เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 41 42 [43] 44 45
  พิมพ์  
อ่าน: 139541 Yesterday Once More...
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 630  เมื่อ 13 ธ.ค. 25, 18:52

    คลิฟ ริชาร์ด มาก่อน British Evasion  ค่ะ   บุกอเมริิกาไม่สำเร็จ  แต่มาสำเร็จเมื่อบุกไทย  เพลงเขาฮิทในไทยมากค่ะ  รองลงมาจากเอลวิสก็ว่าได้
    ภาพลักษณ์ของเขาเป็นแบบหนุ่มคลีน   ไม่ใช่แบดบอยอย่างเอลวิส   หน้าใสๆ  อ่อนๆ เหมือนยังเรียนไม่จบไฮสกูล  บางเรื่องทำเอานางเอกที่มาประกบคู่ กลายเป็นพี่สาวพระเอกไปเลย
   วงดนตรีของเขาที่ ชื่อ The Shadows ก็ฮิทติดตลาด   จนกลายเป็นชื่อเรียกวงประเภทนี้ว่า วงชาโดว์   สถานบันเทิงต้องมีวงนี้สำหรับลูกค้าทันสมัยวัยหนุ่มสาว 



เพลงนี้ทำเอาศาลาเฉลิมไทยเกือบแตก    วิทยุตามบ้านต่างๆก็ลำโพงเกือบพังไปด้วย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 631  เมื่อ 13 ธ.ค. 25, 18:53

บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 2330


ความคิดเห็นที่ 632  เมื่อ 14 ธ.ค. 25, 18:17

วันนี้จะเอ่ยถึงวง backup ของ Cliff Richard พอดีครับ

ในยุคแรก ๆ ของ Cliff Richard  เธอมีวง backup ของตัวเองชื่อ The Shadows  ก่อนมาเล่นให้กับ CR  วงนี้ถนัดเล่นเพลงบรรเลง  และดังสนั่นที่อังกฤษ  แต่อเมริกาไม่รู้จัก

เพลงแรกนี้ชื่อ Apache ฟังคล้ายกับฉบับของ Jorgen Ingmann   ฉบับของ TS ขึ้นอันดับ 1 ที่อังกฤษ  แต่ไปไม่ถึงอเมริกา  ในขณะที่ฉบับของ JI ขึ้นถึงอันดับ 2 ของตาราง billboard ที่อเมริกาในปีเดียวกัน

ในบ้านเรา  ไม่รู้วิทยุเล่นฉบับของใครบ่อยกว่ากัน  ฟังทั้ง 2 ฉบับเทียบกันแล้ว  จำได้เลยว่าที่เคยสงสัยว่า  ไอ้ท่อน 'เฟี้ยว ๆ ๆ'  น่ะ  บางครั้งที่ฟังก็มี  บางครั้งก็ไม่มี  อ๋อ... มันคนละฉบับกันนั่นเอง





3 เพลงนี้เป็นเพลงแห่งความหลัง (nostalgia) ของผมเลยละ  ฟังทีไรนึกถึงตัวเองตอนเป็นเด็กประถมซุกซนอยู่รอบ ๆ บ้านหลังโตของคุณยาย







นำเสนอเพลงอันดับ 1 อีกที่ผมจำไม่ได้ว่าเคยยินทางวิทยุ  แต่วิทยุต้องเปิดอย่างแน่นอนเพราะผมรู้จักชื่อมาแต่เนิ่นนาน





วงนี้ยุบตัวในปี 1968 (ก่อนจะมีพิธีกรรมปลุกชีพขึ้นมาใหม่) นี่คือเพลงของวงในยุคใหม่ที่เคยได้ยินทางวิทยุไม่ก็ทางทีวีระหว่างคั่นรายการ



เพลงนี้ถ้าคุ้นหูละก็  ดัดแปลงมาจากต้นฉบับในยุครายการ golden oldies บรรเลงโดย Neil Levang  ผมว่าฉบับของ NL คุ้นหูพวกเรามากกว่านะ  (ชื่อศิลปินนี่มารู้ในยุค อตน.)



ถ้าคุ้นหูละก็  ต้นฉบับเป็นเพลงในหนังดัง Deer Hunter  ที่นำเสนอเกมส์ท้าความตาย Russian roulette  หนังฉายที่โรง EMI ใช่ปะ



บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 2330


ความคิดเห็นที่ 633  เมื่อ 15 ธ.ค. 25, 18:19

แหม... นี่ถ้าเห็นอนาคตว่าต่อมาจะได้มีโอกาสมานั่งพล่าม (เขียน) เรื่องเพลงฝรั่งในอดีตแบบนี้  ตอนนั้นผมจะจดบันทึกให้ละเอียดยิบถึงเหตุการณ์ที่ผมพบพานเพลงโปรดนั้น ๆ แต่ละเพลงเลย  

