่ต่างจากผลงานของเขา    พระเจ้าประทานพรสวรรค์ให้เขาก็จริง แต่แถมคำท้ายว่า "อาภัพ"  ประทับตราชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย   
   ตลอดเวลาที่ยังมีลมหายใจ เขาไม่เคยสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ที่มาถึงเขาหลังจากตายไปแล้ว    รู้สึกแต่ว่าตัวเองเต็มไปด้วยความทุกข์ ท้อแท้  ผิดหวัง และล้มเหลว  ถ้าสวรรค์จะปรานีก็ตรงที่ช่วยปิดฉากชีวิตเขาเร็วหน่อย แค่ 40 ปีก็จบความทุกข์
   คัฟคาเกิดในครอบครัวชาวยิวที่พูดภาษาเยอรมัน  ตั้งถิ่นฐานในกรุงปราก  สาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน   พ่อเป็นเศรษฐีนักธุรกิจที่ถีบตัวขึ้นมาจากคนยากไร้   พอประสบผลสำเร็จก็หวังว่าลูกชายจะเจริญรอยตาม   ยิ่งเป็นลูกชายคนโตและคนเดียว( น้องชายอีก 2 คนตายไปตั้งแต่เล็ก) นอกนั้นเป็นน้องสาว   พ่อก็ยิ่งกวดขันให้ได้ดังใจ    โดยไม่เคยคิดเลยว่าธรรมชาติของคัฟคาไม่ใช่นักสู้ชีวิตอย่างพ่อ  แต่เป็นศิลปินที่บอบบางและอ่อนไหวทั้งกายและใจ    เมื่อโดนพ่อเข้มงวด (สมัยนี้เรียกว่าบุลลี่) ทุกย่างก้าว ดุด่า ลงโทษ บังคับเคี่ยวเข็ญทุกอย่างเพื่อหวังจะให้ประสบผลสำเร็จ    คัฟคาก็เหมือนเด็กที่ถูกบังคับให้โดดลงน้ำทั้งๆว่ายน้ำไม่เป็น  ให้กระเสือกกระสนลอยคอเอาเอง เพื่อจะได้ว่ายน้ำเก่ง   ไม่ว่าจะสำลักน้ำ แสบจมูก หนาวสั่นขนาดไหน พ่อก็โยนลงไปครั้งแล้วครั้งเล่าตลอด 40 ปี
    คัฟคาไม่เคยออกจากบ้านไปดำเนินชีวิตอิสระจากพ่อ    เพราะเกรงกลัวพ่อเกินกว่าจะกล้าขัดขืน     แม่เป็นผู้หญิงดีแต่ถูกธรรมเนียมสมัยนั้น และสามีกดหัวจนโงไม่ขึ้น   เธอเป็นกำลังใจให้ลูกชายได้แต่ช่วยเหลือไม่ได้     เขาพยายามจะดำเนินชีวิตอย่าง "ลูกผู้ชายที่ดี"  แต่ไม่เคยแต่งงานมีครอบครัว    คบผู้หญิง แต่แล้วก็พาตัวเองไปสู่ประตูวิวาห์ไม่ได้จนแล้วจนรอด   
    (อ่านชีวิตและลักษณะนิสัยของเขา ดิฉันสงสัยว่าคัฟคาเป็นเกย์แบบแอบแฝง   แม้ไม่มีหลักฐานชัดๆ แต่นักวิจารณ์หลายคนก็สงสัยเหมือนกัน)
   ท่ามกลางความทุกข์ทรมานใจ  ต้องทำงานที่ตัวเองเกลียด  ต้องทนพ่อที่ตัวเองไม่อยากทน  ต้องมีคนรักทั้งๆไม่อยากแต่งงาน   คัฟคามีช่องระบายอากาศให้หายใจได้ช่องเดียว คือการเขียนหนังสือ    เขาระบายความในใจออกมาเป็นตัวหนังสือ และเป็นภาษาสำนวนของเขาเองที่ไม่ซ้ำแบบกับนักเขียนคนใด    โลกมารู้จักเมื่อเขาจากไปแล้ว


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 154  เมื่อ 19 พ.ย. 25, 10:50

