นิราศหนองคาย

จาก ตู้หนังสือเรือนไทย

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

เนื้อหา

ข้อมูลเบื้องต้น

ผู้แต่ง: หลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์)

บทประพันธ์

๏ จะเริ่มเรื่องเมืองหนองคายจดหมายเหตุในแดนเขตเขื่อนคุ้งกรุงสยาม
บังเกิดพวกอ้ายฮ่อมาก่อความทำสงครามกับลาวพวกชาวเวียง
ซึ่งเจ้าเมืองเขตขัณฑ์ตะวันออกก็แต่งบอกเขียนหนังสือลงชื่อเสียง
ในเขตแดนหนองคายเมืองรายเรียงเมืองใกล้เคียงบอกบั่นกระชั้นมา
ว่าล้วนพวกอ้ายฮ่อทรลักษณ์ประมาณสักสามพันล้วนกลั่นกล้า
เที่ยวรบปล้นขนทรัพย์จับประชาลาวระอามิได้อาจขยาดกลัว ฯ
๏ สมเด็จพระปรมินทร์บดินทร์เดชซึ่งปกเกศร่มเกล้าเจ้าอยู่หัว
สดับเรื่องเมืองบนกระมลมัวศึกพันพัวราษฎร์ประเทศในเขตคัน
ด้วยไพร่บ้านพลเมืองจะเคืองขุ่นทรงการุญราษฎรคิดผ่อนผัน
เชิญสมเด็จเจ้าพระยาปรึกษาพลันพร้อมด้วยพันธุพงศ์พระวงศ์วาน
เห็นแต่เจ้าพระยามหินทร์เคาซิลลอเป็นเนื้อหน่อพงศ์เผ่าเหล่าทหาร
พอจะเป็นแม่ทัพรับราชการที่รำคาญขุ่นข้องเมืองหนองคาย
แล้วจัดพระยา, พระ, หลวงทั้งปวงอีกให้เป็นปีกซ้ายขวาทัพหน้าหลาย
ทั้งเกณฑ์เลขสมฉกรรจ์พันทนายทั้งเลขจ่ายตามกรมระดมกัน
เกณฑ์เลขทาสทั้งที่มีค่าตัวดูนุงนัวนายหมวดเร่งกวดขัน
ผู้ที่เป็นมุลนายวุ่นวายครันบ้างใช้ปัญญาหลอกบอกอุบาย
ว่าตัวทาสหลบลี้หนีไม่อยู่ข้างเจ้าหมู่เกาะตัวจำนำใจหาย
ที่ตัวทาสหนีจริงวิ่งตะกายทำวุ่นวายยับเยินเสียเงินทอง
เกณฑ์ขุนหมื่นขึ้นใหม่ในเบี้ยหวัดขุนหมื่นตัดเกณฑ์ตามเอาสามสอง
ท่านนายเวรเกณฑ์กวดเต็มหมวดกองเอาข้าวของเงินตราปัญญาดี
เหล่าพวกขุนหมื่นไพร่ต้องไปทัพที่มีทรัพย์พอจะจ่ายไม่หน่ายหนี
สู้จ้างคนแทนตัวกลัวไพรีที่เงินมีเขาไม่อยากจะจากจร ฯ
๏ ฉันจำร้างห่างมิตรขนิษฐ์นาฏหวาน(?)สวาทด้วยจะร้างห่างสมร
แสนถวิลจินดาด้วยอาวรณ์สะท้อนถอนฤทัยอาลัยครวญ
กางกรประคองกอดแม่ยอดรักพิศพักตร์สาวน้อยละห้อยหวน
นึกก็น่าใจหายเสียดายนวลด้วยจำด่วนจากนางไปห่างเรือน
แสนสงสารแต่พธูจะอยู่เดียวนึกเฉลียวอาลัยใครจะเหมือน
พึ่งอยู่กินด้วยพี่สักสี่เดือนจะจากเพื่อนพิศวาสแทบขาดใจ
ครั้นเห็นน้องนองเนตรสังเวชจิตนึกหวนคิดว่าจะเบือนเชือนไถล
จะบอกป่วยเสียให้มากไม่อยากไปกลัวจะไม่เป็นธรรม์กตัญญู
นายมีกิจควรคิดเอาตัวรอดคนจะย้อนค่อนขอดได้อดสู
ต้องจำใจจำร้างห่างพธูจงเชิญอยู่ให้เป็นสุขสนุกดี
อย่าร้องไห้จะเป็นลางจงสร่างโศกอย่าวิโยคนักน้องจะหมองศรี
แม้นตั้งใจไว้ท่าไม่ราคีนั่นแลมีความชอบฉันขอบใจ ฯ
๏ ถึงวันพุธเดือนสิบแรมแปดค่ำเป็นวันอำมฤตโชคโฉลกใหญ่
ณ ปีกุนสัปตกศกจะยกไปจำครรไลโลมลาสุดาดวง
น้ำตาไหลพรากพรากออกจากห้องเหลียวดูน้องใจหายไม่วายห่วง
ค่อยแข็งขืนฝืนอารมณ์ที่ตรมทรวงแล้วเลยล่วงอำลาแม่อาพลัน
ท่านก็ร่ำอวยชัยให้เป็นสุขอย่ามีทุกข์อันตรายทางผายผัน
สวัสดีมีชัยพ้นภัยยันเมื่อกลับนั้นจงเป็นสุขสิ้นทุกข์ร้อน
ลงจากเรือนเบือนดูแม่คู่ชื่นถอนสะอื้นโหยไห้ฤทัยถอน
สละรักหักใจอาลัยวรณ์ฝืนใจจรรีบเดินเมินไม่มอง
มาครู่หนึ่งถึงสถานบ้านเจ้าคุณกำลังวุ่นผู้คนเขาขนของ
ฉันฝืนพักตร์เข้าฝาน้ำตานองใจสยองยิ่งสลดระทดระทม
แสนคะนึงภึงมิตรพิศวาสใจจะขาดลงด้วยร้างห่างคู่สม
ค่อยแข็งขืนกลืนน้ำตาหักอารมณ์ครั้นวายตรมแล้วมานั่งคอยฟังการ
คนพร้อมพรั่งนั่งรอหน้าหอใหญ่ทั้งพวกไพร่เหล่าพหลพลทหาร
บ้างขนเสบียงลงเรือเกลือน้ำตาลทั้งข้าวสารข้าวตากและหมากพลู
ของเจ้าคุณขนเนื่องทั้งเครื่องใช้คนขนไม่หยุดหย่อนร้องอ่อนหู
เกินจะพรรณนาเหลือตาดูเครื่องคาวหวานมีอยู่ก็มากครัน
เครื่องอาวุธสารพัดท่านจัดซื้อล้วนเครื่องมอรบทัพดูขับขัน
ซื้อเสื้อหมวกแจกจ่ายเป็นหลายพันล้วนแพรพรรณสักหลาดสะอาดตา
ลงทุนซื้อของมีบัญชีเสร็จสักร้อยเจ็ดสิบชั่งก็ยังกว่า
เครื่องหน้าไม้เครื่องมือซื้อเอามาทั้งมีดพร้าจอบเสียบก็เตรียมการ
และท่านทำแหวนเพชรสิบเอ็ดวงหวังใจจงแจกจ่ายนายทหาร
ที่ไม่คิดย่อหย่อนเข้ารอนราญใครทำการศึกสำเร็จบำเหน็จมือ
ทั้งเสื้อผ้าสารพัดท่านจัดครบถ้าใครรบจริงจริงไม่วิ่งตื๋อ
เข้าตีข้าศึกแยกให้แตกฮือจดเอาชื่อแล้วจะได้ให้รางวัล ฯ
๏ ครั้นบ่ายสามโมงถ้วนจวนจะฤกษ์เอิกเกริกไพร่นายเตรียมผายผัน
พอสมเด็จเจ้าพระยาท่านมาพลันเจ้าคุณนั้นออกมารับคำนับกาย
พร้อมสมณพราหมณาโหราศาสตร์นั่งเกลื่อนกลาดเคียงขนานประมาณหลาย
พนักงานตั้งเตียงไว้เรียงรายที่อาบสายชลธาร์เบญจางาม
เจ้าคุณแม่ทัพคำนับน้อมสมเด็จแล้วก็เสร็จสู่เบญจาหน้าสนาม
สรงพุทธมนต์ชลอาบปราบสงครามขึ้นเหยียบไม้ข่มนามศัตรูพาล
พระสงฆ์องค์สมมุตวงศ์พุทโธชยันโตสำเนียงเสียงประสาน
เสียงฆ้องชัยลั่นต้องก้องกังวานโหราจารย์พรามหมณ์เคาะบัณเฑาะว์ดัง
พระครูโหรอวยชัยให้เดชะพระหมณะผู้เฒ่าก็เป่าสังข์
พร้อมด้วยเหล่าเจ้าพระยาดาประดังขุนนางนั่งสลอนอวยพรชัย ฯ
๏ ฝ่ายเจ้าคุณแม่ทัพครั้นสรรพเสร็จน้อมสมเด็จเจ้าพระยาอัชฌาสัย
ออกมานั่งคอยฤก์เบิกบานใจผินพักตร์ไปฝ่ายบุรพาทางนาคิน
ท่านสมเด็จเจ้าพระยาคอยหาฤกษ์พอเมฆเลิกดูอุดมสมถวิล
สุริยงทรงรถหมดมลทินทางกสิณบริบูรณ์เพิ่มพูนดี
สมเด็จท่านขานไขบอกได้ฤกษ์แล้วให้เบิกฆ้องชัยได้ดิถี
ก็โห่ร้องเอาชัยปราบไพรีท่านแม่ทัพจรลีลงเรือพลัน
ฝีพายพลโห่ร้องก้องสะเทือนเสร็จคลาเคลื่อนกองทัพดูคับขัน
เรือกระบวนสวนแซงพายแย่งกันเสียงสนั่นเป็นระลอกกระฉอกชล
ทั้งสองฟากเรือตลอดจอดเป็นหมู่ล้วนคนดูกองทัพเรือสับสน
กลามตลอดจอดแพออกแจจนกญิงชายบนตลิ่งดูอยู่สำราญ
ดูเรือแพแออัดสงัดหายไม่อาจพายออกมาตัดหน้าฉาน
กลัวจะกีดกันขวางทางชลธารหลบหนีซ่านเข้าจอดตลอดมา ฯ
๏ ครั้นถึงตำหนักแพแลไสวพวกข้างในนั่งอยู่ดูหนักหนา
ปางพระจอมจักรพรรดิ์กษัตราเสด็จมาคอยรับกองทัพเอง
เหล่าขุนนางแวดล้อมอยู่พร้อมพรั่งลงที่นั่งปิกนิกกั้นบดเก๋ง
ทอดพระเนตรเรือแพทรงแลเล็งเสียงแซ่เซ็งแตรฝรั่งก้องกังวาน
เรือเจ้าคุณจอดเลียบประเทียบลำถวายคำนับน้อมจอมสถาน
แล้วถวายบังคมราบลงกราบกรานตามบูราณประเพณีที่มีมา
กรุงกษัตริย์จิ้มเจิมเฉลิมพักตร์ทรงสังข์ทักษิณาวัฏต่อหัตถา
เป็นสังข์เวียนซ้ายเรียกทักษิณาเป็นภาษาไพร่คิดโดยจิตเดา
ด้วยฉันมาหน้าแคร่ท่านแม่ทัพครั้นได้รับน้ำสังข์ไม่นั่งเหงา
เป็นเหตุให้ทุกข์สร่างลงบางเบาแต่ยังเมาโศกรักหนักอาวรณ์
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพคำนับน้อมฝ่ายพระจอมบพิตรอดิศร
เสด็จทรงสังข์สรรเสริญเจริญพรแล้วกรายกรหยิบนาฬิกามาประทาน
ทองคำทำตลับระยับย้อยทั้งสายสร้อยสามกษัตริย์จัดประสาน
พระจอมนาถมีพระราชโองการว่าของนานทำไว้จะให้เธอ
ฉันลงชื่อเขียนไว้ในตลับเจ้าคุณรับได้ของประคองเสนอ
ถวายคำนับซ้ำทำบำเรอเสด็จเผยอเรือออกบอกฝีพาย
ครั้นเรือออกประตูฝ่านาวาคล้อยพระสงฆ์คอยประน้ำมนต์พลทั้งหลาย
คนในเรือรับพลางต่างวางพายน้อมถวายบังคมประนมกร ฯ
๏ ครั้นล่วงพ้นโขลนทวารก็ขานโห่เสียงก้องโกลาหลพลสลอน
เอิกเกริกเร่งมาในสาครเรือกระฉ่อนน้ำกระฉอกละลอกโครม
เหล่าคนดูเรือจอดตลอดทั่วล้วนแต่งตัวอ่าอวดประกวดโฉม
ที่สาวแท้แลแต่ไกลน่าใคร่โลมฉันหน่งโน้มหักใจอาลัยวอน
พวกคนดูถึงว่าที่มีสกุลเห็นเจ้าคุณไหว้คำนับสลับสลอน
บางคนไหว้แล้วช่วยอำนวยพรประนมกรหยุดจอดตลอดมา ฯ
๏ ถึงตำหนักแพวังหน้านาวาตรงมีพระสงฆ์ประน้ำมนต์บ่นคาถา
ชยันโตอวยชัยในนาวาจอดอยู่หน้าตำหนักแพแซ่สำเนียง
พระวังหน้านั้นก็เสร็จเสด็จรับส่งกองทัพยืนร่าหน้าเฉลียง
พร้อมเสนาขวาซ้ายยืนรายเรียงบ้างอยู่เคียงพระองค์ผู้ทรงนาม
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพคำนับน้อมรองพระจอมจุลจักรหลักสยาม
พระกายไทยใจทหารชาญสงครามพระพักตร์งามสง่าชูสุรพงศ์
พอกระบวนด่วนล่วงมาเลยลับเรือกองทัพเซ็งแซ่แลระหง
สังเกตลมพระพายพัดชายธงนิมิตมงคลดีเลิศประเสริฐครัน
เรือเขยื้อนเตือนฝีพายทั้งซ้ายขวาพระสุริยาเบี่ยงบ่ายลงผายผัน
พอเรือไฟพระสุนทราแล่นมาทันเห็นตัวท่านยืนโยกแล้วโบกมือ
นึกสงสัยจะเป็นใครที่ไหนหนอ แต่งตัวป๋อโบกมือผับบอกนับถือ
สังเกตได้แต่ที่มีสี่นิ้วมือนี้คงคือเจ้าคุณพระสุนทรา
เพราะนิ้วมือท่านมีสี่นิ้วถ้วนนิ้วชี้ด้วนเด็ดชัดข้างหัตถ์ขวา
คุมเรือไฟไล่แล่นตามเข้ามาฝีพายคว้าเชือกผูกเรือแล่นเหลือใจ
โยงเรือแม่ทัพกับเรือบุตรเรือไฟฉุดแล่นลิ่วใจหวิวไหว
เรือนายทัพนายกองเนืองนองไปเรือกลไฟจูงมาในสาคร ฯ
๏ ครั้นถึงวัดเขมาภิรตารามประทับตามฤกษ์กำหนดให้งดก่อน
ด้วยกลางคืนโหรมิให้ครรไลจรก็พอผ่อนแรมกระบวนอยู่ถ้วนกัน
พอสมเด็จเจ้าฟ้าจาตุรนต์ลงเรือกลไฟเล็กเล็กทั้งนั้น
ขนมาส่งกองทัพด้วยฉับพลันมาถึงทันรอจักรหยุดพักคอย
เสด็จลงสู่ยังที่นั่งเก๋งฝีพายเร่งตึงข้อไม่ท้อถอย
พอจวนถึงรอรานาวาคอยเรือบ่ายคล้อยหันเรียงให้เอียงลำ
เจ้าคุณน้อมบังคมก้มคำนับสมเด็จรับยิ้มนิยมดูคมขำ
พระทัยดีมีพระกรุณประจำหยิบเปลป่านซองทองคำมาประทาน
เจ้าคุณน้อมคำนับรับสิ่งของสมเด็จพร้องอวยชัยทรงไขขาน
แล้วเอื้อนอรรถตรัสเสร็จสำเร็จการไม่ช้านานกลับหลังคืนวังพลัน ฯ
๏ ฝ่ายข้างพวกกองทัพนั้นสับสนบ้างขึ้นบนบกกรายเที่ยวผายผัน
บ้างหุงข้าวเผาปลาทูกินอยู่กันบางคนหันเข้าใต้ร่มไม้นอน
เจ้าคุณท่านอาศัยในศาลาฉันรักษาอยู่ในเรืออิงเหนือหมอน
คำนึงถึงขนิษฐาให้อาวรณ์อุระร้อนรัญจวนหวนคะนึง
ป่านฉะนี้แก้วพี่จะโหยหวนจะรัญจวนหรือว่าไม่อาลัยถึง
แต่อกพี่อาวรณ์ดั่งศรตรึงนอนรำพึงถึงแม่ดวงพวงพะยอม
แสนเสียดายสายสวาทอนาถจิตโอ้าม(?)เอ๋ยเคยชิดแนบถนอม
ครั้นยิ่งคิดจิตตรมอารมณ์ตรอมประหนึ่งจอมเขาทับลงกับกาย
ซึ่งพี่มาจากนางแต่ร่างเปล่าหัวใจเฝ้าเคียงประโลมแม่โฉมฉาย
คิดหนังหน่วงห่วงสวาทไม่คลาดคลายโศกไม่วายเสื่อมเศร้าอกเราอา
แสนอาวรณ์นอนเผลอละเมอม่อยพอเดือนคล้อยดาวเคลื่อนเลื่อนเวหา
จวนแจ้งแสงศรีสุริยาตื่นนิทราโหยไห้ฤทัยตรม
เสร็จเสพโภชนากระยาหารทั้งคาวหวานกล้ำกลืนรสขื่นขม
กินน้ำใสก็เหมือนกินน้ำดินตมด้วยอารมณ์หวังรักหนักอุรัง ฯ
๏ ครั้นเช้าสองโมงครึ่งกึ่งนิมิตสำเร็จกิจเสร็จสมอารมณ์หวัง
ฝีพายเตรียมนาวาประดาดังจอดคอยฟังลั่นฆ้องตามองเมียง
ครั้นเจ้าคุณลงเรือนั่งเหนือเบาะฝีพายเกาะโห่ขานประสานเสียง
ตีฆ้องหุ่ยหึ่งพลันลั่นสำเนียงเรือพร้อมเพรียงออกตามหลั่นหลามมา
คระโครมครึกกึกก้องท้องสมุทรพายรีบรุดเร็วนักดั่งปักษา
คว้างคว้างมาในกลางชลธาร์ดูนาวาเร็วรัดเทียมทัดลม
ครั้นจะร่ำระยะทางชมบางบ้านก็ขี้คร้านหลีกจัดตัดประสม
ด้วยนิราศอื่นมีดีอุดมล้วนคารมวิเวกหวานเคยอ่านฟัง
ครั้นเรือมาฉิวฉิวแลลิ่วลับฝีพายขับขบเขี้ยวไม่เหลียวหลัง
ชลกระฉอกละลอกเสียงเพียงจะพังกระทบฝั่งกระจายทำลายลง ฯ
๏ ถึงเมืองประทุมธานีบุรีรัตน์วายุพัดน้ำกระเด็นขึ้นเป็นผง
พระอาทิตย์เลี้ยวลัดอัสดงเรือตัดตรงข้ามฟากพายบากมา
รีบรัดมาจอดวัดประทุมทองพินิจมองเห็นพระสงฆ์ทรงสิกขา
ล้วนรามัญชยันโตโพธิยาตามภาษาพระมอญอวยพรชัย
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพคำนับน้อมมีจิตพร้อมศรัทธาอัชฌาสัย
ก็ขึ้นจากเรือเดินดำเนินไปตรงเข้าในศาลาหาสมภาร
ถวายเงินแก่พระสงฆ์องค์ละบาททั้งอาวาสด้วยศรัทธาท่านกล้าหาญ
น้อมจิตคิดตั้งปณิธานเจ้าอธิการคำรพจบสัพพี
ก็แรมทัพอยู่ที่นั่นพร้อมกันหมดพระสุริยงเยื้องรถอับฉวี
ทั้งนายไพร่สุขเกษมจิตเปรมปรีดิ์เหล่าโยธีกองทัพบ้างหลับนอน
ด้วยวัดนี้ไม่มีที่อาศัยเดินไปไหนน้ำท่าเปียกผ้าผ่อน
วัดประทุมลุ่มเต็มทีไร้ที่ดอนคนต้องซ้อนแซกเสียดยัดเยียดกัน
เหมือนตะรางสัสดีที่แคบคับนอนไม่หลับเจียนชีวาแทบอาสัญ
ตาบุน(?)ปราบแกขนาบเอาโซ่พันเร่งรางวัลข้าทุเลาเอาเงินมา
โอ้พุ่มพวงดวงจิตชีวิตพี่ป่านฉะนี้สาวน้อยจะคอยหา
จะโศกเศร้าว้าเหว่อยู่เอกาอนิจจาแสนสังเวชน้ำเนตรพราว
โอ้อาลัยใจหายไม่วายโศกบังเกิดโรคร้างงามเมื่อยามหนาว
โอ้ยามรักหนักจิตเหมือนติดกาวไม่มีคราวลืมมิตรยลติดตา
ยิ่งหวนหวนห่วงไห้ฤทัยโหยอุระโรยร่วงหรุบดั่งบุปผา
เมื่อต้องแสงสุริยงส่องลงมาเกสรสาโรชร่วงเหมือนทรวงเรา
หวนคะนึงถึงมิตรพิศวาสใจจะขาดเสียเพราะทรวงงงง่วงเหงา
กำเริบโรคโศกร้างไม่บางเบายุพเยาว์จะมิได้เห็นใจเรียม
ค่อยแข็งขืนฝืนอารมณ์ที่ตรมตรึกครั้นนึกนึกแล้วค่อยวายจิตอายเหนียม
คงได้กลับยลโฉมประโลมเลียมไม่ทันเตรียมอย่าเพ่อตรอมจะผอมตาย
พอหลับผอยม่อยฟื้นตื่นสว่างลุกลูบล้างหน้าพลันไม่ทันสาย
พออิ่มหนำสำเร็จเสร็จสบายเหล่าฝีพายเตรียมตัวพร้อมทั่วกัน
พอได้ฤกษ์แล้วก็บอกออกนาวาเสียงเฮฮาปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
ไม่เห็นใครมีทุกข์สนุกครันจ้วงกระชั้นตึงข้อไม่รอรา
เรือละลิ่วปลิวเฉื่อยมาเรื่อยรี่ชมวิถีชลมารคข้างฟากขวา
แล้วผันชมฟากซ้ายวายน้ำตาครั้นนาวาแล่นล่วงครรไลเลย ฯ
             