อย่างเพลงของ Kate Bush นี้  แค่จำได้คร่าว ๆ ว่า  ได้ยินเพลงของเธอครั้งแรกในตอนสาย  แสดงว่าวันนั้นเป็นวันหยุดเรียน  ไม่ก็วันปิดเทอม  intro ของเพลงนี้หลอนมาก (ภายหลังถึงรู้ว่าเป็นเสียงของ (ปลา) วาฬ)  แต่ที่เหลือของเพลงน่าฟัง  (ตอนซื้อแผ่นเสียงมาฟังกับเครื่องเสียง  พบว่ากลองหนักสะใจ)  รายการนั้นเปิดเพลงของเธอบ่อย (น่าจะทุกวัน)  จนมันฟังเพราะและติดใจ  



ในที่สุดเพลงนี้ก็ดังในวงกว้าง  เธอคงดังมาจากต้นตอ  เพราะ นส. Starpics เริ่มเอ่ยถึงเธอ  ผมถึงได้รู้ว่าเป็นชาวอังกฤษ  มีความสามารถมากมายทั้งเล่นดนตรี แต่งเพลง ออกแบบท่าเต้น ฯลฯ  

เพลงต่อมาที่ดีเจเปิดคือเพลงนี้  ซึ่งต่อมาเป็น single ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของวงการเพลงอังกฤษ  ในแง่ที่ว่าเป็นเพลงของศิลปินหญิงที่แต่งเนื้อเองและขึ้นอันดับ 1 ได้เป็นคนแรก เพลงนี้ติดอันดับ 1 อยู่ 4 อาทิตย์ ตอนนั้น KB เพิ่งมีอายุแค่ 18 ปี



เนื้อเพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตอนสำคัญตอนหนึ่งในนิยายชื่อเดียวกันที่แต่งโดย Emily Bronte  ซึ่งต่อมาในปี 1939  Hollywood ยุคคลาสสิกนำไปสร้างเป็นหนัง  ที่กวาดทั้งเงินและกล่อง



แรงบันดาลใจในการแต่งเนื้อเพลงมาจากตอนนี้

Heathcliff rushes to her side against the wishes of a now disillusioned and bitter Isabella. Cathy finally tells Heathcliff that she loves only him, and they reconcile, forgiving each other. At her request, Heathcliff carries Cathy to the window, so she can see the moors for the last time before dying in Heathcliff's arms. Heathcliff asks Cathy to haunt him until the day he dies.




เพลงทั้งหลอนทั้งเพราะ  ทนไม่ไหว  ผมเผ่นโผนออกไปหาซื้อแผ่นเสียงของเธอมาฟัง  ยังเพลงอื่นอีกที่น่าสนใจ







เธอส่งเพลงนี้ข้ามไปลองความฮิตที่อเมริกา  ปรากฏว่าไม่ประสบผลสำเร็จ  บ้านเราเปิดบ้าง

(เพลง Wuthering Heights  ก็ข้ามไปเหมือนกัน  แต่ไม่ผ่าน top 100  ของ billboard เสียด้วยซ้ำ  ผมตกใจสุดขีด)


พอ album ที่สองของเธอออกวางตลาด  มันวางขายแทบทุกร้านแผ่นเสียงในบ้านเรา  มีเพลงนี้เพลงเดียวที่วิทยุเปิด  ผมว่า album แผ่นแรกของเธอสุด ๆ แล้ว  




(ปกสวยมาก)


ความพยายามของ Kate Bush ที่จะเจาะตลาดเพลงในอเมริกามาประสบความสำเร็จในอีก 7-8 ปีต่อมากับเพลงนี้  แม้จะไปได้ไม่ไกลแต่อย่างน้อยหูคนอเมริกันก็เริ่ม ‘กระดิก’ กับเพลงนี้



ในที่สุด  อีกเกือบ 40 ปีต่อมา  เพลงนี้ก็เอาชนะใจ (หู) คนอเมริกันได้  มันถูกนำมาบรรจุอยู่ในหนังทีวียอดฮิต Stranger Things ในฤดูกาลของปี 2022  เพลงเข้าถึง top 3 บนตาราง billboard  และขึ้นอันดับ 1 ที่อังกฤษบ้านเธอ



ผมเพิ่งรู้ ตะกี้นี้เองว่า Kate Bush ได้รับเลือกเข้าหอเกียรติยศ Rock and Roll Hall of Fame  ในปี 2023  น่าทึ่งสำหรับคนอังกฤษแท้ ๆ  ที่ไม่มีเพลงดัง (ยกเว้นเพลงเดียว) บนอันดับ Billboard


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 2330


ความคิดเห็นที่ 634  เมื่อ 16 ธ.ค. 25, 18:22

Gino Vannelli





Livingston Taylor เป็นน้องชายของ James Taylor  เสียงเหมือนกันมาก เธอไม่ใช่ศิลปินดัง  ความเป็นน้องศิลปินดัง  จึงแวดล้อมไปด้วยศิลปินดังอื่น ๆ เพลงนี้เป็นเพลงเดียวที่บ้านเราเปิดให้ฟัง