               The Metamorphosis  เป็นแนวเขียนที่มองได้หลายมุม นักวิชาการบางคนเรียกว่าเป็นแนวสัญลักษณ์นิยม (Symbolism) บางคนก็ตัดสินว่าเข้าข่าย สัจนิยมแนวมหัศจรรย์ (magical realism)  แต่จะเป็นอะไรก็ตาม  ความจริงคือมันสะท้อนตัวตนและความเจ็บปวดของคัฟคาออกมาด้วยชั้นเชิงวรรณศิลป์ไม่ซ้ำแบบใคร 
    ความหมายของเรื่องนี้
   1. เกรเกอร์คือภาพสะท้อนของมนุษย์ที่ถูกสังคมลดทอนคุณค่าให้กลายเป็น "เครื่องมือ" หรือ "วัตถุ" ชิ้นหนึ่งเท่านั้น
    เกรเกอร์ทำงานหาเงินให้ครอบครัวอย่างแข็งขัน  แต่เขาไม่ได้รับความรักและการยอมรับนับถือในแบบที่มนุษย์ควรได้รับจากมนุษย์ด้วยกัน   วันหนึ่งเมื่อเขากลายเป็นแมลง  ความจริงข้อนี้ก็ประจักษ์ออกมา
     คัฟคาสร้างสัญลักษณ์ขึ้นมาให้เห็นว่า เกรเกอร์ไม่ใช่มนุษย์   แต่เป็นตัวอะไรตัวหนึ่งที่ไม่มีค่า   มันไม่ใช่สัตว์ประหลาด   แต่เป็นภาพเปรียบเทียบที่น่าเจ็บปวดของการถูกทอดทิ้งเมื่อหมดประโยชน์
   2. ครอบครัวคือภาพจำลองของสังคม
    ในตอนแรก ทุกคนในบ้านยังห่วงใย วิตกทุกข์ร้อนและพยายามช่วยเหลือเขา   ต่อมาเมื่อรู้ว่าเกรเกอร์ไม่มีวันกลับสู่สภาพชายหนุ่มแข็งแรงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหารายได้เข้าบ้าน    กลายเป็นภาระ และของไร้ประโยชน์  ความเห็นใจเริ่มจางหาย   ความเกรงใจเริ่มลดลง   จนความรังเกียจก็ค่อย ๆ แทรกเข้ามาแทนที่
    เหมือนสังคมที่บอกว่า
    “เราจะรักคุณ…ตราบใดที่คุณยังทำประโยชน์แก่สังคมได้”
    เราคงเห็นภาพนี้บ่อยๆรอบตัว แต่อาจไม่ค่อยได้สังเกต   เช่นบุคคลที่เคยทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติ ต่อมาเมื่อสปอตไลต์ไม่ได้จับที่ตัวอีกต่อไป  หลายปีเข้า เขาแก่ชราลง ไม่มีผลงานอีก  ก็ถูกลืมเลือนไปจากสังคม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 155  เมื่อ 19 พ.ย. 25, 11:08

    3. คัฟคาสร้างให้เกรเกอร์กลายร่างเป็นแมลง  เรื่องนี้เป็นเพียงภาพเปรียบเทียบ    ไม่ใช่เหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ที่จู่ๆคนก็กลายเป็นแมลงได้    คาฟคาไม่ได้ต้องการให้คนอ่านค้นคว้าว่าเกรเกอร์กลายเป็นแมลงได้ด้วยวิธีไหน  อย่างไร   แต่ต้องการให้เราเห็นว่า  บางครั้ง คนเราก็รู้สึกว่าตนเองไร้ตัวตน ไร้ความสลักสำคัญ  จนเหมือนเป็นตัวแมลงในบ้านของตนเอง
     ดังนั้น การกลายร่างเป็นแมลงจึงเป็นสัญลักษณ์แทนอารมณ์ ที่คัฟคาถ่ายทอดให้เกรเกอร์
      -  ความโดดเดี่ยว
     -   ความรู้สึกต่ำต้อย
      - การถูกขับไล่ไสส่งออกจากความสัมพันธ์
      -   ความหมดสิ้นคุณค่าในที่ทำงานและครอบครัว
      และที่สำคัญ   การหมดสิ้นของความรัก