๏ มาถึงเกาะบางปะอินทินกรกำลังร้อนแสงแดดนั้นแผดเผย
เห็นรั้ววังข้างขวาสง่าเงยน่าชมเชยตึกตั้งเป็นวังเวียง
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพบังคับสั่งจอดหน้าวังขึ้นบูชาหน้าเฉลียง
ท่าจุดธูปเทียนถวายอยู่รายเรียงนั่งประเนียงน้อมประนมบังคมคัล
แล้วก็ออกนาวาจากหน้าวังดูคับคั่งด้วยพหลพลขันธ์
ไม่เลี้ยวลัดถึงวัดชุมพลพลันก็เหหันเรือประทับกับตะพาน
เจ้าคุณก็จำเนียรธูปเทียนจุดบูชาพุทธรูปใหญ่ในวิหาร
ด้วยวัดชุมพลนี้มีมานานแต่ก่อนกาลกรุงเก่ามีเค้าความ
ด้วยเจ้าพระยากลาโหมเล้าโลมไพร่ชุมนุมไว้วัดนี้ที่สนาม
แล้วยกพลเกรียวกรูเข้าวู่วามทำสงครามกับกษัตริย์ขัตติยา
จับเจ้าแผ่นดินได้ให้ประหารครั้นสมการมุ่งมาดปรารถนา
ก็ได้ซึ่งสมบัติกษัตราจึ่งราชาภิเษกเป็นเอกองค์
ทรงนามท้าวพระเจ้าปราสาททองได้ครอบครองรั้ววังดั่งประสงค์
มีพระราชศรัทธาปัญญายงเสด็จทรงสร้างวิหารริมชานชล
เสร็จพระราชศรัทธาเป็นอารามประทานนามโดยวิเศษตามเหตุผล
เดิมที่นี่ได้ประชุมชุมนุมคนชื่อชุมพลนิกายาราม
ครั้นกรุงเก่าย่อยยับอัปราซึ่งวัดวาพังลงเป็นดงหนาม
โบสถ์พังโครมโทรมทรุดชำรุดตามได้แจ้งความเริ่มรู้แต่บูราณ
ครั้นแผ่นดินพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาสร้างรั้ววังนิวาสราชฐาน
แล้วเลยทรงสถาปนาการพระวิหารให้คงดำรงดี
แล้วปั้นรูปจอมปราชญ์ปราสาททองดูเรืองรองงามงดสุกสดศรี
ยืนอยู่หน้าอุโบสถปรากฏมีทุกวันนี้คนผู้ยังบูชา
ครั้นสำเร็จเสร็จนบเคารพพระก็เลยละผายผันจิตหรรษา
เจ้าคุณให้ร้องบออกออกนาวาโห่สามลาบอกยาวเสียงกราวเกรียว
เหล่าฝูงชนชาวบ้านละลานหนีบ้างหลบลี้วิ่งแต้ไม่แลเหลียว
เรื่อไม่พายคลายคล่ำสักลำเดียวปะก็เลี้ยวจอดซบหลบแต่ไกล
ฝีพายไม่รอรามาตะบึงบรรลุถึงหน้าวัดโปรดสัตว์ใหญ่
แวะเรือเรียงเคียงจอดตลอดไปเจ้าคุณให้จอดประทับกับตะพาน
ท่านจุดธูปเทียนชูขึ้นบูชาน้อมศิราหน่วงมนัสหัตถ์ประสาน
พวกไพร่พลเริงรื่นชื่นสำราญใจเบิกบานยินดีที่สบาย
วักน้ำมนต์ใส่บนศีรษะทั่วบ้างลูบตัวอาบกินสิ้นทั้งหลาย
ที่โกงเขาย่ำแย่แต่ปีกลายให้ความหายลับลี้อย่าฎีกา
รีบรัดมาถึงวักพะแนงเชิงพอร่าเริงคึกคักเป็นหนักหนา
เจ้าคุณขึ้นบกพลันไปวันทาพระปฏิมาองค์ใหญ่ด้วยใจจง
จุดธูปเทียนบุปผาบูชาพระคารวะขอความตามประสงค์
ขออารักษ์ศักดิ์สิทธิ์สถิตทรงสิงในองค์พระปฏิมากร
จงพิทักษ์รักษาโยธาทัพที่คั่งคับพร้อมหน้ามาสลอน
ซึ่งโพยภัยขออย่าเพียรมาเบียนบอนจงถาวรสวัสดิ์ทั่วทุกตัวคน
เจ้าคุณเสร็จบูชาลีลากลับผู้คนคับสองข้างหว่างถนน
ท่านเจ้าคุณเมตตาประชาชนที่ยากจนผู้ใหญ่เด็กเจ๊กคนโซ
แจกเงินให้คนละเฟื้องนั่งเนื่องนับคนที่รับไทยทานประมาณโข
บางคนออกวาจาวราโรรัตพิโชชนะหมู่ศัตรูพาล
เจ้าคุณลงนาวาเสร็จคลาเคลื่อนเรือเขยื้อนเป็นละลอกกระฉอกฉาน
ละลิ่วมาในวนชลธารบ่ายประมาณห้าโมงเศษสังเกตจำ ฯ
๏ ถึงวังจันทรเกษมจิตเปรมปราแวะนาวาพักผ่อนจอดช้อนสำ
เรือเจ้าคุณจอดเลียบประเทียบลำเวลาค่ำแรมทัพต่างหลับนอน ฯ
๏ ครั้นรุ่งแสงสุริยาเวลาสายเหล่าตัวนายคั่งคับสลับสลอน
ล้วนแต่งตัวเต็มยศบทจรหมู่นิกรเกลื่อนกล่นต่างคนมา
ชุมนุมที่ศาลาใหญ่หน้าวังมาพร้อมพรั่งนั่งรายทั้งซ้ายขวา
คอยเจ้าคุณแม่ทัพรับบัญชาที่บรรดาตัวนายนั่งรายเรียง
เจ้าพระยาแม่ทัพประดับกายเสร็จผันผายขึ้นมานั่งยังเฉลียง
ลูกทัพคำนับน้อมอยู่พร้อมเพรียงคอยฟังเสียงท่านอยู่ดูชื่นบาน
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพขยับโอษฐ์ภิปรายโปรดทักทายนายทหาร
แล้วชักชวนไปวัดมนัสการพระวิหารเสนาสน์เยื้องยาตรา
เข้าในวังขึ้นยังพระมนเทียรแล้วน้อมเศียรอภิวันท์ด้วยหรรษา
จุดธูปเทียนทั้งคู่ขึ้นบูชาพระมหาที่นั่งในวังจันทร์
ออกจากวังไปยังพระอาวาสนามเสนาสน์งามเลิศดูเฉิดฉัน
ท่านเจ้าคุณคำนับอภิวันท์ธูปเทียนนั้นจุดถวายธิบายความ
ว่าวัดนี้ของพระยาทปราสาททองเป็นเจ้าของสร้างไว้ในสยาม
ครั้งแผ่นดินกรุงเก่าเป็นเค้าความแจ้งเหตุตามโดยเรื่องครั้งเมืองกรุง
เมื่อเมืองเสียแก่พม่าพากันขุดเอาไฟจุดลอกทองแล้วถลุง
วัดสลักหักพังออกนังนุงแต่ครั้งกรุงร้างรามาช้านาน
ครั้นแผ่นดินจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวศรัทธาทั่วบพิตรประดิษฐาน
เสด็จมาบำรุงผดุงการพระวิหารเสนาสน์สะอาดงาม
เจ้าคุณเสร็จบูชาลีลากลับขึ้นประทับบนศาลาหน้าสนาม
ลูกทัพนายกองนั่งคอยฟังความอยู่ออกหลามศาลาที่หน้าวัง
บ้างร้องทุกข์ขอข้าวต่อเจ้าคุณว่าสิ้นทุนจวนจะอดข้าวหมดถัง
ขอเบิกข้าวสารพอต่อกำลังเจ้าคุณฟังข้อคำคิดรำคาญ
จึงผินผันหันหน้าปรึกษาเรื่องด้วยว่าเมืองนี้ต้องเลิกเบิกข้าวสาร
เพราะได้แจ้งกิจจาเวลาวานกรมการเขาว่าตราไม่มี
ท่านเจ้าคุณชักทุนซื้อข้าวสารแจกทหารกล้วยไข่ให้อีกหวี
ทั้งของคาวเนื้อเค็มก็เต็มดีแจกโยธีกองทัพรับทุกคน ฯ
๏ ครั้นว่าบ่ายชายแสงพระสุริเยศสักโมงเศษเอะอะเตรียมพหล
ต่างลงเรือทุกลำประจำพลบ้างเตรียมตนคอยฟังระวังตัว
เจ้าคุณลงนาวาที่หน้าวังพร้อมสะพรั่งฝีพายซ้ายขวาทั่ว
นายน้อยจับตระบองลั่นฆ้องรัวให้รู้ทั่วนัดบอกกันออกเรือ
ฆ้องลั่นเสียงแซ่ซร้องก้องกังวานโห่ประสานสามลาสง่าเหลือ
ลูกทัพนายกองนั้นไม่ฟั่นเฟือล้วนสวมเสื้อเต็มยศหมดทุกนาย ฯ
๏ มาประเดี๋ยวเลี้ยวประทะศีรษะรอดูปราดปร๋อน้ำไหลเชี่ยวใจหาย
ฝีพายขึงตึงข้อไม่รอพายบ้างเสียท้ายเรือปะประทะแพ
บางฉลาดเลี้ยวพันกระชั้นแหลมเรือไม่แพลมแพร่งพรายกระสายแส
ที่ตรงศีรษะรอเสียงจอแจช่วยกันแก้หัวเรือน้ำเหลือทน
เรือก็แล่นเฉื่อยฉิวมาลิ่วลับแดดพยับมืดกลุ้มชอุ่มฝน
ไม่แรงร้อนอ่อนสีสุริยนเหล่าไพร่พลค่อยสบายรีบพายพลัน ฯ
๏ พอถึงวัดทองใหญ่อยู่ในย่านมีนามบ้านพระนอนพักผ่อนผัน
เรือกองทัพคับคั่งประดังกันแรมอยู่นั้นอีกคืนต่างรื่นเริง
ในวัดทองซ่องซ่วมน้ำท่วมหมดน้ำไม่ลดกำลังล้นขึ้นจนเหลิง
ไม่มีที่หุงข้าวก่อเตาเพลิงอาศัยเพิงโบสถ์ใหญ่พอได้การ
พลนิกรต้องนอนอยู่ในเรือคนที่เหลืออาศัยในวิหาร
อีกศาลาใหญ่กว้างข้างตะพานเหล่าทหารซ้อนซับขึ้นหลับนอน
แต่ตัวฉันอยู่ในเรือเหลือเทวศนองน้ำเนตรโหยไห้ฤทัยถอน
เป็นทุกข์ถึงขนิษฐายิ่งอาวรณ์เพราะพี่จรจากเจ้าจะเนานาน
ไม่รู้ปีเดือนใดจะได้กลับด้วยไปทัพจับศึกที่ฮึกหาญ
กว่าจะสิ้นสรรพเสร็จสำเร็จการสุดประมาณเหลือเล่ห์คะเนวัน
ครวญครวญหวนละห้อยพอผอยหลับชักหงับหงับกลับตื่นสุดกลืนกลั้น
กำสรดแสนแหนหวงแม่ดวงจันทร์โอ้กี่วันจะได้พบประสบนวล ฯ
๏ ครั้นรุ่งแจ้งแสงทองส่องสว่างค่อยลูบล้างพักตราวิญญาหวน
เจ้าคุณสั่งให้บอกออกกระบวนเวลาจวนจะรุ่งฟุ้งอัมพร
พอนาวาคลาเคลื่อนเขยื้อนโยกธงก็โบกริ้วริ้วปลิวสลอน
นาวาเรื่อยเฉื่อยมาในสาครก็รีบร้อนเร็วมาไม่ราแรม
ถึงน้ำวนวนปะประทะคุ้งเรือหันพุ่งข้ามบากไปฟากแหลม
ฝีพายจ้ำน้ำเป็นฟองทั้งสองแคมไม่พรอมแพรมพร้อมพรั่งพายตั้งใจ ฯ
๏ ถึงเมืองสระบุรีเรือรี่เรียบเห็นทำเนียบรายเรียงเคียงไสว
เขาปลูกตั้งหลังเด่นเห็นแต่ไกลพลไพร่ยินดีด้วยปรีดา
ต่างมุ่งมาดพอถึงหาดพระยาทศบ่ายกำหนดสี่โมงโปร่งเวหา
พระสุริยงจวนจะลับพรรพตาแลนาวาจอดเรียบประเทียบเรียง
ที่ศาลาท่าน้ำลำกระแสเรือนเป็นแพจอดชุมนุมบ้างทุ่มเถียง
ชวนกันชิงเรือนที่มีระเบียงขอนของเรียงเข้าไปวางต่างประจำ
ต่างคนต่างก็ก็จองปองที่อยู่ถึงก่อนดูเลือกได้เมื่อใกล้ค่ำ
พอพักพิงอิงกายวายระกำไม่ต้องทำเรือนร้านป่วยการคน
ที่ลางนายผายผันไม่ทันเพื่อนไม่มีเรือนที่พำนักพักพหล
หาไม้ไล่ทำหลังคาประสาจนพอบังฝนบังฟ้าเป็นท่าลม
ท่านเจ้าคุณใจดีอารีเหลือคิดแผ่เผื่อไพร่แท้แต่ประถม
ทำเนียบปลูกไว้มีไม่นิยมด้วยอารมณ์เอ็นดูหมู่นิกร
ทำเนียบปลูกไว้ท่าสี่ห้าหลังพร้อมหอนั่งหอเคียงเรียงสลอน
สู้อยู่เรือบดเลยตามเคยนอนด้วยอาวรณ์เมตตาประชาชน
ถ้าแม้นขึ้นสู่อยู่ทำเนียบตรองการเรียบเรียงเห็นไม่เป็นผล
จะไม่มีที่อาศัยแก้ไพร่พลท่านสู้ทนอยู่ในเรือใจเหลือดี
ครั้นพลบค่ำย่ำฆ้องพวกกองทัพบ้างนอนหลับกรนอยู่เสียงฝู่ฝี่
แต่ตัวฉันตรึกตรมระทมทวีโศกโศกีแสนสวาทไม่ขาดวาย
แสนคะนึงถึงนวลหวนเทวศจนดวงเนตรบวมแดงเป็นแสงสาย
อยู่ในเรือกัญญาใหญ่ไม่สบายคิดใจหายใจห่างในทรวงครวญ
โอ้เจ้าดวงพวงพุ่มอุทุมพรเมื่อยามนอนแนบถนอมกลิ่นหอมหวน
เวลาตรมชมชูเรณูนวลยามรัญจวนก็วายหายกังวล
ยิ่งนึกยิ่งตรึกตรมระทมทุกข์จะต้องบุกเดินป่าไปหน้าฝน
จะข้ามดงพงชัฎระมัดตนเหล่าฝูงชนคิดกลัวหนังหัวพอง
ฤดูฝนความไข้มิได้หยอกผู้ใหญ่บอกเศร้าจิตคิดสยอง
ที่ในดงลึกล้ำล้วนน้ำนองจะยกกองทัพไปกลัวไข้ดง
ซึ่งปู่ย่าตาลุงครั้งกรุงเก่าฟังเขาเล่าจำไว้ไม่ใหลหลง
ฤดูฝนเป็นไม่ไปณรงค์ทำการสงครามแต่ก่อนบ่ห่อนเป็น
แต่เมื่อใดฝนแล้งแห้งสนิทจึงจะคิดยกทัพไปดับเข็ญ
คิดขึ้นมาน้ำตาตกกระเด็นไม่วางเว้นกลัวตายเสียดายตน
โอ้กรรมเราเกิดมาเวลานี้พอไพรีมาสู่ฤดูฝน
นึกแค้นอ้ายพวกฮ่อทรชนจะฆ่าคนเสียด้วยไข้ใช้ปัญญา ฯ
๏ ฉันตรองตรึกนึกพลางพอจ่างแจ้งสว่างแสงสุริเยเยี่ยมเวหา
เป็นวันถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเจ้าพระยาแม่ทัพประดับกาย
ก็พร้อมด้วยนายทัพกับนายกองลงเรือล่องน้ำมาเวลาสาย
ล้วนแต่งตัวเต็มยศหมดทุกนายต่างผันผายล้นหลามตามเจ้าคุณ
รีบรัดมาถึงวัดสมุหะพร้อมด้วยพระหลวงยืนแลหมื่นขุน
ทั้งหัวเมืองเป็นการวิ่งซานซุนคอยคำนับรับเจ้าคุณอยู่เรียงราย
เรือเจ้าคุณแม่ทัพจอดกับท่าเยื้องยาตราพร้อมพรั่งคนทั้งหลาย
ล้วนสวมเสื้อกำซาบดาบสะพายที่ตัวนายคอยสดับรับบัญชา
ต่างคนเข้าไปในวิหารฟังโองการพร้อมกันด้วยหรรษา
แล้วรับน้ำพระพิพัฒน์สัตยาตามตำราบุราณสาบานตัว
ท่านเจ้าพระยาแม่ทัพกลับทำเนียบเรือประเทียบแก้ท้ายแล้วบ่ายหัว
จอดประทับกับท่าเวลามัวแดดสลัวจวนค่ำอยู่รำไร
เวลาค่ำย่ำฆ้องครั้นสองทุ่มแตรก็รุมเป่าเสียงสำเนียงใส
พวกทหารนั่งยามต้องตามไฟเอาฟืนใส่เรียงรายเป็นหลายกอง
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพกำชับสั่งให้ประจุปืนประนังนั่งจดจ้อง
เหล่าทหารหอกหลาวแลง้าวพลองพวกกองตรวจถือฆ้องกระแตตี
ด้วยเรายกโยธามาจากถิ่นประมาทหมิ่นแล้วก็เห็นจะเป็นผี
เผื่อพวกฮ่อต่อเข้ามาสระบุรีจะเสียทีย่อยยับทั้งทัพชัย ฯ
๏ ครั้นจวนแจ้งแสงสีตีสิบเอ็ดออกอึงเอ็ดเป่าแตรเสียงแซ่ใส
ทหารเป่าขลุ่ยนัวรัวกลองชัยฟังเสียงไพเราะวังเวงด้วยเพลงแตร
ครั้นรุ่งแสงสุริยาท้องฟ้าฟื้นเจ้าคุณขึ้นทำเนียบหน้าท่ากระแส
สำหรับขุนนางใช้ต่างแพอยู่ริมแม่น้ำวนชลธาร
พวกนายกองนายทัพคำนับน้อมมาพรั่งพร้อมนั่งเรียงเคียงขนาน
คอยสดับตรับฟังจะสั่งงานจะมีการเหตุผลด้วยกลใด
เจ้าพระยาแม่ทัพขยับโอษฐ์ภิปรายโปรดไต่ถามความสงสัย
พวกเรามาพร้อมพรั่งหรืออย่างไรใครป่วยไข้ที่บรรดามาด้วยกัน
พวกนายทัพนายกองสนองเรียนน้อมจำเนียรแจ้งจริงทุกสิ่งสรรพ์
คนกองทัพวิบัติอัศจรรย์เกิดปัจจุบันโรคร้ายเป็นหลายคน
ท่านเจ้าคุณแจ้งความตามระบอบจึงประกอบยาละลายกระสายฝน
ตามตำราหมอด้วงแก่แก้อับจนท่านสู้ทนนั่งปรุงบำรุงยา
แล้วก็ให้อนุญาตประกาศสั่งว่าทีหลังใครป่วยไข้ให้มาหา
เพราะใจท่านอารีมีเมตตาตั้งรักษาเป็นธุระไม่ละเลย
ถึงเที่ยงนางกลางคืนคนตื่นหลับคนกองทัพป่วยไข้มิได้เฉย
สั่งให้ปลุกทุกครั้งเหมือนดังเคยไม่เสบยบอกเราเอาอาการ
ด้วยลงทุนสำรองยากว่าสองชั่งยาฝรั่งมากมายหลายขนาน
ด้วยจงหวังตั้งใจจะให้ทานคิดเตรียมการถ้าใครป่วยได้อวยเออ
แล้วสั่งการขุนชำนาญภักดีพุกเที่ยวตรวจทุกเวลาอย่าได้เผลอ
ใครเป็นโรคร้อนหนาวหรือหาวเรือให้ดอกเตอร์พุกปรุงบำรุงยา
ตั้งแต่นั้นท่านก็นั่งคอยฟังทั่วใครยังชั่วใครจะหนักที่รักษา
นายพุกเที่ยวทุกหมวดคอยตรวจตราตามบัญชามิได้เว้นเช้าเย็นดู
คนมากหายตายน้อยนับตัวถ้วนนายพุกสวนสอบตรวจทุกหมวดหมู่
พวกกองทัพหายฟื้นต่างชื่นชูล้วนแต่รู้จักบุญคุณทุกคน
เมื่อหยุดพักอยู่ที่ท่าพระยาทศต้องรองดช้าอยู่ฤดูฝน
ครั้นจะยกทัพไปกลัวไพร่พลจะปี้ป่นเสียเพราะไข้ที่ในดง
เจ้าคุณสืบสวนกะระยะทางพระยากลางพระยาไฟไพรระหง
ให้รู้ที่สำคัญโดยมั่นคงด้วยจิตจงอยากยกขึ้นบกไป
ให้พระรัตนกาศประภาษถามก็แจ้งความมั่นคงไม่สงสัย
เขาว่ามรคาพระยาไฟจะคลาไคลเหลือล้ำด้วยน้ำนอง
ทั้งเป็นโคลนเป็นหล่มตมตลอดจะมุดลอดหลีกลัดก็ขัดข้อง
ต้องเดินข้ามแม่น้ำลำธารคลองข้ามเป็นสองสามหนล้วนชลลึก
ท่านเจ้าคุณแจ้งเหตุสังเวชไพร่ด้วยจะไปรบรากับข้าศึก
จะมาตายเสียในดงที่พงพฤกษ์อนาถนึกเศร้าใจด้วยไพร่พล
จึงแต่งบอกกราบทูลตามมูลเหตุเป็นไปรเวทเรียงความตามนุสนธิ์
ขอรอรั้งตั้งพักพำนักพลแต่พอฝนฟ้าแล้งทางแห้งดี
หนังสือเสร็จแล้วก็ส่งลงบางกอกผู้ถือบอกหมายมุ่งไปกรุงศรี
ข้างกองทัพยับยั้งฟังคดีพร้อมอยู่ที่พระยาทศหมดด้วยกัน
เจ้าพระยาแม่ทัพบังคับการซ้อมทหารกระบวนรบให้ขบขัน
ได้ฝึกสอนเช้าเย็นไม่เว้นวันตั้งแต่นั้นเป็นคนสุขสนุกจริง
พวงหนุ่มหนุ่มกลุ้มเกรียวไปเที่ยวเล่นล้วนแต่เป็นเจ้าชู้เกี้ยวผู้หญิง
บ้างโกรธขึ้งหึงหวงเที่ยวช่วงชิงแล้วค้อนติงพูดกระแทกที่แดกดัน
ด้วยลูกสาวลาวชุมหนุ่มหนุ่มเกี้ยวบ้างก็เที่ยวหาอวดประกวดประขัน
บ้างสู่ขอเป็นเมียได้เสียกันแต่ตัวฉันไม่อยากเที่ยวไปเกี้ยวใคร
ด้วยคิดถึงเนื้อคู่อยู่ที่บ้านจึงขี้คร้านยาตรย่างไปข้างไหน
ถึงเห็นสาวสวยสดสู้อดใจเพื่อนเขาไปตัวเราอยู่เฝ้าเรือ
วันหนึ่งนางแม่ค้าเรือมาขายเฝ้ามาดหมายรักฉันจิตฟั่นเฝือ
อุตส่าห์หาเปรี้ยวหวานมาจานเจือประหลาดเหลือแล้วเราเขาเอาจริง
ฉันขี้คร้านผูกรักคิดจักเบือนเหล่าพวกเพื่อนเย้ยยั่วว่ากลัวหญิง
ควรจะหาที่พักสำนักพิงคิดแอบอิงแต่พออุ่นถุนขี้ยา ฯ
             

