เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3]
  พิมพ์  
อ่าน: 1085 การกลับมาของลัทธิจักรวรรดินิยม และการล่าอาณานิคม
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 07 ม.ค. 26, 12:44

^
    “ผมยินดีที่จะประกาศว่า รัฐบาลเฉพาะกาลของเวเนซุเอลาจะส่งมอบน้ำมันคุณภาพสูง ที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ปริมาณ 30–50 ล้านบาร์เรล ให้กับสหรัฐฯ เพื่อนำไปจำหน่ายในราคาตลาด โดยเงินที่ได้จากการขายจะอยู่ภายใต้การควบคุมของผม ในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อให้มั่นใจว่าเงินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนเวเนซุเอลาและประชาชนชาวอเมริกัน”

     เขายังเผยด้วยว่า ได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ดำเนินการตามแผนดังกล่าวทันที โดยน้ำมันจะถูกขนส่งด้วยเรือเก็บน้ำมัน และนำเข้าสู่ท่าเทียบเรือในสหรัฐอเมริกาโดยตรงเพื่อทำการขนถ่าย

ที่มา  สำนักข่าว TODAY
สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16248



ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 07 ม.ค. 26, 18:35

คำว่าจักรวรรดินิยม หรือ imperialism เป็นระบอบที่ในประวัติศาสตร์ปกครองโดยจักรพรรดิ เป็นระบอบที่ขยายอำนาจด้วยการทหารและ/หรือการทูต

สหรัฐฯก็จัดว่าเป็น imperialism เรียกว่า American imperialism ขยายอำนาจไปทั่วโลก กำหนด ชี้ทาง แทรกแซง เปลี่ยนแปลงประเทศอื่น เครื่องมือที่ใช้มีทุกอย่าง การค้า ปืน อาวุธ หรือยุทธการเรือปืน (gunboat diplomacy) แม้แต่วัฒนธรรม หนังฮอลลีวูดก็เป็นการรุกรานอย่างหนึ่ง!

สมัยผมเป็นเด็ก คนไทยนับถืออเมริกามาก ชาวโลกยังมองว่าสหรัฐฯเป็นฮีโรที่มาปลดปล่อยโลกจากภัยนาซีและญี่ปุ่น นั่นเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ สหรัฐฯมีบทบาทไปทั่วโลก แต่ไม่โฉ่งฉ่าง จึงไม่ค่อยมีคนรู้ว่าสหรัฐฯก่อรัฐประหารทั่วโลกนับร้อยครั้ง มากที่สุดในโลก

สมัยสงครามเวียดนาม เวียดนามใต้ก่อรัฐประหารบ่อยมาก ปีละหลายครั้ง และรู้กันว่าต้องไปขออนุญาตจากทูตสหรัฐฯที่ไซ่ง่อนก่อน ดังนั้นเวลาสหรัฐฯประณามรัฐประหารที่ไหน ก็แปลว่ามันเป็นรัฐประหารที่วอชิงตันไม่อนุญาต

สมัยก่อนสหรัฐฯล้มรัฐบาลต่าง ๆ  อย่างเงียบ ๆ แต่ พ.ศ. นี้เป็นหนังคนละม้วน แม้ยังฉายเรื่องเดิมคือล้มเมือง แต่คราวนี้ไม่เก็บเป็นความลับ ทำกันตรง ๆ ไม่คิดปิดบังอะไร ล่าสุดก็คือรัฐประหารกลางเมืองหลวงที่เวเนซูเอลา แล้วบอกว่า "นี่เป็นน้ำมันของเรา" "เราจะปกครองประเทศเวเนซูเอลาเอง" ชาวโลกได้แต่มองตาปริบ ๆ ภาษาชาวบ้านว่า "อย่างนี้ก็ได้หรา"

ที่น่าสังเกตคือ งานนี้ผู้นำยุโรปทั้งหลายเงียบเป็นเป่าสาก อย่างมากก็ใช้คำพูดสำเร็จรูป "เราหวังว่าสถานการณ์จะคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว" "เราหวังว่าชาวเวเนซูเอลาจะได้รับประชาธิปไตยสักที" ฯลฯ เดี๋ยวคอยดูปฏิกิริยาเมื่อท่านพ่อบุกกรีนแลนด์ ผู้นำยุโรปทั้งหลายจะว่ายังไง คงหนีไม่พ้น "ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน"

ยืมจมูกคนอื่นหายใจ จมูกก็ถูกสนตะพายเช่นนี้แล

วินทร์ เลียววาริณ
๕ มกราคม ๒๐๒๖
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 07 ม.ค. 26, 19:06