Randy Vanwarmer  ผมลุ้นเพลงนี้บนอันดับเพลงเสียเหนื่อย  มันไต่อย่างอ้อยอิ่ง  อยากรู้ว่ามันหมดแรงที่อันดับไหน  ผลคือ  อันดับที่ 4 พร้อมแผ่นเสียงทองคำ  ไม่เลว ๆ



Peter McCann



Billy Swan



Robert John กับ 2 เพลงดังในบ้านเรา  บางคนอาจลืมไปแล้ว



(เพลงเก่าของ The Tokens  ร้องในแนวเดียวกันเด๊ะ  และดังเหมือนกัน)


John Paul Young ส่งเพลงนี้มาเพลงเดียว  แต่คุ้มเพราะไม่มีใครลืมได้

(ใช่ปะ)

ในปี 1992  เพลงนี้กลับมาดังอีกครั้งในโรงหนัง (และในวิทยุด้วย)  มันเป็นหนึ่งใน soundtrack ของหนังเรื่อง Strictly Ballroom  ถ้าจำไม่ผิดฉายที่โรงหนัง President

(๋JPY กลับมาร้องเหมือนเดิม  14 ปีผ่านไป  หน้าตาเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้)


Single ที่ 2  ทำเลียนแบบ single แรก  ผลคือไม่ดัง  วิทยุเปิดรึเปล่าไม่รู้  ผมได้ยินจากแผ่นเสียง
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 2330


ความคิดเห็นที่ 635  เมื่อ 17 ธ.ค. 25, 18:16

วง Sergio Mendes & Brazil ’66 นี่ดังมาตั้งแต่ยุค 60s  ผมได้ยินแค่เพลงแรก







มายุค 80s  วงนี้กลับมาด้วยเพลงที่ดังที่สุดนะผมว่า

ฉบับ single ออกจาก studio ยาวกว่านี้  ดังนั้นความเพราะจุใจ



ต่อยอดด้วย 2 เพลงนี้  มันอยู่ในยุค 70s  เป็น single เฉพาะเพลงที่ 2 ซึ่งไม่เข้าอันดับ  แต่ที่วิทยุชอบเปิดคือเพลงแรก  เสียงหวานมาก





(หมายเหตุ – ดูจาก Wikiฯ  อธิบายว่า เลขรหัสเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ '65 (1961 - 1966), '66 (1966 - 1970), '77 (1971 - 1977)  ต่อจากนั้นใช้ชื่อ Sergio Mendes เฉย ๆ)
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 2330


ความคิดเห็นที่ 636  เมื่อ 17 ธ.ค. 25, 18:28

ผิดพลาดครับ
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 2330


ความคิดเห็นที่ 637  เมื่อ 18 ธ.ค. 25, 18:33

วง Pilot ดังแรง  เอกลักษณ์คือสอดแทรกเสียงตบมือ  วงส่งมารวดเดียว 4 เพลงแล้วหายวับ









วง The Fortunes มีเพลงดังในบ้านเรา 2 ยุค  ยุค 60s กับเพลงนี้



วงกลับมาในต้น 70s กับ 2 เพลงนี้ (เพลงที่ 2 ดังในบ้านเรามาก)




บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 2330


ความคิดเห็นที่ 638  เมื่อ 19 ธ.ค. 25, 18:19

ตอนเริ่มนึกถึงเพลง country  ที่วิทยุบ้านเราเคยนำมาเปิด  คิดว่าคงมีไม่มาก  John Denver, Anne Murray, Crystal Gayle  พอเริ่มไล่ไป ๆ  เอ๊ะ... มากเหมือนกันนะเนี่ย  พวกนี้ไม่มีเพลงดังหลายเพลง  แต่เพลงที่ดัง  วิทยุบ้านเราจะนำมาเปิดให้ฟังทุกครั้ง  แต่คนแรกนี้แหกกฏ

Tanya Tucker เป็นศิลปิน country ระดับหัวแถวในปลาย 70s  เพลงของเธอข้ามฟากมาไต่ในอันดับเพลง pop หลายเพลงแต่ไม่มีเพลงไหนดัง  วิทยุบ้านเราก็เลยไม่รับมาเปิดต่อยกเว้นเพลงนี้  ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไรเพราะเพลงก็ยังไม่ดังบน billboard ฝั่ง pop  อยู่ดี  ตอนนั้นเธออายุได้แค่ 20 (เธอเกิด 1958)  ยังเอ๊าะ ๆ อยู่เลย

(เป็นเพลงนำมาร้องใหม่  ต้นฉบับเป็นของ Buddy Holly)


ผมไม่ได้ติดใจเพลงนี้ของเธอ  แต่วันหนึ่งผมก็เจอแผ่นเสียงของเธอวางขายในห้างเซ็นทรัลสีลม  เป็นแผ่นประเภท gatefold  แผ่นสวยทีเดียว  พอที่จะกระชากเงิน (ที่ไม่ค่อยมี) ในกระเป๋าตังค์ผมได้  ในนั้นมีเพลงแนว ballad น่าฟังมากอยู่ 2 เพลง