๏ ครั้นเดือนสิบเอ็ดเสร็จความขึ้นสามค่ำได้จดจำจงหวังไม่กังขา
บ่ายสามโมงสังเกตเศษเวลาเรือไฟมาเปิดหลอดเสียงหวอดดัง
เห็นเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์จำถนัดเรือห่างอยู่ข้างฝั่ง
ลงเรือแหวดแจวร่าเข้ามายังถึงกระทั่งท่าทำเนียบจอดเทียบพลัน
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพออกรับรองต่างยิ้มย่องปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
ขึ้นบนทำเนียบท่าพูดจากันแต่โดยฉันราชการในสารตรา
ท่านเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ก็หยิบลายราชหัตถเลขา
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพก็รับมาจิตปรีดาเบิกบานสำราญใจ
ท่านเจ้าคุณรับรองของประทานที่เจ้าคุณทหารนำมาให้
ดาบฝรั่งสองร้อยเล่มที่เต็มในหีบใหญ่ใหญ่รับขนขึ้นบนเรือ
อีกกับน้ำมันหอมพระจอมเกล้าทรงเสกเป่าไว้เลิศประเสริฐเหลือ
ดอกไม้ร้อยแปดอย่างไม่จางเจือกลั่นเอาเหงื่อทำน้ำมันด้วยบรรจง
ไว้บำเรอลูกเธอเสด็จทัพเป็นที่นับถือความตามประสงค์
ได้ป้องกันสรรพภัยที่ในดงออกณรงค์ไม่ต้องคิดมีจิตกลัว
ด้วยเจ้าคุณมีชื่อลือทุกเวียงเป็นบุตรเลี้ยงพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จึงประทานน้ำมันมากันตัวครั้นอ่านทั่วราชหัตถ์จัดจำเนียร ฯ
๏ ลุวันเดือนสิบเอ็ดขึ้นแปดค่ำได้จดจำแน่จิตประดิษฐ์เขียน
เรีบยเรียงเรื่องเบื้องต้นไม่วนเวียนพระยาเกียรติ์นั้นจึงมาถึงพลัน
เชิญท้องตราขึ้นมาหนึ่งฉบับเจ้าคุณรับตามควรไม่ผวนผัน
พระยาเกียรติ์ก็กลับไปฉับพลันยังหาทันที่จะถามเนื้อความใด
จึงประชุมลูกทัพกับหลานกองฟังอ่านท้องตราแจ้งแถลงไข
มีบังคับรีบให้ยกขึ้นบกไปแจ้งอยู่ในสารตราที่มาวาง
ถ้าให้ไปตรวจเสบียงให้เพียงพอกับอีกข้อหนึ่งให้ปรุงปลูกยุ้งฉาง
ให้ถ้วนทุกจังหวะระยะทางกับเร่งส่วยด้วยที่ค้างอยู่นมนาน
แม้นเงินไม่มีสำรองให้กองทัพที่จะจับจ่ายเสบียงเลี้ยงทหาร
เร่งส่วยเสียที่ท้าวเพี้ยกรมการมาเจือจานสำหรับกองทัพชัย
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพสดับตราบังคับมามั่นคงไม่สงสัย
จึงโต้ตอบท้องตราปัญญาไวซึ่งจะไปเร่งส่วยเห็นป่วนการ
แล้วจะให้ปลูกปรุงซึ่งยุ้งไว้กับจัดให้ซื้อเสบียงเลี้ยงทหาร
ด้วยจะยกนิกรไปรอนราญจะละลานหน้าหลังเป็นกังวล
ซึ่งจะให้ยกทัพไปสรรพเสร็จแต่ในเดือนสิบเอ็ดฤดูฝน
เป็นที่ลำบากใจแก่ไพร่พลน้ำยังล้นลงไม่ลดของดที
ครั้นเสร็จสรรพพับผนึกจารึกหลังส่งไปยังบางกอกบอกวิถี
แรมทัพคอยท้องตราหลายราตรีบ่ห่อนมีเภทภัยสิ่งใดพาล
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพพูดปรับทุกข์ซึ่งจะบุกไปในป่าน่าสงสาร
กลัวผู้คนทั้งหลายจะวายปราณจึงคิดอ่านหาช่องสู่ท้องตรา
ถึงจะมีโทษร้ายกฎหมายทัพจะสู้รับเอาผู้เดียวจริงเจียวหนา
ที่ข้อขัดบังคับรับอาญาถึงจะฆ่าถือมั่นกตัญญู
ขออย่าให้ไพร่พลไปป่นปี้เวลานี้ขืนจรต้องอ่อนหู
จะรับบาปคนทั้งเพเหมือนเยซูมิให้หมู่ไข้ป่ามันฆ่าคน
มิใช่จะคร้านคลาดราชการเพราะสงสารโยธาด้วยหน้าฝน
จะพากันไปตายทำลายชนม์แล้วเมืองบนก็ไม่มีไพรีรอน
แม้นข้าศึกนับแสนตีแดนร่วมถึงน้ำท่วมให้ตลอดยอดสิงขร
จะสู้ยกพหลพลนิกรถึงไฟร้อนต้านหน้าจะกล้าไป ฯ
๏ เดือนสิบเอ็ดขึ้นสามค่ำตามเหตุบ่ายสักสามโมงเศษไม่สงสัย
พอสมเด็จเจ้าพระยาท่านมาในเรือกลไฟถึงท่าพระยาทศ
บังเอิญเทวดาวลาหกก็เร่งตกลงมาให้ปรากฏ
ฝนก็ไม่หายเหือดไม่เงือดงดไม่หยาดหยดซู่ซ่าลงมาพอ
ท่านเจ้าคุณไปคำนับรับสมเด็จฝนสาดไม่ขาดเม็ดลงสอสอ
ต้องกางกั้นร่มไปมิได้รอลงนั่งย่อเรือพายม้ารีบคลาไคล
ครั้นถึงเรือสมเด็จจอดเสร็จสรรพน้อมคำนับกราบก้มประนมไหว้
แล้วเรียนเรื่องทางบกจะยกไปในดงใหญ่น้ำมากลำบากคน
ขอรั้งรอพอให้แห้งแล้งสักหน่อยจึงจะค่อยยกไปในไพรสณฑ์
ถ้าขืนยกเวลานี้เห็นรี้พลจะปี้ป่นตายลงในดงดาน
ท่านเจ้าคุณจำเนียนกราบเรียนเสร็จฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยาฟังว่าขาน
จึงมีพระประศาสน์ประกาศการให้คิดอ่านรีบยกขึ้นบกไป
เจ้าคุณรับโอวาทประศาสน์สั่งโดยข้อบังคับแจ้งแถลงไข
จะให้ยกโยธารีบคลาไคลรอพอได้ทำบุญเสร็จสักเจ็ดวัน
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพกลับทำเนียบฝนไม่เรียบตกตวดเป็นกวดขัน
พอพลบค่ำย่ำแสงพระสุริยันมีกำปั่นไฟถึงอีกหนึ่งลำ
ด้วยท่านหลวงยุทธยานาธิกรท่านด่วนจรก็เห็นสมดูคมขำ
เชิญท้องตรามากำลังฝนตกพรำขึ้นบนทำเนียบท่าชลาธาร
ส่งท้องตราให้แก่ท่านแม่ทัพอีกทั้งกับเงินจำแนกแจกทหาร
ทั้งเงินห้าสิบชั่งสั่งประทานเป็นเงินงานเตรียมทัพสำหรับไป
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพก็รับรองแล้วอ่านท้องตราแจ้งแถลงไข
มีบังคับจะยกขึ้นบกไปแต่โดยในเดือนสิบเอ็ดจงเสร็จพลัน
เจ้าพระยาแม่ทัพสดับแจ้งตอบแถลงตามกระบนไม่ผวนผัน
ด้วยโคต่างช้างมามาไม่ทันการติดตันเหลือเขยื้อนเคลื่อนนิกาย
แม้โคต่างช้างมาพร้อมมาถึงเป็นแน่หนึ่งวันนั้นได้ผันผาย
พอได้พาหนะทั่วเหล่าตัวนายจะถวายบังคมลาฝ่าละออง
ครั้ยเสร็จสรรพพับผนึกจารึกบอกส่งบางกอกแจ้งความตามสนอง
หลวงยุทธยาคำนับแล้วรับรองหนังสือสองสามฉบับแล้วกลับลา ฯ
๏ ครั้นขึ้นสิบสี่ค่ำเดือนสิบเอ็ดได้จำเสร็จโดยหวังไม่กังขา
น้ำท่วมถึงกระทั่งเลยหลังคานึกก็น่าอัศจรรย์ขันกระไร
เรือต้องขึ้นจอดบกเจียวอกเอ๋ยมิได้เคยพบเห็นเป็นไฉน
นึ้ขึ้นถึงขนาดประหลาดใจแม้นผู้ใดบอกคงจะสงกา
นี่ได้เห็นต่อพักตร์แก่จักขุเจอแลจุปากทักน้ำหนักหนา
ขึ้นคืนเดียวเจียวร่วมท่วมหลังคาเป็นน้ำป่าเช่นผู้เฒ่าเขาเล่ากัน ฯ
๏ เดือนสิบเอ็ดเสร็จวัสสาสิบห้าค่ำเจ้าคุณทำบุญใหญ่ใจกระสัน
สนองคุณบพิตรนิจนิรันดร์ด้วยเป็นวันพระจอมเกล้าฯเข้านิพพาน
นิมนต์สงฆ์พร้อมเพรียงประเดียงฉันในวันนั้นล้วนเป็นสุขสนุกสนาน
มีมหาชาติใหญ่แล้วให้ทานมโหฬารสรวลเสเสียงเฮฮา
ครั้นพลบค่ำย่ำแสงสุริย์ใสจุดดอกไม้ส่องสว่างกลางเวหา
แสงดอกไม้กระจ่างสำอางตาจับนวลหน้านางลาวขาวเป็นใย
ครั้นเทศน์ครบจบตามสิบสามกัณฑ์ตั้งแต่นั้นน้ำลดค่อยงดหาย
ซึ่งกองทัพเปป็นสุขสนุกสบายพอหาดทรายผุดพ้นชลธาร
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพหยุดยับยั้งท่านก็ตั้งซ้อมศึกฝึกทหาร
ล้วนเข้าใจไวว่องคล่องชำนาญท่านเห็นการน้ำลดเงือดงดลง
จึงแต่งจัดขุนสัจจวาทีสืบวิถีแน่กำหนดลงจดหมาย
เสร็จสรรพกลับสนองทั้งสองนายกราบเรียนรายระยะทางในกลางดง
ก็พอจะไปได้ไม่สู้ยากที่ลำบากน้ำเผื่อยังเหลือหลง
เป็นหล่มลึกตลอดไปในไพรพงก็น้อยลงกว่าแต่ก่อนเป็นดอนไป
เจ้าพระยาแม่ทัพสดับแจ้งว่าทางแห้งไม่สู้ยากลำบากไพร่
คิดจะยกซึ่งพหลพลไกรแต่ยังไม่มีช้างโคต่างจร
เจ้าพระยาแม่ทัพเฝ้าปรับทุกข์ไม่มีสุขเศร้าในฤทัยถอน
เที่ยวหาจ้างช้างอำมาตย์ราษฎรก็บ่ห่อนสมคิดจิตรำพึง
พอวันหนึ่งมีผู้ถือหนังสือกระดาษของพระยาราชเสนาลงมาถึง
ยังเจ้าคุณแม่ทัพคำนับคำนึงเจ้าคุณจึงอ่านได้มีใจความ
ใบบอกว่าพระยามหาอำมาตย์กับเจ้าเมืองโคราชเรืองสนาม
เข้ารบอ้ายฮ่อนั้นวัดจันงามพอสงครามฮ่อแหกแตกกระจาย
กองทัพไทยได้ทีตีกระทบพวกฮ่อรบแหกหันหนีผันผาย
พวกกองทัพจับได้ทั้งไพร่นายที่เหลือตายหลบหลีกตั้งปีกกา
ฮ่อยกพลขึ้นบนหลังคาโบสถ์ปืนลูกโดดยิงไทยด้วยใจกล้า
พวกอ้ายฮ่อดีนักแผลงศักดาบนหลังคาโบสถ์ยืนยิงปืนกัน
พระสุริยนสนธยาวลาหกเพอิญตกยิ่งยวดเป็นกวดขัน
พวกอ้ายฮ่อก็กระโดดจากโบสถ์พลันเข้าฝ่าฟันหนีไปได้ทั้งมวล
แต่พระยามหาอำมาตย์นั้นได้จัดสรรคนลอบไปสอบสวน
สกัดจับทัพฮ่อที่ก่อกวนหลายกระบวนตามกระชั้นไปพันพัว
เสมียนอ่านบอกเสร็จสำเร็จจบเจ้าคุณตบมือสรวลสำรวลหัว
พวกอ้ายฮ่อเสียกระบวนมันจวนตัวด้วยความกลัวหนีโดดจากโบสถ์ไป
คนล้อมถึงสามพันกระชั้นชิดอ้ายฮ่อมันมีฤทธิ์จึงหนีได้
พวกเราไม่ต้องยกขึ้นบกไปด้วยสิ้นไส้ศึกเสร็จสำเร็จการ
ซึ่งตัวฉันได้ฟังแล้วนั่งยิ้มใจเอิบอิ่มปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
นึกเดาเอาว่าสำเร็จศึกเสร็จการได้กลับบ้านแล้วพวกเราอย่าเศร้าใจ
คอยฟังกล่าวซึ่งท้องตราให้หากลับก็ลึกลับเหลือล้นพ้นวิสัย
ยิ่งนับวันก็ยิ่งหายกลับกลายไปประหลาดใจเหลือล้ำนั่งคำนึง
อนึ่งชั่วตัวฉันลืมวันคืนเมื่อจมื่นทิพเสนาลงมาถึง
คุมฮ่อมาที่ทำเนียบไม่เงียบอึงคนทะลึ่งอยากเห็นฮ่อวิ่งสอมา
ฮ่อสองคนใหญ่เล็กเจ๊กแท้แท้ช่างเรียกแห้ฮ่อฟังน่ากังขา
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพรับบัญชาเสมียนมาถามฮ่อเขียนข้อคำ
จีนคนเล็กคนใหญ่มันให้การดูเพ่นพ่านฟั่นเฟือนเลื่อนถลำ
เห็นผันแปรแชเชือนเป็นเงื่อนงำมิได้จำจดไว้ไม่เป็นการ
ทิพเสนาก็พาจีนฮ่อกลับเจ้าคุณแม่ทัพเกษมศานต์
แรมทัพอยู่ที่ท่าเป็นช้านานทำบุญทานด้วยมนัสมีศรัทธา
ได้ซ่อมแซมกุฏิพระวิหารทำไม้กรานค้ำโพธิ์โตสาขา
เอาเงินแจกคนชแรแก่ชราทอดผ้าป่าโดยนิยมพอสมควร
พอโคต่างช้างมาลงมาถึงเจ้าคุณจึงให้คนลอบไปสอบสวน
ให้ได้เห็นจึงรู้ดูจำนวนจงถี่ถ้วนช้างตั้งเป็นพังพลาย
ช้างเบ็ดเสร็จร้อยเจ็ดสิบช้างกว่าโคต่างห้าร้อยถ้วนจำนวนหมาย
ท่านเจ้าคุณยินดีเป็นที่สบายพร้อมทั้งนายทัพนายกองปรองดองกัน
กำหนดที่จะยกขึ้นบกเดินบอกแต่เนิ่นเตรียมพหลพลขันธ์
เดือนสิบสองขึ้นสองค่ำเป็นสำคัญจะผายผันไปตำแหน่งท่าแก่งคอย
พลกองทัพรู้ทั่วเตรียมตัวท่าบ้างทำม้าสานตะกร้อไม่ท้อถอย
ตระเตรียมเป็นธุระไม่ตะบอยไม่อ้อยสร้อยสานกระทอพอตะพาย
พวกลาวชาวบ้านพระยาทศรู้กำหนดว่าจะไปแล้วใจหาย
ท่านผู้เฒ่าเฝ้าละเหี่ยแสนเสียดายกองทัพอยู่ค่อยคลายพวกคนพาล
ไม่อยากให้กองทัพไปลับลี้ตั้งอยู่ที่แสนเป็นสุขสนุกสนาน
ทั้งข้าวของไม่หายวายรำคาญพวกชาวบ้านหม่นหมองนองน้ำตา
กองทัพมาครั้งนี้เป็นที่ยิ่งดีจริงจริงปกปักคุ้มรักษา
ค่อยว่างเข็ญเย็นเกล้าเหล่าประชาบ้างโศกาไห้ร่ำโศกรำพึง ฯ
๏ ณ วันคืนปีเดือนจำเคลื่อนคลาดเจ้าคุณราชวราขึ้นมาถึง
ขึ้นทำเนียบท่าน้ำดั่งคำนึงแล้วเชิญซึ่งท้องตราขึ้นมาพลัน
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพรับหนังสือมาจากมือเจ้าคุณราชแล้วผาดผัน
มายังที่ชุมนุมประชุมพลันพร้อมพรักกันทั้งลูกทัพคอยรับรอง
แล้วจึงอ่านสารตรามาบังคับให้กองทัพยกเคลื่อนเดือนสิบสอง
จะตอบโต้เบือนบิดผิดทำนองจงเคลื่อนกองทัพยกขึ้นบกไป
ท่านเจ้าคุณแจ้งความตามบังคับจึงพูดกับเจ้าคุณราชไม่หวาดไหว
โคต่างช้างมีมาจะว่าไรอยากจะใคร่กรีพลพหลจร
บัดนี้ช้างโคต่างมาถึงหมดได้กำหนดไว้แล้วแต่ก่อน
จะยกซึ่งพหลพลนิกรใช่จะนอนเนิ่นใจเมื่อไรมี
แล้วแต่งตอบข้อความตามที่กล่าวเป็นเรื่องราวน้อมประณตบทศรี
ขอถวายบังคมลาฝ่าชุลีสิ้นวาทีห่อพับประทับตรา
แล้วส่งลงบางกอกบอกนุสนธิ์ตามเหตุผลข้อศึกที่ปรึกษา
ครั้นรุ่งแจ้งแสงศรีสุริยาเห็นกำปั่นไปมาถึงท่าพลัน
เห็นฝรั่งนั่งร่ามาหน้าเรือประหลาดเหลือมาไยผิดใจฉัน
พอเห็นหมวกกะระเซ็นเป็นสำคัญชาวอเมริกันเขาขึ้นมา
ถึงเจ้าคุณแม่ทัพคำนับน้อมกับของพร้อมสารพัดเขาจัดหา
เล่าแถลงแจ้งจิตตามกิจจาตามบรรดาคนนอกเขาออกทุน
ฝรั่งพร้อมกันเสียเงินเรี่ยไรทั้งคนใหญ่คนน้อยพลอยอุดหนุน
ทั้งนายห้างกัปตันท่านกงซุลเขาทำบุญสู้เสียเงินเรี่ยไร
ได้จัดซื้อผ้าห่มขนมปังกับอีกทั้งหยูกยารักษาไข้
ยาโกรกกรากใบตองสำรองไปทั้งขีดไฟชาหีบรีบเอามา
จะมอบของสิ่งนี้ให้ใครบำเรอมอบดอกเตอร์ดูพิทักษ์ได้รักษา
คนกองทัพจับไข้ได้พยา-บาลบรรดาคนไข้ของให้ทาน
พวกดอกเตอร์เขาก็พากันมารับของสำหรับที่จำแนกแจกทหาร
ช่วยกันขนล้นหลามถ้วยชามจานทั้งนำตาลทรายกระสอบรับมอบมา
ครั้นจวนวันจวนเดือนจะเคลื่อนคลาดไปจากหาดพระยาทศกำสรดหา
ซึ่งตัวฉันนี้ไม่วายฟายน้ำตาจะจากท่าหาดเหินเดินอรัญ
ครั้นนาฬิกาได้ที่ตีสิบเอ็ดคนพร้อมเสร็จเตรียมกายจะผายผัน
ขนของลงนาวาไม่ช้าพลันบ้างชวนกันกินข้าวเช้าจะไป
เหล่าลูกทัพหลานกองพร้อมนองเนืองล้วนแต่งเครื่องเต็มยศแสนสดใส
ดูงดงามตามตำแหน่งแกร่งเกรียงไกรต่างคนไปจอดลอยคอยเจ้าคุณ
ฉันนั่งที่หน้าแคร่เหมือนแต่ก่อนอุระร้อนราวจะโลดกระโดดหมุน
พอรุ่งแจ้งแจ่มฟ้าเรื่ออรุณได้สกุณฤกษ์เบิกกระบวน
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพขยับย่างงามสำอางเฉิดฉินดังอินศวร
เสร็จลงนาวาเวลาควรเรือก็หวนเหห่างออกกลางชล
ฆ้องชัยลั่นสำเนียงเสียงประสานฝีพายขานยาวรับอยู่สับสน
พระสงฆ์เป็นธุระประน้ำมนต์แล้วร่ำบ่นชยันโตโมทนา
เหล่าพวกสาวชาวบ้านละลานจิตบ้างที่คิดถึงบุญคุณนักหนา
เดินตามส่งกองทัพจนลับตาบ้างโศกาโหยไห้อาลัยแล
ฝีพายขึงตึงไหล่ใส่สวบสวบเรือยวบยวบมาในวนชลกระแส
ตัวฉันเฝ้าเพิ่มพูนอาดูรแดทรวงตั้งแต่โศกข้อนอาวรณ์มา
เรือรี่เรื่อยเฉื่อยฉิวละลิ่วฉุยฝีพายพุ้ยจ้ำหน่วงจ้างถลา
ถึงที่แก่งน้ำนูนไหลพูนมาดังฉ่าฉ่าฉานฉานเสียงชาญชล
น้ำพุ่งไหลโพนช่างโชนเชี่ยวฝีพายเหนี่ยวหันรับอยู่สับสน
ต้องขึ้นแก่งแรงร้ายหลายตำบลประจวบจนแก่งคอยบ่ายคล้อยโมง
น้ำเฉื่อยฉิวลิ่วเหลือพอเรือลอยไพร่พลคอยถ่อค้ำหักต้ำโผง
ฝีพายผ่อนอ่อนใจต้องใช้โยงค่อยชะโลงหน่วงเหนี่ยวเต็มเรี่ยวแรง
ช่วยกันรั้งช่วยกันลากกระชากฉุดพอเรือหลุดล่วงพ้นตำบลแก่ง
ถึงทำเนียบที่สร้างไว้กลางแปลงเขาตกแต่งคอยรับกองทัพชัย
เรือเจ้าคุณจอดประทับกับตะพานพอทหารยืนเรียงเคียงไสว
พอเจ้าคุณย่างยกขึ้นบกไปกัปตันใหญ่บอกเป็นปรีเซนต์นำ
ทหารแถวยึกปืนขึ้นคำนับไม่สับปลับดังว่าเลขาขำ
แล้วบอกให้ยกปืนยืนประจำเขาช่างทำเจนจัดหัดชำนาญ
ก็แรมทัพยับยั้งอยู่ที่นั่นครั้น ณ วันแรมสามค่ำได้ทำศาล
บวงสรวงเทวดาเจ้าท่าธารให้ภิบาลกองทัพจงรับรอง
แล้วเจ้าพระยาแม่ทัพบังคับสั่งจัดแต่งตั้งลูกทัพบังคับต้อง
ตามกระบวนทัพชัยในทำนองปันหมวดกองด้วยจะยกขึ้นบกเดิน
พระอภัยสงครามใจห่ามฮึกเคยทำศึกรบรุกถึงฉุกเฉิน
ให้เป็นนายทัพหน้าปัญญาเดินคงไม่เยินย่อยยับอัปรา
ซึ่งพระไตรภพรณฤทธิ์ความคิดหลายเป็นปักซ้ายสำหรับกองทัพหน้า
พระอภัยพลรบจบศักดาเป็นปีกขวาเมื่อจะยกขึ้นบกไป
พระมนตรีบวรซ้อนประดังเป็นกองหลังทัพหน้าอัชฌาสัย
รวมจำนวนบาญชีที่มีไปล้วนคนในเกณฑ์ตั้งวังบวร
พระยาชิตณรงค์เคยสงครามไม่ครั่นคร้ามห้าวหาญชาญสมร
เป็นทัพขันธ์เยื้องซ้ายนายนิกรไม่ย่อหย่อนไพรีมีศักดา
พระยาพิชัยชาญฤทธิ์ไม่คิดพรั่นเป็นทัพขันธ์หนุนเนื่องข้างเบื้องขวา
พลรบถือครบเครื่องศัสตราประจำหน้าที่ไม่ถอยคอยต่อกร
เจ้าคุณกำกับพลคนทั้งปวงเป็นทัพหลวงรี้พลคนสลอน
ตั้งนายกองนายทัพเป็นตับตอนแม้นราญรอนท่วงทีจะมีชัย
ซึ่งท่านหลวงทวยหาญเชี่ยวชาญชัดกับขุนจัดกระบวนพลเป็นคนใหญ่
คุมทหารสำหรับแม่ทัพไประวังภัยมิได้หมิ่นอรินพาล
พระพิบูลไอศวรรย์ตัวกลั่นกล้าเป็นปีกขวาทัพใหญ่ใจทหาร
ท่วงทีกลศึกฝึกชำนาญย่อมรู้การแม่นยำทำอุบาย
ซึ่งพระชาติสุเรนทร์นั้นเจนทัพการรบรับแล้วไม่หย่อนถอนขยาย
คุมขุนหมื่นไพร่ฉกรรจ์พันทนายเป็นปีกซ้ายท่วงทีดีกว่าคน
ซึ่งพระยามหานุภาพนั้นก็แข็งขันการศึกได้ฝึกฝน
ให้ว่าที่ปลัดทัพกำกับพลเพื่อประจญประจัญบานรับด้านกัน
หลวงภักดีจุมพลรณดิลกเป็นที่ยกกระบัตรทัพเห็นขับขัน
ท่วงทีมีอำนาจฉลาดครันรู้สันทัดแท้ไม่แปรปรวน
ซึ่งขุนสกลสารบาลใจหาญฮึกในการศึกแล้วไม่พรั่นใจผันผวน
เป็นที่จเรทัพจับกระบวนเจ้าจำนวนริ้วทัพกำกับการ
ซึ่งท่านขุนอินทร์วิเชียรชาติขุนพรหมราชปัญญาล้วนกล้าหาญ
ขุนนราชุมพลคนชำนาญขันสัจวาทิการทั้งสี่นาย
เป็นกองแซงด้านในล้วนใจกาจด้วยองอาจมิได้พรั่นจิตมั่นหมาย
อยากรบศึกฝึกตัวไม่กลัวตายคุมนิกายพลรบครบทุกคน
หลวงกิจจานุกิจประกาศนั้นก็เข้มขันชุมนุมคุมพหล
หลวงอาสาสำแดงรู้แต่งพลเมื่อประจญประจัญรับกับอริน
หลวงจัตุรงคโยธาปัญญาลึกการรบศึกแล้วไม่หันพักตร์ผันผิน
ขุนนราฤทธิไกนใจทมิฬขุนพิชัยชาญยุทธศิลป์รวมห้านาย
ล้วนคุมไพร่ไวว่องเป็นกองหลังถือโล่ห์ดั้งและดาบกำซาบสาย
ทั้งปืนใหญ่ปืนน้อยปล่อยลูกปรายดาบตะพายง้าวทวนกระบวนเรียง
ท่านหลวงทรงศักดาปัญญายงดั่งเล่าฮ่องตงเรื่องสามก๊กตีลกเอี๋ยง
ท่านขุนอินทรภักดีฤทธีเพียงเสมอเกียงอุยอาจฉลาดการ
ท่านขุนรักพลพยุห์ใจดุเหลือยิ่งกว่าเสือฤทธาก็กล้าหาญ
ท่านขุนราชเมธาปัญญาชาญล้วนกองด้านแซงนอกพลหอกแดง ฯ
             