     เกรเกอร์มีน้องสาวชื่อเกรเต้    พี่น้องรักกันมาก   เมื่อเกรเกอร์ประสบเคราะห์ร้ายกลายเป็นแมลง  ก็มีเกรเต้เป็นผู้ดูแล  เธอคอยเอาใจใส่ดูแลหาอาหารการกินให้เขา  จัดการให้เขาอยู่เป็นที่เป็นทางในห้อง    แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า   ความรักก็กลายเป็นภาระต้องแบก   ความหวังดีแปรเป็นความเบื่อหน่ายที่ต้องอดทน และคอยแก้ปัญหาไม่รู้จบ  ความรักก็เริ่มหมดมนต์ขลังลงไป  แบบที่เกิดในชีวิตจริงเสมอ
     เมื่อผู้เช่าบ้านประท้วงที่มีแมลงอยู่ในบ้าน  จะออกไปโดยไม่ยอมจ่ายค่าเช่าบ้าน  เท่ากับคนในบ้านต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนเงิน   ลำบากที่จะดำรงชีวิต   เกรเต้ก็มองว่า ปัญหาทั้งหมดเกิดจากเกรเกอร์แต่ผู้เดียว
     วินาทีที่เกรเตอร์หลุดปากออกมาว่า
     “เราต้องกำจัดมันออกไป”
    เท่ากับความรักมาถึงเวลาแตกสลายอย่างสิ้นเชิง   
    เมื่อความยากลำบากเข้าโจมตี  ความรักก็แตกพ่าย
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 156  เมื่อ 19 พ.ย. 25, 12:10

          คีตกวี Mahler เคยกล่าวถึงความเป็นคนนอกของตนว่า เป็นทั้งยิว และ Bohemian ในขณะที่คัฟคา
อาจเป็นสาม - สี่ - ห้าเท่า เมื่อเขา(อาจ)เป็น LGBTQ ที่เก็บ(สะ)กดไว้ในซอกลึกของจิตใจ แล้วยังป่วยด้วยภาวะซึมเศร้า และ
สุดท้ายแต้ร้ายที่สุด ความเป็นคนนอกในครอบครัวของตัวเอง -  “Faced with intolerance and the tyranny of
my parents, I live with my family more as a stranger than a foreigner”

          อาการป่วยทางกาย,ใจป่วย ไม่ดีขึ้น เขามีอาการไร้เรี่ยวแรง มีปัญหาการดูดซึมอาหาร และโรคปอด,หัวใจถามหา
จนเศร้าซึมลึกและคิดฆ่าตัวตาย ยังไม่พอ,ในเดือนส.ค. ปี 1917 มีโรคใหม่มาให้วินิจฉัยเพิ่ม - วัณโรคปอด ที่กระหน่ำซ้ำเติม
กายและใจของเขาจนเขาร้องขอจบชีวิตด้วยฝิ่นขนาดสูง ในปี 1920
          เมื่อรอดมาได้, ถึงต้นปี  1924 อาการก็ทรุดลงอีก เชื้อวัณโรคร้ายขึ้นกล่องเสียง ส่งผลให้เขาต้องทรมานจากความเจ็บปวด,
อาการไออย่างหนัก,นอนไม่ได้,กินกลืนลำบาก การรักษาสมัยนั้นทำได้โดยการฉีดยาชาเฉพาะที่บรรเทาอาการ ถึงที่สุดแล้ว
ความทุกข์ทนทรมานทั้งปวงก็สิ้นสุดเมื่อเขาจากไปในวันที่  3 มิ.ย. 1924 ด้วยวัย 40 ปี ทิ้งภาพจำว่า young เป็นหนุ่ม


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 157  เมื่อ 20 พ.ย. 25, 09:23