จาก FB  คุณด.ดล Blog

ลองจินตนาการถึงค่ำคืนหนึ่งใน Caracas เมืองหลวงของประเทศ Venezuela เวลาประมาณตีสอง บรรยากาศเงียบสงัด
ในขณะที่ทหารเวเนซุเอลากำลังเฝ้าระวังภัยอยู่ที่ฐานทัพ Fort Tiuna ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุด และเป็นที่พำนักของประธานาธิบดี Nicolas Maduro
ทันใดนั้นเอง สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น
ไม่ใช่เสียงระเบิด ไม่ใช่เสียงเครื่องบินรบที่บินโฉบเฉี่ยว และไม่ใช่เสียงปืนจากการปะทะ
แต่คือ ความเงียบ และ ความมืด…
ไฟทุกดวงในตอนใต้ของ Caracas ดับวูบลงพร้อมกัน ระบบสื่อสารทั้งหมดกลายเป็นอัมพาต
เรดาร์ตรวจจับเครื่องบินที่เคยหมุนกวาดหาน่านฟ้า จู่ๆ ก็บอดสนิท
ในความมืดมิดนั้นเอง กองกำลังสหรัฐฯ ได้แทรกซึมเข้ามาและนำตัว Nicolas Maduro ออกไป ปฏิบัติการนี้จบลงอย่างรวดเร็ว
คำถามที่น่าสนใจคือ พวกเขาทำแบบนั้นได้อย่างไร…
การดับไฟทั้งเมือง การทำให้กองทัพทั้งกองทัพตาบอด และการเจาะเข้าไปในพื้นที่ไข่แดงของศัตรู
มันไม่ได้เกิดจากกระสุนปืนหรือระเบิดลูกใหญ่ แต่มันเกิดจาก โค้ด และ สัญญาณไฟฟ้า ที่มองไม่เห็น
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของสงครามยุคใหม่กันสักนิด
ในปี 2010 โลกได้รู้จักกับอาวุธชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Stuxnet
มันไม่ใช่อาวุธที่มีรูปร่างจับต้องได้ แต่มันคือมัลแวร์คอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยความร่วมมือของสหรัฐฯ และอิสราเอล เป้าหมายของมันคือโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ความน่ากลัวของ Stuxnet ไม่ใช่แค่การเจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูล
แต่มันคือการสั่งให้เครื่องจักรทางกายภาพทำงานผิดพลาด มันสั่งให้เครื่องหมุนเหวี่ยงนิวเคลียร์หมุนเร็วเกินพิกัดจนพังเสียหาย
แต่สิ่งที่ฉลาดที่สุดคือ ระหว่างที่เครื่องจักรกำลังพังพินาศ หน้าจอคอมพิวเตอร์ของวิศวกรที่คุมเครื่องกลับโชว์ค่าสถานะว่า ทุกอย่างทำงานปกติ
นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกตระหนักว่า สงครามไซเบอร์ สามารถสร้างความเสียหายทางกายภาพได้จริง
และมันได้กลายมาเป็นต้นแบบของปฏิบัติการใน Venezuela ที่เรากำลังพูดถึง…
กลับมาที่ Caracas
ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาแถลงการณ์หลังเหตุการณ์สงบลง โดยมีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจมาก
เขากล่าวว่า ไฟใน Caracas ส่วนใหญ่ถูกดับลง เพราะความเชี่ยวชาญบางอย่างที่เรามี
คำว่า ความเชี่ยวชาญ ในที่นี้ พลเอก Dan Caine ประธานคณะเสนาธิการร่วม ได้ขยายความว่า มันคือการใช้ Non-kinetic effects หรือการโจมตีที่ไม่ใช้กำลังทางกายภาพทำลายล้าง
แต่เป็นการใช้ Cyber Command และ Space Command เข้าไปจัดการระบบป้องกันของศัตรูให้เรียบร้อย ก่อนที่ทหารจริงๆ จะก้าวเท้าเข้าไป
แต่รู้ไหมว่า การจะดับไฟเมืองหลวงของประเทศหนึ่งได้ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ในวันสองวัน แต่มันต้องเริ่มวางแผนกันเป็นเดือน หรืออาจจะเป็นปี
ในวงการทหารและการข่าว มีคำศัพท์คำหนึ่งที่เรียกว่า Initial Access หรือการหาทางเข้าประตูบานแรก
กรณีของ Venezuela ประตูบานนี้ไม่ได้ถูกพังด้วยชะแลง แต่ถูกเปิดด้วย คน
มีรายงานยืนยันว่า CIA มีแหล่งข่าวที่ฝังตัวลึกอยู่ในรัฐบาล Venezuela ข้อมูลที่ได้มานั้นละเอียดในระดับที่น่าตกใจ
พลเอก Dan Caine บอกว่า พวกเขารู้กิจวัตรของ Nicolas Maduro ละเอียดถึงขนาดรู้ว่า สัตว์เลี้ยงของเขาชื่ออะไร
ทำไมข้อมูลชื่อสัตว์เลี้ยงถึงสำคัญ…
ในโลกของความปลอดภัยทางไซเบอร์ รหัสผ่านของคนส่วนใหญ่ มักจะวนเวียนอยู่กับสิ่งที่พวกเขารัก วันเกิดลูก วันครบรอบ หรือชื่อสุนัขตัวโปรด
ข้อมูลที่ดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้แหละ คือกุญแจดอกสำคัญที่แฮกเกอร์ใช้ในการเดารหัสผ่าน หรือใช้เทคนิคทางจิตวิทยาเพื่อหลอกถามข้อมูล
เมื่อได้ข้อมูลจากคนใน หรือที่เรียกว่า HUMINT มาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย
หน่วยงานอย่าง NSA จะเริ่มกวาดสัญญาณสื่อสารทั้งหมด เพื่อวาดแผนผังโครงสร้างการสั่งการของกองทัพ Venezuela ใหม่ทั้งหมด
ลองจินตนาการภาพว่า พวกเขาสามารถมองเห็นเส้นสายใยแมงมุมที่เชื่อมต่อกันทั้งประเทศ ใครคุยกับใคร นายพลคนไหนสั่งงานผ่านวิทยุคลื่นความถี่เท่าไหร่ เซิร์ฟเวอร์ตัวไหนคุมประตูเขื่อน หรือคอมพิวเตอร์เครื่องไหนคุมระบบจ่ายไฟ
สหรัฐฯ ใช้เวลาหลายพันชั่วโมงในการนั่งแกะรอยสิ่งเหล่านี้ จนรู้จักระบบบ้านของศัตรู ดีกว่าเจ้าของบ้านเสียอีก…
และนั่นนำไปสู่การโจมตีระลอกแรก ที่เปรียบเสมือนการ ซ้อมใหญ่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ PDVSA บริษัทน้ำมันแห่งชาติของ Venezuela ในเดือน ธันวาคม ที่ผ่านมา คือสัญญาณเตือนภัยที่ถูกมองข้าม
ตอนนั้นระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่แห่งนี้ล่มสลาย ไม่ใช่แค่ใช้งานไม่ได้ แต่ข้อมูลถูกลบหายไปเกลี้ยง
หลายคนเข้าใจว่านี่คือ Ransomware หรือไวรัสเรียกค่าไถ่ที่เรารู้จักกันดี แต่ความจริงแล้ว มันน่ากลัวกว่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า สิ่งที่โจมตี PDVSA คือ Wiper Malware
ความแตกต่างคือ Ransomware จะล็อคไฟล์ของเป้าหมายเพื่อขอเงิน แต่ Wiper มีหน้าที่เดียวคือ เผา ข้อมูลทิ้งให้หมด
มันคือการทำลายล้างเพื่อตัดแขนตัดขา ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามบริหารจัดการทรัพยากรได้
เหตุการณ์นี้คือการทดสอบระบบ และเป็นการบอกกลายๆ ว่า เราเข้ามาในบ้านคุณได้แล้ว
ทีนี้เรามาถึงจุดสำคัญของเรื่อง…
ในคืนปฏิบัติการจริง เป้าหมายหลักคือการทำให้กองทัพ Venezuela เป็นอัมพาต และสิ่งที่สำคัญที่สุดของกองทัพสมัยใหม่คือ ไฟฟ้า และ สายตา
