โคลงพาลีสอนน้อง

จาก ตู้หนังสือเรือนไทย

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

เนื้อหา

ข้อมูลเบื้องต้น

พระราชนิพนธ์: สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

บทประพันธ์

๏ พาลีมีเดชล้ำเลยกระบิล
เป็นเหล่าธิบดินทร์อินทร์แบ่งปั้น
ผ่านแคล้นแดนขิดขินบุรินทราช
ปรากฏยศยงชั้นฟากฟ้าสุธาสถาน ฯ
๏ วานรวรราชเรื้องพาลี
เรียกอนุชอุดมศรีแน่งน้อง
องคตยศยงมีใจเสน่ห์
มากล่าวพจนาพร้องถี่ถ้วนขะบวนความ ฯ
๏ ตัวเจ้าเผ่าน้องเนื่องชนนี
ในจิตต์สนิทเสน่หมีห่อนแล้ว
พี่ชายจะวายชีพิตนาศ
ทั้งสองสนองเสนอแก้วเนตรเนื้อหัทยางค์ ฯ
๏ สององค์จงรักด้วยภักดี
เป็นทาสบาทจักรีเลิศล้ำ
องคตยศยงศรีเสมอเนตร
อาวหลานท่านพึงปล้ำปลูกเลี้ยงประโลมกัน ฯ
๏ เฝ้าแหนแสนเสน่ห์ด้วยใจจง
ธิบดินทร์ปิ่นรฆุวงศ์ก่ายเกล้า
อย่าคิดจะนิทรปลงยาวยืด
ว่าสนุกสุขเกษมเช้าค่ำคุ้ยตะคุยนอน ฯ
๏ หนึ่งคอยชะลอยเล่ห์ไท้เรืองราม
สิงหนาทอาจไถ่ถามถี่ถ้อย
ทูลพิดกิจกลความตามสัตย์
อย่าขานการเบาน้อยเนื่องเนื้อคดีตรง ฯ
๏ เฝ้าไทอย่าได้อ่าโอองค์
อย่าแต่งแน่งน้อยผจงนอบน้อม
ที่ทางกลางโรงปลงผดุงอาตม์
ณโรงคัลบันโดยด้อมอย่าได้สามผลาม ฯ
๏ นักสนมกรมชะแม่แม้นสาวสวรรค์
นางในไพบูลย์พรรณแน่งน้อย
เฝ้าไทภูทรงธรรมธิปราช
อย่าใฝ่ในเสน่ห์คล้อยเนตรเลี้ยงเลียมแสวง ฯ
๏ ทูลพิดกิจแจ้งจัดประการใด
คอยดูเมื่อภูวไนยย่องแย้ม
แปรผันบัณฑูรไขสิงหนาท
จึ่งค่อยชะลอยเติมแต้มเมื่อท้าวสุขสานต์ ฯ
๏ ชอบทูลมูลเหตุหั้นจึ่งทูล
มิชอบประกอบอาดูรหยุดยั้ง
เกรงนเรนทรสูรเคืองค่อง
หฤทยางค์หมางหม่นตั้งแต่ร้อนสกนธ์กรม ฯ
๏ หนึ่งอาสน์ธิราชไท้ทรงธรรม์
ทองสุกมุกดาสรรพ์ก่องแก้ว
กระหนกรัตน์จำรัสวรรโณภาส
อย่าฝืนขึ้นแล่นแล้วอวดอ้างทรอิงอร ฯ
๏ นัยหนึ่งพึ่งเฟ่าท้าวนฤบดี
อย่าใกล้นักศักดิศรีท่านไท้
ทะนงจะจงมีทวิโทษ
อย่าไกลนัยเนตรให้นเรนทร์พร้องถามถึง ฯ
๏ หนึ่งเมือเฉลือเปลียงไปลรางวัล
บำเหน็จเสร็จสรรพอันถี่ถ้วน
อย่าทัดขัดขวางธรรมิกราช
จงคอยชะลอยตามล้วนเล่ห์ล้ำศุภผล ฯ
๏ เมื่อเฝ้าเช้าค่ำคล้อยสกลกาล
จงย่อมออมกระยาหารหย่อนไว้
อย่ากินสิ้นเสร็จประมาณประมูลขนาด
เกลือกกวนป่วนท้องได้ยากย้ายในวัง ฯ
๏ หนึ่งของกองโกศไว้ในคลัง
อย่าคิดปิดแสวงหวังอาจเอื้อม
เอาออกนอกคลังรังแรงโทษ
อย่าได้มีใจเงื้อมเงื่อนร้ายสลายคุณ ฯ
๏ กล่าวใดไว้วากย์เว้นสูงศักดิ์
ดั่งองค์ทรงจักรลักษณ์ก่ายเกล้า
สื่อบุรีมิควรทักสะเทือนโทษ
อย่าชิดสนิทเข้าพูดพร้องสนำเสนอ ฯ
๏ ทางใดไปแทบท้องเทียมฉนวน