๏ เจ้าคุณคัดจัดกระบวนครั้นถ้วนพร้อมต่างฝึกซ้อมเหล่าทหารชาญกำแหง
ครั้นรุ่งขึ้นอีกเวลาพอฟ้าแดงต่างจัดแจงเบิกช้างโคต่างกัน
ท่านยกกระบัตรทัพก็จับจ่ายทั้งช้างพลายพังทั่วล้วนตัวกลั่น
พวกนายทัพนายกองเที่ยวมองพลันแล้วเลือกสรรช้างขี่ดีทุกคน ฯ
๏ ครั้นรุ่งขึ้นเดือนสิบสองแรมห้าค่ำเป็นวันกำหนดเคลื่อนเลื่อนพหล
ย่ำรุ่งแจ้งแสงศรีสุริยนพวกไพร่พลเตรียมพร้อมไม่พลอมแพลม
ด้วยว่ายกกระบัตรจัดกระบวนงามธงทวนพู่หอกดั่งดอกแขม
ที่ในท้องทุ่งนาไม่ราแรมสีขาวแซมแดงเขียวงามเทียวทวน
เจ้าคุณนั่งคอยฤกษ์คอยเบิกเนตรนั่งสังเกตฤกษ์นั้นไม่ผันผวน
พอได้สกุณฤกษ์เบิกกระบวนลั่นฆ้องถวนสามครั้งขึ้นยังเกย
ขึ้นสู่ช้างกระโจมแดงแสงระยับรูดม่านเยียรบับนั้นเปิดเผย
ดูงามงดรจนาสง่าเงยช้างตัวเคยเป็นประเทียบหลังเรียบดี
เดินไม่กระเพื่อมเพื้อมกระเทือนค่อยคลาเคลื่อนมาในทางหว่างวิถี
เสียงเท้าคนเดินดงเป้นผงคลีดั่งธรณีเพียงจะแยกแตกเป็นคลอง ฯ
๏ ครั้นถึงประตูป่าที่อารักษ์คนหยุดพักบูชังสิ้นทั้งผอง
เจ้าคุณก็จำเนียรจุดเทียนทองแล้วจึงร้องเรียกคนให้ไปบูชา
เสร็จคลาเคลื่อนกองทัพไม่ยับยั้งถึงกระทั่งห้วยกระบอกเป็นซอกผา
ก็ลุยช้างข้ามลำแม่น้ำมาดงพระยาเย็นเชียบเงียบเหงาใจ
ล้วนป่าทึบดงชัฏสงัดแท้มองเห็นแต่ยางยูงสูงไสว
โศกสักกรักกร่างมะทรางไทรแสลงใจจิ่งจ้อคล้อตะคล้อง
มะตูมตาดเต็งแต้วแก้วมะกาคางมะค่าประคำร้อยและข่อยหยอง
กระท้อนกระทุ่มอุทุมพรและค้อนกลองมะพลับพลองพลวงกะเพราสะเดาดง
ต้นตะโกสะแกแสมสารต้นกำยานพระยายาและกาหลง
อัมพามะพูดชลูดโรกโลดทะนงทั้งเปรงปรงโปร่งฟ้าและขานาง
ต้นก้านเหลืองมะเฟืองมะฝ่อไฟสลัดไดนางรองและทองหลาง
มะกอกดอกประดู่ต้นหูกวางมะสังทรางส้มเสี้ยวเล็บเหยี่ยวยล
เกดกุ่มพุมเรียงและเหียงหาดมะตูมตาดติดดอกบ้างออกผล
ตะเคียนเคียงเรียงระดะดูปะปนมีทั้งคณฑาไทยลำไยดง
ตะแบกกระเบากรันเกราไกรทั้งเนื้อไม้กฤษณามหาหงส์
ต้นกระทิงกระท่อมพะยอมประยงค์ทั้งคนทรงแส้ม้าพระยารัง
ต้นดีหมีตาเสือมะเกลือมะกล่ำเหลือจะรำพันไม้เหมือนใจหวัง
ด้วยอกฉันแทบพองเป็นหนองพังเหลือประทังที่จะทนหมองหม่นมัว
คิดเกรงด้วยความไข้อกใจฝ่อฤทัยท้อแดดแฝงแสงสลัว
เข้าใต้พงดงรังระวังตัวเพราะใจกลัวไข้ป่าจะฆ่าตาย
ไหนจะคิดถึงคู่ที่ชูจิตครั้นหวนคิดถึงไข้แล้วใจหาย
ไหนจะคิดถึงญาติไม่ขาดวายทั้งพี่ชายน้องสาวและอาวอา ฯ
๏ ครั้นมาถึงลำโศกวิโยคเศร้าโอ้โศกเราเหลือลึกพ้องพฤกษา
มีลำธารน้ำเฉื่อยไหลเรื่อยมาเหมือนน้ำตาฉันไหลใจรัญจวน
ต้นโศกเคียงเรียงรายอยู่ชายทางแลสล้างเหมือนหนึ่งว่าพฤกษาสวน
เหมือนโศกฉันรายทางไม่ห่างครวญไห้โหยหวนมาในทางกลางอรัญ
ซึ่งหนทางเดินยากลำบากเหลือแม้นมาเมื่อหน้าน้ำจะทำขัน
เหล่าไพร่พลคงตายวายชีวันตั้งนับพันนับร้อยไม่น้อยตน
ด้วยหนทางพอช้างจุตัวย่องเหมือนลำคลองแม่หมูฤดูฝน
น้ำคงท่วมเลยประศีรษะคนจะยกพลขึ้นบนบกก็รกเกิน
ด้วยไม้ใหญ่เรียงชิดติดเป็นพื้นตลอดยืนถึงลำเนาภูเขาเขิน
ถึงจะให้คนถางหนทางเดินตลอดเนินแล้วคงตายลงหลายพัน
จะทำแพต่อเรือก็เหลือคิดไปสักเส้นเห็นจะติดศิลากั้น
จะหามเรือไปก็ยากลำบากครันด้วยเป็นหลั่นเป็นตอนลุ่มดอนไป
จะหาที่ต่อเรือเหลือลำบากจะโค่นถากถางดงที่ตรงไหน
นอนค้างดงหลายวันคงบรรลัยด้วยความไข้มิใช่ชั่วกลัวระวัง
ฤดูนี้เรามาเหมือนหน้าแล้งยังไม่แห้งน้ำเฉอะล้วนเลอะขัง
ถ้าแม้นมาหน้าฝนพ้นกำลังเป็นต้องฝังกันในดงลงสักพัน
มิใช่เขาตัวเราเป็นหนึ่งแน่ไม่เที่ยงแท้โดยคำธรรมขันธ์
อนิจจาว่าไม่เบี่ยงไม่เที่ยงธรรม์ไม่รู้วันที่จะตายทำลายตน
ไม่รู้ตัวว่าจะตายทำลายแท้เว้นเสียแต่ผู้วิเศษแจ้งเหตุผล
จึ่งรู้ตัวว่าจะตายวายกังวลปุถุชนหาได้น้อยไม่ค่อยมี
ฉันคิดถึงความตายใจหายวาบเหมือนเกิดลาภตามทางกลางวิถี
หากว่าบุญเราหลายได้นายดีไม่อินทรีย์ของเราเน่าอยู่ไพร
หากว่าเดชะบุญเจ้าคุณโขสู้ตอบโต้ท้องตราหามาไม่
ถ้าเหมือนเขาเมายศไม่อดใจคงพาไพร่มาล้างเรี่ยทางเดิน
คนอื่นก็พูดกันเช่นฉันว่าเหล่าโยธาชวนกันสรรเสริญ
บ้างนบนอบขอบบุญเจ้าคุณเกินบ้างอวยชัยให้เจริญยิ่งภิญโญ
ตัวฉันนั่งแล้วลองคิดตรองตรึกถ้าปะศึกท่วงทีจะดีโข
ด้วยฝูงไพร่พร้อมพรั่งตั้งมโนแผลงเดโชเอาชนะกะศัตรู
ของสนองพระเดชคุณอุดหนุนแท้เจ้าคุณแม่ทัพนี่อารีอยู่
ค่อยเคลื่อนคลายหายเข็ญท่านเอ็นดูช่วยชื่นชูชีวังเรายั่งยืน
เหล่าพวกไพร่พูดจาว่ากันวุ่นขอแทนคุณท่านเมตตาจะฝ่าฝืน
จะเอากายเป็นค่ายตับรับลูกปืนพูดกันดื่นเจียวอย่างนี้เห็นมีชุม
ค่อยเดินช้างมาในกลางพนมวันหัวอกฉันร้อนใจดั่งไฟสุม
แสนกระสันเศร้าโศกเหมือนโรครุมให้กลัดกลุ้มตรมใจไม่เสบย ฯ
๏ มาถึงห้วยหินลับดูลับลี้เหมือนกับพี่ลับมานิจจาเอ๋ย
ทั้งลับตาลับหูลับคู่เชยเมื่อไรเลยจะหายลับกลับได้ยล
ตั้งแต่มาหาได้ลืมแม่ปลื้มจิตเฝ้าแต่คิดถึงวันหลายพันหน
ถึงยามกินยามนอนให้ร้อนรนเป็นกังวลคะนึงคิดถึงนาง
ทั้งคิดถึงมารดาและอาพี่ปานฉะนี้จรดลจิตหม่นหมาง
คงคิดถึงลูกหลานข้ามด่านทางมาในกลางดงป่าพระยาไฟ
ชาวบางกอกออกชื่อพระยาเย็นแล้วก็เป็นสั่นหัวกลัวความไข้
ซึ่งเรามานี้จะรอดตลอดไปหรือจะไม่พ้นดงจะปลงชนม์ ฯ
๏ ครั้นมาถึงคันยาวขึ้นเขาโขดสูงเด่นโดดแลเยี่ยมเทียมเวหน
ช้างปีนขึ้นตัวตั้งระวังตนขึ้นสุดบนยอดเขาลำเนาเนิน
ข้างทางแลเป็นเปลวล้วนเหวผาหนทางมาสูงโดดบนโขดเขิน
เป็นคันน้อยริมทางพอช้างเดินสะทกสะเทิ้นกลัวจะตกหกคะมำ
ภูเขาเล่าก็ชันเป็นหลั่นลดช้างค่อยจดเดินเรียงกลัวเพลี่ยงพล้ำ
ค่อยค่อยคุกขาหน้าอุตส่าห์คลำแม้นถลำแล้วเป็นเหลวด้วยเหวลึก
ซึ่งคนอยู่บนสัปคับนั้นมือถือมั่นตัวโยกอยู่โงกหงึก
ดูเหวเห็นใจเต้นอยู่ทึกทึกช้างพลาดกึกคนงูบจับกูบงัน
คนเดินเท้าเล่าก็ล้าทำหน้าจืดคันยาวยืดใช่ง่ายเดินผายผัน
ซึ่งหนทางนั้นเล่าภูเขาชันช้างยังดันเต็มแย่อ้อแอ้ไป
ฉันขี่ท้ายช้างเจ้าคุณเป็นบุญเกินแม้นต้องเดินเคี่ยวเข็ญเป็นไม่ไหว
นี่ไม่ต้องล้าเลื่อยเหน็ดเหนื่อยใจเพราะว่าได้ขี่ช้างทางกันดาร ฯ
๏ ครั้นถึงทับมะค่าเห็นน่าหยุดพี่แสนสุดเป็นสุขสนุกสนาน
แลตลอดโล่งเตียนเลี่ยนเป็นลานแลเชิงชานภูผาเห็นน่าชม
ที่นั่นมีอารักษ์อันศักดิ์สิทธิ์สิงสถิตมาแท้แต่ประถม
คนกองทัพพรั่งพร้อมน้อมประนมที่ใต้ร่มไม้รังตั้งบูชา
แล้วคลาเคลื่อนกองทัพไม่ยับยั้งดูคับคั่งพลนิกายทั้งซ้ายขวา
บ้างเป็นหลุมเป็นบ่อมรคาบ้างตั้งท่าชันตรงลดลงดิน
ทางขึ้นขึ้นลงลงในดงชัฏบ้างเดินลัดหลีกออกทางซอกหิน
บ้างสูงเยี่ยมเทียมฟ้าเมฆาฆินบางแห่งเห็นเหม็นกลิ่นมาไม่ดี
ในดงชัฏฝูงสัตว์ไปไหนหมดไม่ปรากฏเจอพักตร์ฝูงปักษี
ไม่ยินเสียงลิงค่างบ่างชะนีไม่เห็นมีนึกประหลาดอนาถใจ ฯ
๏ ครั้นมาถึงมวกเหล็กเป็นที่เลี่ยนสะอาดเตียนที่ทางช่างกว้างใหญ่
ก็หยุดซึ่งพหลพลไกรเอาผ้าใบดาดหลังคามีฝาบัง
ทำเป็นที่สำหรับประทับผ่อนคนล่วงหน้ามาก่อนปลูกสองหลัง
ดีกว่าคาแฝกมุงไม่รุงรังยกกูบตั้งในสำหรับแม่ทัพนอน
ครั้นเวลาคำรบเมื่อพลบค่ำคนประจำหน้าที่มีสลอน
คอยนั่งยามตามไฟที่ในดอนบางคนผ่อนพักหลับระงับกาย
ฟังเสียงฆ้องกระแตแซ่เสนาะทั้งเสียงเกราะหวั่นไหวน่าใจหาย
ซึ่งละอองน้ำค้างลงพร่างพรายร่วงโปรยปรายต้องทั่วทุกตัวคน
ตัวฉันนอนในแต๊นท์แสนสบายพอค่อยวายตากน้ำค้างอย่างเม็ดฝน
ก็พอค่อยเป็นสุขไม่ทุกข์ทนนอนเหนือบนพรมลาดสะอาดกาย
แสนคะนึงถึงคู่ที่ชู้ชื่นในกลางคืนนอนไม่หลับกระสับกระส่าย
โศกถึงมิตรคิดถึงเมียยิ่งเสียดายเฝ้านอนฟายชลนาไห้จาบัลย์
โอ้พวงพะยอมหอมไม่หายวายระเหยเมื่อไรเลยจะได้กลับไปรับขวัญ
พี่จากเจ้าลี้ลับมานับวันจะไกลกันไปทุกทีตั้งปีเดือน
แสนเป็นห่วงดวงจิตขนิษฐ์นาฏเป็นห่วงญาติน้อยใหญ่ใครจะเหมือน
ห่วงสมบัติพัสถานห่วงบ้านเรือนเป็นห่วงเพื่อนพิสมัยอาลัยลาญ
เวลาตีสิบทุ่มยิ่งกลุ้มจิตขุนพินิจรัวฆ้องเพรียกเรียกทหาร
ให้ผูกช้างผูกม้าไม่ช้านานมาเตรียมการพร้อมพรั่งช้างพังพลาย
แล้วบอกให้ช้างคุกบรรทุกของทุกหมวดกองเตรียมกันจะผันผาย
เจ้าพระยาแม่ทัพประดับกายขึ้นช้างพลายสีดอลออตา
ตีสิบเอ็ดเสร็จเขยื้อนคลาเคลื่อนทัพพร้อมเสร็จสรรพไพร่นายทั้งซ้ายขวา
กระบวนทัพขับขันอรัญวาล้วนแต่ป่าดงชัฏสงัดใจ
แสงพระจันทร์สว่างกระจ่างแสงแต่บังแฝงยงยูงสูงไสว
ส่องสว่างอยู่บนกลางนภาลัยแต่ว่าในดงคลุ้มเป็นพุ่มพฤกษ์
คนเดินเท้าแสนขยาดอนาถเหลือคิดกลัวเสือสัตว์ป่าเวลาดึก
ที่ลางคนคร้ามขลาดอนาถนึกต่างโห่ฮึกเสียงกันอันตราย
หนทางก็เหลือเลอะน้ำเฉอะชุ่มล้านแต่หลุมหล่มเลอะเปรอะใจหาย
ครั้นจวนแจ้งแสงเมฆาเวลางายฉันไม่วายคิดถึงน้องจิตหมองมล ฯ
๏ ครั้นถึงทุ่งใช้วานฉันวานหน่อยไปบอกสร้อยเสาวเรศแจ้งเหตุผล
ว่าฉันไม่มีสุขเฝ้าทุกข์ทนแลไม่ยลผู้ใดจะใช้วาน
ยิ่งโหยหวนครวญหานิจจาเอ๋ยผู้ใดเลยจะช่วยกล่าวนำข่าวสาร
ไปถึงมิตรขนิษฐายุพาพาลแจ้งเหตุการณ์ว่าพี่ดีสบาย
ไม่เจ็บปวดป่วยช้ำมีความสุขเป็นแต่ทุกข์เศร้าโทรมถึงโฉมฉาย
เป็นสุดงดที่จะคลาดสวาทคลายคิดถึงสายสุดที่รักที่จากทรวง ฯ
๏ ถึงสระคุดเห็นสระมีประจักษ์ประหลาดนักสระอะไรช่างใหญ่หลวง
ฝูงคนมาวิดวักอาบตักตวงน้ำในห้วงถึงว่าแล้งไม่แห้งใน
เวลาเช้าฟ้าโล่งสี่โมงครึ่งเจ้าคุณจึ่งหยุดพหลพลไพร่
เสพโภชนาหารสำราญใจแล้วยกไปเข้าพงดงวนา
ที่ผืนแผ่นดินบางแห่งบ้างแดงล้ำบ้างก็ดำเหมือนแสร้งแกล้งมุสา
บางแห่งเหลืองสีล้ำดอกจำปาพื้นสุธาบางแห่งขาวไม่ร้าวราน
ที่ในดงพงพฤกษ์นึกประหลาดด้วยอากาศดงร้ายหลายสถาน
บางแห่งร้อนบางแห่งเย็นเป็นวิการบ้างสะท้านจับเท้าหนาวขึ้นมา
บ้างครั่นเนื้อตัวร้าวชักหาวนอนบ้างก็ร้อนวิบัติขัดนาสา
บางแห่งวิงเวียนหัวมืดมัวตาบ้างจับนาสิกให้ชักไอจาม
บ้างก็เหม็นขื่นเขียวเหม็นเปรี้ยวบูดไม่อาจสูดด้วยว่าจิตนั้นคิดขาม
ด้วยอายแร่แต่ดินมักกินลามตลอดตามสองข้างหนทางจร
อีกอายว่านอายยาในป่าชิดล้วนมีพิษขึ้นอยู่ดูสลอน
ครั้งต้องแสงสุริยาทิพากรกำเริบร้อนด้วยพิษฤทธิ์วิกล
อายพื้นดินนำพาให้อาพาธวิปลาสแรงกล้าเมื่อหน้าฝน
ตกแล้งหมาดขาดเหงื่อยังเหลือทนจึงพาคนให้เป็นไข้ได้รำคาญ
คนเดินเท้าก้าวหล่มบ้างล้มลุกช้างเดินบุกหล่มล้าน่าสงสาร
เหล่าโคต่างล้าล้มอยู่ซมซานบ้างวายปราณกลิ้งตายเป็นหลายโค
ช้างบุกหล่มบ้างล้มด้วยเต็มล้าดูก็น่าสมเพชสังเวชโข
เจ้าของช้างเสียใจร้องไห้โฮว่าพุทโธ่ซื้อมาราคาแพง
ที่ช้างใหญ่ไม่สู้ล้ามาติดติดพระอาทิตย์คล้ายบ่ายลงชายแสง
คนเดินเท้าอ่อนล้าระอาแรงบ้างย่องแย่งเท้าพุปะทุพอง ฯ
๏ ครั้นออกจากป่าดงพ้นพงชัฏโสมนัสยินดีไม่มีสอง
ก็หยุดยั้งฝั่งน้ำลำตะคลองต่างขนของปลงช้างกูบวางราย
คนปลูกแต๊นท์สำเร็จโดยเสร็จสรรพเจ้าพระยาแม่ทัพเสร็จผันผาย
เข้าพักในร่มแต๊นท์แสนสบายพลนิกายล้อมรอบขอบมณฑล
ครั้นรุ่งแสงสุริยาภานุมาศจึ่งประกาศแก่เหล่าชาวพหล
จะต้องพักอยู่นี่คอยรี้พลที่เหลือล้นล้าหลังยังไม่มา
ซึ่งชาวบ้านอยู่ยังแขวงจังหวัดในดงชัฏล้วนลาวคนชาวป่า
เขาก็ชักชวนกันมาวันทาเจ้าพระยาแม่ทัพออกรับรอง
บ้างเอาส้มหน่วยและกล้วยหวีใจอารีมาคำนับรับสนอง
บ้างก็หาพริกผักและฟักทองทำเป็นของกำนัลจัดสรรมา
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพก็รับรองกล่าวคำพร้องถามดั่งจิตกังขา
อยู่ในพนมวันอรัญวาเจ้าคิดหากินนั้นด้วยอันใด
ซึ่งคนเป็นผู้ดีอย่างมีทรัพย์คะเนนับของเจ้าสักเท่าไหร่
พวกลาวเรียนแอ่ออพูดจ้อไปบ้างวาได้ปีหนึ่งตำลึงเดียว
บ้างว่ามีพอหยิบสิบสลึงบ้างว่ามีบาทหนึ่งขอดจนเขียว
ที่เศรษฐีอย่างยิ่งมีจริงเจียวตระหนี่เหนียวห้าตำลึงนั้นพึ่งมี
ท่านเจ้าคุณได้ฟังคิดสังเวชครั้นแจ้งเหตุพวกลาวชาววิถี
คิดสมเพชเวทนานึกปรานีใจอารีแก่คนที่จนจริง
ท่านแจกเงินคนละบาทไม่ขาดหน้าลาวที่มานั่งรายทั้งชายหญิง
บางคนกลัวจะไม่ได้ใจประวิงไม่นั่งนิ่งลุกขยับมาฉับพลัน
ล้วนได้เงินคนละบาทสมมาดหมายทั้งหญิงชายปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
บ้างไหว้แล้วไหว้เล่าเฝ้ารำพันอวยพรท่านเจ้าคุณให้บุญมี ฯ
๏ พอรุ่งเช้าเจ้าคุณท่านทำศาลเจ้าปลูกไว้เคียงศาลเก่าริมวิถี
พร้อมหลังคาปกปิดมิดชิดดีดูท่วงทีเรือนฝรั่งด้วยช่างทำ
วิไลเลิศเฉิดฉายถวายเจ้าอีกรูปเสาวลึงค์ดูขึงขำ
ใหญ่โตคะเนตาสักห้ากำสง่าง้ำอยู่ในศาลสะอ้านตา
เครื่องบางสรวงเป็ดปูหัวหมูเหล้าถวายเจ้าให้พิทักษ์ช่วยรักษา
พวกนายทัพนายกองเนืองนองมาซึ่งบรรดาพลไพร่ได้เอ็นดู
ซึ่งโรคภัยอันตรายอย่ากรายกล้ำเจ้าจงบำบัดภัยอย่าให้สู้
ขอจงช่วยบำรุงผดุงชูทุกหมวดหมู่กองทัพจนกลับมา
ด้างอยู่นั้นสองวันกับสามคืนพอคนชื่นหายเหนื่อยที่เมื่อยขา
ก็ยกซึ่งพยุหบาตรเยื้องยาตราข้ามช้างม้าที่แม่น้ำลำตะคลอง
แล้วเดินตามวนาป่าละเมาะชมว่านเปราะพอพ้นหายหม่นหมอง
ทั้งว่านแรดว่านช้างว่านยางทองทั้งว่านปล้องว่านปลามหากาฬ
มีทั้งว่านเสน่ห์จันทน์ว่านฟันม้าว่านพระยาสามรากว่านสากสาร
ว่านนิลเพทเจ็ดศีรษะหนุมานมีทั้งว่านตะง้าวว่านสาวพึง
อีกว่านตูมว่านเต่าว่านเฒ่าหง่อมและว่านหอมว่านเห็ดว่านเพ็ชหึง
ว่านกำแพงเพชรเจ็ดชั้นสามพันตึงอีกว่านอึ่งว่าคางคกว่านนกยาง
ว่านเพ็ดน้อยเพ็ดม้าว่านสาโรชว่านกำโหมดว่านมัวว่านหัวสาง
ว่านแพทว่านรภิมอยู่ริมทางว่านกระดางนางกวักว่านจักบัว
ว่านเพชสงฆาว่านอาสพว่านบุตรลบมีเป็นจุกสิ้นทุกหัว
อีกว่านอุกว่านอาบว่านคราบวัวอีกว่านพลั่วว่านพลวกว่านหมวกคน
ว่านอีดำอีแดงแสงอาทิตย์และว่านพิษขึ้นหมู่ฤดูฝน
อีกว่านเจ็ดช้างสารว่านกำพลทั้งว่านต้นหลายหลากมีมากนัก
ว่านดีดีมีถมน่าชมชิดอยู่ติดติดแลดูล้วนรู้จัก
จะวานเพื่อนก็ไม่พบประสบพักตร์นึกแสนรักแลดูหมู่อรัญ
คิดคิดจะลงช้างวิ่งวางหาเกรงอาญาเจ้าคุณจะหุนหัน
ถ้ามาตรแม้นท่านโกรธทำโทษทัณฑ์นึกหาอันจะรำคาญด้วยว่านยา ฯ
             