เรามาดูเรื่อง ไฟฟ้า กันก่อน
ระบบไฟฟ้าของ Venezuela ก็เหมือนกับระบบไฟฟ้าทั่วโลก คือควบคุมด้วยระบบที่เรียกว่า SCADA
อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด SCADA คือสมองกลที่คอยสั่งการเปิดปิดสวิตช์ไฟขนาดใหญ่ตามโรงไฟฟ้าและสถานีจ่ายไฟ ถ้าคุม SCADA ได้ ก็คุมแสงสว่างของทั้งเมืองได้
แต่การจะเจาะระบบนี้ไม่ง่าย เพราะปกติระบบพวกนี้มักจะไม่ได้ต่ออินเทอร์เน็ตโดยตรง หรือที่เรียกว่า Air Gapped
แต่ด้วยบทเรียนจาก Stuxnet และการแทรกซึมที่เตรียมการมาอย่างดี
ผู้ปฏิบัติการไซเบอร์ของสหรัฐฯ สามารถเข้าถึงระบบควบคุมนี้ได้สำเร็จ
พวกเขาไม่ได้แค่สั่งสับคัทเอาท์ลงเฉยๆ แต่พวกเขาน่าจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า Living off the land
คือการใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วในระบบของเหยื่อเอง มาใช้โจมตีเหยื่อ ทำให้โปรแกรมป้องกันไวรัสจับไม่ได้ เพราะดูเหมือนเป็นการทำงานปกติของผู้ดูแลระบบ
ในเวลา 01:01 น. ตามเวลาสหรัฐฯ คำสั่งถูกส่งไปยัง PLC หรือตัวควบคุมอุปกรณ์ปลายทาง ให้เปิดวงจรไฟฟ้า ตัดไฟโซนตอนใต้ของ Caracas ทั้งหมด
ในขณะเดียวกัน หน้าจอห้องควบคุมอาจจะยังโชว์ว่าไฟยังจ่ายปกติ กว่าเจ้าหน้าที่ Venezuela จะรู้ตัวว่าไฟดับจริงๆ ก็ตอนที่มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นเมืองมืดสนิท
นอกจากจะตัดไฟแล้ว พวกเขายังเปลี่ยนค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ของระบบไฟฟ้า เช่น แรงดันไฟฟ้า หรือความถี่
ทำให้พอเจ้าหน้าที่พยายามจะกู้ระบบ สับสวิตช์กลับขึ้นมา ระบบป้องกันความปลอดภัยก็จะตัดไฟซ้ำอีก เพราะค่ากระแสไฟไม่เสถียร
นี่คือเทคนิคที่ถอดแบบมาจากมัลแวร์ Industroyer ที่รัสเซียเคยใช้ถล่มยูเครนจนไฟดับทั่วเมืองมาแล้ว…
เมื่อไฟดับ ตาของกองทัพก็เริ่มพร่ามัว แต่สหรัฐฯ ไม่ต้องการแค่ให้ตามัว พวกเขาต้องการให้ ตาบอดสนิท
นี่คือที่มาของปฏิบัติการทางอากาศที่ไร้เสียง
เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์กว่า 150 ลำ บินเข้าน่านฟ้า Venezuela รวมถึงโดรนสเตลธ์ RQ-170 Sentinel
ปกติแล้ว เรดาร์ของ Venezuela ต้องจับสัญญาณได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Electronic Warfare หรือสงครามอิเล็กทรอนิกส์
เครื่องบินอย่าง EA-18G Growler ทำหน้าที่ยิงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มข้นสูงเข้าใส่จานเรดาร์
มีทั้งแบบ Noise Jamming คือส่งเสียงดังๆ กลบสัญญาณจริง เหมือนเราตะโกนใส่หูคนอื่นจนเขาไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง
และแบบ Deception Jamming คือสร้างเป้าลวงขึ้นมาเต็มจอเรดาร์
ทำให้ฝ่ายป้องกันสับสนว่า อันไหนคือเครื่องบินจริง อันไหนคือภาพลวงตา
นอกจากนี้ ยังมีการโจมตีระบบ GPS ซึ่งกองทัพสมัยใหม่พึ่งพาในการนำทางและระบุตำแหน่ง
Space Command ของสหรัฐฯ ใช้เทคนิค GPS Jamming และ Spoofing เพื่อหลอกพิกัด
ลองนึกภาพว่าเราขับรถตามแผนที่ในมือถือ แล้วจู่ๆ หมุดตำแหน่งของเราก็กระโดดไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง
ทหาร Venezuela ก็เจอแบบเดียวกัน พวกเขาไม่สามารถระบุตำแหน่งของตัวเอง หรือตำแหน่งของศัตรูได้อย่างแม่นยำ
ในขณะที่ฝ่ายตั้งรับกำลังสับสนอลหม่าน ทั้งมืด ทั้งติดต่อกันไม่ได้ ทั้งเรดาร์ใช้งานไม่ได้
กองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ก็เจาะเข้าไปถึงตัว Nicolas Maduro ได้อย่างง่ายดาย…
ปฏิบัติการนี้ไม่ได้จบแค่การจับกุมตัวผู้นำ แต่มันมีการทำสงครามข้อมูล หรือ Information Warfare ควบคู่ไปด้วย
ในโลกโซเชียลมีเดีย มีการปล่อยข่าวลือ ข้อมูลลวง และมีการพูดถึงการใช้ AI-generated deepfakes คลิปวิดีโอปลอมที่เนียนจนแยกไม่ออก
สิ่งเหล่านี้ถูกใช้เพื่อสร้างความสับสนให้กับประชาชนและทหารฝ่ายสนับสนุน ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร จนกระทั่งทุกอย่างจบลง
สิ่งที่เกิดขึ้นใน Operation Absolute Resolve คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การทหาร
Amazon Threat Intelligence เรียกสิ่งนี้ว่า Cyber Enabled Kinetic Targeting แปลให้เข้าใจง่ายคือ การใช้ไซเบอร์เป็น ตัวเปิด ให้กับการโจมตีทางกายภาพ
เมื่อก่อน เราอาจจะมองว่า แฮกเกอร์ ก็อยู่ส่วนแฮกเกอร์ ทหารราบ ก็อยู่ส่วนทหารราบ แต่กรณีนี้พิสูจน์แล้วว่า สองสิ่งนี้แยกจากกันไม่ได้แล้ว
การรบในอนาคต แฮกเกอร์จะเป็นคนกรุยทาง ตัดไฟ ตัดสื่อสาร ปิดตาข้าศึก เพื่อให้ทหารราบเดินเข้าไปทำภารกิจได้อย่างปลอดภัย
สิ่งที่น่ากังวลที่สุด ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่คือ เป้าหมาย ของการโจมตี
เราเห็นแล้วว่า โครงสร้างพื้นฐานที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต หรือระบบโทรศัพท์ กลายเป็นสนามรบไปเรียบร้อยแล้ว
พลเอก Dan Caine ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า มีความเป็นไปได้เสมอ ที่เราจะได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจประเภทนี้อีกครั้ง
นั่นหมายความว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย และมันอาจจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ในโลก
กรณีศึกษาของ Venezuela มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับ
ในวันที่โลกเชื่อมต่อกันด้วยระบบดิจิทัลแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ความสะดวกสบายที่เรามี อาจจะเป็นจุดอ่อนที่เปราะบางที่สุด
และในสงครามยุคหน้า ไฟอาจจะดับลง ก่อนที่เราจะได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยเสียอีก…
References : [mitre, wired, cisa, dragos, mandiant]
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 08 ม.ค. 26, 14:42