ผมจำได้ว่าในยุคต้น 80s   มีหลายคลื่นวิทยุเปิดเพลง country  มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย  ผมก็เลยได้กำไรเพิ่มพูนความรู้เรื่องเพลง

นักร้องสาวแนว country อีกคนที่ส่งเพลงข้ามมาดังฝั่งอันดับเพลง pop  ดังระดับแผ่นเสียงทองคำ  เธอชื่อ Sylvia  เพลงนี้ก็ดังในบ้านเรา

(มันเป็นเพลงเดียวที่ข้ามมา  จึงเป็นเพลงเดียวของเธอที่วิทยุนำเสนอ)


ต่อยอดด้วยเพลงจาก album  เพลงแรกนี่ผมชอบที่สุด





Terri Gibbs  เป็นนักร้อง country ที่แปลกกว่าใครอื่น (ฝั่งผู้หญิง) คือเธอตาบอดมาตั้งแต่กำเนิด  เธอมีเพลงดังทั้งที่บ้านเราและที่บ้านเธออยู่เพลงเดียวเช่นกัน  อย่างที่เคยบอกว่า  สมัยก่อนโลกหมุนช้า  อะไรเข้ามาแล้วจะอ้อยอิ่งอยู่นาน  เพลงที่ว่าเป็นเพลง crossover  รู้สึกจะดังในบ้านเรานานกว่า  ที่เมืองนอกแค่เข้า top 15 ก็หมดแรงแล้ว  คนก็ไปนิยมเพลงดังหน้าใหม่กันต่อ  แต่บ้านเรายังคงเปิดเพลงนี้ต่อไป



เพลง Somebody’s Knockin’ นี้จังหวะติดหูหนึบ  ผมถึงขนาดโกยสี่ตีนไปหาซื้อ album ของเธอ  มีอีก 2 เพลงในแผ่นที่เพราะมาก


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 2330


ความคิดเห็นที่ 639  เมื่อ 20 ธ.ค. 25, 18:01

ในยุคที่ผีเพลงเข้าสิงผมอย่างบ้าคลั่ง  ผมไม่ได้แค่ฟังเพลงเฉย ๆ แต่ยังต่อยอดในรูปแบบต่าง ๆ  เช่น ซื้อแผ่นเสียง  หรือตามข่าวของวงการเพลงด้วย (ความจริงตามข่าวของหนังฝรั่งด้วย  แต่ในที่นี้เราคุยกันเรื่องเพลงนิ) ก็จากหนังสือ Starpics กับ หนังสือเพลง 3 หัว (I.S. Song Hits, Current Song Hits และ Savvy Song Hits) นั่นแหละ  อ่านหมดทุกซอกทุกมุม  หนังสือเรียนยังไม่อ่านดะขนาดนี้เลย  

ความมีนิสัยชอบสอดรู้สอดเห็น  ข่าวอันดับเพลงจึงเป็นเรื่องที่ผมสนใจมาก  ทั้งอันดับ single และอันดับ album  ในยุคนั้นหนังสือแสดงอันดับเพลง (ฝรั่ง) มี 2 หัวคือ Cash Box กับ Billboard  

ตอนนั้น  เท่าที่มีประสบการณ์  นิตยสารทั้ง 2 หัวต่างกันมาตั้งแต่หน้าปก  หน้าปกของ Cash Box จะลงรูปศิลปินต่าง ๆ ที่เป็นข่าวดังในช่วงอาทิตย์นั้นเช่นสามารถนำ single หรือ album ขึ้นถึงอันดับ 1 ฯลฯ  เป็นภาพสี่สีสวยงาม  ที่สิ่งพิมพ์บ้านเราจะนำมาทำก๊อปปี้เป็นหน้าปกของหนังสือตัวเองหรือ poster ขนาดต่าง ๆ  ในขณะที่นิตยสาร Billboard  จะเริ่มข่าวตั้งแต่หน้าแรกเลย  เพราะแบบนี้หนังสือเพลงบ้านเราจึงชอบนิตยสาร Cash Box มากกว่า  คือเอามาใช้ทำประโยชน์ได้มากกว่า  อย่างไรก็ตามนิตสาร CB อายุไม่ยืน  วันหนึ่งก็ปิดตัว  เหลือแต่นิตยสาร BB  ที่อยู่ยงคงกระพันมาถึงวันนี้




นิตยสาร 2 หัวนี้  ไม่มีขายทั่วไป  ใครอยากได้ต้องสมัครเป็นสมาชิก  หรือไปหาอ่านตามร้านแผ่นเสียงต่าง ๆ (ถ้าเค้าอนุญาต)  ซึ่งจำเป็นต้องมีไว้เพื่อใช้สั่งแผ่นเสียงเข้ามาขาย  แผนกแผ่นเสียงที่ห้างเซ็นทรัล (ทั้ง สีลม และชิดลม) ใจดีที่สุด  คือจะนำ เฉพาะ หน้าอันดับเพลง top 100 ทั้งฝั่ง single และ album (จริง ๆ ฝั่ง album มี 200  แต่ทางห้างจะนำมาแปะให้ดูแค่ top 100) มาทำสำเนาแปะให้คนทั่วไปได้อ่าน  ผมแวะไปดูแทบทุกอาทิตย์  คือวันศุกร์ตอนเย็น

ต่อไปนี้  คนละช่วงเวลากัน...