๏ ครั้นถึงพุนกยูงมุ่งเขม้นมิได้เห็นนกยูงฝูงปักษา
นกยูงไปไหนนะไม่ปะตาขอเชิญมาตรงนี้ขอพี่ชม
ฟ้อนหางให้พี่วายหายกำสรวลช่วยชักชวนพอให้ปลื้มลืมประถม
คิดถึงน้องหมองในฤทัยตรมอกระทมอยู่เจียวฉันแต่วันมา
ครั้นกองทัพลับพุนกยูงแล้วไม่ผ่องแผ้วเหือดสิ่นถวิลหา
ช้างก็เดินโดยทางกลางวนาพระสุริยาบ่ายน้อยคล้อยอำพน ฯ
๏ ถึงนครจันทึกนึกสงสัยเมืองอะไรกลางป่าน่าฉงน
ไม่เห็นมีที่อยู่เหล่าผู้คนหรือว่าต้นไม่บังเมืองตั้งไกล
ครั้นพ้นท้องทุ่งกว้างมีทางตรงแลเห็นธงปักแพ้วอยู่แหววไหว
เขาบอกว่าเสือกินคนฉงนใจเสืออะไรมีอยู่มากฉันอยากยล
ถามนายแขวงนายกำนันนั้นเขาว่ากองทัพมาเมื่อหมู่ฤดูฝน
มาเจ็บนอนอยู่ในป่ารักษาตนเพื่อนสองคนอยู่รักษาพยาบาล
ครั้นว่าฝนตกหนักเพื่อนผลักหนีเจ้าคนเจ็บเต็มทีน่าสงสาร
ก็นอนอยู่เอกีราตรีกาลเสือก็คลานเข้าฟัดขบกัดกิน
แล้วคนเขาเดินพบอศภเหลือเป็นรอยเสือกัดไว้ยังไม่สิ้น
ทำธงปักให้คนเขายลยินว่าตรงถิ่นที่นี่มีรังควาน
ซึ่งตัวฉันได้ฟังคิดสังเวชนึกสมเพชมิได้วายหายสงสาร
ถ้าแม้นเราเจ็บลงอยู่ดงดาลเป็นอาหารเสือเหมือนเขาอกเราอา
ถึงเราเจ็บเจ้าคุณเห็นเป็นไม่ทิ้งเป็นความจริงใช่แสร้งแกล้งมุสา
คงไม่ต้องว้าเหว่อยู่เอกาด้วยเรามาริมเท้าแห่งเจ้านาย
แต่คนอื่นเป็นไข้อยู่ในทางยังให้ช้างขี่มารักษาหาย
แล้วเจ้าคุณสั่งทั่วทุกตัวนายพลนิกายเจ็บจริงอย่าทิ้งกัน ฯ
๏ ครั้นถึงกุดผักหนามเหมือนหนามยอกไม่หลุดออกจากอกวิตกฉัน
เฝ้าแปลบปลาบอยู่เช่นนี้ทุกวี่วันโศกกระสันนี้เหมือนหนามยอกตามทรวง
ซึ่งหนามผักหนามพงพอบ่งได้หนามในใจสุดจักคิดหนักหน่วง
แม้นได้ยลพักตราสุดาดวงหนามคงร่วงหลุดตกจากอกพลัน
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพบังคับสั่งให้ยับยั้งซึ่งพหลพลขันธ์
พลไพร่ตั้งล้อมอยู่พร้อมกันพักอยู่นั่นนอนคืนเช้าตื่นไป
ก็คลาเคลื่อนเขยื้อนยาตรคลาดกระบวนดูธงทวนแลเป็นทิวปลิวไสว
ก็รีบเร่งพหลพลไกรถึงเขาใหญ่เขื่อนลั่นกั้นหนทาง
เดินตามตรอกซอกผาศิลาลื่นไสช้างขึ้นลำเนาภูเขาขวาง
ดูสูงเยี่ยมเทียมเวหานภาพางค์เจ้าแม่นางงามสถอต(?)ศักดิ์สิทธิ์ครัน
พวกกองทัพนับถือบูชาเจ้าที่เชิงเขาน้อมถวายแล้วผายผัน
ขึ้นหนทางดูช้างขึ้นตัวชันอุตส่าห์ดันขึ้นเขาค่อยเทาเดิน
ชมพูผาแลเลื่อมเป็นเหลื่อมย่อตะแง้ตะงอเงื้อมชะงักตะพักเผิน
บ้างเวิ้งวุ้งรุ้งตะเพิงดั่งเชิงเทินบ้างเป็นเนินลาดเตียนเลี่ยนเป็นลาน
เดินช้างข้ามตลอดพ้นยอดเขาช้างก็เหย่าเดินใหญ่ในไพรสาณฑ์
ข้ามดงออกป่ามาไม่นานข้ามท้องธารออกทุ่งฝุ่นฟุ้งทาง ฯ
๏ ครั้นถึงลาดบัวขาวเช้าสังเกตสี่โมงเศษหยุดสำนักพักตามอย่าง
เสพโภชนาหารสำราญพลางอยู่ที่หว่างร่มรุกขะเรียงราย
เห็นหนองน้ำใหญ่โตมีโกมุทบ้างพ้นผุดจากวนชลสาย
น้ำใสสะอาดเย็นมองเห็นกายมัจฉาว่ายอยู่ในวนชลธาร
ซึ่งพักอยู่ที่นั่นไม่ทันช้าเสร็จคลาดคลาเคลื่อนพหลพลทหาร
เดินดงออกแดนแสนสำราญแล้วลงธารเลยท่าเดินผ่าพง ฯ
๏ ถึงสีคิ้วเหมือนน้องรักของพี่หล่อนเคยสีผึ้งวาดพาดขนง
ประจงจัดดัดง้อมน้อมเป็นวงดั่งศรองค์หริรักษ์พระจักรี
เห็นเรือนลาวชาวย่านบ้านสีคิ้วเป็นแถวทิวตลอดทางหว่างวิถี
เห็นคอกโคเขื่อนรอบเป็นขอบดีกว้างสักสี่ห้าเส้นเห็นวิไล
มีทั้งอาวาสสะอาดเอี่ยมปักไม้เสียมเขื่อนเคียงเรียงไสว
นี่ใครหนอสามารถประหลาดใจมาสร้างไว้กลางดอนแต่ก่อนกาล
แลเห็นที่ทำเนียบประเทียบพักดูคึกคักใหญ่โตรโหฐาน
เมืองโคราชเกณฑ์ระดมกรมการในแขวงบ้านทำสำหรับกองทัพชัย
พวกกรมการพร้อมพรั่งคอยนั่งรับเชิญเจ้าคุณแม่ทัพพักอาศัย
ท่านเจ้าคุณฟังแถลงครั้นแจ้งใจก็สั่งให้หยุดพักสำนักพลัน
พวกทหารอยู่รอบริมขอบค่ายพลทั้งหลายปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
ครั้นพลบค่ำย่ำสงพระสุริยันต่างชวนกันหลับนอนผ่อนสบาย
ยกกระบัตรท่านจัดให้คนอยู่ทุกหมวดหมู่พร้อมพรั่งสิ้นทั้งหลาย
ตามด้านนอกด้านในทั้งไพร่นายอยู่เรียงรายตามรอบโดยขอบควร
เวลาค่ำย่ำยามตามตำหรับผู้ตรวจทัพเดินรอบเที่ยวสอบสวน
โดยพิชัยสงครามตามกระบวนดูถี่ถ้วนฟืนไฟระไวระวัง
ฝ่ายขันโลกนัยนาโหราเฒ่าแกนั่งเฝ้าดูฟ้าเหมือนบ้าหลัง
ฉันร้องถามด้วยเสียงสำเนียงดังว่าท่านนั่งดูอะไรไม่ได้การ
แกร้องบอกว่าเปล่าดูดาวเล่นด้วยเห็นเป็นนิมิตผิดสัณฐาน
ดาวพระเสาร์กับดาวพระอังคารเห็นพบพานเข้าเคียงอยู่เรียงกัน
เหล่าคนอื่นตื่นตรูกันดูหมดเห็นปรากฏตาคนบนสวรรค์
คนตื่นดูมิใช่น้อยสักร้อยพันเจ้าคุณท่านก็ออกข้างนอกดู
แล้วถามว่าตาโหรเป็นอย่างไรขุนโลกนัยนาก้มหน้าอยู่
แล้วเรียนตามศึกษาตำราครูที่ได้รู้เรียนมาก็ว่าดี
ต่างคนก็กลับไปหลับนอนครั้นทินกรสว่างกระจ่างศรี
มิได้ยกพหลโยธีเจ้าคุณมีใจสังเวชสมเพชพล
เพราะด้วยว่าล้าเลื่อยยังเมื่อยนักจะต้องพักผ่อนแรงแห่งพหล
แรมอยู่นี่เสียอีกคืนพอชื่นตนด้วยผู้คนใช้เขาต้องเอาแรง ฯ
๏ ยังมีผู้มาร้องฟ้องเจ้าคุณว่ากรมการทำวุ่นขึ้นในแขวง
ด้วยข้าวสารซื้อหาราคาแพงใจโกงแกล้งเก็บข้าวสารทุกบ้านเรือน
ว่าจะไปจำแนกแจกกองทัพทำสับปลับโกงใหญ่ใครจะเหมือน
คิดเบียดเบียนผันแปรให้แชเชือนอ้างป้ายเปื้อนกองทัพอัประมาณ
เจ้าพระยาแม่ทัพสดับเรื่องบัญชาเยื้องถามไถ่ปราศรัยสาร
สั่งขุนศรีกระดาลพลคนชำนาญเป็นตระลาการชำระความถามซัก
ท่านขุนศรีคำนับรับบัญชาแล้วออกมาถามไถ่ให้ประจักษ์
กรมการรู้ตัวคิดกลัวนักไม่เยื้องยักสารภาพลงกราบลน
ท่านขุนศรีเรียกเอาซึ่งข้าวสารคืนชาวบ้านก็มารับอยู่สับสน
ล้วนยกมือไหว้ทั่วทุกตัวคนต่างก็ขนข้าวสารไปบ้านเรือน ฯ
๏ ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันพร้อมกันหมดรู้กำหนดจะคลาลีลาเคลื่อน
เหล่าผู้คนพร้อมพรักบ้างตักเตือนชักชวนเพื่อนหุงข้าวแต่เช้ากิน
ครั้นรุ่งแสงสุริยาทิพามาศเสร็จเยื้องยาตรรัถาเปล่งราสิน
เจ้าพระยาแม่ทัพประดับอินท-ทรีย์เสร็จผินขึ้นช้างสำอางพราว
เหล่าพหลพลไพร่น้ำใจคึกบ้างโห่ฮึกอึงลั่นสนั่นฉาว
พลรบขบเขี้ยวมาเกียวกราวเสียงฝีเท้าคนเดินแทบเนินพัง
แล้วเดินทัพออกทุ่งมุ่งเขม้นเหลียวหลังเห็นกองทัพตอนตับหลัง
ยาวเป็นพืดยืดมาประดาดังดูคับคั่งพวกพหลพลนิกร
เห็นน่าเพลิดเพลินใจมาในทุ่งกว้างเวิ้งวุ้งแลเด่นเห็นสิงขร
ก็ขับช้างเดินผ่าทุ่งนาดอนเร่งรีบร้อนเดินมาไม่ช้านาน ฯ
๏ พอข้ามลำตะคองถึงสองเนินดูน่าเพลินวัดมีพร้อมวิหาร
ในใจฉันบันเทิงเริงสำราญเห็นมีบ้านไม่น้อยหลายร้อยเรือน
มองเห็นลาวหญิงชายนั่งรายเรียงถือข้าวห่อนั่งเคียงอยู่กลาดเกลื่อน
แถวยาวนั่งตั้งจิตไม่คิดเชือนพอช้างเคลื่อนถึงที่ลงอยู่ตรงกัน
พอเจ้าคุณคลาไคลออกไปดูลาวก็ชูเหนือหัวบ้างตัวสั่น
บ้างก็เรียนว่าของถวายเจ้านายพลันเจ้าคุณท่านเมตตาประชาชน
แจกเงินคนละเฟื้องดูเปลืองโขมีมโนศรัทธาหากุศล
ชอบทำบุญวณิพกยาจกจนแจกจบพ้นทั่วแล้วทั้งแถวยาว
พวกกองทัพรับเอาห่อข้าวเหนียววิ่งกรูเกรียวยินดีเสียงมี่ฉาว
แก้ดูกันออกสอข้าวห่อลาวเกลือสินธาวมีอยู่ริมให้จิ้มกิน
ก็แรมอยู่ที่นั่นไม่ผันผายเวลาสายสุริยาเปล่งราศิน
เช้าสักสามโมงเศษสังเกตชินต่างก็กินข้างปลาหาสบาย
กรมการอักโขเมืองโคราชมาเกลื่อนกลาดคอยรับกองทัพหลาย
ล้วนแต่หลวงพระทั่วลาวตัวนายต่างผันผายเข้าหาคุณขุนสกล
ผู้ว่าที่มาเหจเรทัพให้พานำคำนับจอมพหล
ข้างฝ่ายท่านจเรทัพรับยุบลมากราบเรียนโดยนุสนธิ์ตามมีมา
ท่านเจ้าคุณยินดีมีประภาษอนุญาตนำเขาเข้ามาหา
ข้างท่านจเรทัพรับบัญชาแล้วออกมานำท่านเหล่านั้นไป
กรมการถึงพร้อมน้อมคำนับต่อจอมทัพเรียนแจ้งแถลงไข
ด้วยพระยากำแหงนั้นแจ้งใจจึ่งใช้ให้มาคำนับรับเจ้าคุณ
เจ้าพระยาแม่ทัพสดับแจ่มจึ่งเยื้อนแย้มตอบพลันไม่หันหุน
ภิปรายโปรยบัญชาด้วยการุณขอบใจคุณโคราชประภาษดัง
แล้วถามเรื่องไปพบรบอ้ายฮ่อยังเหลือหลออยู่บ้างหรือข้างหลัง
กรมการเรียนตามความสัจจังว่าเหลือยังมีน้อยสักร้อยคน
แล้วเจ้าคุณแม่ทัพก็กลับถามโดยข้อความที่วิเศษตามเหตุผล
การบ้านเมืองเป็นสุขหรือทุกข์ทนซึ่งฟ้าฝนบริบูรณ์หรือสูญทราม
กรมการกราบเรียนจำเนียรนึกว่าเกิดศึกราชประเทศเขตสยาม
ต้องยกทัพจับฮ่อต่อสงครามไพร่ได้ความยากเย็นเพราะเกณฑ์ไป
เสร็จคำขานกรมการก็ลากลับค่อยขยับออกมาหาช้าไม่
ครั้นเวลาพลบค่ำลงรำไรพลไพร่พรักพร้อมนั่งล้อมวง
ครั้นเวลาประมาณยามสักสามทุ่มเสียงปืนตูมติดติดพิศวง
ท่านขุนสกลสารบาญหาญณรงค์มาปลุกแอตดิกงทั้งสองคุณ
ได้ยินอีกเสียงปืนใหญ่ครืนลั่นอัศจรรย์จริงจริงคนวิ่งวุ่น
เตรียมปืนใหญ่เอะอะชุลมุนดินกระสุนพร้อมพรักเตรียมคักคึก
ท่านยกกระบัตรทัพกำชับคนให้เตรียมตนด้วยว่าเวลาดึก
หรือมีปัจจามิตรต่างคิดลึกทัพหน้าพบข้าศึกเสียงลั่นปืน
จึ่งใช้มาเร็วไปให้รู้เหตุผิดสังเกตปลุกไพร่ไว้ให้ตื่น
เป็นเวลาเที่ยงนางค่ำกลางคืนใช่การอื่นแม้นเลินเล่อจะเผลอตัว
กรมการผูกช้างให้มั่นคงจัตุรงค์เตรียมรบอยู่ครบทั่ว
ล้วนทะนงองอาจไม่หวาดกลัวบ้างก็หัวเราะชอบจริงอยากชิงชัย
สักครู่หนึ่งพอม้ากลับมาบอกเขาจุดดอกไม้พลุประจุใหญ่
บ้านกุดจิกหนทางยังห่างไกลจุดดอกไม้ฉลองวัดเขาศรัทธา
ครั้นต่างคนตระหนักประจักษ์แจ่มก็ยิ้มแย้มเกาหัวอวดตัวกล้า
คิดว่าอ้ายฮ่อยกทัพวกมาตีกองหน้าเราไม่เว้นจักเล่นมัน
ต่างคนก็คืนกลับไปหลับนอนครั้นทินกรพวยพุ่งรุ่งแสงสัน
เสร็จเคลื่อนคลายไพร่พลพหลพลันเลยตะบันล่วงตำบลพ้นนิคม ฯ
๏ มาถึงบ้านกุดจิกเห็นจิกต้นนี่บุคคลใดหรือตั้งชื่อสม
ไม่สนุกสนานขี้คร้านชมด้วยอารมณ์ฉันร้อนอาวรณ์ครวญ ฯ
๏ มาถึงบ้านสลัดไดเหมือนใจพี่สลัดหนีสลัดนางห่างสงวน
เพราะจำเป็นจำใจอาลัยนวลใช่จะหวนใจตัดสลัดจริง ฯ
๏ มาถึงบ้านนครคำเหมือนคำพี่เมื่อพาทีคำพร้องกับน้องหญิง
แลเหมือนคำสายสมรแม่วอนวิงกลัวจะทิ้งน้องไว้หาใหม่เชย
หล่อนสั่งแล้วสั่งเล่าเฝ้ากำชับไปแล้วกลับมาดีดีหนาพี่เอ๋ย
ซึ่งเมียใหม่แล้วอย่าพาลงมาเลยแล้วภิเปรยพูดฉอ้อนวอนรำพัน ฯ
๏ มาถึงบ้านโคกกรวดกรวดระดะในพื้นพระธรณีงามสีสัน
น้ำฝนเซาะบางเกาะเป็นหลืบลันเป็นชั้นชั้นน่าชมอารมณ์เฟือน ฯ
๏ ถึงสระกระแบกเหมือนแบกซึ่งความรักเหลือจะหนักอกใจใครจะเหมือน
แบกข้าวของเหลือแรงพอแบ่งเบือนหรือวานเพื่อนช่วยแบกแยกออกไป
ที่แบกรักหนักใจวางไม่ลงเหลือจะทรงกายตั้งนั่งไม่ไหว
เป็นสุดแบกความรักหนักฤทัยประจำใจทรวงพี่ทุกวี่วัน ฯ
๏ ครั้นถึงหนองเป็นน้ำมีน้ำจิตวิปริตแปรปรวนดูผวนผัน
นกเป็ดน้ำดีเหลือหนอเนื้อมันในใจฉันอยากกินด้วยยินดี
ครั้นรู้สึกนึกพุทโธมโนกรรมคิดจะทำลายสัตว์น่าบัดสี
ชีวิตเขาสิเราจะย่ำยีของตัวมีใจรักเขาจักปอง
ซึ่งคนเหล่าชาวบ้านแถวย่านนั้นบ้างชวนกันจัดเอาซึ่งข้าวของ
บ้างมันต้มจิ้มน้ำตาลใส่พานรองคอยนั่งมองตั้งใจให้เจ้าคุณ
เจ้าพระยาแม่ทัพก็รับของชาวบ้านช่องนี่ก็สุดตามอุดหนุน
ท่านก็แจกเงินเฟื้องต้องเปลืองทุนท่านทำบุญมิได้ว่างเรี่ยทางมา ฯ
๏ ครั้นถึงบ้านมะขามเฒ่าโตเท่าไหนกับทุกข์ฉันนั้นใครจะโตกว่า
หรือมะขามเฒ่าชแรแก่ชราฉันจ้องตามิได้ยลต้นบุราณ ฯ
๏ ครั้นมาถึงเขาลาดอนาถจิตชำเลืองพิศดูประเทศเขตสถาน
มีสวนหมากยืดยาวมะพร้าวตาลจะเปรียบปานราชบุรณะดาวคะนอง
๏ ครั้นถึงที่หยุดพักสำนักกว้างก็ปลงช้างผู้คนเข้าขนของ
เข้าในแต๊นท์ที่เขาทำไว้สำรองยกจำลองเข้าไปวางอยู่ข้างใน
พระอาทิตย์เลี้ยวลัดอัสดงคนล้อมวงพร้อมเพรียงเรียงไสว
นั่งยามตามทำนองก่อกองไฟพลไพร่พร้อมพรั่งอยู่คั่งคับ ฯ
๏ ครั้นเช้าตรู่สุริยาส่องอากาศกรมการโคราชมาเป็นตับ
ต่างคนก็นอบน้อมเจ้าจอมทัพแล้วคอยรับบัญชาพร้อมหน้ากัน
เจ้าพระยาแม่ทัพออกรับรองไม่ขัดข้องรังเกียจคิดเดียดฉันท์
แล้วให้เสื้อให้ผ้าพร้อมหน้าพลันบางคนนั้นได้แหวนแสนวิไล
กรมการดีใจด้วยได้ลาภต่างคนกราบนบนิ้วอยู่ไสว
ครั้นสิ้นแสงสุริโยอโณทัยต่างคนไปที่พักสำนักตัว
แรมอยู่นั้นสองวันกับสามคืนพอคนชื่นล้าเลื่อยหายเหนื่อยทั่ว
ก็เตรียมคนเตรียมช้างเตรียมต่างวัวมาเตรียมมั่วสุมไว้ในกลางคืน ฯ
             

๏ ครั้นวันอาทิตย์ขึ้นหนึ่งค่ำเดือนอ้ายพระสุริยฉายส่องฟ้าขึ้นฝ่าฝืน
ยกกระบัตรจัดทวนกระบวนปืนต่างก็ยืนคอยอยู่ทุกหมู่กอง
ทัพหน้าแล้วก็มาถึงทัพขันธ์เข้ารวมกันประดังอยู่ทั้งสอง
ปีกขวาปีกซ้ายก็จัดไว้ถัดรองตามทำนองพยุหบาตรเยื้องยาตรา
ล้วนทหารถือปืนยืนสะพรั่งถือโล่ห์ดั้งหลาวแหลนดูแน่นหนา
ปืนปื่นพื้นนกสับอันดับมารวมทั้งห้ากองทัพพร้อมสรรพกัน
ล้วนสวมเสื้อเขียวแดงแสงระยับพร้อมเสร็จสรรพพหลพลขันธ์
เหล่าตัวนายขี่ช้างพลายตัวสำคัญล้วนแต่กั้นสัปทนทุกคนไป
ธงสำหรับนายทัพทั้งหลายนั้นต่างสีสันแลเป็นทิวปลิวไสว
บ้างสีเขียวแดงเหลืองเรืองประไพบางคนใช้ต่างสีมีสำคัญ
แล้วถึงกองทัพใหญ่วิไลเหลือล้วนสวมเสื้อดีดีต่างสีสัน
ยกกระบัตรจัดทัพอันดับกันถึงธงไทยใหญ่สนั่นแดงประทาน
แล้วถึงหม่อมราชวงศ์กระจ่างขี่ม้าสะบัดย่างนำทหาร
ดูท่วงทีเจนจัดหัดชำนาญล้วนถือขวานฝรั่งทั้งกระบวน
แล้วถึงปืนปะเหรี่ยมล้อเทียมลากคนกระชากล้อหันไปผันผวน
อยู่เรียงรายข้างทางห่างพอควรแต่แล้วล้วนปืนใหญ่ไสวตา
แล้วถึงกองขุนสิทธิ์ติดกระชั้นมีซายันควงกระบองคล่องหนักหนา
ทหารแถวสองข้างหนทางมาล้วนถืออาวุธสิ้นดูภิญโญ
แล้วถึงกอโปราลภมดูคมขำขี่มานำทหารประมาณโหล
คุมปืนแคทะริงกันสนั่นโต้มีเดโชยิ่งกว่าปืนอื่นทั้งปวง
แล้วก็ถึงธงทหารสะอ้านแท้ถัดก็แตรขลุ่ยกลองล้วนของหลวง
ยกกระบัตรจัดงามตามกระทรวงเดินทักท้วงเตรียมตรวจทุกหมวดกอง
แล้วถึงทหารอย่างยุโรปครบทหารงามตระการเสื้อสีไม่มีสอง
ทั้งข้างแขนพู่บ่าระย้าทองล้วนแต่ของใหม่ใหม่ได้ประทาน
ทั้งตัวนายขี่ม้าอาชาชาติดูองอาจสมกายนายทหาร
ประดุจดังยังพยัคฆ์จักทะยานศัตรูพานพ้องพบรบระอา
ช้างน้ำมันกอโปราลเกศขี่คอพลายสีดอท่วงทีดีหนักหนา
สวมเสื้อยศอย่างทหารประทานมาดูสง่าท่วงทีเห็นดีควร
เหล่าทหารเดินข้างช้างเป็นแถวแต่ล้วนแล้วถือปืนยืนอยู่ถ้วน
และขุนหมื่นดาบตะพายรายกระบวนตามจำนวนริ้วทัพอันดับมา
กระบวนช้างตั้งเชือกเป็นเทือกแถวถัดมาแล้วช้างเขนคเชนทร์กล้า
อีกช้างทรงองค์พระปฏิมาแล้วถึงช้างเจ้าพระยากระโจมแดง
เหล่าผู้คนคั่งคับอันดับมาขุนบำรุงโยธาตัวเข้มแข็ง
คุมขุนหมื่นเหล่าพวกเสื้อหมวกแดงคอยเดินแซงสองข้างหนทางมา
สี่เท้าช้างเจ้าคุณคือขุนรักษ์ขุนอินทรภักดีเนื่องอยู่เบื้องขวา
ขุนนราจุมพลคนปัญญากับขุนราชเมธาอยู่ซ้ายมือ
พวกขุนหมื่นทนายเรียงรายเดินล้วนแต่เชิญสมรสเครื่องยศถือ
ใส่เสื้อดำริ้วเข้มดูเต็มลือล้วนขุนหมื่นมีชื่อทุกตัวนาย
หลวงพิชัยเสนาสง่าเหลือสอดสวมเสื้อแดงสีมณีฉาย
เข็มกลัดคาดสายกระบี่มีตะพายขี่คอพลายประชญมารชาญศักดา
กรกุมขอข้อขึงดูผึ่งผายแล้วยักย้ายท่วงทีดีหนักหนา
ว่าที่แอดดิกงยงศักดาเผ็นผู้รักษาแม่ทัพรบไพรี
แล้วถึงช้างคุณบุตรแอดดิกงสวมเสื้อส่งสดแสงดูแดงสี
ขี่ช้างพลายโพยมกระโจมมีดูท่วงทีผุดผาดสะอาดตา
แล้วถึงทหารหัดใหม่สไนเด้อร์ไม่เซอะเซ่อท่วงทีดีหนักหนา
เดินในทางสองข้างมรคาจ้างมาเป็นนายไม่ร้ายรอง
แล้วถึงคุณพลอยกับคุณนิลดูเฉิดฉินท่วงทีดีทั้งสอง
ใส่เสื้อดำสักหลาดปักคาดทองดูเรืองรองรจนาโอฬาฬาร
แล้วถึงช้างคุณขาวกับคุณพินล้วนขี่คอทั้งสิ้นดูอาจหาญ
มือจับขอยอเยื้องเปรื่องชำนาญล้วนเป็นหลานแม่ทัพกำกับพล
แล้วถึงกองปลัดทัพดูขับขันพร้อมด้วยพันพวกเหล่าชาวพหล
ล้วนแต่ถือเครื่องรบครบทุกคนเสื้อสวมตนต่างต่างสำอางตา
แล้วถึงกองยกกระบัตรช่างจัดสรรทหารอย่างวาลันเตียซ้ายขวา
ล้วนถือเครื่องอาวุธยุทธนาทั้งปืนผาครบเครื่องกระบวนพล
หลวงภักดีขี่คอพลายจักรกรดถือขอจดตั้งใจไม่ฉงน
ตั้งขอขึงผึ่งผายหมายประจญเหล่าพหลเดินทางข้างสัตว์โต
ถึงกองจเรทัพอันดับมาทหารหน้าท่วงทีเห็นดีโข
สวมเสื้อดำเฉิดฉินดูภิญโญล้วนใส่หมวกกะโล่ผ้าขาวคลุม
ตัวขุนสกลสารบาญจเรทัพขี่คอพลายประดับแก้วโกสุม
ดูผายผึ่งขึงข้อมือขอกุมก็ควบคุมเหล่าพหลพลฉกรรจ์
ถึงกองซีเกร็ตตอรี่ที่เสมียนสำหรับเขียนหนังสือมือขยัน
ใส่เสื้อริ้วทองสวยหมดด้วยกันดูเฉิดฉันแลพิศสนิทเนียน
ขุนวิสูตร์เสนีขุนศรีกระดาลพลทั้งสองคนขวาซ้ายนายเสมียน
ตามยกกระบัตรจัดพลไม่วนเวียนด้วยว่าเขียนฉลากไว้ปักไม้ราย
แล้วถึงท่านขุนอินทรวิเชียรชาติขุนพรหมราชปัญญาโยธาหลาย
ยังขุนศรภักดีมีอีกนายขุนสัจจวาทีรายอยู่รวมกัน
ล้วนแต่คุมทหารกองด้านในขุนหมื่นไพร่ยกกระบัตรช่างจัดสรร
เหล่าพหลล้นหลามมาครามครันล้วนถือมั่นอาวุธยุทธนา
กองหลังถัดหลวงจัตุรงค์นั้นขี่คอพลายกุมภัณฑ์คเชนทร์กล้า
ดูท่วงทีองอาจประหลาดตาคุมโยธากองหลังตั้งกระบวน
ขุนนราฤทธิไกรผู้ใจอาจขี่คอพลายสีประหลาดงามผาดผวน
รูปขำคมสมทหารชำนาญทวนเห็นสมควรท่วงทีมีศักดา
ขุนพิชัยชาญยุทธ์ก็สุดใจขี่คอพลายประลัยดูแกล้วกล้า
สมควรเป็นกองหลังตั้งปีกกาอยู่เบื้องขวาเบื้องซ้ายเรียงรายกัน
ท่านหลวงทรงศักดาก็กล้าหลายขี่ช้างพลายทองแดงเข้มแข็งขัน
คุมทหารด้านนอกหอกทั้งนั้นถือปืนสั้นใหญ่น้อยหลายร้อยคน
ซึ่งขุนสัตยากรผ่อนลำเลียงกองเสบียงคุมกระบวนล้วนพหล
ทั้งโคต่างช้างมีพร้อมรี้พลสำหรับขนจัดจบครบกระบวน
ดูนายกองนายทัพอันดับมาพรรณนาจัดสรรไม่ผันผวน
บ้างถือหอกพู่ขาวถือง้าวทวนถือง้าวญวนถือตรีกระบี่ยาว ฯ
๏ ครั้นว่าได้พิชัยฤกษ์แล้วก็คลาดแคล้วโยธีเสียงมี่ฉาว
ยิงปืนฤกษ์สัญญานัยน์ตาพราวสองหูร้าวด้วยเสียงสำเนียงปืน
เสียงคนเดินราวกับเนินจะโทรมทรุดดั่งมหาสมุทรเกิดลมคลื่น
เหล่าทหารเริงร่าเฮฮาครืนเพียงพ่างพื้นธรณินแผ่นดินพัง
ตัวฉันอยู่ท้ายช้างเหมือนอย่างเคยเฝ้าแหงนเงยเชยชมอารมณ์หวัง
ดูเรือนบ้านรายเรียงเคียงประดังเห็นคับคั่งคนดูอยู่ริมทาง
คนแก่สาวนั่งเป็นหมู่ฉันดูทั่วล้วนรูปชั่วตัวดำปี๋เหมือนผีสาง
ถึงที่ขาวดูเหมือนลาวไม่สำอางเห็นรูปร่างป๋อหลอฉันงองัน ฯ
๏ ถึงวัดแจ้งเห็นเขาแต่งประตูป่าไว้คอยท่ากองทัพดูขับขัน
ยายมดท้าวนั่งเคียงอยู่เรียงรันคอยทำขวัญขับผีป่าหน้าประตู
ยายคนหนึ่งตีโทนโยนจังหวะเสียงจ้ะจ้ะตุ้มตุ้มฟังกลุ้มหู
เครื่องสังเวยเรียงรายตัวยายครูออกนั่งอยู่หน้าคนบ่นพึมพำ
พอเจ้าคุณเดินมาถึงหน้าฉานกรมการเรียนตามเนื้อความขำ
เชิญเจ้าคุณลงช้างอย่างบุรำโดยมีทำเนียมการเพศบ้านเมือง
พอช้างเหยียบประทับเข้ากับเกยเจ้าคุณมิได้เฉยค่อยย่างเยื้อง
ลงนั่งที่พรมปูดูชำเลืองเขาจะเปลื้องผีป่านั้นท่าไร
ซึ่งยายมดบอกขยดให้เหยียดท้าวเอาด้วยขาวลากฟาดตวาดไล่
แล้วผูกกรทำขวัญคุ้มกันภัยก็เลยให้ศีลพรบทกลอนดี
เสร็จสรรพเจ้าคุณขึ้นสู่ช้างแล้วลีลามาในทางหว่างวิถี
เข้าในประตูป่าไม่ราคีสองข้างมีสงฆะประน้ำมนต์ ฯ
๏ ถึงโพธิ์กลางสองข้างมีโรงร้านขายโตกพานเชี่ยนขันและพรรณผล
ทั้งของกินเครื่องใช้ฉันได้ยลเหล่าฝูงคนนั่งดูเป็นหมู่กัน
เห็นตึกทาฝาแดงทุกแห่งหนหลังข้างบนมุงแฝกแปลกแปลกขัน
ล้วนตึกดินดิบต่อมาก่อกันข้างฝ่ายชั้นล่างหลังคาเขาทาดิน
ชมลูกสาวชาวโคราชไม่ผาดผิวช่างขี้ริ้วไม่ตำหนิแกล้งติฉิน
จะหายสวยสักคนไม่ยลยินจนหมดสิ้นย่านทางโพธิ์กลางมา ฯ
๏ ถึงสามสักยักแยกมาเบื้องซ้ายคนเรียงรายนั่งดูอยู่หนักหนา
เห็นโรงผู้หญิงคนชั่วดูทั่วมาเหมือนหญิงข่าไม่น่ารักเลยสักคน
มาประเดี๋ยววกเลี้ยวซ้ายมือแว้งเห็นกำแพงโคราชสูงผาดโผน
แม้นข้าศึกหมายจะมาประจญซึ่งจะปล้นเมืองได้เห็นไม่มี
ด้วยกำแพงสูงมีสักสี่วาดูแน่นหนาคึกคักเป็นศักดิ์ศรี
ซึ่งข้างนอกกำแพงวุ้งแวงดีล้วนแต่มีคูรอบขอบสีมา
มีเชิงดินชั้นนอกห้าศอกสูงแม้นมีฝูงปรปักษ์เรารักษา
เพียงเชิงเทินชั้นนอกออกประดาศัตรูอย่าเข้าไปถึงในคู
เมืองโคราชกว้างใหญ่มิใช่น้อยข้าศึกเพียงสิบร้อยเห็นพอสู้
เมืองใหญ่โตทำไมมีสี่ประตูหอรบอยู่ข้างบนชอบกลดี ฯ
๏ ถึงทำเนียบค่ายพักสำนักอยู่ด่านประตูท่าน้ำทำถ้วนถี่
อยู่ริมกับอารามสามัคคีทำเนียบมีเขื่อนค่ายปลูกรายเรียง
สำหรับเจ้าคุณมีสี่ห้าหลังพร้อมหอนั่งเรือกรั้วครัวเฉลียง
ทิมทหารรอบล้อมดูพร้อมเพรียงแถวระเบียงหอนั่งตั้งนอกชาน
ที่ลูกทัพนายกองเสร็จเจ็ดแปดหลังมีพร้อมพรั่งโรงยาวเหล่าทหาร
ข้างเจ้าคุณเทียบเกยไม่เลยนานกรมการคอยรับคำนับพลัน
ทหารปืนยืนรายทั้งซ้ายขวาทหารหน้าหทารหลังช่างขยัน
นายใหญ่บอกปรีเซนต์เป็นสำคัญก็พร้อมกันยกปืนยืนคำนับ
เจ้าคุณค่อยประจงลงจากเกยแล้วก็เลยขึ้นหอนั่งยั้งสดับ
กรมการพร้อมพรั่งมาคั่งคับนั่งคอยรับบัญชาพร้อมหน้ากัน
พอหยุดพักอยู่นั่นสองวันครบเจ้าพระยาปรารภจะผายผัน
นายทัพนายกองมาพร้อมหน้ากันไปอภิวันท์เทพารักษ์เจ้าหลักเมือง
พร้อมนายทัพนายกองมาซ้องแซ่ท่านเจ้าคุณขี่แคร่ไม้ลายเหลือง
พร้อมนายทัพนายกองตามนองเนืองเสร็จย่างเยื้องเข้าไปในประตู
ครั้นถึงศาลอารักษ์พระหลักเมืองพร้อมด้วยเครื่องบูชาไก่ปลาหมู
ทั้งบายศรีซ้ายขวาน่าเอ็นดูเสร็จแล้วบูชาเจ้าทั้งเหล้ายา
แล้วเรียกคนขลุ่ยกลองกระบองควงแกว่งบวงสรวงอารักษ์เป็นหนักหนา
ทั้งต่อยมวยรำละครฟ้อนบูชาพิณพาทย์สาธุการประสานตี
ครั้นเสร็จสรรพก็กลับมาทำเนียบไม่เงียบเชียบต่างเปรมเกษมศรี
ฝูงพหลพลนิกายสบายดีบห่อนมีเจ็บป่วยพร้อมด้วยกัน ฯ
๏ เมื่อวันหนึ่งเจ้าคุณจึ่งออกจากหอนั่งพร้อมสะพรั่งนายพหลพลขันธ์
จึ่งปรึกษาไต่ถามเนื้อความพลันว่าวันนั้นเข้าไปที่ในเมือง
เห็นเจดีย์องค์ใหญ่ในวัดกลางทำลายร้างอยากบำรุงให้ฟุ้งเฟื่อง
จึงหันหน้าปรึกษาท่านเจ้าเมืองก็พูดเยื้องชักเชือนบิดเบือนไป
เพราะว่าในเมืองนี้สุดที่คิดด้วยปูนอิฐไม่มีอยู่ที่ไหน
เจ้าคุณฟังยุบลเป็นจนใจก็มิได้ตอบความตามยุบล
เจ้าพระยาจอมนิกรอาวรณ์ตรึกการทัพศึกสารพัดจะขัดสน
ไม่ทราบเรื่องหนองคายร้ายกังวลต้องแต่งคนไปสืบตามความระแวง
จึงให้ท่านขุนวิสูตร์เสนีนายซีเกร็ตตอรี่คนเข้มเข็ง
ไปสืบการหนองคายที่ร้ายแรงมาให้แจ้งข้อความตามกระบวน
ให้ขุนพินิจนิกรนั้นไปด้วยจะได้ช่วยกันลอบไปสอบสวน
กับนายทัตคนลาวชาวเมืองพวนรู้ถี่ถ้วนนำร่องไปหนองคาย
ให้ขุนสัตยากรไปขอนแก่นสืบให้แม่นอย่าให้เฟือนในเงื่อนสาย
กับอุปฮาดไปช่วยด้วยอีกนายซึ่งแยบคายขอนแก่นคงแม่นยำ
เป็นอุปฮาดอยู่ก่อนเมืองขอนแก่นในแว่นแคว้นไล่เลียงไม่เพลียงผลำ
ควรให้ไปสืบส่อเอาข้อคำเพราะว่าชำนาญใจในหนทาง
แล้วสั่งเบิกช้างให้ใส่เสบียงให้พอเพียงสารพัดไม่ขัดขวาง
ทั้งเงินทองจัดให้ไปใช้พลางกระโจมข้างเลือกคัดดูจัดเอา
ขึ้นหกค่ำเดือนอ้ายห้านายนั้นกำหนดวันที่จะไปมิได้เศร้า
ออกจากที่ตนพักสำนักเนาไปตามเจ้าคุณบัญชาไม่ช้าวัน ฯ
๏ ถึง ณ วันเดือนอ้ายขึ้นแปดค่ำได้จดจำแจ้งจริงทุกสิ่งสรรพ์
เห็นผู้คนช้างม้าลงมาพลันพระวิชิตณรงค์นั้นคุมฮ่อมา
พวกกองทัพรู้จริงบ้างวิ่งสอมาดูฮ่อพร้อมพรักคนหนักหนา
อ้ายพวกฮ่อใส่คอตะโหงกคาคนรักษาเดินกลุ้มคอยคุมตัว
เจ้าพวกฮ่อเหล่านี้ล้วนขี่แคร่เจ้าพวกลาวหามแย่ยิ่งเจ้าสัว
กองทัพฝ่ายเราว่าไม่น่ากลัวตัวต่อตัวแล้วไม่หนีฟันตีกัน
บ้างว่าฮ่อรูปนี้กระจิริดสักสามคนก็ไม่คิดจะพรึงพรั่น
ไม่มีจิตคร้ามกลัวเห็นตัวมันต่างคนสันต์สรวลเสเสียงเฮฮา ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณให้ไปขอฮ่อมาถามให้คนล่ามมั่นคงส่งภาษา
นายเสมียนเขียนความตามบัญชาฮ่อหนึ่งมาให้ความตามกระบวน
ว่าเป็นจีนเกิดยังเมืองกวางตุ้งใจมาดมุ่งเลี้ยงชีวิตไม่ผิดผวน
มาค้าขายในเขตประเทศญวนไปเมืองพวนแล้วเยื้องไปเมืองลา
ก็หากินโดยยุติสุจริตเลี้ยงชีวิตมุ่งหมายขายของป่า
อ้ายพวกฮ่อยกทัพจับเอามาจนเวลาทัพไทยไปเอาตัว
จีนล่ามถามต่อฮ่อคนไหนมันชี้ใส่ว่าคนนั้นไม่ผันผวน
คนนั้นว่าข้าเป็นลาวชาวเมืองพวนให้การล้วนข้อรับจับเอามา
นี่ก็เจ๊กนั่นก็ลาวชาวเมืองพวนโน่นก็ญวนนุงนังน่ากังขา
ให้ล่ามถามทั้งหมดจดวาจาเที่ยวถามหาฮ่อคนไหนมิได้มี
ก็มิได้จดจำคำทั้งหลายครั้นบ่ายชายแสงพระสุริยศรี
สักห้าโมงสังเกตเศษนาทีตราพระราชสีห์มีขึ้นมา
จึ่งประชุมลูกทัพนายกองพร้อมมานั่งล้อมเรียงรายทั้งซ้ายขวา
ฉันผนึกออกอ่านซึ่งสารตราแจ้งกิจจาโดยความตามคดี
ในบังคับกองทัพให้ยับยั้งรอคอยฟังเหตุการณ์ตามสารศรี
อยู่นครราชเสมาอย่าช้าทีแล้วห้ามมิให้เยื้องไปเมืองบน
อ้ายพวกฮ่อนั้นยังก่อรังแกหรือพ่ายแพ้สืบให้แจ้งทุกแห่งหน
จักนายทัพนายกองสักสองคนที่ชอบกลเป็นผู้ใหญ่เข้าใจการ
ไปสืบเรื่องเมืองหนองคายจะร้ายดียังเหลือมีข้าศึกที่ฮึกหาญ
แม้นกองทัพหลวงพระบางทางเชียงคานจะเข้าราญรอนประจญตำบลไร
มีหนังสือรีบรัดมานัดหมายจงผันผายขึ้นไปช่วยด้วยจงได้
ตระเตรียมยกซึ่งพหลพลไกรรีบขึ้นไปอย่าให้ขาดราชการ ฯ
             