อย่าไคลไม่บังควรไต่เต้า
ที่ชั้นบัญชรจวนนัยน์เนตร
จำบทพจน์ฉะนี้เท้าชีพม้วยอย่าจร ฯ
๏ ธบดินทรปิ่นเกล้าอยุธยา
ไตรภพจบโลกาเขตต์แคว้น
เกรงพจน์บทอาชญานรนาถ
เป็นนิจกิจการแม้นชีพม้วยควรสนอง ฯ
๏ ท่านไซร้ได้ปกป้องธรณินทร์
เป็นอิศวรไกรในดินทวีปนี้
มิใช่ในเผ่าพินธุ์กระบิลชาติ
ทั้งสองสนองคำชี้ชอบเจ้าเจียมตน ฯ
๏ สวามิภักดิ์รักร่วมเจ้าชุมพล
แต่จัตุรภุชวุฒิผลค่ำเช้า
ท่านเคียดอย่าเคียดกลโกยโทษ
ตึงต่อทรยศเข้าเขตต์แคว้นประณมสนอง ฯ
๏ หนึ่งไซร้ในเมื่อใช้จงจำ
แจงจดพจนำคำถี่ถ้อย
อย่าห่างทางสะเทือนนำเกียจกล
พิดทูลมูลคดีร้อยสิ่งใช้ในการ ฯ
๏ ครั้นสนิทชิดเชื้อแล้วบดีบาล
จักใช้ในคุยหสถานถี่ถ้อย
เห็นจรตกจะกลการจงทั่ว
จักแสดงแต่งพจน์ร้อยเล่ห์เลี้ยวเดียงษา ฯ
๏ อาคิดว่าสนิทท้าวทรงศร
อย่าทูลทัดพจน์รอนย่อยั้ง
ยำเยงเกรงศักดิธรนินาถ
ถึงสถานบานจิตต์ตั้งแต่น้อมประณมถวาย ฯ
๏ แหนนักมักก้มอย่าเงยหงาย
ซ้ายขวาอย่ากลับกลายกลอกหน้า
อย่าหันผันผายหมายขลุกขลุ่ย
ตั้งจิตต์นิจในช้าอย่าแกล้งกลางสถาน ฯ
๏ สรรพสิ่งจริงแจ้งจึ่งทูลพิด
อย่าทูลประมูลกลกิจเคลือบไคล้
บังคมบรมอิศศวรราช
จงจิตต์ภักดีไท้เร่งรู้หฤทยางค์ ฯ
๏ อินทรีย์ที่โทษเที้ยนพยาบาล
หกแห่งแสดงในสถานเทียบไว้
ทั้งสี่อิริยาประมาณเสมอเล่า
สองประการสารสิทธิ์ให้ทาสท้าวควรแสวง ฯ
๏ เฝ้าแหนแผ่นภพด้วยจงจิตต์
อย่าใฝ่ในกลกิจเกี่ยงเกี้ยว
แสวงชอบประกอบนิจทุกเมื่อ
เลี้ยงให้ไพบูลย์เลี้ยวล่วงร้อยแสนสนอง ฯ
๏ อาสาวิษณุนี้เมื่อมีศึก
อย่าเกรงมะเลงเครงคึกเข่นเขี้ยว
รบเร่งตะเบงตะบิงสะอึกถลุนไล่
จงได้ในหลังเหลี้ยวหักให้สยบแสยง ฯ
๏ สงครามยุทธ์แย้งอย่าคิดขาม
บุกบั่นประจัญบานตามต่อด้วย
เข่นฆ่าอย่ากลัวความมรณาศ
รุกร้นจนชีพม้วยจึ่งอ้างอาจองค์ ฯ
๏ เสร็จการสารสั่งซ้ำคำสอน
ทั้งสองสนองในกลอนกล่าวไว้
เฝ้าองค์ทรงศักดิธรนีนาถ
ประนิทินสิ้นจงได้อย่าแคล้วไคลคลา ฯ
๏ พจนาคำแกล้งกล่าวอาวหลาน
เฉลยไขในเบาราณเรียบไว้
จงจำอัมฤตสารเสมออาตม์
บรรยายคลายอรรถให้โลกรู้วินัยเสนอ ฯ
๏ พาลีมีศักดิ์พ้นสกุลไกร
กลอนกล่าวราวอรรถไขถี่ถ้อย
ทั้งสองสนองเสนอในพจนารถ
เป็นเฉลิมเจิมภพร้อยโลกรู้สรรเสริญ ฯ
             

เชิงอรรถ

ที่มา

พระราชนิพนธ์โคลงครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กรมศึกษาธิการพิมพ์แจกในงานกฐินพระราชทาน ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พ.ศ. ๒๔๗๙

(ขอขอบคุณ คุณ gignoi สมาชิก kaewkao.com ผู้พิมพ์เป็นวิทยาทาน)

เครื่องมือส่วนตัว