    กลับมาที่  The Metamorphosis
    เกรเกอร์—ผู้ซึ่งยังคงรู้สึกนึกคิดแบบมนุษย์ และยังรักครอบครัวอย่างลึกซึ้ง—ได้ยินทุกคำที่น้องสาวพูดกับพ่อแม่   เขาไม่ได้ร้องไห้ คร่ำครวญ หรือคัดค้าน  แต่ค่อย ๆ ถอยกลับไปในความมืด ยอมรับชะตากรรม  แล้วไม่กินอาหารใดๆอีก   และในที่สุดก็ ตายอย่างเงียบงัน
    หลังจากนั้น ครอบครัวรู้สึกโล่งใจราวกับภาระหนักได้ถูกปลด   พวกเขาออกไปข้างนอก เดินทาง และเริ่มมองหาชีวิตใหม่—โดยไม่หันกลับมาหาเกรเกอร์อีกเลย
    เรื่องนี่้ไม่ใช่เรื่องสยองขวัญ   แต่เป็นนิยายเปรียบเทียบที่เจ็บปวดที่สุดเรื่องหนึ่งของศตวรรษที่ 20—เรื่องของภาระ ความโดดเดี่ยว และการ “กลายเป็นสิ่งที่คนไม่ต้องการ”
    เมื่อเรื่องนี้เผยแพร่ออกสู่สายตาโลก หลังจากคัฟคาตายไปแล้ว   เรื่องอื่นๆของเขาที่เพื่อนรักเก็บไว้ไม่ยอมทำลายก็ออกสู่สาธารณชน  ต่อมาคือจดหมายหนึ่งร้อยหน้าที่เขาเขียนถึงพ่อ ส่งฝากให้แม่  แต่แม่เกรงกลัวพ่อเกินกว่าจะส่งให้ได้ก็เลยเก็บไว้ในลิ้นชัก จนพ่อตายไปโดยไม่มีโอกาสได้อ่านความในใจจากลูกชาย   ยังดีที่แม่ไม่ได้ทำลายจดหมาย   มันจึงเหลือรอดมาให้เพื่อนเขาเอาไปตีพิมพ์ได้   จนได้ชื่อว่าเป็นจดหมายที่สะเทือนใจที่สุดในศตวรรษ
    ความทุกข์ทรมานใจที่คัฟคาได้รับจากพ่อ  และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากแม่ นอกจากความเมตตาปรานีลับหลังพ่อ  ทำให้นักวิชาการและนักวิจารณ์พลอยสะเทือนใจไปกับความเจ็บปวดอันยิ่งใหญ่นี้ด้วย    งานของคัฟคาจึงได้รับการยกย่องสูงมากในด้านการถ่ายทอดอารมณ์มนุษย์  ความสิ้นหวังจากแรงกดดันทางบ้าน  ความว้าเหว่เปล่าเปลี่ยว  และการยอมจำนนอย่างราบคาบต่อชะตากรรม     เรียกว่าเป็นเอกในอารมณ์เหล่านี้
   The Metamorphosis คือแรงสะท้อนเหมือนกระจกเงาส่องอารมณ์ของคัฟคา เพราะเกรเกอร์ในเรื่องก็คือตัวเขานั่นเอง
   แต่....กระจกมันก็มี 2 ด้านนะคะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 158  เมื่อ 20 พ.ย. 25, 10:19