 อิทธิฤทธิ์ของทรัมป์ยังไม่หยุดอยู่แค่เวเนซุเอลาและกรีนแลนด์
 วันนี้ (8 ม.ค.2569) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งบริหารเพื่อระงับการสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อองค์กร หน่วยงานและคณะกรรมาธิการ รวม 66 แห่ง หลังจากที่รัฐบาลของเขาได้ทบทวนการมีส่วนร่วมและการให้ทุนสนับสนุนแก่องค์กรระหว่างประเทศทั้งหมด รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ตามแถลงการณ์ของทำเนียบขาว

ในบันทึกที่ทรัมป์ส่งให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ระบุรายชื่อกลุ่มนอกองค์การสหประชาชาติ 35 กลุ่ม และหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ 31 แห่ง รวมถึงอนุสัญญากรอบสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งมีคำอธิบายว่าเป็นสนธิสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศรากฐาน และเป็นข้อตกลงหลักของข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี 2015

สำหรับเป้าหมายหลายแห่งเป็นหน่วยงาน คณะกรรมาธิการ และคณะที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เรื่องสภาพภูมิอากาศ แรงงาน การอพยพและประเด็นอื่นๆ ที่รัฐบาลทรัมป์จัดประเภทว่าตอบสนองต่อความหลากหลายและแนวคิดแบบตื่นตัว รวมทั้งองค์กรอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของสหประชาชาติ เช่น หุ้นส่วนเพื่อความร่วมมือในแอตแลนติก, สถาบันระหว่างประเทศเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง และเวทีต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลก

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศและองค์การสหประชาชาติหลายสิบแห่ง รวมถึงสนธิสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ และหน่วยงานของสหประชาชาติที่ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและการเสริมสร้างศักยภาพสตรี เนื่องจากองค์กรเหล่านั้นดำเนินการขัดต่อผลประโยชน์ของชาติสหรัฐฯ

ขณะที่ มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์พบว่าสถาบันเหล่านี้มีขอบเขตการทำงานซ้ำซ้อน บริหารจัดการผิดพลาด ไม่จำเป็น สิ้นเปลือง ดำเนินการไม่ดี ถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์ที่ผลักดันวาระของตนเอง ซึ่งขัดแย้งกับวาระของสหรัฐฯ หรือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของชาติ
https://www.thaipbs.or.th/news/content/500883
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16248



ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 08 ม.ค. 26, 18:35

ในที่สุด ก็มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ในวาระที่เร่งด่วนและร้ายแรงมาก เพราะมีการกระทำที่ขัดแย้งกับกฎบัตรสหประชาชาติโดยชาติสมาชิก แม้จะผ่านไปสองวันกว่า ก็ถือว่าไม่ช้าเกินไป  ในการประชุมนี้ สภาความมั่นคงได้เชิญศาสตราจารย์เจฟฟรีย์ แซคส์ Prof. Jeffrey Sachs ประธานเครือข่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (President of the UN Sustainable Development Solutions Network) เข้าไปให้ข้อมูลต่อที่ประชุม แม้จะหวังผลได้ยาก ว่าสหรัฐอเมริกาจะยอมทำตัวอยู่ในกรอบข้อตกลงระหว่างประเทศ



คำแถลงของเจฟฟรีย์ แซคส์ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เรื่องการรุกรานของสหรัฐอเมริกาต่อเวเนซุเอลา

วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๙

คำกล่าวเปิด
ท่านประธาน และสมาชิกผู้ทรงเกียรติของคณะมนตรีความมั่นคง

ประเด็นที่อยู่ต่อหน้าคณะมนตรีในวันนี้มิใช่เรื่องลักษณะของรัฐบาลเวเนซุเอลา แต่เป็นประเด็นว่ารัฐสมาชิกใด ๆ มีสิทธิที่จะกำหนดอนาคตทางการเมืองของเวเนซุเอลา หรือใช้อำนาจควบคุมกิจการภายในของประเทศดังกล่าว ด้วยการใช้กำลัง  การบีบบังคับ (coercion) หรือการรัดคอทางเศรษฐกิจ (economic strangulation) หรือไม่ คำถามนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับมาตรา ๒(๔) (Article 2(4)) ของกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) ซึ่งห้ามมิให้มีการขู่เข็ญหรือใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งอาณาเขต (territorial integrity) หรือความเป็นอิสระทางการเมือง (political independence) ของรัฐใด ๆ คณะมนตรีจะต้องตัดสินใจว่าข้อห้ามดังกล่าวจะได้รับการยึดมั่นหรือละทิ้ง การละทิ้งข้อห้ามนี้จะนำมาซึ่งผลที่ตามมาอย่างร้ายแรงที่สุด