๏ เจ้าพระยาแม่ทัพสดับแจ้งประดิษฐ์แต่งความตอบระบอบสาร
โดยถ้วนถี่สารพัดไม่ทัดทานแล้วส่งเจ้าพนักงานให้ถือมา
ครั้นสำเร็จเสร็จพร้อมจอมพหลจึ่งแต่งคนนึกมองตรึกตรองหา
จะได้ผู้ใดดีมีปัญญาสืบกิจจาหนองคายเอารายงาน
จะต้องทำตามดั่งข้อบังคับจึ่งปรึกษานายทัพนายทหาร
จะได้ใครไปดีที่ชำนาญไปสืบการหนองคายคือนายใด
เห็นแต่ว่าพระยาพิชิตณรงค์ค่อยมั่นคงจะเห็นเป็นไฉน
นายทัพคำนับน้อมต่างพร้อมใจคนอื่นไปไม่เสร็จสำเร็จมา
ท่านเจ้าคุณอารีท่านมีจิตพระยาวิชิตณรงค์นั้นหนักหนา
จึ่งจัดเสบียงให้ใจเมตตาอีกทั้งผ้าขนยาวห่มหนาวนอน
พระยาวิชิตณรงค์บรรจงรับน้อมคำนับด้วยศิโรสโมสร
แล้วหมอบราบกราบก้มประนมกรกล่าวสุนทรโดยความตามอัชฌา
ขอขุนนราฤทธิไกรนั้นไปด้วยแม้นเจ็บป่วยได้พิทักษ์ช่วยรักษา
เป็นวงศ์วานหลานชิดสนิทมาพอเห็นหน้าเพื่อนไปในหนทาง
เจ้าพระยาอนุญาตตามคาดหมายกล่าวอถิปรายตามสัตย์ไม่ขัดขวาง
มิได้มีแหนงจิตคิดระคางด้วยไว้วางใจแท้เห็นแน่นอน
พระยาวิชิตณรงค์ประสงค์สมตามนิยมภิญโญสโมสร
เสร็จจะลาคลาไคลครรไลจรมาที่ผ่อนเคยพักสำนักตน ฯ
๏ ครั้น ณ เดือนอ้ายขึ้นสามค่ำเป็นวันกำหนดฤกษ์เลิกพหล
พระยาวิชิตณรงค์ไม่วงวนก็กรีพลมาดหมาดหนองคายพลัน
เดินเป็นกระบวนมาหน้าทำเนียบดูเรียงเรียบเหล่าพหลพลขันธ์
ขุนนราฤทธิไกรใจฉกรรจ์ก็ผายผันตามไปในกระบวน
เจ้าพระยาแม่ทัพออกรับรองเสร็จส่งกองทัพขันธ์ไม่ผันผวน ฯ
๏ เมื่อวันหนึ่งฟั่นเฟือนจำเคลื่อนคลาดเจ้าเมืองอุปฮาดเข้าผายผัน
เอาม้าแดงช้างดำมากำนัลอุปฮาดเมืองสุวรรณภูมิมา
หลวงสารสิทธิ์ผู้นำเข้าคำนับท่านเจ้าคุณออกรับด้วยหรรษา
ซึ่งช้างม้าที่มาให้ไม่นำพาเป็นแต่ว่าขอบใจที่ให้เรา
ท่านคืนช้างม้าไปให้เจ้าของไม่หมายปองอยากได้ของใครเปล่า
ถึงว่าของสิ่งไรท่านไม่เอาแม้นที่เหล่าคนชอบรับตอบแทน
ซึ่งกองทัพตั้งแต่มาหลายราตรีเหล่าโยธีบ้างเป็นสุขบ้างทุกข์แสน
ด้วยไข้คงติดมาในป่าแดนดูหนาแน่นชุกชุมตายสุมไป
บางคนไม่ตายหายมีแรงกินของผิดสำแลงก็ตักษัย
บ้างกินกล้วยน้ำว้าพุทราไปแต่พอใส่ถึงคอชักงองัน
บ้างก็กินลูกสมองอก่อม้วยบ้างกินกล้วยอ้อยแล้วอาสัญ
กินของสิ้นชีวิตผิดผิดกันฝูงคนบรรลัยรุมชุมสุดใจ
ได้มีบัญชีนามจดตามเหตุคนร้อยยี่สิบเศษม้วยตักษัย
ตั้งแต่ยกหมายมุ่งจากกรุงไกรคนตายได้ร้อยเศษสังเกตจำ
ซึ่งตัวฉันหฤทัยหัวใจสะท้อนเห็นคนนอนครางอยู่ดูออกสำ
คิดถึงตัวกลัวตายกายระกำเฝ้าแต่ร่ำโหยไห้อาลัยวอน
ยามหนึ่งคิดถึงตัวกลัวความไข้ยามสองให้คะนึงถึงสมร
ยามสามคิดรำคาญถึงมารดรยามสี่นอนคิดถึงญาติแทบขาดใจ
เป็นอย่างนี้เจียวฉันทุกวันคืนบ่มีชื่นเศร้าหมองไม่ผ่องใส
โศกถึงมิตรคิดถึงญาติแทบขาดใจเหลือหทัยที่ทุกข์คงจุกตาย
แสนระกำช้ำกายเสียดายโฉมเสียดายเชยเคยประโลมไม่ห่างหาย
ไม่ห่างเหเสน่ห์นุชจะหยุดอายจะหยุดเว้นเป็นอย่าหมายว่าจักมี
ว่าจะม้วยเสียด้วยเพราะความเศร้าเพราะความโศกโรคเร้าหม่นหมองศรี
หม่นหมองทรวงโอ้แม่ดวงสุมาลีสุมาลัยของพี่อย่าไกลตา
อยู่ใกล้ตัวเพราะผัวมาห่างห้องมาห่างเห็นเว้นน้องไห้โหยหา
ไห้โหยหวนครวญคร่ำไม่นำพาไม่น่าพึ่งหนึ่งว่าจำใจจร
โอ้อกเอ๋ยเคยแอบประคองอุ่นหอมกลิ่นกรุ่นสาเรแก้วเกสร
เสียดายดวงพวงพุ่มอุทุมพรมาไกลกรมิได้กอดประคองเชย
สงสารสร้อยเสาวคนธ์จะมลหมองจะเฝ้าร้องไห้หานิจจาเอ๋ย
ใครจะช่วยปลอบปลื้มให้ลืมเลยเหมือนพี่เคยประคองน้องนิทรา
เวลาดึกตรึกตรองถึงน้องสาวอนาถหนาวเนื้อหนังเย็นมังสา
เมืองโคราชเหลือล้นพ้นปัญญาหนาวยิ่งกว่าบางกอกยอกทั้งตัว
ห่มผ้าปิดเหมือนหนึ่งว่าห่มผ้าเปียกมันเย็นเยียกหนาวยวดจนปวดหัว
หนาวอัปรีย์หนาวระยำพอค่ำมัวมันเย็นทั่วสารพางค์นอนครางฮือ
ต้องสวมเสื้อสามชั้นไว้กันหนาวทั้งถุงเท้าเกือกซื้อลงนอนซื่อ
กางเกงสามชั้นนุ่งสวมถุงมือตัวหนักตื้อหมวกผ้าปิดหน้าตึง
แต่อย่างนั้นไม่กันความหนาวได้มันหนาวในตับปอดตลอดถึง
ผ้าห่มสุมคลุมซ้อนนอนตะบึงคิดรำพึงใจอนาถไม่คลาดคลาย
[กลอนตรงนี้สัมผัสขาด]
ถ้ารู้ที่ว่าไม่มีข้าศึกรบคงหาครบซื้อสรรค์เครื่องกันหนาว
หมายจะได้ชิงชัยกันใหญ่ยาวจนถึงคราวฉุกเฉินคิดเกินไป
ด้วยกลัวว่าผ้าเสื้อจะเหลือมือจึ่งหาซื้อจัดหาเอามาไม่
ถ้าแม้นว่ารู้แท้เป็นแน่ใจว่าพวกไอ้สลัดบกมันยกมา
เที่ยวปอกลอกทองพระไปถลุงการรบพุ่งห่สู้จักจะหนักหน้า
ซึ่งเครื่องหนาวสารพัดได้จัดมาไม่ซื้อหาก็เพราะการประมาณเกิน
บุญคุณคิดขุนสนิทอักษรนุ่มให้เครื่องคุ้มกันหนาวเมื่อคราวเฉิน
ขอให้เขาสวัสดีมีจำเริญสรรเสริญคุณเขาทุกเช้าเย็น
ป้องกันหนาวนอกเนื้อเขาเกื้อหนุนเพราะบุญคุณพ่อนุ่มพอคุ้มเข็ญ
แต่น้ำจิตมิได้วายคลายลำเค็ญบ่วางเว้นมีสุขเฝ้าทุกข์ทน ฯ
๏ ฝ่ายเจ้าพระยาแม่ทัพเมื่อยับยั้งท่านก็ตั้งปรารถนาหากุศล
ด้วยศึกเสือนั้นไม่มีพักรี้พลชักชวนคนก่อสร้างทางนิพพาน
เจดีย์ใหญ่วัดกลางร้างชำรุดยังโทรมทรุดล้มทอดตลอดฐาน
ไม่มีใครศรัทธาล้มมานานจะประมาณนับยิบหลายสิบปี
ท่านเจ้าคุณมีใจอยากใคร่สร้างพระเจดีย์วัดกลางเป็นศักดิ์ศรี
จะซื้ออิฐปูนใครที่ไหนมีไม่รู้ที่แห่งหนตำบลเลย
ท่านก็เที่ยวสืบถามตามชาวบ้านด้วยหวังการจริงจริงไม่นิ่งเฉย
เฝ้าสืบเสาะหาแห่งตำแหน่งเคยท่าภิเปรยถามไถ่มิได้วาย
จิตศรัทธาอาจิณไม่สิ้นสูญครั้นอิฐปูนได้สมอารมณ์หมาย
มีผู้มาบอกแจ้งไม่แพร่งพรายว่ามากหลายบริบูรณ์อิฐปูนมี
อยู่ถึงทางหนองกะบกวัดโคกพรมอิฐเผารมแก่ไฟงามได้สี
เจ้าคุณทราบระบิลแสนยินดีจึงป่าวร้องโยธีทุกหมวดกอง
บอกคุณเหล่าพหลไปขนอิฐต่างคนคิดยินดีไม่มีหมอง
คานสาแหรกจัดไว้ใส่สำรองต่างคนปองเอาบุญไม่ขุ่นเคือง ฯ
๏ ครั้นแรมสิบสามค่ำ ณ เดือนอ้ายเวลางายสุริยาส่องฟ้าเหลือง
พวกกองทัพโห่ร้องไปนองเนืองทั้งชาวเมืองพลอยไปอยากได้บุญ
บ้างก็หาบก็หามตามถนัดล้วนแต่ศรัทธาชื่นทั้งหมื่นขุน
ไม่ว่าไพร่ผู้ดีมีสกุลชุลมุนแบกอิฐไม่คิดอาย
พวกกองทัพชาวเมืองขนเนืองแน่นยกอิฐแผ่นใส่บ่าแบกหน้าหงาย
ล้วนแต่งตัวกรุ้งกริ้งทั้งหญิงชายทั้งสาวแส้แม่หม้ายก็มีมา
ล้วนแต่งตัวอ่าอวดประกวดกันห่มสีสันสุกแสงออกแดงจ้า
ทั้งพระเถรเณรชีมีศรัทธาสู้อุตส่าห์ขนอิฐน้ำจิตทน
ทั้งเกวียนล้อโคลากไปมากหลายดูเรียงรายเต็มหลามตามถนน
ทั้งแรงโคแรงควายนิกายพลไปหาบขนอิฐแผ่นแน่นหนทาง
ล้วนสรวลสันต์บันเทิงระเริงรื่นเฮฮาครืนมิได้อายระคายหมาง
ทั้งเจ๊กไทยมอญลาวสาวสำอางขนอิฐมาวัดกลางดูเกรียวกราว
คนชาวเมืองพร้อมใจทั้งไทยจีนออกทรัพย์สินซื้ออาหารข้าวสารขาว
ต้มเลี้ยงคนขนอิฐด้วยคิดยาวทั้งของคาวหวานเค็มเต็มศรัทธา
สองวันเสร็จลงมือรื้อจับขุดด้วยของเก่าชำรุดอยู่หนักหนา
พบกรุซึ่งบรรจุของนานาทั้งรูปพระปฏิมาเงินทองคำ
จึงเอาพระเงินทองของบุราณมอบให้พระอธิการอุปถัมภ์
จงเก็บให้มิดชิดปกปิดงำแล้วให้ทำที่กรุบรรจุลง ฯ
๏ เจ้าพระยาจอมทัพจะจับงานแล้วตรึกการโดยจิตคิดประสงค์
ในบาลีมีตามเนื้อความตรงพระพุทธองค์บัญญัติอธิบาย
ว่าผู้ใดจะสร้างทางกุศลไม่ป่าวร้องฝูงคนสิ้นทั้งหลาย
แม้นว่าใครศรัทธาเอกากายไม่ป่าวร้องหญิงชายประชาชน
ได้แต่โภคสมบัติพัสถานบริวารสมบัตินั้นขัดสน
แม้นป่าวร้องนำจูงเหล่าฝูงคนบันดาลดลพบพ้องสองศฤงคาร
ท่านคิดเห็นโดยงามตามทำนองจึ่งป่าวร้องทั่วประเทศเขตสถาน
ราษฎรชาวนิคมกรมการจังหวัดบ้านเมืองโคราชประกาศไป
ให้ปราศจากอามิสมาติดเทียนตามทำเนียมโดยศรัทธาอัชฌาสัย
กำหนดนัดความแจ้งไม่แคลงใจให้มาในวัดกลางสร้างศรัทธา ฯ
๏ ครั้นวันขึ้นสิบสองค่ำจำคดีในเดือนยี่สัจจังไม่กังขา
ตะวันบ่ายชายแสงพระสุริยาเป็นเวลากำหนดที่จะมีการ
ฝ่ายท่านเจ้าพระยาจอมพหลเชิญพระทนต์พระจอมเกล้าเจ้าสถาน
พร้อมด้วยเหล่ากระบวนแห่แลละลานไปมีงานสมโภชใหญ่ในวัดกลาง
นิมนต์สงฆ์ทั่วประเทศเขตนครมาสดับปกรณ์ตามแบบอย่าง
เหล่าพระสงฆ์ดีใจไม่ระคางถึงหนทางไกลนั้นไม่พรั่นพรึง
พระชราฐานาสมภารวัดก็แต่งจัดเหล่าพระครูไว้หมู่หนึ่ง
ถวายปัจจัยถ้วนล้วนตำลึงพระสงฆ์ซึ่งลูกวัดไว้ถัดรอง
ถวายปัจจัยงามตามทำเนียมพระสงฆ์เปี่ยมยินดีไม่มีสอง
นิมนต์หมดบ้านเมืองมาเนืองนองได้รับของไทยทานสำราญใจ ฯ
๏ ฝ่ายเจ้าจอมโยธามีปราโมทย์ท่านสมโภชพระทนต์พ้นวิสัย
จัดเหล่าพวกกองทัพโดยฉับไวมาเล่นโขนโรงใหญ่ได้อย่างดี
พร้อมทั้งเครื่องเรืองรองทองระยับสร้างเสร็จสรรพงามงดแสงสดสี
ทั้งโรงโขนใหญ่ปลูกผูกคิรีโตยาวมีกว้างขวางสำอางตา
โขนเล่นเรื่องก่อนวันนอนโรงเล่นพิธีอุโมงค์ดีหนักหนา
ครั้นว่าดึกสองยามตามสัญญาก็เลิกลาโรงกลับมาหลับนอน ฯ
๏ ครั้นว่ารุ่งสุริยาท้องฟ้าแดงก็เตรียมแต่งกระบวนแห่แลสลอน
เชิญพระบรมทนต์เสร็จเสด็จจรไปสดับปกรณ์อีกเวลา
โขนก็เล่นตามเรื่องแต่เบื้องหลังเมื่อวิรุญจำบังออกอาสา
พวกคนดูพรูพรั่งประดังมาคนชราแก่สาวมากราวกรู
ชาวบ้านนอกขอกนามาออกฮือแจ้งข่าวลือแน่ใจไม่ไขหู
หนทางเดินสองคืนตื่นมาดูเพราะไม่รู้จักโขนโยนอย่างไร
คนชราอายุเจ็ดสิบเลยยังไม่เคยดูเห็นเป็นไฉน
บ้างหาเสบียงอาหารด้วยบ้านไกลล้วนตั้งใจมาดูออกกรูเกรียว
ล้วนสาวสาวชาวป่าก็มาสิ้นทาขมิ้นล้นเหลือจนเนื้อเขียว
อยากดูโขนอย่างยิ่งจริงจริงเจียวบ้างจูงเหนี่ยวลูกหลานมาลานลน
สัปปุรุษคั่งคับออกทรัพย์สินติดข้าวบิณฑ์เบี้ยศรัทธาหากุศล
เข้าส่วนสร้างพระเจดีย์ตามมีจนออกสับสนตั้งจิตมาติดเทียน
ครั้นเล่นโขนถ้วนตามครบสามวันรวมเงินพันบาทมีบัญชีเขียน
สัปปุรุษมาพร้อมน้อมจำเนียรเงินติดเทียนที่วัดล้วนศรัทธา
จึงได้เงินพันบาทยังขาดไปพระเจดีย์องค์ใหญ่เป็นหนักหนา
แต่โดยสูงถึงเส้นนับเป็นวาเจ้าพระยาจอมทัพรับออกทุน
แม้นเงินใช้ไม่พอก่อเจดีย์ท่านรับเป็นกงสีออกเกื้อหนุน
สร้างเจดียฐานเป็นการบุญท่านเจ้าคุณรับสำเร็จโดยเสร็จการ ฯ
๏ แรมสิบเอ็ดมิได้เคลื่อนในเดือนยี่ขุนวิสูตรเสนีสืบข่าวสาร
ที่ไปเมืองหนองคายเอารายงานแจ้งราชการข่าวทัพแล้วกลับมา
เขากราบเรียนพณะหัวจอมพหลโดยเหตุผลที่สัจจังไม่กังขา
แล้วนำคนชาวเวียงชื่อเชียงทาเป็นหลวงราชรักษาสุเรนทร
ท่านเจ้าคุณออกยังหอนั่งรับเหล่านายทัพพร้อมพรั่งนั่งสลอน
ทั้งกรมการนายทัพคำนับกรหลวงราชสุเรนทรก็ให้การ
ว่าเดิมพวกอ้ายฮ่อมาก่อเหตุในประเทศราชทำอาจหาญ
ทั้งจีนลาวญวนสมทบเข้ารบราญคนประมาณหลายร้อยไม่น้อยตัว
เหล่าพวกลาวยั่นฮ่อไม่ต่อสู้ต้องเข้าทูเงินเสียทั้งเมียผัว
ที่ไม่มีเงินให้มีใจกลัวเหมือนควายวัวยอมให้ฮ่อใช้การ
อ้ายฮ่อเก็บเงินทั่วทุกครัวลาวเรือนละเก้าหกเจ็ดตำลึงหวาน
ฮ่อเขียนหนังสือให้ใส่กระดานเรียงว่าไม้บางบ้านสำหรับตัว
พวกฮ่อเห็นหนังสือลงชื่อเขียนไม่เบียดเบียนคิดยั่นมันสั่นหัว
ไม่คุมเหงคะเนงร้ายเกรงนายกลัวตลอดทั่วบ้านลาวพวกเข้าทู
อ้ายพวกฮ่อเรียงรายตั้งค่ายมั่นย่อมแข็งขันยิ่งยวดเป็นหมวดหมู่
ไม้ระเนียดเรียงรายทำค่ายคูมันตั้งอยู่มากมายหลายตำบล
ราชบุตรหนองคายนั้นใช้ข้าไปสืบซึ่งกิจจาเอาเหตุผล
ข้าก็จะสืบตามไปสามคนลอบไปจนแจ้งความตามกระบวน
กลับมาบอกอุปฮาดราชบุตรจนสิ้นสุดที่ได้ลอบไปสอบสวน
บัดนี้ทัพอ้ายฮ่อที่ก่อกวนมันเกือบจวนยกปองมาหนองคาย
ในวันนั้นคืนนั้นมันจะมาซึ่งตัวข้ารู้หมดกำหนดหมาย
ราชบุตรรู้แจ้งไม่แพร่งพรายเกณฑ์พหลพลนิกายหัวเมืองมา
เกณฑ์คนเก้าร้อยไว้ไม่ได้ครบได้พลรบสามร้อยน้อยหนักหนา
ราชวงศ์ราชบุตรสุดปัญญาก็ตรึกตราการสู้หมู่ไพรี
ครั้นลาวมากอยู่ข้างฟากเวียงจันท์เก่าต้อนให้เข้าเมืองหนองคายกลัวนายหนี
แล้วเก็บชายฉกรรจ์บรรดามีแล้วซ้อมสีข้าวลำเลียงเสบียงพล
บ้านละสิบหยิบเอาห้ารักษาครัวล้วนมีตัวส่งลำเลียงเลี้ยงพหล
ราชบุตรจัดโยธีที่มีตนแล้วยกพลข้ามฟากไปปากทาง
ตั้งคอยรับทัพฮ่อไม่ย่อยั่นหาที่มั่นตั้งท่าปีกกากว้าง
จัดคนรักษาการในด่านทางแล้วไว้วางกองซ่อนคอยรอนราญ
ครั้นเดือนแปดแรมสี่ค่ำได้จำข้อพวกอ้ายฮ่อพร้อมพรักเข้าหักหาญ
ได้รบราฆ่าฟันประจัญบานลาวต้านทานทัพฮ่อไม่รอรา
ราชวงศ์ยกหลีกตีปีกซ้ายราชบุตรยักย้ายตีปีกขวา
พวกอ้ายฮ่อยิงปืนโครมครืนมาช้างพลายกล้าต้องปืนวิ่งตื่นไป
คือว่าช้าวผู้ช่วยเมืองหนองคายเป็นน้องชายราชบุตรฉุดไม่ไหว
ช้างพลายกล้าต้องปืนตื่นตกใจลงขอไม่ยั่งยืนตื่นกระจาย
ซึ่งกองทัพราชบุตรไม่หยุดแยกก็วิ่งแตกหลบลี้บ้างหนีหาย
เหล่าไพร่พลซานซมบ้างล้มตายก็แตกพ่ายหนีฮ่อไม่ต่อกร
ทัพฮ่อบากละจากราชบุตรเข้ายงยุทธราชวงศ์ตรงไม่ถอน
อาวุธสั้นเข้ารุมตะลุมบอนฮ่อตีต้อนล้อมรอบเป็นขอบคัน
กองราชวงศ์เจ้าเมืองหงสาสถิตสิ้นชีวิตสูญชีวาถึงอาสัญ
ตายอยู่ในที่รบได้พบกันไพร่พลนั้นล้มตายวายชีวี
ราชวงศ์เหลือกำลังก็พังแยกลาวตื่นแตกข้ามลำแม่น้ำหนี
พลลาวยั่นพรั่นฮ่อไม่ต่อตีต่างหลบหนีข้างของมาหนองคาย
ราชบุตรสุดท้ออ้ายฮ่อมากจะข้ามฟากมาได้ดั่งใจหมาย
ไพร่พลเรายับย่อยเหลือน้อยกายจึ่งยักย้ายผ่อนครัวทั่วทุกกอง
มาพักไว้หนองหาญติดการต่อแต่งคนยอกำลังเมืองทั้งสอง
ให้มาช่วยสงครามตามทำนองได้รับรองทัพฮ่อพอประทัง
ครั้นได้ทัพขอนแก่นเมืองภูเวียงมาพร้อมเพรียงโดยสมอารมณ์หวัง
ราชบุตรดีใจได้กำลังจึงคิดตั้งรักษาอยู่หน้าเมือง
แล้วต้อนครัวลาวที่หนีเข้าป่าให้เข้ามาคืนถิ่นเสร็จสิ้นเรื่อง
ราชบุตรจัดการในบ้านเมืองมิให้เคืองขุ่นใจแก่ไพร่พล ฯ
             