     ตอนที่อ่านประวัติและผลงานของคัฟคา ก็สัมผัสถึงความเจ็บปวดฝังลึกจิตใจเขามาตลอดชีวิต   บุคคลที่เขาเห็นว่ากัดกร่อนชีวิตเขามาตลอดคือพ่อ  เฮอมานน์ คัฟคาเป็นพ่อประเภท "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี"  ในสายตาลูกชาย พ่อดุดัน กราดเกรี้ยว คอยแต่ลงโทษทุกย่างก้าว    จนลูกชายกระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ได้  จำต้องทำงานประกันที่ตัวเองเกลียดแสนเกลียดเพื่อครอบครัวพอใจ    ต้องอุทิศชีวิตเพื่อหน้าที่ต่อครอบครัว  มีแต่ความทรมานแสนสาหัส  ทำให้ชีวิตเขาไม่ปกติอย่างชายหนุ่มอื่นๆ มีแต่ปมด้อย ท้อแท้ ผิดหวัง รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว  มีอย่างเดียวที่เป็นความสุขคือนั่งเขียนอะไรอยู่เงียบๆในยามดึก  เพราะเป็นเวลาเดียวที่เป็นอิสระ
     อ่านไปอ่านมา "เทาชมพู" ก็เริ่มตั้งคำถามขึ้นมาว่า  เอ๊ะ  คัฟคาไม่มีสิทธิ์จะเลือกชีวิตของเขาเอง อย่างที่เขาคิด  หรือว่าเขาเลือกแล้วโดยไม่รู้ตัว คือเลือกการยอมจำนน 
     จากประวัติ  คัฟคาไม่มีความคิด-หรือไม่มีความกล้าจะอำลาชีวิตแสนทรมานในบ้านไปสร้างเนื้อสร้างตัว หรือทำมาหากินเลี้ยงปากท้องตัวเองเลยหรือ     จะว่าไปพ่อเขาก็เป็นเศรษฐี   ไม่ใช่ว่าจะอดตายหากไม่มีลูกชายคอยหาเลี้ยง   คำตอบคือ คัฟคาไม่กล้าพอที่ออกจากอุ้งมือพ่อ เพราะใจบอกว่าขัดขืนไปก็ไม่สำเร็จ  เขาอาจไม่เคยเรียนรู้ที่จะยืนหยัดขึ้นมา หรือไม่มีความคิดจะยืนหยัด เพราะจมอยู่ในความกลัว    ผลก็คือความทุกข์ทรมานที่ต้องอยู่ในชีวิตที่ไม่อยากอยู่    เราก็คงเดาได้ว่าคนที่คิดเช่นนี้คงอายุไม่ยืนนัก
     ในเมื่อคัฟคาคิดเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่เขามองโลกจากด้านเดียว คือจากสายตาของเขาเท่านั้น  ในเมื่อเขาถ่ายทอดด้วยภาษาอันเป็นพรสวรรค์ยากที่ใครจะบรรยายได้เท่า    โลกก็พลอยมองจากมุมเดียวกับเขาไปด้วย  ทั้งๆมีหลายมุมจะมองได้
     เช่นมุมมองของเกรเต้ น้องสาวของเกรเกอร์
    เธอมีหน้าที่เลี้ยงดูแมลงยักษ์ผู้เป็นพี่ชาย  หาอาหาร ทำความสะอาดห้อง  ดูแลเขา นับแต่วันที่เขากลายร่าง   ส่วนแม่นั้นสติแตกไปแล้ว  พ่อเองก็ถูกความกลัดกลุ้มครอบงำจนกลายเป็นคนดุดันกราดเกรี้ยว อารมณ์เสียตลอดเวลา ไม่สามารถช่วยใครได้
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 159  เมื่อ 20 พ.ย. 25, 11:46

   
     อ่านไปอ่านมา "เทาชมพู" ก็เริ่มตั้งคำถามขึ้นมาว่า  เอ๊ะ  คัฟคาไม่มีสิทธิ์จะเลือกชีวิตของเขาเอง อย่างที่เขาคิด  หรือว่า
เขาเลือกแล้วโดยไม่รู้ตัว คือเลือกการยอมจำนน  

     อ่านแล้วก็เห็นภาพ

ป.ล. ไม่ได้รีเควสท์ ครับ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 160  เมื่อ 20 พ.ย. 25, 13:39