บริบททางประวัติศาสตร์ของปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของสหรัฐฯ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาได้ใช้กำลัง การดำเนินการลับ (covert action) และการจัดการทางการเมือง (political manipulation) เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (regime change) ในประเทศอื่น ๆ  อย่างต่อเนื่อง นี่คือเรื่องที่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์อย่างพิถีพิถัน ในหนังสือ Covert Regime Change (พ.ศ. ๒๕๖๑) นักรัฐศาสตร์ ลินด์ซีย์ โอรูร์ค (Lindsey O’Rourke) ได้บันทึกปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของสหรัฐฯ ที่พยายามดำเนินการถึง ๗๐ ครั้งระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ถึง๒๕๓๒ เพียงช่วงเดียว การปฏิบัติเหล่านี้มิได้สิ้นสุดลงพร้อมกับสงครามเย็น ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสำคัญของสหรัฐฯ ที่ดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะมนตรีความมั่นคง (Security Council) รวมถึงกรณีที่สำคัญที่สุด ได้แก่ อิรัก (พ.ศ. ๒๕๔๖) ลิเบีย (พ.ศ. ๒๕๕๔) ซีเรีย (ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๔) ฮอนดูรัส (พ.ศ. ๒๕๕๒) ยูเครน (พ.ศ. ๒๕๕๗) และเวเนซุเอลา (ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นต้นมา)

วิธีการที่ใช้เป็นที่รู้จักและมีหลักฐานบันทึกไว้อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึง สงครามเปิดเผย ปฏิบัติการข่าวกรองลับ (covert intelligence operations) การยุยงให้เกิดความไม่สงบ  การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ  การบิดเบือนสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ การติดสินบนเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือน  การลอบสังหารเป้าหมาย (targeted assassinations) การปฏิบัติการหลอกลวง (false-flag operations) และสงครามเศรษฐกิจ ที่มุ่งทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของพลเรือน มาตรการเหล่านี้ผิดกฎหมายภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ และโดยทั่วไปแล้วส่งผลให้เกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้งที่ร้ายแรง (lethal conflict) ความไม่มั่นคงทางการเมือง (political instability) และความทุกข์ทรมานอย่างลึกซึ้งของประชากรพลเรือน

การกระทำของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปที่เวเนซุเอลาโดยเฉพาะ

บันทึกล่าสุดของสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวกับเวเนซุเอลานั้นชัดเจน ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ สหรัฐฯ ทราบและเห็นชอบกับความพยายามรัฐประหาร ต่อรัฐบาลเวเนซุเอลา ในช่วงทศวรรษ ๒๕๕๓-๒๕๖๒ สหรัฐฯ ให้ทุนแก่กลุ่มสังคมพลเรือน (civil society groups) ที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการประท้วงต่อต้านรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เมื่อรัฐบาลปราบปรามการประท้วง สหรัฐฯ ตามมาด้วยมาตรการคว่ำบาตร (sanctions) ต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประกาศว่าเวเนซุเอลาเป็น "ภัยคุกคามที่ผิดปกติและร้ายแรงต่อความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา" (an unusual and extraordinary threat to the national security and foreign policy of the United States)

ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำกับผู้นำละตินอเมริการระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UN General Assembly) ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวถึงตัวเลือกของการที่สหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลาเพื่อโค่นล้มรัฐบาลอย่างเปิดเผย ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ถึง ๒๕๖๓ สหรัฐฯ ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรอย่างกว้างขวาง ต่อบริษัทน้ำมันของรัฐ (state oil company) การผลิตน้ำมันลดลง ๗๕ เปอร์เซ็นต์จากปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ถึง ๒๕๖๓ และ GDP ต่อหัวที่แท้จริง (real GDP per capita) แบบ PPP ลดลง ๖๒ เปอร์เซ็นต์ สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้ลงมติอย่างท่วมท้นต่อต้านมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว (unilateral coercive measures) ดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ มีเพียงคณะมนตรีความมั่นคงเท่านั้นที่มีอำนาจกำหนดมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว

เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ.  ๑๕๖๒ สหรัฐอเมริกาได้รับรองฮวน กวายโด (Juan Guaidó) เป็น "ประธานาธิบดีรักษาการ" ของเวเนซุเอลาฝ่ายเดียว และเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้อายัดทรัพย์สินอธิปไตยของเวเนซุเอลา (Venezuelan sovereign assets) ที่เก็บไว้ต่างประเทศประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมอบอำนาจให้กวายโดควบคุมทรัพย์สินบางส่วน การกระทำเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องที่ดำเนินมานานกว่าสองทศวรรษ

พัฒนาการล่าสุดและผลกระทบในวงกว้าง

ในปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินปฏิบัติการทิ้งระเบิด (bombing operations) ในเจ็ดประเทศ โดยไม่มีประเทศใดได้รับอนุญาตจากคณะมนตรีความมั่นคง และไม่มีประเทศใดดำเนินการภายใต้การป้องกันตนเองที่ชอบด้วยกฎหมาย (lawful self-defense) ตามกฎบัตร ประเทศเป้าหมาย ได้แก่ อิหร่าน อิรัก ไนจีเรีย โซมาเลีย ซีเรีย เยเมน และปัจจุบันคือเวเนซุเอลา ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกการขู่เข็ญโดยตรง ต่อรัฐสมาชิกสหประชาชาติอย่างน้อยหกประเทศ ได้แก่ โคลอมเบีย เดนมาร์ก อิหร่าน เม็กซิโก ไนจีเรีย และแน่นอนว่ารวมถึงเวเนซุเอลา การขู่เข็ญเหล่านี้สรุปไว้ในภาคผนวก I (Annex I) ของคำแถลงนี้

สมาชิกของคณะมนตรีไม่ได้ถูกเรียกให้มาตัดสินนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) พวกเขาไม่ได้ถูกเรียกให้มาประเมินว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ล่าสุดและการปิดล้อมทางเรือ (naval quarantine) ที่ดำเนินการอยู่ต่อเวเนซุเอลานั้นนำไปสู่เสรีภาพหรือการอยู่ใต้การปกครอง (subjugation) สมาชิกของคณะมนตรีถูกเรียกให้มาปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎบัตรสหประชาชาติ

โรงเรียนความคิดสัจนิยม (realist school) ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงออกอย่างยอดเยี่ยมที่สุดโดยจอห์น เมียร์ชไฮเมอร์ (John Mearsheimer) ได้บรรยายสภาวะของความอนาธิปไตยระหว่างประเทศ (international anarchy) อย่างแม่นยำว่าเป็น "โศกนาฏกรรมของการเมืองมหาอำนาจ" ดังนั้นสัจนิยมจึงเป็นการบรรยายภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาเพื่อสันติภาพ ข้อสรุปของสัจนิยมเองก็คือความอนาธิปไตยระหว่างประเทศนำไปสู่โศกนาฏกรรม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สันนิบาตชาติ (League of Nations) ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อยุติโศกนาฏกรรมผ่านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่ประเทศชั้นนำของโลกล้มเหลวในการปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศในช่วงทศวรรษ ๑๙๓๐ ซึ่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งใหม่

สหประชาชาติเกิดขึ้นจากภัยพิบัติครั้งนั้นเป็นความพยายามครั้งที่สองอย่างยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติที่จะวางกฎหมายระหว่างประเทศให้อยู่เหนือความอนาธิปไตย ในถ้อยคำของกฎบัตร สหประชาชาติถูกจัดตั้งขึ้น "เพื่อช่วยชีวิตคนรุ่นต่อ ๆ ไปให้พ้นจากภัยพิบัติแห่งสงคราม ซึ่งในช่วงชีวิตของเราสองครั้งได้นำความทุกข์ยากมากมายมาสู่มนุษยชาติ" เนื่องจากเราอยู่ในยุคนิวเคลียร์ (nuclear age) ความล้มเหลวจึงไม่สามารถเกิดซ้ำได้ มนุษยชาติจะสูญสิ้น จะไม่มีโอกาสครั้งที่สาม

ข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินการ

เพื่อปฏิบัติตามความรับผิดชอบภายใต้กฎบัตร คณะมนตรีความมั่นคงควรยืนยันการดำเนินการต่อไปนี้ทันที:

๑. สหรัฐอเมริกาจะต้องยุติและระงับ (cease and desist) การขู่เข็ญหรือใช้กำลังต่อเวเนซุเอลาทั้งโดยชัดแจ้งและโดยนัย (explicit and implicit threats) ทันที

๒. สหรัฐอเมริกาจะต้องยุติการปิดล้อมทางเรือและมาตรการบีบบังคับทางทหารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะมนตรีความมั่นคง

๓. สหรัฐอเมริกาจะต้องถอนกำลังทหารออกจากภายในและตามแนวขอบเขต (perimeter) ของเวเนซุเอลาทันที รวมถึงหน่วยข่าวกรอง (intelligence) กองเรือ (naval) กองทัพอากาศ (air) และทรัพย์สินที่ส่งเสริมไปข้างหน้าอื่นๆ (forward-deployed assets) ที่วางตำแหน่งไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการบีบบังคับ

๔. เวเนซุเอลาจะต้องยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติและสิทธิมนุษยชน (human rights) ที่คุ้มครองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights)

๕. เลขาธิการ (Secretary-General) จะต้องแต่งตั้งทูตพิเศษ (Special Envoy) ทันที โดยมีอำนาจหน้าที่ในการติดต่อกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ของเวเนซุเอลาและนานาชาติที่เกี่ยวข้อง และรายงานกลับไปยังคณะมนตรีความมั่นคงภายในสิบสี่วันพร้อมข้อเสนอแนะที่สอดคล้องกับกฎบัตรสหประชาชาติ และคณะมนตรีความมั่นคงจะต้องยังคงให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน (remain urgently seized of this matter)

๖. รัฐสมาชิกทั้งหมดจะต้องงดเว้น (refrain) จากการขู่เข็ญฝ่ายเดียว (unilateral threats) มาตรการบีบบังคับ (coercive measures) หรือการกระทำด้วยอาวุธ (armed actions) ที่ดำเนินการนอกอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคง โดยสอดคล้องอย่างเคร่งครัด (in strict conformity) กับกฎบัตร

คำกล่าวปิด

ท่านประธาน และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน
สันติภาพและการอยู่รอดของมนุษยชาติขึ้นอยู่กับว่ากฎบัตรสหประชาชาติจะยังคงเป็นเครื่องมือที่มีชีวิต (living instrument) ของกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะถูกปล่อยให้เหี่ยวเฉาจนไร้ความหมาย (wither into irrelevance) นั่นคือทางเลือกที่อยู่ต่อหน้าคณะมนตรีในวันนี้

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 09 ม.ค. 26, 11:10

เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้เร่งผลักดันร่างมติเพื่อจำกัดอำนาจของ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการใช้กำลังทางทหารต่อเวเนซุเอลา หลังจากรัฐบาลทรัมป์ดำเนินปฏิบัติการทางทหารอย่างฉับพลันในช่วงที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลาครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 3 ม.ค. โดยมีการส่งกำลังเข้าควบคุมตัว Nicolás Maduro ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภรรยา ก่อนนำตัวไปควบคุมตัวที่นครนิวยอร์ก เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์และความกังวลอย่างกว้างขวางในประชาคมโลก ทั้งยังตอกย้ำความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเวเนซุเอลาเป็นประเทศในอเมริกาใต้ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำมัน

สำหรับผลการลงมติในวุฒิสภา ปรากฏว่าเสียงข้างมาก 52 ต่อ 47 เสียง เห็นชอบให้เดินหน้ามาตรการจำกัดอำนาจดังกล่าว โดยมีวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 5 ราย โหวตสนับสนุนร่วมกับสมาชิกพรรคเดโมแครตทั้งหมด และคาดว่าวุฒิสภาจะลงมติรับรองร่างมตินี้อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า

สาระสำคัญของร่างมติระบุให้สหรัฐฯ ถอนกองกำลังออกจากการสู้รบ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการภายในหรือการกระทำต่อเวเนซุเอลา หากการใช้กำลังนั้นไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ร่างมติดังกล่าวเสนอโดย Tim Kaine วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐเวอร์จิเนีย ตั้งแต่เดือนก่อนหน้า หลังมีรายงานว่ารัฐบาลทรัมป์สังหารผู้รอดชีวิต 2 รายจากเหตุลอบโจมตีเรือของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียนเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2568 โดยร่างมตินี้ได้รับการสนับสนุนจาก Rand Paul วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน รวมถึง Chuck Schumer ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา และ Adam Schiff วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต

ทิม เคน กล่าวต่อที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันพุธ (7 ม.ค.) ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าปฏิบัติการนี้จะไม่จบลงในระยะสั้น แต่อาจกลายเป็นการยึดครองและแทรกแซงเวเนซุเอลาเป็นเวลาหลายปี พร้อมย้ำว่าการส่งกำลังเข้าจับกุมมาดูโรไม่ใช่เพียงประเด็นเรื่องหมายจับ แต่เป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญทางการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างยิ่ง

ด้านแรนด์ พอล ระบุเมื่อวันอังคาร (6 ม.ค.) ว่า การทิ้งระเบิดใส่เมืองหลวงและการโค่นล้มประมุขแห่งรัฐ ไม่ว่าจะนิยามอย่างไร ก็ถือเป็นการทำสงครามอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี สมาชิกพรรครีพับลิกันอีกหลายรายยังคงออกมาปกป้องการใช้กำลังทหารของรัฐบาลทรัมป์ โดยชี้ว่า การโจมตีทางเรือและการบุกจับกุมผู้นำเวเนซุเอลาอยู่ภายใต้อำนาจตามรัฐธรรมนูญของประธานาธิบดี แม้ว่าทำเนียบขาวจะไม่ได้แจ้งหรือขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสล่วงหน้าก็ตาม

ทั้งนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตเคยพยายามผลักดันร่างมติในลักษณะเดียวกันมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
จากเว็บไซต์ https://siamrath.co.th
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16248



ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 09 ม.ค. 26, 18:35

เป้าหมายต่อไปของทรัมป์ 'กรีนแลนด์'



หลังจากทรัมป์ออกคำสั่งปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ บุกประเทศเวเนซุเอลา และจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ได้สำเร็จ พร้อมแผนส่งบริษัทน้ำมันอเมริกัน เข้าไปดำเนินธุรกิจในเวเนซุเอลาอีกครั้ง เรื่องก็ยังไม่จบเท่านี้ เพราะทรัมป์ได้ประกาศกร้าวอีกครั้งว่า เขาต้องการ "กรีนแลนด์" ที่อยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก มาเป็นของสหรัฐฯ ให้ได้

จริง ๆ แล้ว ย้อนกลับไปในปี ๒๐๑๙ ทรัมป์ก็เคยมีแนวคิดที่จะซื้อกรีนแลนด์ แต่กลับถูกปฏิเสธ ทั้งจากรัฐบาลเดนมาร์ก และกรีนแลนด์ โดยบอกว่า "กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้สำหรับขาย" จนทำให้ทรัมป์ไม่พอใจ และได้ยกเลิกแผนเยือนอย่างกะทันหันในตอนนั้น

แต่ในปี ๒๐๒๖ นี้ ท่าทีของเขาเปลี่ยนไป จากการขอซื้อ กลายเป็นการระบุว่าเป็น "ความจำเป็นเร่งด่วนทางความมั่นคง" ที่อาจต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด แต่ทรัมป์ไม่ใช่คนแรกที่สนใจซื้อเกาะแห่งนี้ เพราะก่อนหน้านี้ ในปี ๑๙๔๖ ประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน ก็เคยเสนอขอซื้อดินแดนแห่งนี้มาแล้ว

เกาะกรีนแลนด์ มีอะไรดี ทำไมประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงอยากได้ ?

สิ่งที่เป็นขุมทรัพย์มหาศาล คือ "ทรัพยากรธรรมชาติ" กรีนแลนด์อุดมไปด้วยแร่มีค่า เช่น สังกะสี ทองแดง และคาดว่ามีแหล่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุอื่น ๆ ในปริมาณมหาศาล ที่เริ่มเข้าถึงได้ง่ายขึ้นจากการที่น้ำแข็งละลาย และที่สำคัญคือ แร่หายาก (Rare Earth) ที่จำเป็นต่อแบตเตอรี่ รถ EV ชิป เทคโนโลยีสมัยใหม่ และเทคโนโลยีทางการทหาร ซึ่งปัจจุบัน จีน เป็นผู้ควบคุมตลาดรายใหญ่ สหรัฐฯ จึงต้องการกรีนแลนด์เพื่อลดการพึ่งพาจีน

นอกจากนี้ เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ยังเป็นจุดเด่นของกรีนแลนด์  ทั้งสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ต่างมองว่า กรีนแลนด์ เป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในขั้วโลกเหนือ เหตุผลคือ น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลาย เมื่อเส้นทางเดินเรือผ่านอาร์กติกเปิดขึ้น จะช่วยย่นระยะเวลาขนส่งสินค้าระหว่างเอเชีย-ยุโรปอย่างมาก โดยไม่ต้องอ้อมคลองสุเอซ หรือคลองปานามาเหมือนในอดีต อีกทั้ง กรีนแลนด์ยังตั้งอยู่ใกล้รัสเซีย และเส้นทางบินข้ามขั้วโลก ทำให้เหมาะเป็นฐานทัพและศูนย์เตือนภัยขีปนาวุธพิสัยไกล สหรัฐฯ จึงมองว่ากรีนแลนด์คือ ปราการด่านหน้า ซึ่งสหรัฐฯ มีฐานทัพสำคัญที่กรีนแลนด์อยู่แล้ว คือ Thule Air Base ที่เป็นดวงตาหลักในการเฝ้าระวังอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้นการครอบครองกรีนแลนด์ จะหมายถึง การคุมอาร์กติกเหนือ, เพิ่มอำนาจต่อรองใน NATO, ลดการพึ่งพาเดนมาร์ก, สร้างฐานทัพและระบบเรดาร์เพิ่มเติมได้ง่าย ส่วนจีน เคยพยายามเข้าไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสนามบินในกรีนแลนด์ ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง ที่ยอมไม่ได้
  
ทั้งนี้ เมตเต เฟรเดอริกเซน (Mette Frederiksen) นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ได้ออกมาโต้ตอบในปี ๒๐๒๖ นี้ว่า การที่สหรัฐฯ ข่มขู่จะยึดครองกรีนแลนด์ จะบ่อนทำลายรากฐานของนาโต (NATO)

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่สนเสียงค้าน และมีรายงานว่า เขากำลังหารือกับทีมงาน เกี่ยวกับตัวเลือกต่าง ๆ ที่จะใช้ในการผนวกกรีนแลนด์ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

โดยหนึ่งในตัวเลือกที่มีการพูดคุยคือ การใช้กำลังทหาร.. หากการเจรจาไม่เป็นผล

ข้อมูลจาก ลงทุนแมน
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 8566


ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 10 ม.ค. 26, 11:12

BBC thai ทรัมป์กำลังเสี่ยงผลักให้โลกกลับไปสู่ยุคจักรวรรดิหรือไม่ ?