เรื่อง Top Charts  นี้  นอกจาก Single Chart แล้ว  ยังมี Album Chart ที่ผมให้ความสนใจเท่าเทียมกัน  ในยุคต้น 70s  ผมจำได้แม่นยำว่ามี album อยู่ 2 ชุดที่ดังมาก  คืออยู่ในอันดับ top 200 (ถ้าอันดับ single จะมีแค่ top 100) นานแสนนาน  ชุดแรกคือ album ของ Carole King ชื่อ Tapestry   ชุดนี้ครองอันดับ 1 อยู่นานถึง 15 อาทิตย์ หรือเกือบ 4 เดือน  ในช่วงนั้นเมื่อไรที่ซื้อหนังสือ ฯ และเปิดดูอันดับ album  จะพบชื่อแผ่น Tapestry อยู่บนสุด คืออันดับ 1 พร้อมวงแดงที่แสดงว่ายัง 'ร้อน'  เห็นจนเบื่อ  มาถึงยุค อตน. ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมว่าแผ่น Tapestry วนเวียนอยู่ใน top 200 นานถึง 318 อาทิตย์หรือร่วม 6 ปี (album ออกตลาดในปี 1971)  album นี้บรรจุ single ดังอยู่ 4 เพลง  2 เพลงอยู่ในแผ่นเดียวกันคือ ดังทั้งหน้า A และ B  มี 3 เพลงแรกที่ดังในบ้านเรา  เพลงที่ 4 ดังน้อยหน่อย








เพลงที่ 5 ไม่ใช่ single  ดีเจคงอยากให้ฟัง



แต่เพลงในแผ่นนี้ที่ดังที่สุดในบ้านเราก็ไม่ใช่ single เช่นกัน  แต่ดังมากจนผมนึกว่ามันเป็น single   เพลงนี้ดังกว่าทุก single ของเธอเลยละ  ผมว่าเป็น signature song ของเธอในบ้านเรา



อย่างไรก็ตามเพลงนี้ได้มีโอกาสเผยโฉมออกมาเป็น single  จากเสียงร้องของ James Taylor  เพลงขึ้นถึงอันดับ 1  แต่จากประสบการณ์  ผมได้ยินทางวิทยุน้อยมาก  ฉบับของ CK ดังกลบมิด  


มีต่อ...
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 2330


ความคิดเห็นที่ 640  เมื่อ 21 ธ.ค. 25, 18:52

อีกหนึ่ง album ที่ดังสุดขีดในช่วงเวลาเดียวกันคือ Dark Side of the Moon ของวง Pink Floyd  วง rock จาก อังกฤษ  สถิติการขายของงานชุดนี้ดังสนั่นทรวงมากกว่าชุด Tapestry  แม้มันจะครองอันดับ 1 อยู่ได้แค่ 1 อาทิตย์  แต่สามารถป้วนเปี้ยนอยู่ใน top 200 ได้นานถึง 736 สัปดาห์ (1973 (ปีที่ออกตลาด) ถึง 1988)

จากข่าวของ Yahoo แผ่น album ชุดนี้กลับมาเป็นที่นิยมอีกคือ เข้า top 200 อีก (ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ขี้เกียจค้น)  จึงเพิ่มสถิติการป้วนเปี้ยนอยู่ในอันดับ top 200 albums เป็น 989 สัปดาห์  แถมผู้บริโภคหันมาซื้อแบบแผ่นเสียง (ซึ่งฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่) กันทั้งนั้น

ในบ้านเราตอนนั้นแผ่นเสียงชุดนี้มีวางขายอยู่แทบจะทุกร้านขายแผ่นเสียง  หน้าปกสีดำตรงกลางเป็นรูปปริซึมฉายแสงสีรุ้งนี่เห็นจนเลิกหยุดมอง  นักเล่นแผ่นเสียงทุกคนต้องมีไว้เป็นสมบัติ  บ้านผมก็มี 1 แผ่น  เป็นของพี่เพราะตอนนั้นผมฟังเพลง rock แบบนี้ไม่เป็น








ความดังขนาดนี้  เป็นความดังทางด้าน album ล้วน ๆ  วงไม่มี single ดัง  แม้แผ่น DSOTM จะดังกระหึ่มโลก  แต่ single ดังไม่มี  วิทยุบ้านเราก็เลยแทบจะไม่เคยนำ single ของวงนี้มาเปิดให้ฟัง  ที่บอกว่า แทบจะ  คือมี... เพลงเดียว  เป็น single จากแผ่นดังนี่แหละ  แม้ไม่ถูกหู  แต่ความแปลกของเพลง  จำได้ไม่ลืม