   โลกของตัวละครเอกของคัฟคา( ส่วนใหญ่ก็คือตัวตนของเขาเอง) เป็นโลกที่หม่นมืด อยู่ในมุมเดียวคือมุมมองจากตัวเขา   เขาไม่เคยมองโลกด้วยสายตาของตัวละครตัวอื่น   ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกรเต้ไม่อาจทนพี่ชายที่กลายเป็นแมลงต่อไปได้  เธอจึงถูกมองว่าเป็น "ผู้ทรยศ"  เป็นตัวแทนของ "สังคมที่ไร้น้ำใจ"   บรรดาคนอ่านและนักวิจารณ์ที่ล้วนคล้อยตามเกรเกอร์ ก็เลยพลอยเห็นไปตามนั้น
   ทีนี้ เรามาดูในมุมของเกรเต้ที่เกรเกอร์และคัฟคาไม่เคยเห็นบ้าง
   เธอเป็นสาวรุ่น  อยู่ในวัยที่จะต้องเติบโตต่อไป  มีชีวิตที่เรื่อยๆสมวัยมาตลอด  วันหนึ่งฟ้าก็ผ่าลงมา  เธอต้องแบกภาระครอบครัวอยู่คนเดียว เมื่อพี่ชายทำงานไม่ได้อีกแล้ว    เธอกลายเป็นพยาบาลดูแลคนป่วยที่ไม่มีวันหาย  และไม่มีกำหนดว่าจะอยู่อีกกี่ปีกี่เดือน หรือกี่สิบปี   ไม่มีความหวังใดๆ  พ่อแม่แม้อยู่ด้วยกันก็แตกสลายไปแล้ว   ภาระในบ้านตกอยู่ที่เธอคนเดียว
   เธอรักพี่ชาย  เธอดูแลเขาด้วยเรี่ยวแรงและกำลังใจทั้งหมด  แต่โดยธรรมชาติมนุษย์ ไม่มีใครมีพลังอยู่ได้สม่ำเสมอไม่มีวันหมด    ที่สำคัญ  ผู้ที่เธอพยาบาลอยู่ยิ่งวันก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเขาไม่ใช่พี่ชายคนเดิมอีกแล้ว แต่เป็นแมลงตัวใหญ่ กินกับนอน  ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้   ขณะที่เธอต้องรับใช้แบกภาระทุกอย่าง
   เกรเกอร์ทนทุกข์ทรมานอยู่ในร่างแมลง   เกรเต้ก็ทนทุกข์ทรมานอยู่ในหน้าที่พยาบาลและคนรับใช้    ต่างคนต่างถูกพันธนาการโดยไม่มีทางออก
   ก็จริงว่าเกรเกอร์ขมขื่นใจ    แต่ในเมื่อเกรเกอร์เองอยู่ในสภาพมนุษย์ไม่ได้   เขาจะหวังได้อย่างไรว่าคนอื่นๆจะปฏิบัติต่อเขาเหมือนเขาอยู่ในสภาพมนุษย์อย่างที่เคยเป็น
   ถ้าอย่างนั้น   การจบชีวิตของเกรเกอร์ ถือว่าเป็นโศกนาฏกรรม หรือการหลุดพ้นจากปัญหาที่ไม่มีทางออกกันแน่?
   ความตายของเขาเป็นความใจดำของครอบครัวที่มองไม่เห็นคุณค่า   หรือว่าเป็นการปลดเปลื้องปัญหาที่ทุกคน(รวมเขาด้วย) ทุกข์ใจมาเนิ่นนาน  และอาจจะทุกข์ใจต่อไปไม่มีทีส้ินสุด
   ทั้งหมดนี้  เป็นมุมมองเมื่ออ่านค่ะ  ไม่ได้อิงตำราเล่มไหน
   คัฟคาไม่เคยมองมุมนี้เลย   เพราะเขาตกอยู่ในวังวนของความทุกข์ส่วนตัว  เกินกว่าจะมองเห็นทุกข์ของคนรอบตัวได้
   ป.ล. ไม่ชอบงานของคัฟคาก็ด้วยมุมมองที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแบบนี้ละค่ะ    แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าเขามีพรสวรรค์ทางเขียนหนังสือ  และสงสารว่าเขาป่วยทางจิตเอามากๆด้วย
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 161  เมื่อ 20 พ.ย. 25, 15:22

           แนวคิดการ'กลายพันธุ์'คนเป็นสัตว์ ปรากฏทั้งในบ้านเราและตะวันตก บ้านเรานำสัตว์ชนิดต่างๆ มาเรียกคนทั้งที่รักและชัง
อย่างหลังก็เช่น หมา ควาย งู สัตว์เลื้อยคลานลิ้นสองแฉก รวมถึง แมลงสาบ 
          ฝั่งตะวันตกที่เห็นชัด ยุคนาซีที่เกลียดชังยิวจนกลายพันธุ์ยิวให้เป็นสัตว์ต่างๆ (animal metaphors in propaganda)
ทั้ง  Rats kill them, เหา แร้ง จิ้งจอก และ แมลงสาบ
         คัฟคามาก่อนกาลนาซีชังยิว ด้วยภาวะทุกข์ทนและซึมเศร้าชังสังขารตนจนอยากตาย มองเห็นตัวเองเป็นแมลงสาบไร้ค่า
น่ารังเกียจสมควรถูกกำจัดทิ้ง