๏ ครั้นเจ้าเมืองหนองคายผายผันกลับถึงเสร็จสรรพโยธาเหล่าพหล
กลับมาแต่ฝ่ายเบื้องเมืองอุบลก็จัดคนขึ้นรักษาหน้าเชิงเทิน
พวกหนึ่งถูกให้ไปปลูกทำเนียบคอยที่ทุ่งโพนช้างน้อยการฉุกเฉิน
รับพระยามหาอำมาตย์ไม่ขาดเกินการไม่เนิ่นจวนเวลาไม่ช้านาน
แล้วขับต้อนลาวครัวทั่วทั้งสิ้นให้คืนถิ่นตามตำแหน่งแห่งสถาน
มาสีข้าวไว้อย่าขาดราชการทำข้าวสารมามายไว้จ่ายคน
เมื่อวันหนึ่งพระยามหาอำมาตย์หัวเมืองอื่นดื่นดาษมาสับสน
เสร็จถึงเมืองหนองคายพร้อมนายพลออกเกลื่อนกล่นพร้อมพรั่งไพร่คั่งคับ
ราชบุตรราชวงศ์เมืองหนองคายต่างผันผายมาฟังสั่งสดับ
ยังพระยามหาอำมาตย์ท่านแม่ทัพมาคำนับให้แจ้งที่แคลงใจ
ข้างท่านพระยามหาอำมาตย์จึ่งถามราชบุตรตามความสงสัย
ซึ่งรบฮ่อปากทางนั้นอย่างไรมึงจึงได้แตกมาดูน่าอาย
ไม่คุมพี่ป้าน้าสาวและอาวอาจงก้มหน้าสิ้นชีวิตอย่าคิดหมาย
ตั้งปรับโทษทัณฑ์มึงให้ถึงตายแล้วส่งนายเพชฌฆาตให้ฟาดฟัน
ตัดหัวเสียบประจานร่าไว้หน้าเวียงแม้นใครดูอย่างเยี่ยงต้องอาสัญ
ครั้นรุ่งขึ้นหลายเวลาสี่ห้าวันก็เตรียมกันพร้อมไว้เหล่าไพร่พล
จึ่งเข้าเมืองหนองคายใช้ให้ข้าสืบกิจจาให้แจ้งแห่งนุสนธิ์
ข้าก็ไปสืบความพร้อมสามคนเข้าไปจนค่ายวัดจันไม่พรั่นพรึง
ให้ทิดลุนขึ้นบนต้นน้อยแหน่เห็นพวกฮ่อซ้อแซ้บ้างนอนขึง
บ้างสูบฝิ่นเล่นไพ่ใส่กันอึงข้าเจ้าจึ่งแอบดูเหล่าผู้คน
พวกอ้ายฮ่อไม่รักษาอยู่หน้าที่ล้วนแต่ขี้เซาหลับอยู่สับสน
ไม่เป็นเยี่ยงอย่างทัพกำกับพลดูชอบกลผิดในพิชัยสงคราม
อ้ายพวกฮ่อปองปองทองพระพุทธพระเจดีย์มันก็ขุดทำหยาบหยาม
ข้าพเจ้าลอบดูครั้นรู้ความกลับมาตามฝั่งน้ำคืนค่ำมัว
เห็นเรือฮ่อทิ้งทอดจอดอยู่ท่าไม่มีผู้รักษาทั้งท้ายหัว
จอดอยู่ชิดชิดกันไม่พันพัวแลดูทั่วเรียงรายหลายสิบลำ
ข้าพเจ้าจึ่งแฝงเฝือตัดเรือปล่อยเรือก็ลอยตามละลอกแลออกลำ
ด้วยค่ายไทยคับคั่งตั้งประจำอยู่ใต้น้ำตัดเรือปล่อยลอยลงไป
ครั้นสืบการเสร็จสรรพข้ากลับมาพระยาประทุมเทวาก็ถามไถ่
ข้าให้การทุกสิ่งตามจริงใจตามที่ได้ยินแก่หูรู้แก่ตา ฯ
๏ ครั้นกองทัพหัวเมืองถึงพร้อมหมดจึ่งกำหนดการศึกคิดปรึกษา
จะใคร่ตีค่ายฮ่อต่อศักดาทั้งด้านหน้าด้านในจัดไพร่พล
กองพระพรหมยกกระบัตรเมืองโคราชนั้นองอาจกำลังหนุ่มคุมพหล
ไปตีค่ายสี่สถานริมชานชลจัดแจงคนฉุกเฉินไม่เนิ่นนาน
สมทบกองทัพลาวและท้าวเพี้ยมิได้เปลี้ยใจพลั่นคิดหยันหย่อน
แต่ล้วนคนชำนาญเคยราญรอนเหล่านิกรโยธีเคยมีชัย
ตัวพระยามหาอำมาตย์เป็นแม่ทัพนั้นก็รับด้านหน้าท่าน้ำไหล
จะตีทัพเรือกระทบรบเข้าไปจัดแจงไว้เสร็จตามโดยความควร ฯ
๏ ครั้นเดือนสิบเอ็ดขึ้นค่ำ(?)นัดกำหนดพร้อมทั้งหมดเตรียมกันไม่ผันผวน
ตัวพระพรหมยกกระบัตรจัดกระบวนยกทัพสวนเข้าไปล้อมรบพร้อมกัน
เข้าตีค่ายสี่สถานทหารแยกรบฮ่อแตกทิ่งค่ายหนีผายผัน
อ้ายฮ่อหนีเข้าในค่ายวัดจันทัพไทยไล่กระชั้นติดตามมา
ซึ่งพระยาโคราชไม่หวาดไหวตีค่ายใหญ่สี่สถานหาญหนักหนา
อ้ายพ่อฮ่อย่อยยับจึ่งกลับมาต่างหนีพากันไปค่ายวัดจัน
กองพระยาโคราชก็อาจหาญเข้าล้อมด่ายใต้รบดูขบขัน
กองพระพรหมยกกระบัตรก็จัดกันล้อมตั้งมั่นด่านเหนือเห็นเหลือดี
พระยายกกระบัตรจัดคนเข้าปล้นค่ายพังทลายฮ่อแหกแตกวิ่งหนี
เข้าในโบสถ์วัดจันด้วยทันทีประตูมีมันก็ปิดคิดอุบาย
รื้อกระเบื้องขึ้นบนฝ้าหลังคาโบสถ์มันยิงปืนลูกโดดพิฆาตหมาย
มาถูกกองทัพไทยขาดใจตายต้องทำค่ายระเนียดตั้งบังลูกปืน
กองทัพไทยพรั่งพร้อมล้อมอ้ายฮ่อไม่ย่นย่อตั้งหน้าเข้าฝ่าฝืน
เหล่าพวกพลโห่โหมเสียงโครมครืนล้วนแต่พื้นพลรอบขอบกำแพง
ทั้งทัพไทยลาวเข้าล้อมอยู่พร้อมเพรียงอยู่จนเที่ยงสุริยาส่องจ้าแสง
เห็นเรือแหยบหลังกันยาหุ้มผ้าแดงข้ามพายแซงจอดยังฝั่งชลา
สักครู่หนึ่งกลับเรือเมื้อสำนักไม่ประจักษ์ว่าผู้ใดใจกังขา
ข้าจึ่งถามพลไพร่เรือใครมาเห็นหลังคาแดงฉาดประหลาดใจ
เขาบอกว่าเรือพระยามหาอำมาตย์ข้าหลวงราชพิศวงไม่สงสัย
ครั้นว่าค่ำสุริโยอโณทัยฝนตกใหญ่พรมพรำในค่ำคืน
พวกอ้ายฮ่อเปิดโบสถ์กระโดดหนีแผลงฤทธีแกล้วกล้าฟันฝ่าฝืน
กองทัพไทยไล่วิ่งบ้างยิงปืนอ้ายฮ่อตื่นหนีได้ทั้งไพร่นาย
พระยายกกระบัตรจัดไพร่ตามไปจับได้รบรับฮ่อแหกวิ่งแตกหาย
บ้างจับได้ตัวเป็นที่เดนตายทั้งหญิงชายกองทัพจับมาตาม
ทั้งทองลิ่มเงินตราเครื่องอาวุธทั้งปืนชุดหอกดาบเก็บหาบหาม
ทั้งม้าเมียม้าผู้ดูงามงามทำสงครามมีชัยจับได้มา
ต่างมอบให้พระยามหาอำมาตย์ของประหลาดมากจริงหลายสิ่งสา
เสมียนทำบัญชีมีบรรดาทั้งเงินตราข้าวของทองตระการ
พวกนายทัพต้องรับสาบานบอกว่ามิได้ยัยอกพัสถาน
ต่างคนกระทำสัตย์ปฏิญาณก็สิ้นคำให้การความสัตย์จริง ฯ
๏ เจ้าพระยาจอมทัพสดับชัดให้เสมียนเขียนคัดสั่งนายสิ่ง
ระดมเสมียนมาอย่าประวิงเขียนอย่าทิ้งตกซ้ำคำให้การ
ครั้นสำเร็จเสร็จส่งลงบางกอกกับใบบอกเมืองลาวแจ้งข่าวสาร
ซึ่งในเมืองหนองคายทราบรายงานซุ่ง(?)ภัยพาลมิได้มีไพรีรอน
ส่งไปกราบทูลพระกรุณาตามเลขาลายจำหลักคำอักษร
กรมการรับหมดบทจรจากนครราชสีมาเร่งคลาไคล ฯ
๏ ครั้นเดือนยี่แรมแปดค่ำมีกำหนดได้จำจดมั่นคงไม่สงสัย
พอท้องตรามาถึงอีกนึ่งใบพลไพร่บันเทิงเริงสำราญ
หมายใจว่าท้องตราให้หากลับคนกองทัพปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
ด้วยหนองคายวายศึกนึกประมาณไม่มีการคงหาทัพกลับนคร
เหล่าไพร่พลกองทัพมาคับคั่งอยากจะฟังท้องตราหน้าสลอน
เหมือนสัตว์นรกหมกไหม้ในไฟฟอนที่รนร้อนเหลือกำลังประทังตน
เหมือนเห็นพระมาลัยเสร็จเสด็จมาปรารถนาจะให้โปรดประโยชน์ผล
สัตว์นรกวิ่งแซ่มาแจจนเหมือนไพร่พลกองทัพที่คับใจ
ครั้นฉีกผนึกออกอ่านซึ่งสารตราบังคับมาความแจ้งแถลงไข
ว่าเมืองหนองคายนี้ไม่มีอะไรสิ้นจากภัยอ้ายฮ่อมาก่อกวน
แต่ว่าทางเมืองเหนือยังเหลือหลอยังมีฮ่อแว่นแคว้นแดนเสฉวน
มาตั้งค่ายรายเนื่องอยู่เมืองพวนเขตแดนญวนมากมายหลายตำบล
แล้วให้เจ้าพระยามหินทร์เคาน์ซิลลอร์ให้พักรอทัพตั้งฟังนุสนธิ์
ให้รวบรวมพร้อมไว้เหล่าไพร่พลจงปรือปรนตั้งใจระไวระวัง
แม้นทัพเจ้าพระยาภูจะจู่โจมเข้าหักโหมชิงชัยเหมือนใจหวัง
มีหนังสือมาขอต่อกำลังอย่ารอรั้งรีบยกทัพบกไป
อย่าคอยฟังท้องตราจะช้าเนิ่นการฉุกเฉินอย่าพะวงคิดสงสัย
จงรีบยกขึ้นไปช่วยด้วยไวไวเป็นอย่าให้เสียขาดราชการ ฯ
๏ อ่านท้องตราสำเร็จจบเสร็จสรรพพวกกองทัพที่มาฟังนั่งขนาน
ต่างคนต่างรู้จะอยู่นานต้องทรมานทรมาคิดอาวรณ์
ต่างคนโศกเศร้าบ้างเหงาหงอยล้วนหน้าจ๋อยเสียใจฤทัยทอน
ซึ่งตัวฉันแจ้งใจดังไฟฟอนตามลมร้อนอยู่ในใจรำคาญ ฯ
๏ เดือนยี่แรมสิบเอ็ดค่ำจะร่ำเรื่องบ้านเจ้าเมืองเหลือสนุกโกนจุกหลาน
พี่นี้จะดูเขาทำน่ารำคาญเสมือนการมหรสพครบลำเนา
ปลูกเขาไกรลาสใหญ่ที่ในสระมีที่พระสวดมนตร์บนภูเขา
สี่สิบองค์สวดสำเนียงเสียงไม่เบาที่บนเหย้าบนเรือนสวดเหมือนกัน
มีขารำสำเหนียกเรียกกะแจะตบมือแปะทะลึ่งโลดกระโดดขัน
เจ้าผู้ชายรำล่อดูงองันพิณพาทย์นั้นโทนกับปี่ตีกันอึง
ท่านเจ้าเมืองคิดเห็นให้เป็นสุขเชิญเจ้าคุณตัดจุกคำนับถึง
เป็นมงคลนับถือไม่ดื้อดึงเจ้าคุณจึ่งไปเหย้าตามเขาเชิญ
เอาละครกองทัพไปเล่นช่วยพวกละครมิได้ขวยสะเทินเขิน
เล่นในการโกนจุกสนุกเกินคนดูเพลินกระไรเลยไม่เคยดู
การละเล่นอื่นอื่นมีดื่นบ้านทั้งเพลงการแอ่วลาวลั่นสนั่นหู
เวลาค่ำสนธยาหน้าประตูดอกไม้รุ่งมีอยู่เขาจุดไฟ
ดอกไม้กระถางรายตั้งจุดปังโปงจุดพลุโพลงตึงลั่นเสียงหวั่นไหว
ดอกไม้เทียนพุ่งจุดสะดุดใจแสงสุกใสสว่างกลางนภา
ไฟพะเนียงเสียงลั่นสนั่นคึกคะโครมครึกอึงหูดังซู่ซ่า
ทั้งดอกไม้ช้างร้องช่องสทาดอกไม้ม้าวิ่งถนนคนกระจาย
ทั้งอ้ายตื้อและตะไลโคมลอยลิ่วลมพัดปลิวเทียมฟ้าดูหน้าหงาย
ครั้นดอกไม้ไฟจุดพอหยุดงายครั้นรุ่งสายสุริยาทิวาการ
คนโกนจุกเดินไปเขาไกรลาสตีพิณพาทย์บรรเลงวังเวงหวาน
ยิงปืนต้นสับสนอลมานเสียงสะท้านสะเทื้อนสะเทือนกาย
ครั้นเมื่อจะตัดจุกเขาคุกคามคนร้องห้ามปากเสียงสำเนียงหาย
ห้ามพิณพาทย์มิให้ตีมีระคายครั้นโกนแล้วผันผายเบญจาพลัน
เหล่าพระสงฆ์ทุกองค์ตักน้ำสาดคนเกลื่อนกลาดล้วนมือจับถือขัน
ต่างคนตักน้ำสาดพัลวันเข้าช่วยกันรดน้ำทำชอบกล
คนโกนจุกเสร็จมาผลัดผ้าสีกลับนุ่งผ้าขาวนี้น่าฉงน
ต้องนุ่งขาวสามวันมันเต็มทนแจ้งยุบลน่าหัวร่อให้งองัน
หรือทำตามเพศลาวชาวบ้านนอกผิดบางกอกจริงจริงทุกสิ่งสรรพ์
ซึ่งประดิษฐ์คิดคำกล่าวรำพันจริงทั้งนั้นมิได้แกล้งมาแต่งการ ฯ
๏ ฝ่ายว่าพณะหัวจอมพหลเห็นไพร่พลไม่มีสุขสนุกสนาน
ล้วนง่วงเหงามิได้มีที่สำราญจึ่งคิดอ่านแก้ไขในปัญญา
จัดละครเล่นสนุกแก้ทุกข์ทนเห็นไพร่พลพร้อมกันด้วยหรรษา
ต่างคนต่างแก้ทุกข์สนุกตาบ้างเฮฮาเอิกเกริกเบิกสบาย
พวกชาวเมืองต่างดูมากรูกราวทั้งแก่สาวพรั่งพรูมาดูหลาย
ทั้งเด็กเดินเด็กวิ่งพร้อมหญิงชายตะเกียกตะกายชักพากันมาอึง
พวกละครตัวดีมีฝีมือได้ฝึกปรือซ้อมประสมเล่นคมขึง
พวกสาวชาวโคราชหวาดคะนึงเสียงกลองตึงเป็นต้องมาตั้งตาดู
ลางอนงค์จงภักดิ์รักละครมาหลับนอนตามยศไม่อดสู
พวกละครไม่อดอยากซึ่งหมากพลูล้วนจับคู่ได้เมียเสียทุกคน
พวกละครน้อยตัวไม่ทั่วสาวต่อยืดยาวทั้งกองทัพดูสับสน
ล้วนมีชู้คู่ทั่วทุกตัวตนผู้หญิงยลรักงามติดตามมา
ที่ผู้ดีหาที่รักตามศักดิ์สูงที่เหล่าฝูงหญิงโคราชทาสทาสา
ก็รักพวกนิกายฝ่ายโยธาติดตามมาอยู่กันออกพันพัว
หญิงโคราชแสนสวาทพวกกองทัพอยากขยับจะใคร่ได้เป็นผัว
ที่มีลูกสาวแซ่ฝ่ายแม่กลัวต้องคุมตัวซ่อนเร้นเป็นโกลา
ที่บางคนมีบ่าวเป็นสาวแส้ลั่นกุญแจโซ่ใหญ่ต้องใส่ขา
กลัวกองทัพนั้นจักไปลักพาต้องรักษาบ่าวไพร่ไม่สบาย
ข้างเจ้าเมืองโคราชให้หวาดไหวกลัวบ่าวไพร่ลูกเมียจะเสียหาย
จะตามพวกกองทัพไปลับกายเกณฑ์ผู้ชายนั่งยามตามประตู
ตั้งระวังยิ่งยวดเป็นกวดขันด้วยพวกกองทัพนั้นมาเที่ยวอยู่
จะลอบรักเมียน้อยคอยเล่นชู้มิให้หมู่กองทัพลอบลับมา ฯ
             

