ผมเป็นคนชอบช่วงเวลาของเทศกาล Christmas ที่สุด น่าจะเป็นเพราะผมเริ่มต้นเรียนหนังสือที่โรงเรียนคริสต์ เลยโดนหล่อหลอมมาตั้งแต่วัยเยาว์ ผมว่าเทศกาลเข้ากับบรรยากาศของหน้าหนาวอย่างกลมกลืน
ในสมัยนั้นกรุงเทพฯ ในหน้าหนาวนี่หนาวจริง ๆ อุณหภูมิลดลงมาถึงแค่ 10 (ต้น ๆ) กว่าองศา รร. ผมตั้งอยู่กลางทุ่งโล่งหลายไร่ แล้วชุดนักเรียนก็เป็นแบบขาสั้น เวลาอยู่นอกห้องเรียนนี่ต้องออกมาเต้นแร้งเต้นกากลางแดด หลบอยู่ในที่ร่มไม่ได้ถ้าลมพัดมาทีเล่นเอาหนาวขนลุกเกรียว
พอใกล้ช่วงเทศกาลฯ ทาง รร. จะออกประกาศเตือนพวกเราว่าอย่าลืมมางานของ รร. ที่จะเริ่มวันที่ 24 ธ.ค. แหม... มีหรือที่พวกเราจะลืม
ความจริงแล้ว รูปแบบของงานก็ไม่ได้มีอะไรเลิศหรูมากมาย มันก็คล้ายกับงานวัดธรรมดา ๆ นี่เอง โรงเรียนชานเมืองเมื่อร่วม 60 ปีก่อนน่ะ เอาอะไรมากมาย แต่สำหรับเด็กอย่างพวกเราแล้ว มันมีความหมายนะ
เริ่มต้นที่บรรดาครูจะประสานงานกับหัวหน้านักเรียน และนักเรียนอาสาสมัครช่วยกันคิดรูปแบบของงานขึ้นมา ส่วนมากจะคล้ายๆ กันในแต่ละปี คือจะใช้ห้องเรียนแต่ละห้องเป็นห้องเล่นเกมส์ แต่ก่อนจะใช้ห้องของเรือนแถวไม้ แต่พอตึกเก่า-ใหม่สร้างเสร็จก็ใช้ห้องของที่นี่แทน นอกจากนี้ บางทีก็มีเกมส์กลางแจ้งให้เด็ก ๆ เล่นกันเอารางวัล ฯลฯ
ในช่วงอาทิตย์สุดท้ายก่อนถึงวันงาน กลุ่มผู้จัดจะต้องตระเตรียมสถานที่ให้เรียบร้อย นี่เป็นช่วงเวลาสนุกสำหรับเราคือ เราจะไปแอบดูว่าใครทำอะไรกันที่ไหนบ้าง เป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นและคาดหวัง กลุ่มทำงานเมื่อเห็นนักถ้ำมองก็จะออกมาไล่เพราะมันเป็นความลับ เราก็จะวิ่งหนีกันกระเจิงแล้วไปแอบดูห้องอื่น ๆ ต่อ แล้วรีบกลับมาแลกข่าวกับเพื่อน ๆ
นอกจากนี้ ทางโรงเรียนจะทำบัตรคูปองไว้ขายเด็กเพื่อเอาไปแลกเล่นเกมส์ แลกน้ำ หรือแลกอาหารตามสะดวก เกมส์ก็มีหลายๆ แบบเช่น สอยดาว ตกเบ็ด ปากระป๋อง ปิดตาต่อหางหมู ฯลฯ ผู้ชนะก็ได้รางวัลกันไป
พอมาปีหลังๆ มีการพัฒนาขึ้น เริ่มเปิดห้องแสดงนิทรรศการให้ความรู้ปะปนกับห้องเล่นเกมส์ และยังมีการฉายหนังสนุกๆ ในห้องเรียนให้ชม ซึ่งกว่าจะถึงหนังเรื่องที่ว่า ก็ต้องทนดูสารคดีจนหลับไปสักสิบตื่น