Franz Kafka by Andy Warhol


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 162  เมื่อ 21 พ.ย. 25, 19:56

     คัฟคาเป็นคนป่วยที่สามารถสร้างสรรค์งานประพันธ์ได้อย่างน่าอัศจรรย์   จนชวนสงสัยว่าถ้าเขาเกิดในครอบครัวที่อบอุ่นไร้ปัญหาใดๆ  ร่างกายและจิตใจแข็งแรงสดใสเบิกบานดี   เขาจะเขียนอะไรได้อย่างนี้หรือไม่ 
     ไม่น่าจะได้  หรือถ้าเขียนได้ก็คงเป็นแนวอื่น
     อีกคนคือเวอร์จิเนีย วูล์ฟ    รายนี้ก็น่าจะให้คุณหมอ SILA ตรวจสุขภาพจิต จะเจอเคสที่น่าทึ่งอีกเช่นกันค่ะ เคยเขียนวิเคราะห์งานของเธอไว้นานแล้ว  ต้องเอามาปัดฝุ่นอีกครั้ง  แต่คิดว่าคนไทยไม่น่าจะชอบ
     ตอนนี้เพิ่งอ่านงานของ Edith Wharton  นักเขียนอเมริกันเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ จากเรื่อง  “The Age of Innocence”  เรื่องนี้ทำเป็นหนังดัง  คุณหมอน่าจะเคยผ่านสายตา
     แต่เรื่องที่อ่านจบไปไม่ใช่เรื่องนี้ เป็นนวนิยายขนาดสั้นชื่อ Ethan Frome   จะเอามาเล่าพรุ่งนี้นะคะ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 163  เมื่อ 22 พ.ย. 25, 09:54

    อีธาน โฟรม เป็นนิยายเศร้าขนาดสั้นของอีดิธ วอร์ตัน ตีพิมพ์ในปี 1911  (พ.ศ. 2454 ตรงกับช่วงต้นรัชกาลที่ 6)
    เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองสมมุติชื่อสตาร์กฟิลด์ อยู่ในรัฐแมสซาชูเซตส์  มีบรรยากาศหดหู่แฝงปริศนาไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง   ผู้เล่าเรื่องเป็นคนภายนอกที่เดินทางไปพบตัวละครเอกในเรื่องนี้ ในช่วงชีวิตพวกเขาเข้าวัยชราแล้ว   ผู้เล่าได้ปะติดปะต่อชีวิตของตัวละครเอก 3 คนตั้งแต่ยังวัยหนุ่มสาว  จนดำเนินมาถึงบั้นปลาย   เนื้อหาบรรยายถึงความยากจน  การแบกหน้าที่หนักหน่วงซึ่งตรงข้ามกับใจปรารถนาของตัวละครเอก ชื่ออีธาร โฟรม     
      อีธาน โฟรม เป็นหนุ่มชาวนาผู้ยากจน และช่างคิดช่างฝัน    เขาติดอยู่ในชีวิตสมรสอันไร้รักกับภรรยาชื่อซีนา  เธอเป็นหญิงขี้โรคที่ป่วยจากโรคนั้นโรคนี้ไม่มีจบ  แต่จริงๆแล้วน่าจะเป็นอาการคิดไปเองมากกว่า นอกจากนี้อีธานยังต้องเผชิญการชีวิตยากเข็ญของชาวนา และความโดดเดี่ยวในฤดูหนาวที่แสนทารุณของนิวอิงแลนด์ หลังจากความฝันที่จะเป็นวิศวกรในเมืองใหญ่พังทลายลง  เพราะภาระหน้าที่ในครอบครัว
      ความรู้สึกสิ้นหวังของอีธานค่อยกระเตื้องขึ้นเมื่อแมตตี้ ซิลเวอร์ สาวน้อยญาติของซีนา เดินทางมาช่วยบรรเทาภาระงานบ้านจากซีนา   เธอเป็นเด็กสาวที่ร่าเริงสดใส ทำให้บ้านนาที่หดหูเศร้าหมองเริ่มมีความสุขและชีวิตชีวา
     อีธานรู้สึกดึงดูดใจในตัวแมตตี้มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เธอเองก็ตอบรับอารมณ์ของเขา แรงดึงดูดระหว่างพวกเขาทั้งสองยิ่งวันยิ่งแรงกล้า  แม้ต้องสะกดกลั้นเอาไว้ด้วยศีลธรรมทางสังคมและหน้าที่ของอีธานที่มีต่อภรรยา  แต่ก็ไม่ได้รอดพ้นจากสายตาของซีน่าไปได้    เธอก็เลยตัดสินใจว่าจะปลดแมตตี้ออกจากหน้าที่ผู้ช่วยแม่บ้านและจ้างหญิงคนใหม่   ส่งผลให้ทั้งคู่ต้องแยกทางกัน
    อีธานรู้สึกสิ้นหวัง  คิดที่จะหนีไปกับแมตตี้ แต่กลับถูกจำกัดด้วยเงินทองที่มีน้อยนิด   ไม่พอจะไปตั้งหลักใหม่   และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตัวเองในฐานะสามี ซึ่งทำให้เขาไม่กล้าโกหกเพื่อนบ้านเพื่อขอยืมเงินไปตั้งตัว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 164  เมื่อ 22 พ.ย. 25, 10:07