......
       ทรัมป์กล่าวในการแถลงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลาคือชัยชนะที่รวดเร็วและเด็ดขาดอย่างที่เขาปรารถนา

       เขาได้แสดงให้โคลอมเบีย เม็กซิโก คิวบา กรีนแลนด์ และเดนมาร์ก เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาควรจะกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่ทรัมป์จะทำต่อไป

       ทรัมป์เป็นคนชื่นชอบการตั้งฉายา ตอนนี้เขากำลังลองตั้งชื่อเล่นใหม่ที่มาจากหลักการมอนโร (Monroe Doctrine) ซึ่งเป็นรากฐานของ
นโยบายสหรัฐฯ ในละตินอเมริกามากว่าสองศตวรรษ
       ทรัมป์เปลี่ยนชื่อของหลักการนี้เป็นชื่อของตัวเอง นั่นคือ หลักการดอนโร (Donroe Doctrine)

เจมส์ มอนโร ประธานาธิบดีคนที่ห้าของสหรัฐฯ ก่อตั้งหลักการดั้งเดิมเมื่อเดือน ธ.ค. 1823 โดยประกาศว่าซีกโลกตะวันตกเป็นเขตอิทธิพลของอเมริกา
และเตือนมหาอำนาจยุโรปไม่ให้แทรกแซงหรือตั้งอาณานิคมใหม่

        "หลักการมอนโรเป็นเรื่องใหญ่ แต่เราล้ำหน้ากว่าหลักการนี้ไปมากแล้ว" ทรัมป์กล่าว
        "ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ด้านความมั่นคงแห่งชาติของเรา อิทธิพลของอเมริกาในซีกโลกตะวันตกจะต้องไม่ถูกตั้งคำถามอีก"

        คู่แข่งหรือภัยคุกคามใด ๆ โดยเฉพาะจีน ต้องอยู่ให้ห่างจากละตินอเมริกา และยังไม่ชัดเจนว่านั่นจะส่งผลต่อการลงทุนมหาศาล
ที่จีนได้ลงทุนไปแล้วในภูมิภาคนี้อย่างไร
        หลักการดอนโรของทรัมป์ยังขยายไปยังพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สหรัฐฯ เรียกว่า "สนามหลังบ้าน" ไปทางเหนือ ถึงกรีนแลนด์ด้วย

        กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โพสต์บนโซเชียลมีเดีย ด้วยข้อความว่า "นี่คือซีกโลกของเรา และประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่ยอมให้
ความมั่นคงของเราถูกคุกคาม"

         แตกต่างจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่น ๆ ที่ดำเนินนโยบายแทรกแซงกิจการภายใน ทรัมป์ไม่ได้ปกปิดการกระทำของตนด้วย
ความชอบธรรม ไม่แม้แต่ใช้ความชอบธรรมจอมปลอมจากกฎหมายระหว่างประเทศหรือการแสวงหาประชาธิปไตย
         ความชอบธรรมเดียวที่เขาต้องการมาจากความเชื่อมั่นในพลังแห่งเจตจำนงของเขาเอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอำนาจดิบของสหรัฐฯ

อ่านต่อเต็มที่ https://www.bbc.com/thai/articles/c78ve3pnpx3o
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 10 ม.ค. 26, 12:44

 จักรวรรดิอเมริกา (ใช่หรือไม่)


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 16248



ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 10 ม.ค. 26, 18:35

ทั้งนี้ เมตเต เฟรเดอริกเซน (Mette Frederiksen) นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ได้ออกมาโต้ตอบในปี ๒๐๒๖ นี้ว่า การที่สหรัฐฯ ข่มขู่จะยึดครองกรีนแลนด์ จะบ่อนทำลายรากฐานของนาโต (NATO)

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่สนเสียงค้าน และมีรายงานว่า เขากำลังหารือกับทีมงาน เกี่ยวกับตัวเลือกต่าง ๆ ที่จะใช้ในการผนวกกรีนแลนด์ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

หนึ่งในทางเลือกนั้นคือการแจกเงินชาวเกาะเพื่อซื้อใจให้ลงมติเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

ข่าวจาก ไทยรัฐ

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และที่ปรึกษาทำเนียบขาวกำลังหารือกันถึงแนวทางในการเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์ โดยหนึ่งในแผนการที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการจ่ายเงินสดแบบเงินก้อนให้แก่ประชากรชาวกรีนแลนด์ทั้ง ๕๗,๐๐๐ คนโดยตรง

รายงานระบุว่า ตัวเลขที่มีการหารือกันนั้นมีตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์ ไปจนถึงสูงถึง ๑๐๐,๐๐๐ดอลลาร์ (ประมาณ ๓.๔ ล้านบาท) ต่อคน ซึ่งหากมีการจ่ายที่ระดับสูงสุด สหรัฐฯ จะต้องใช้เงินงบประมาณเกือบ ๖,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ (ประมาณ ๒ แสนล้านบาท) เพื่อซื้อใจชาวเกาะให้ลงมติแยกตัวจากเดนมาร์กและเข้าทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในรูปแบบ "ข้อตกลงความสัมพันธ์เสรี" (Compact of Free Association - COFA) เหมือนที่ใช้กับหมู่เกาะไมโครนีเซียหรือปาเลา

นิค เชอร์ลีย์ (Nick Shirley) ยูทูบเบอร์ชาวอเมริกัน สัมภาษณ์ชาวกรีนแลนด์เกี่ยวกับเรื่องนี้ (เมื่อปีที่แล้ว)  คำตอบส่วนใหญ่คือไม่สนใจที่จะรับเงินเพื่อขายเกาะให้สหรัฐฯ แต่มีคำตอบที่น่าสนใจจากวัยรุ่นชาวกรีนแลนด์ ถ้าได้เงินถึง ๑๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์ ก็อาจจะขาย "Money is Money" (นาทีที่ ๑๔.๒๔-๑๕.๑๐)

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 41868

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ วันนี้ เวลา 10:51

^
soft power  ฉบับของทรัมป์
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.089 วินาที กับ 20 คำสั่ง