วันนี้ไม่มีการกักขังเด็ก แต่อย่างไรก็ตาม พวกเรายังคงต้องแต่งชุดนักเรียนมาตามปกติเพียงแต่ไม่ต้องหิ้วกระเป๋าเรียนมา ประตูโรงเรียนนั้นจะเปิดอ้าตลอดเวลา ใครใคร่อยู่อยู่ ใครใคร่กลับกลับ งานจะมีไปจนถึงบ่าย แล้วเลิกก่อนรถนักเรียนออก กันไม่ให้เด็กเล่นเพลินจนตกรถ
วันงานคริสต์มาสนี้ดูจะเป็นวันเดียวในรอบปีที่พวกเราต่างขมีขมันรีบมาโรงเรียนโดยไม่มีอิดออด บรรยากาศอันหนาวเย็นของหน้าหนาวก็แสนจะเป็นใจ ในตอนเช้า เราต่างมีอารมณ์แจ่มใสเบิกบาน ทุกคนล้วนยิ้มแย้ม หยอกล้อกันอย่างมีความสุข บางคนก็แลกการ์ดกัน พอถึงตอนเปิดงานซึ่งไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมาย เราจะต้องเข้าแถวเคารพธงชาติเหมือนวันเรียนปกติ ต่อจากนั้นท่านอธิการจะมากล่าวถึงความสำคัญของวัน จากนั้นงานก็เริ่ม ทุกคนจะแตกแถวแยกย้ายกันไปหาความสนุกส่วนตัว แล้วโลดแล่นไปกับมันตลอดทั้งวัน

ในช่วง Christmas ทาง รร. จะเปิดเพลงเกี่ยวกับเทศกาลนี้ทุกปี เพลงที่ใช้เปิดจะร้องโดยวงประสานเสียง เลยทำให้ปลูกฝังในหัวว่าเพลง Christmas ที่ฉันชอบนั้น ต้องมาจากวงประสานเสียงเท่านั้น
ในสมัยนั้นบรรดาคลื่นวิทยุเพลงฝรั่งต่างก็เปิดเพลง Christmas จากวงประสานเสียงเช่นกัน ซึ่งรู้จักกันเพียงวงเดียวคือ The Ray Conniff Singers (มารู้ชื่อวงตอนฟังเพลงทางวิทยุ) พอโตขึ้นและผีเพลงผีแผ่นเสียงเข้าสิง เพลง Christmas จากวงนี้ก็เป็นภาระกิจหนึ่งที่ผมออกตามหา ก็หาได้ไม่ยากเพราะมันเป็นงานอมตะ หาปั๊บก็เจอเลย ก็พบว่ามันมี 2 แผ่น
ย้อนกลับไปที่ รร. ผม เป็น รร. คริสต์ก็ต้องมีโบสถ์ด้วย โบสถ์ไม้ขนาดย่อม ๆ

เรามีวงประสานเสียงขนาดจุ๋มจิ๋ม หลังจากสนุกสนานกับงานที่ รร. จัดในช่วงกลางวัน ในคืนสุกดิบเราก็จะเข้าไปนั่งฟังเพลงในโบสถ์ ท่ามกลาง... เพลงอยู่ 2 เพลงที่เพราะมากชื่อ เห็นดาวทอง กับ ค่ำคืนดี บัดนี้ก็ยังสามารถร้องได้
ในกาลเวลาต่อมาเมื่อสมองพัฒนาขึ้นก็ตั้งข้อสังเกตว่าเพลงเพราะอย่างนี้บ้านเราไม่น่าแต่งขึ้นเอง น่าจะแปลงมาจากเพลงฝรั่ง ต้องใช้เวลาอีกหลาย ๆ ๆ สิบปี มายุค 2550s เมื่อ youtube เจริญพันธุ์แล้ว ก็สามารถหาเพลงต้นฉบับได้ แต่ฉบับภาษาไทยคุณภาพแย่ มาเมื่อวานนี้ลองหาใหม่ก็ได้ของดี