   ในวันที่แมตตี้ออกเดินทาง    อีธานขับรถไปส่งเธอที่สถานีรถไฟด้วยความสลดหดหู่   ระหว่างทาง ทั้งสองพยายามยืดเวลาที่อยู่ด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยการแวะเนินเขาที่จุดเล่นเลื่อนที่เคยมาเล่นบ่อยๆ   แมตตี้ไม่อาจทนที่ต้องถูกพรากจากกันได้  จึงบอกอีธานให้ฆ่าตัวตายด้วยกัน ด้วยการนั่งเลื่อนขึ้นไปบนเนินเขา แล้วไถเลื่อนลงมาให้ชนต้นเอล์มใหญ่ที่เชิงเขา เพื่อจะชนต้นไม้ให้เต็มแรงแล้วตายไปด้วยกัน   
    อีธานทำตามแมตตี้  เขาไถเลื่อนชนต้นไม้อย่างแรง  แต่ความพยายามฆ่าตัวตายกลับไม่สำเร็จ  กลับรอดตายทั้งคู่แต่บาดเจ็บสาหัส     
     หลายสิบปีต่อมา   ผู้เล่าเรื่องมาเจออีธานในหมู่บ้านในฐานะชายชราพิการ   เรื่องราวจบลงในฉากสุดท้าย   เมื่อเกิดพายุหิมะทำให้ผู้เล่าเรื่องเดินทางออกจากหมู่บ้านไม่ได้ ต้องไปอาศัยค้างคืนในบ้านซอมซ่อของอีธาน
     ณ ที่นั้น  เขาพบหญิงชราอีก 2 คนในบ้าน  คนหนึ่งคือซีน่าภรรยาเจ้าของบ้าน ผู้ทำหน้าที่แม่บ้าน และดูแลหญิงชราอีกคนที่พิการครึ่งท่อน ลุกเดินไปไหนมาไหนไม่ได้   เธอคนนั้นคือแมตตี้
     ทั้งสามคนต้องติดอยู่ในวังวนแห่งความอ้างว้างและชีวิตที่โดดเดี่ยวในบ้านไร่    เป็นตลกร้ายของชีวิตที่สมความปรารถนาของอีธานที่จะไม่อยากให้ชาวบ้านประณามว่าทอดทิ้งภรรยา  และยังมีแมตตี้อยู่ด้วยไม่พรากจากกัน   แต่ก็เป็นการอยู่ด้วยกัน แบบตายทั้งเป็นสำหรับทั้งสามคน
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12 13 ... 19
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.07 วินาที กับ 20 คำสั่ง