และที่เป็นการยืนยันว่าแผ่น DSOTM  มีความดังระดับสากล  คือการออกอากาศของเพลงนี้ที่ไม่ใช่ single  แสดงว่าในยุคนั้น  น่าทุกรายการเพลงฝรั่งต้องมีแผ่นเสียงแผ่นนี้



นี่คือ single ที่ 2  ใครเคยได้ยินบ้าง



แผ่น DSOTM ออกตลาดในปี 1973  วงออกแผ่นมาอีก 2 แผ่น  ซึ่งดังไม่แพ้กัน  แต่ไม่สร้างสถิติ  ก็มาถึงปี 1979  วงก็ได้มีโอกาสสัมผัสกับความดังทางด้าน single เพิ่มขึ้นมาด้วย  album ชื่อ The Wall ดังสุดขีดในช่วงนั้น  มันออก single ซึ่งดังสุดขีดไม่แพ้กัน  วิทยุบ้านเราเปิดทุกวัน



Package ของ album นี้เด่นมาก  นักฟังเพลงฝรั่งในยุคนั้นถ้าได้โฉบไปมาแถวร้านขายแผ่นเสียง  จะจำหน้าปกได้ไม่ลืม  คนที่ไม่ได้เล่นแผ่นเสียงแต่พอมีความรู้อยู่บ้างจะสังเกตได้ว่าเป็นแผ่นแบบ gatefold  และคงนึกสงสัยต่อว่า  กางออกมาแล้วจะเห็นภาพอะไร  โอกาสมาแล้วจ้า  เชิญทัศนา...




(ไว้ 'ออกทุกข์' แล้วค่อยแวะกลับมาดูใหม่นะ  หวังว่ารูปยังคงอยู่)


ตั้งใจจะเอ่ยถึงแค่เพลงนี้ในบ้านเรา  แต่ผลงานของวงนี้มันเด่นมาก  ต้องมีการโหมโรง

บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 2330


ความคิดเห็นที่ 641  เมื่อ 22 ธ.ค. 25, 18:05

วง Orleans กับเพลงเดียวที่วิทยุเปิดให้ฟัง



หนึ่งในผู้ก่อตั้งวงคือ John Hall ต่อมาแยกออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว  มีเพลงนี้เพลงเดียวที่วิทยุเปิดให้ฟัง



ต้นตอของเพลงนี้อยู่ใน concert ชื่อ No Nukes (1979) เป็น concert ที่จัดขึ้นจากการรวมตัวของศิลปิน west coast เพื่อต่อต้านการใช้ nuclear หลังจากเกิดกรณีที่ Three mile island (กรุณาหารายละเอียดอ่านเอาเอง ผมรู้เรื่องเพราะอานิสงค์จากความดังของ album การแสดงสดชุดนี้)  album มีมาขายในบ้านเราด้วย  แต่ผมไม่ได้ซื้อเพราะแพงมาก  ไม่มีตังค์พอที่จะซื้อ  มันมีถึง 3 แผ่น  ใน MV นี้จะเห็นนักร้องระดับแม่เหล็กของ west coast นอกจาก John Hall แล้วยังมีแฟนผม Carly Simon, Bonnie Raitt, Jackson Browne, Graham Nash





(James Taylor, Nicolette Larson, Michael McDonald (วง Doobie Brothers))



(John Hall, James Taylor, Carly Simon, Graham Nash)



(Jackson Browne)



(Bruce Springsteen)



(The Doobie Brothers)
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 2330


ความคิดเห็นที่ 642  เมื่อ 23 ธ.ค. 25, 17:57

ในช่วงเวลาที่เพลงเหล่านี้ออกสู่ตลาด  มันดังขนาดที่นักฟังเพลงฝรั่งในยุคนั้นไม่มีใครไม่เคยได้ยิน

Chuck Mangione



Herb Alpert



Walter Murphy



Meco



Van McCoy



เพลงนี้ของ Bimbo Jet ดังออกมาจากหลายสื่อ  ทั้งทางวิทยุ ทางทีวี (แฝงตัวอยู่ใน spot โฆษณา) และ ในบาร์ disco



ในปี 1973 The Carpenters ออก album ชื่อ Now & Then  แผ่นนี้มี single ดังคือ Yesterday once more กับ Sing  ท่ามกลางเพลงอื่น ๆ ใน album มีอยู่เพลงหนึ่งที่แหวกแนว  คือเป็นเพลงบรรเลง  ทุกครั้งที่วิทยุบ้านเราเปิดเพลงนี้ผมฟังแล้วรู้สึกใจล่องลอย


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 2330


ความคิดเห็นที่ 643  เมื่อ 24 ธ.ค. 25, 18:25

ผมเป็นคนชอบช่วงเวลาของเทศกาล Christmas ที่สุด  น่าจะเป็นเพราะผมเริ่มต้นเรียนหนังสือที่โรงเรียนคริสต์  เลยโดนหล่อหลอมมาตั้งแต่วัยเยาว์  ผมว่าเทศกาลเข้ากับบรรยากาศของหน้าหนาวอย่างกลมกลืน

ในสมัยนั้นกรุงเทพฯ ในหน้าหนาวนี่หนาวจริง ๆ  อุณหภูมิลดลงมาถึงแค่ 10 (ต้น ๆ) กว่าองศา  รร. ผมตั้งอยู่กลางทุ่งโล่งหลายไร่  แล้วชุดนักเรียนก็เป็นแบบขาสั้น  เวลาอยู่นอกห้องเรียนนี่ต้องออกมาเต้นแร้งเต้นกากลางแดด  หลบอยู่ในที่ร่มไม่ได้ถ้าลมพัดมาทีเล่นเอาหนาวขนลุกเกรียว

พอใกล้ช่วงเทศกาลฯ ทาง รร. จะออกประกาศเตือนพวกเราว่าอย่าลืมมางานของ รร. ที่จะเริ่มวันที่ 24 ธ.ค.  แหม... มีหรือที่พวกเราจะลืม

ความจริงแล้ว รูปแบบของงานก็ไม่ได้มีอะไรเลิศหรูมากมาย มันก็คล้ายกับงานวัดธรรมดา ๆ นี่เอง  โรงเรียนชานเมืองเมื่อร่วม 60 ปีก่อนน่ะ  เอาอะไรมากมาย  แต่สำหรับเด็กอย่างพวกเราแล้ว  มันมีความหมายนะ

เริ่มต้นที่บรรดาครูจะประสานงานกับหัวหน้านักเรียน  และนักเรียนอาสาสมัครช่วยกันคิดรูปแบบของงานขึ้นมา  ส่วนมากจะคล้ายๆ กันในแต่ละปี  คือจะใช้ห้องเรียนแต่ละห้องเป็นห้องเล่นเกมส์ แต่ก่อนจะใช้ห้องของเรือนแถวไม้ แต่พอตึกเก่า-ใหม่สร้างเสร็จก็ใช้ห้องของที่นี่แทน นอกจากนี้ บางทีก็มีเกมส์กลางแจ้งให้เด็ก ๆ เล่นกันเอารางวัล ฯลฯ

ในช่วงอาทิตย์สุดท้ายก่อนถึงวันงาน กลุ่มผู้จัดจะต้องตระเตรียมสถานที่ให้เรียบร้อย นี่เป็นช่วงเวลาสนุกสำหรับเราคือ เราจะไปแอบดูว่าใครทำอะไรกันที่ไหนบ้าง เป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นและคาดหวัง กลุ่มทำงานเมื่อเห็นนักถ้ำมองก็จะออกมาไล่เพราะมันเป็นความลับ เราก็จะวิ่งหนีกันกระเจิงแล้วไปแอบดูห้องอื่น ๆ ต่อ แล้วรีบกลับมาแลกข่าวกับเพื่อน ๆ
 
นอกจากนี้ ทางโรงเรียนจะทำบัตรคูปองไว้ขายเด็กเพื่อเอาไปแลกเล่นเกมส์ แลกน้ำ หรือแลกอาหารตามสะดวก  เกมส์ก็มีหลายๆ แบบเช่น  สอยดาว  ตกเบ็ด  ปากระป๋อง  ปิดตาต่อหางหมู  ฯลฯ  ผู้ชนะก็ได้รางวัลกันไป

พอมาปีหลังๆ มีการพัฒนาขึ้น  เริ่มเปิดห้องแสดงนิทรรศการให้ความรู้ปะปนกับห้องเล่นเกมส์  และยังมีการฉายหนังสนุกๆ ในห้องเรียนให้ชม ซึ่งกว่าจะถึงหนังเรื่องที่ว่า ก็ต้องทนดูสารคดีจนหลับไปสักสิบตื่น

วันนี้ไม่มีการกักขังเด็ก แต่อย่างไรก็ตาม พวกเรายังคงต้องแต่งชุดนักเรียนมาตามปกติเพียงแต่ไม่ต้องหิ้วกระเป๋าเรียนมา ประตูโรงเรียนนั้นจะเปิดอ้าตลอดเวลา  ใครใคร่อยู่อยู่  ใครใคร่กลับกลับ  งานจะมีไปจนถึงบ่าย  แล้วเลิกก่อนรถนักเรียนออก  กันไม่ให้เด็กเล่นเพลินจนตกรถ
 
วันงานคริสต์มาสนี้ดูจะเป็นวันเดียวในรอบปีที่พวกเราต่างขมีขมันรีบมาโรงเรียนโดยไม่มีอิดออด บรรยากาศอันหนาวเย็นของหน้าหนาวก็แสนจะเป็นใจ ในตอนเช้า เราต่างมีอารมณ์แจ่มใสเบิกบาน ทุกคนล้วนยิ้มแย้ม หยอกล้อกันอย่างมีความสุข บางคนก็แลกการ์ดกัน พอถึงตอนเปิดงานซึ่งไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมาย เราจะต้องเข้าแถวเคารพธงชาติเหมือนวันเรียนปกติ ต่อจากนั้นท่านอธิการจะมากล่าวถึงความสำคัญของวัน จากนั้นงานก็เริ่ม ทุกคนจะแตกแถวแยกย้ายกันไปหาความสนุกส่วนตัว แล้วโลดแล่นไปกับมันตลอดทั้งวัน




ในช่วง Christmas  ทาง รร. จะเปิดเพลงเกี่ยวกับเทศกาลนี้ทุกปี  เพลงที่ใช้เปิดจะร้องโดยวงประสานเสียง  เลยทำให้ปลูกฝังในหัวว่าเพลง Christmas ที่ฉันชอบนั้น  ต้องมาจากวงประสานเสียงเท่านั้น
 
ในสมัยนั้นบรรดาคลื่นวิทยุเพลงฝรั่งต่างก็เปิดเพลง Christmas จากวงประสานเสียงเช่นกัน  ซึ่งรู้จักกันเพียงวงเดียวคือ The Ray Conniff Singers (มารู้ชื่อวงตอนฟังเพลงทางวิทยุ) พอโตขึ้นและผีเพลงผีแผ่นเสียงเข้าสิง  เพลง Christmas จากวงนี้ก็เป็นภาระกิจหนึ่งที่ผมออกตามหา  ก็หาได้ไม่ยากเพราะมันเป็นงานอมตะ  หาปั๊บก็เจอเลย  ก็พบว่ามันมี 2 แผ่น





ย้อนกลับไปที่ รร. ผม  เป็น รร. คริสต์ก็ต้องมีโบสถ์ด้วย  โบสถ์ไม้ขนาดย่อม ๆ 




เรามีวงประสานเสียงขนาดจุ๋มจิ๋ม  หลังจากสนุกสนานกับงานที่ รร. จัดในช่วงกลางวัน  ในคืนสุกดิบเราก็จะเข้าไปนั่งฟังเพลงในโบสถ์  ท่ามกลาง... เพลงอยู่ 2 เพลงที่เพราะมากชื่อ เห็นดาวทอง กับ ค่ำคืนดี  บัดนี้ก็ยังสามารถร้องได้ 

ในกาลเวลาต่อมาเมื่อสมองพัฒนาขึ้นก็ตั้งข้อสังเกตว่าเพลงเพราะอย่างนี้บ้านเราไม่น่าแต่งขึ้นเอง  น่าจะแปลงมาจากเพลงฝรั่ง  ต้องใช้เวลาอีกหลาย ๆ ๆ สิบปี  มายุค 2550s  เมื่อ youtube เจริญพันธุ์แล้ว  ก็สามารถหาเพลงต้นฉบับได้  แต่ฉบับภาษาไทยคุณภาพแย่  มาเมื่อวานนี้ลองหาใหม่ก็ได้ของดี







บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 644  เมื่อ 24 ธ.ค. 25, 20:40

 ขอร่วมรำลึกด้วยคนค่ะ
 ก่อนหน้าวันคริสต์มาส  กระดานดำแผ่นกว้างใหญ่ (ซึ่งตอนนั้นเป็นสีเขียว)จะถูกลบจนสะอาด    เพื่อนคนหนึ่งซึ่งมีฝีมือในการวาด จะเป็นเจ้าประจำในการวาดรูปด้วยชอล์คสีลงบนด้านขวาของกระดาน   เพื่อเหลือส่วนกลางและซ้ายไว้ให้ครูเขียนโจทย์วิชาต่างๆ   รูปที่วาดก็จะเหมือนในบัตรอวยพรคริสต์มาส  คือมีพวงมาลาช่อฮอลลี  ต้นคริสต์มาส ริบบ้ิ้นพาดพัน ห่อของขวัญผูกโบ    แค่นี้ก็น่าตื่นตาตื่นใจมากแล้ว
  พวกเราซ้อมร้องเพลงคริสต์มาสกันมาก่อนหน้านี้    เนื้อร้องแน่นอนว่าเป็นของฝรั่ง  และที่หนักกว่านี้คือบางเพลงเป็นฝรั่งลาติน  ไม่ใช่ฝรั่งอังกฤษ  แต่ก็มีบางเพลงใส่เนื้อภาษาไทยเข้าไป    ล้วนเป็นเพลงประสานเสียง ไม่ใช่เพลงเดี่ยว
  เช่นเพลง Silent Night (Holy Night)  ภาษาไทยแปลตรงตัวเป๊ะ คือ ราตรีสงัด (ราตรีสวัสดิ์)



บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 41 42 [43] 44 45
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.138 วินาที กับ 19 คำสั่ง