๏ วันหนึ่งค้นได้เสื้อหมวกพวกกองทัพในห้องหับหม่อมตัวโปรดโกรธหนักหนา
ท่านพระยากำแหงแผลงศักดาชำระหาแม่สื่อคือผู้ใด
ซึ่งได้ผ้ากับหมวกพวกกองทัพสองสำรับนี้หวามาแต่ไหน
ถามหม่อมปลั่งตัวรักซักว่าใครเอามาให้กับมึงจนถึงมือ
หม่อมอึดอัดซัดป้ายนายทหารได้ว่าวานอีพุ่มรู้เป็นผู้ถือ
ท่านพระยาโคราชตวาดอือหมวกผ้าหือเอามาไว้ทำไมกัน
หม่อมเรียนตามจริงจิตจะคิดหนีแปลงอินทรีย์เป็นผู้ชายลอบผายผัน
พระยาโคราชเตะตบเข่นขบฟันสั่งผูกพันอีพุ่มเฆี่ยนเจียนชีวัน
อีพุ่มให้การชัดแล้วซัดใส่หลวงอะไรท่านมาหาดีฉัน
ให้เอาเสื้อหมวกดำเป็นสำคัญนำผายผันมาให้หม่อมของพร้อมเพรียง
ท่านพระยาโคราชตวาดอึงร้องเหม่น้อยหรือมึงจนสุดเสียง
เตะอีพุ่มกลุ้มกลมลุกล้มเอียงอีพุ่มเพียงบรรลัยขาดใจตาย
แล้วใส่ตรวนขานกยางลูกยางโตซ้ำสวมโซ่กลัวจะลี้หลบหนีหาย
สั่งคนคุมอีพุ่มอยู่เรียงรายทั้งหญิงชายพิทักษ์พร้อมพรักกัน
เจ้าเมืองนำเสื้อหมวกพวกกองทัพมาร้องกับพระยาราชเสนานั่น
พระยาราชเสนารับมาฉับพลันแล้วกล่าวกลั่นจดหมายตามรายความ
มากราบเรียนพณฯ หัวจอมพหลตามเหตุผลชู้สาวที่กล่าวถาม
ในเรื่องราวมีหมดปรากฏนามให้เจ้าเมืองติดตามมากราบเรียน
เจ้าพระยาแม่ทัพรับหนังสือกรายกรถืออ่านความตามเกษียน
สดับเรื่องเบื้องต้นดูวนเวียนเห็นผิดเพี้ยนเหลือคิดในจิตแคลน
ด้วยหญิงหนึ่งมาดหมายผู้ชายสองเหมือนวันทองครั้งเบื้องเรื่องขุนแผน
ซึ่งเรานั้นต้องพันวสาแทนก็สุดแสนที่ถวิลตัดสินความ
จึ่งบัญชาถามนายฝ่ายทหารจงให้การโดยจริงสิ่งที่ถาม
ด้วยเรื่องราวกล่าวฉลุระบุนามจงแจ้งตามจริงใจหมวกใครมี
นายทหารคำนับรับบัญชากราบเรียนว่าเสื้อหมวกพวกที่นี่
ของเก่ากระนั้นไซร้มิได้มีไม่เหมือนอีพุ่มซัดความสัตย์จริง
เจ้าพระยาแม่ทัพกลับประภาษถามพระยาโคราชไปทุกสิ่ง
ซึ่งจะให้ชำระความตามประวิงต้องขอตัวผู้หญิงมายืนยัน
แม้นจะให้สำเร็จแล้วเด็ดขาดให้เจ้าเมืองโคราชคิดผ่อนผัน
ส่งตัวคนกลางมาได้ว่ากันโดยเที่ยงธรรม์ยุติธรรมคำหารือ
นี่ซัดเขาเขาไม่รับจับไม่ได้เป็นจนใจชำระความตามหนังสือ
หรือใครจับเสื้อผ้าได้คามือจะผูกถืออย่างไรการไม่ควร
แม้นจะให้สำเร็จความเท็จจริงส่งตัวหญิงมาจึ่งชอบให้สอบสวน
พระยาโคราชได้ฟังนั่งเรรวนทำหน้าม้วนเหมือนอย่างงูนางอาย
หนังสือพระยาราชเสนากล่าวหาฟ้องความข้อสองปรากฏในจดหมาย
พวกกองทัพหมกมุ่นทำวุ่นวายเที่ยวลักนายพาบ่าวของเขาไป
ล้วนหญิงทาสชาวนิคมกรมการบ่าวชาวบ้านเชยชิดพิศมัย
พวกกองทัพลักพามาร่ำไปอยู่ที่ในเขื่อนค่ายมากหลายคน
เจ้าพระยาแม่ทัพสดับเรื่องว่าชาวเมืองตามกองทัพมาสับสน
เป็นสุดจะห้ามใจของไพร่พลล้วนเต็มทนพลัดพรากมาจากเมีย
หญิงสมัครรักชายเรื่องรายนี้เป็นสุดที่ปราบปรามห้ามเขาเสีย
หญิงก็อยากชายก็ยั่วจึ่งปัวเปียต่างคลอเคลียรักใคร่ใจของมัน
ถึงว่าตัวเรานี้หากมีศักดิ์เป็นสุดจัดยอกย้อนคิดผ่อนผัน
หาไม่ก็เที่ยวไปพามาเหมือนกันเขาเต็มกลั้นจะห้ามปรามอย่างไร
ด้วยหญิงมันสมัครรักผู้ชายจึงหนีหายพยายามตามวิสัย
แม้นกองทัพลักพาบ่าวข้าใครใจต่อใจมันพร้อมยินยอมกัน
ให้เจ้าเงินมาร้องฟ้องเถิดนะจะชำระให้จริงทุกสิ่งสรรพ์
ทาสชาวบ้านที่มีสารกรมธรรม์ทั้งสองนั้นรักใคร่ไม่เรรวน
จะคิดเงินค่าตัวให้ยอมใช้ทุนมิให้ขุ่นเคืองจิตทำผิดผวน
ทั้งนอกกรมในกรมให้สมควรเร่งชักชวนกันมาร้องฟ้องต่อเรา
ล้วนนายทัพนายกองมานองเนืองคอยชำระความเรื่องบ่าวทาสเขา
ใครเร่งมาร้องความตามสำเนาล้วนว่างเปล่าค่อยจะชำระความ
ตกพนักงานของฝ่ายกองทัพจะคอยรับชำระให้อย่าได้ขาม
แม้นบุตรสาวของผู้ใดพอใจงามวิ่งแร่ตามกองทัพมาหลับนอน
ก็สุดแม่พ่อจะยอยกการจะตกลงกันจัดผันผ่อน
ต้องชำระเป่าปัดคิดตัดรอนมิให้ราษฎรเคืองรำคาญ
ถ้าแม้นชายพวกมากลากไปฉุดซึ่งบ่าวบุตรข้าทาสทำอาจหาญ
คงจะตัดสินความให้ตามการซึ่งชายพาลอย่างนี้ไม่มีใคร
ท่านเจ้าคุณจงหวังสั่งเสมียนให้มาเขียนตามบัญชาที่ปราศรัย
ตอบพระยาราชเสนาจะว่าไรคนถือหนังสือไปให้แกดู
พระยาโคราชบาดหมางระคางเขินใจสะเทิ้นแสนระทดจิตอดสู
ด้วยหาเขานั้นผิดติดประตูหมองนิ่งอยู่ฟังถามความทั้งปวง
เพราะหาโทษเขานั้นไม่มั่นคงครั้นจะส่งเมียมาแก่ข้าหลวง
พิจารณาว่าความตามกระทรวงก็หึงหวงสุดปัญญาเลยลาไป
ครั้นรุ่งขึ้นระบือลือกันกลุ้มว่าอีพุ่มหนีไม่รู้ไปอยู่ไหน
บ้างว่าเขาฆ่าตายมันหายไปต่างสงสัยหนักหนาพูดจากัน
เรื่องหนีนั้นขัดขวางไปทางไหนคนระวังระไวตรวจเป็นกวดขัน
นายประตูนั่งยามก็ครามครันเป็นหลายชั้นตามช่องด้อมมองมี
ตรวนก็โตโซ่ก็ใหญ่มิใช่หยอกจะตัดออกเห็นไม่ไหวมันไม่หนี
เจ้าเมืองฆ่ามันตายวายชีวีครั้นเป็นผีสิ้นชีวิตแล้วปิดบัง
คนในจวนพูดชุมว่าอีพุ่มหนีข้างคนนอกว่าเอาผีไปซ่อนฝัง
ต่างคนต่างลือระบือดังการก็ยังไม่แท้แน่ข้างใคร
ความก็เรียบค่อยเงียบสงบหายไม่แพร่งพรายต่างพินิจคิดสงสัย
ไม่มีผู้รู้แท้หนึ่งแน่ใจก็เงียบไปวายคนสนทนา ฯ
๏ ครั้นวันหนึ่งทราบความตามกระแสซึ่งท้องตรามาแท้ไม่กังขา
ข้อประกาศแก่พระยาราชเสนาให้มีตราประกาศหมายเมืองรายทาง
ห้ามมิให้ซื้อข้าวให้ท้าวเพี้ยหยุดซื้อเสียเหลือจงเข้าคงฉาง
พวกเรารู้แจ้งใจไม่ระคางด้วยไว้วางจิตแท้เป็นแน่ใจ
มิให้ซื้อข้าวกล้องจ่ายกองทัพคงได้กลับมั่นคงไม่สงสัย
คนทั้งหลายหมายแน่เซ็งแซ่ไปด้วยจะได้กลับบ้านถิ่นฐานตน
ต่างก็เตรียมข้าวของทั้งกองทัพคิดว่ากลับแน่ใจไม่ฉงน
คอยรอฟังท้องตราถ้วนหน้าคนเป็นกังวลสืบสาวถามข่าวไป
บางคนก็ไปเที่ยวเกี้ยวผู้หญิงทำสุงสิงพากันมาหวั่นไหว
ไม่ว่าเหล่าบ่าวทาสบังอาจใจแม้นรักใครลักพากันมาอึง
ข้างชาวเมืองตามร้องฟ้องกันวุ่นจนเจ้าคุณทราบต่อหูได้รู้ถึง
เขามาร้องตรองตรึกนึกคำนึงคิดรำพึงผ่อนผันเป็นฉันใด
ท่านเจ้าพระยาจอมพหลกังวลหนักด้วยเรื่องลักพากันมาหวั่นไหว
บัญชาสั่งตามกระทรวงหลวงพิชัยประกาศไปปิดประตู้รอบบุรี
แม้นหญิงทาสชายพามากองทัพให้บอกกับพระชัยบูรณ์และขุนศรี
กะดานพลโดยตามความคดีว่าหญิงหหนีตามมาสัจจาจริง
กำหนดสามวันรู้ให้ผู้ชายจงห่อเงินไปถ่ายค่าตัวหญิง
แม้นไม่มีเงินตราอย่าประวิงส่งตัวหญิงคืนไปให้กับนาย
อย่าให้ป่วยการงานหน่วงนานวันถ้าดื้อดันจะทำโทษตามกฎหมาย
ทั้งกองทัพรู้แจ้งไม่แพร่งพรายต่างยักย้ายผ่อนผันด้วยปัญญา
ขืนลักพาข้าเขาเข้ามาไว้ล้วนเงินไปติดตัวชั่วหนักหนา
ส่งตัวหญิงคืนไปไม่นำพาเจ้าเงินเล่าเขาด่าทำโทษทัณฑ์
ซึ่งอย่างนี้มีชุมเกลื่อนกลุ้มหนักหญิงเฝ้ารักผู้ชายตาผายผัน
นายเขาเฆี่ยนก็ไม่ขามอยากตามกันดูมันขันยิ่งชุมมารุมไป
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพบังคับสั่งประกาศทั้งกองทัพบังคับไข
ว่าทีหลังใครอย่าพาซึ่งข้าไทห้ามมิให้ลักพาซึ่งนารี
ถ้าผูกรักใคร่กันจงผันผ่อนวางเงินเขาเสียก่อนอย่าชวนหนี
แม้นขืนจักลักพาฝืนวาทีจะต้องมีโทษทัณฑ์ตามบัญชา ฯ
๏ ถึงเดือนสามแรมแปดค่ำได้จำคืนพ่อจมื่นตำรวจใหญ่ชัยภูษา
เสร็จจึงถึงนครราชสีมาเชิญท้องตราราชสีห์มีสำคัญ
กับดอกไม้ไฟสำหรับรบทัพเจ๊กและกรวดเล็กเรี่ยวแรงฤทธิ์แข็งขัน
อีกดินปืนที่ยัดปัศตันหลายร้อยพันสำหรับกองทัพมา
ล้วนของหลวงทรงประทานท่านเจ้าคุณดินกระสุนของอื่นเครื่องปืนผา
ถึงที่ทำเนียบค่ายบ่ายเวลาเจ้าพระยาแม่ทัพออกรับรอง
พรักพร้อมด้วยเจ้าเมืองกรมการแน่นขนานคอยนั่งอยู่ทั้งผอง
พร้อมสรรพนายทัพและนายกองจึ่งฉีกท้องตราอ่านสารโองการ
ว่าซึ่งกองทัพฮ่อที่ก่อกวนอยู่เมืองพวนนักหนาล้วนกล้าหาญ
และเมืองสุยเชียงขวางทางกันดารฮ่อประมาณหกร้อยคอยประจญ
ให้เจ้าพระยารีบยกทัพบกไปได้ชิงชัยต่อตีให้ปี้ป่น
ให้มีชื่อเสียงไว้ในสกล-ล โลกล้นลือนามด้วยความดี
ในข้อสองว่าด้วยกองเสบียงนั้นเมืองเวียงจันท์ไปเชียงขวางทางวิถี
ต้องเดินตามข้ามเขินเนินคีรีเห็นสุดที่ส่งลำเลียงเสบียงคน
ซึ่งจะให้พระยามหาอำมาตย์เหลือขนาดส่งเสบียงเลี้ยงพหล
ด้วยว่าทางเดินยากลำบากพลที่จะขนโคต่างทางกันดาร
บัดนี้เล่าได้สั่งเจ้าพระยาภูจัดแจงดูส่งเสบียงเลี้ยงทหาร
ได้มีตราไปกำชับบังคับการให้คิดอ่านส่งเสบียงให้เพียงพอ ฯ
๏ ครั้นสำเร็จเสร็จอ่านซึ่งสารศรีความอื่นมีมากมายอีกหลายข้อ
ท่านเจ้าคุณได้ฟังไม่รั้งรอแต่งตอบต่อบังคมลาฝ่ายุคล
บัญชาสั่งตามกระทรวงหลวงภักดีผู้ว่าที่ยกกระบัตรจัดพหล
ให้ถ้วนตามริ้วทัพกำชับพลประจวบจนวันดีได้ลีลา
สั่งขุนโลกนัยนาให้หาฤกษ์โหรก็เลิกสมุดต้นเที่ยวค้นหา
แล้วลงเลขคูณหารอ่านตำราแล้วเขียนว่าแม่นมั่นซึ่งวันดี
ในเดือนสามฤกษ์เลิศมงคลรอไปจนคลาดเคลื่อนถึงเดือนสี่
ขึ้นเจ็ดค่ำเมฆเบิกนั้นฤกษ์ดีรออีกทีสิบสองค่ำฤกษ์นำพล
พวกกองทัพทุกหมู่ต่างรู้ตัวเตรียมกันทั่วกองทัพดูสับสน
ทหม้าหาบหามแต่งพอแรงตนทั่วทุกคนแต่งเสร็จสำเร็จการ
เจ้าพระยาจอมพหลกังวลนักด้วยว่าจักยกพหลพลทหาร
ทางโคกหลวงน้ำนั้นแสนกันดารจะรำคาญเคืองใจแก่ไพร่พล
ด้วยพระมหาเทพนั้นคลาดคลายมาแต่เมืองหนองคายแจ้งเหตุผล
กันดารน้ำลำหนองและคลองชลทุกตำบลแห้งขอดตลอดทาง
เจ้าพระยาพาทีมีบัญชาให้ขุนราชเมธาไปสืบสาง
ที่ด้วยเรื่องน้ำแห้งแหนงระคางตามระหว่างที่พักพำนักพล
พร้อมกรมการทหารหน้าไปสืบซึ่งกิจจาเอาเหตุผล
กับขุนหมื่นริ้วตั้งในวังบนทั้งสี่คนสืบการอย่านานวัน
ทั้งสี่นานคำนับรับบัญชาต่างคลาดคลาเคลื่อนคล้ายรีบผายผัน
ไปสืบรู้เสร็จสรรพแล้วกลับพลันถึงพร้อมกันหมอบราบก้มกราบเรียน
ทางโคกหลวงเหลือแล้วน้ำแห้งขอดทั่วตลอดจดกะระยะเขียน
เป็นหนทางกลางทุ่งเวิ้งวุ้งเตียนสุดแวะเวียนร่มพักสำนักคน
ครั้นเจ้าคุณได้ฟังไม่กังขาจึงปรึกษาข้อความตามนุสนธิ์
ด้วยหนทางที่จะไปพร้อมไพร่พลจะปี้ป่นทารกรรมน้ำไม่มี
จะยกเยื้องทางเมืองพิมายหนอน้ำท่าพอทั่วระหว่างทางวิถี
พร้อมนายทัพนายกองร้องว่าดีจะเป็นที่อาศัยแก่ไพร่พล
หลวงภักดียกกระบัตรคนจัดเจนจึงกะเกณฑ์หมายไปไม่ฉงน
แล้วเร่งเกณฑ์เกวียนช้างโคต่างคนหัวเมืองบนสมทบทัพให้ฉับพลัน
กรมการเร่งรัดจัดมาส่งไม่ไหลหลงรีบรวดการกวดขัน
ต้องรีบรัดจัดหามาให้ทันบ้างผ่อนผันหากินจิตยินดี
ราษฎรที่มีช้างโคต่างเกวียนบ้างถูกเฆี่ยนด้วยนำช้างโคต่างหนี
ราษฎรยับเยินบ้างเงินมีเสียให้ที่กรมการท่านผู้เกณฑ์
กรมการได้ทีดีใจหายผู้จัดจ่ายหน้าแดงเป็นแสงเสน
ได้เงินทองของตระการซ่านกระเซ็นด้วยจัดเจนเคยฉ้อพอสบาย
ที่เกวียนดีมั่นคงไม่ส่งให้ยักยอกไว้ซ่อนเร้นไม่เห็นหาย
ให้แต่เกวียนจวนจักหักทลายโคเกือบตายผอมเต็มที่มีแต่โครง
จึงจัดจ่ายให้กับกองทัพมาพวกเราว่าเหลือทนบ่นโขมง
กรมการเต็มแค้นช่างแสนโกงที่ปากโป้งด่าว่านินทาดัง ฯ
๏ กองทัพได้เกวียนต่างช้างสำเร็จถึงขึ้นเจ็ดค่ำมีสี่เดือนหวัง
กำหนดฤกษ์บริสุทธิ์วันพุทธังพรักพร้อมพรั่งจัดกระบวนทวนทุกกอง
เวลาบ่ายได้ฤกษ์เลิกพหลดูสับสนประดาดังคนทั้งผอง
เจ้าคุณเสร็จขึ้นนั่งยังจำลองก็ลั่นฆ้องโห่เดินดำเนินพล
ซึ่งช้างทรงองค์พระปฏิมากลับผันหน้าเป็นนิมิตคิดฉงน
เฝ้าถอยหลังเดินกลับขยับตนหมอไสจนระอาใจไม่ยักเดิน
ผู้คนร้องวิปริตนิมิตดีไปครั้งนี้คงเป็นสุขไม่ฉุกเฉิน
นิมิตมงคลดีมีจำเริญไม่นานเนิ่นกองทัพคงกลับคืน
คนเนืองนองกองทัพดูสับสนฝูงไร่พลเฮฮาต่างหน้าชื่น
ล้วนใจคอเหี้ยมฮึกเสียงครึกครื้นบ้างช้างตื่นหันเหียนวิ่งเวียนวน
ยกนิกรจากนครราชสีมามุ่งมรรคาเข้าในพฤกษ์ไพรสณฑ์
ระยะบ้านเรียงรายหลายตำบลไม่ชอบกลป่วยการคิดราญรอน
ข้ามลำน้ำบริบูรณ์พูนสวัสดิ์เร่งรีบรัดจรจรัลไม่ผันผ่อน
พอถึงสระธรรมขันธ์ตะวันจรหยุดพักร้อมแรมพักสำนักพล
พอขุนนราฤทธิไกรไปหนองคายกลับผันผายคำนับน้อมจอมพหล
ทำหนังสือถือตรามาแต่บนข้อนุสนธิ์เจ้าพระยาภูธราภัย
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพรับหนังสือประจงถืออ่านแจ้งแถลงไข
พร้อมนายทัพนายกองเนืองนองไปอ่านแจ้งใจประจักษ์ความตามยุบล
ว่าเมืองหลวงพระบางทางกันดารซึ่งอาหารและเสบียงเลี้ยงพหล
เหลือลำบากยากใจแก่ไพร่พลย่อมขัดสนอดอยากลำบากใจ
แต่ซึ่งอ้ายพวกฮ่อทรลักษณ์ไม่หาญหักรบราอัชฌาสัย
มาชักชวนหย่าทัพยกกลับไปตั้งอยู่ในเมืองพวนเห็นรวนเร
ได้จัดพระสุริยภักดีไปซ้ำเติมใส่เสียให้มันแตกหันเห
ในกำหนดเดือนสามตามคะเนให้ซวนเซสำทับให้ยับเยิน
ในข้อสองว่ากองครัวเมืองพรวนอ้ายฮ่อกวนเกิดยุคยามฉุกเฉิน
หนีมาสู่โพธิสมภารประมาณเกินแยกทางเดินไปเบื้องเมืองหนองคาย
ซึ่งตาแสงแขวงกำนันพันท้ายบ้านและกองด่าน(?)กักขังครัวทั้งหลาย
ได้มีตราไปบังคับกำชับนายปล่อยโดยง่ายมิได้ตั้งกักขังนาน
แม้นเจ้าพระยามหินทร์รู้สิ้นสรรพจะมีตราไปบังคับไปว่าขาน
ถึงพระยามหาอำมาตย์ราชการให้นายบ้านปลอบครัวไม่พัวพัน
เห็นจะดีไม่เสียขาดราชการครั้นว่าอ่านความจบเสร็จสบสรรพ์
เจ้าคุณแต่งเรื่องตามเนื้อความพลันหนังสือนั้นเสร็จส่งให้ลงไป
ให้พระยาราชเสนารู้อาการในข่าวสารแจ่มแจ้งแถลงไข
ให้คนนำหนังสือถือครรไลแต่โดยในวันนั้นไม่ผันแปร
ครั้นจวนแจ้งแสงเสร็จสิบเอ็ดทุ่มผู้คนกลุ้มอยู่ระเบ็งเสียงเซ็งแซ่
พวกทหารนั้นเล่าก็เป่าแตรคนอัดแอผูกช้างโคต่างพลัน
คนพร้อมพรั่งทั้งหลายก็บ่ายบากยกออกจากสระน้ำธรรมขันธ์
เดินกระบวนมาในทางกลางอรัญสุริยันเยี่ยมฟ้าเวลางาย
ประจวบถึงพึ่งเกราเข้าสำนักหยุดผ่อนพักโยธาเวลาสาย
ต่างคนเสพอาหารสำราญกายแต่พอบ่ายสุริยาท้องฟ้ามัว
พอลมตกยกขยับกองทัพเดินร่มจำเริญแดดแฝงแสงสลัว
เห็นฝนใหญ่ตั้งร่ามาน่ากลัวตลอดทั่วโดยรอบขอบมณฑล ฯ
๏ ครั้นถึงหนองสะแกแลสะอาดที่บนโคกจอมปราสาทกลางไพรสณฑ์
เสร็จปลงช้างหยุดพักสำนักพลแรมตำบลนั้นคืนรื่นสำราญ
วลาหกตกอยู่เสียงซู่ซ่าพวกโยธาคับคั่งนั่งขนาน
ไม่มีที่บังร่มเปียกซมซานเอาใบตาลบิดบังนั่งยองยอง
บางคนหักได้กิ่งไม้คลุมมาปกสุมมิดชิดบังปิดของ
บรรดาเหล่าชาวพลเปียกฝนนองฟ้าก็ร้องเปรี้ยงครืนดั่งปืนยิง
พอฝนหายหนาวงันสั่นเหมือนไข้ต้องก่อไปขึ้นนั่งพออังผิง
พวกไพร่พลหนาวงันสั่นเหมือนลิงมันหนาวจริงจับใจผิงไฟลน ฯ
             

๏ ครั้นเช้ามืดตีสิบเอ็ดพร้อมเสร็จสรรพคลาเคลื่อนทัพออกดำเนินเดินพหล
รุ่งแสงทองท้องฟ้านภาดลประจบจนแม่น้ำลำเชียงไกร
น้ำก็เค็มเต็มเหลือเหมือนเกลือแช่ลำกระแสน้ำแสงสีแดงใส
ก็เสร็จข้ามโยธารีบคลาไคลก็เข้าในเขตตำแหน่งแขวงพิมาย
เดินในทุ่งสัมฤทธิ์พินิจแลดูทิวไม้ไกลแท้น่าใจหาย
แลเวิ้งวุ้งทุ่งเลี่ยนเตียนสบายดูสุดสายนัยนาพฤกษาทิว
เห็นแนวไม้สุดคาดมาตรคะเนดังทะเลบกชัดลมพัดฉิว
ละอองฝุ่นกลางทุ่งขึ้นฟุ้งปลิวแลละลิ่วเหมือนอย่างกลางทะเล
ผู้นำร่องเจนจัดนำตัดทุ่งเคยหมายมุ่งแม่นใจไม่ไขว้เขว
ชำนาญทางหมายมาตรคาดคะเนไม่โย้เย้เดินมุ่งตัดทุ่งเตียน
พอถึงหนองโรงเรือช่างเหลือร้อนจะพักผ่อนยากจิตสถิตเสถียร
พอพระพิมายหมอบราบมากราบเรียนน้อมจำเนียรโดยความกล่าวตามการ
เชิญเจ้าคุณประเทียบทำเนียบร้อนหยุดพักผ่อนโดยระยะสระสนาน
ทำเนียบปลูกไว้ท่าโอฬาฬารที่ริมธารโดยระยะขอบสระโต
เจ้าคุณดีที่สุดว่าหยุดอยู่ซึ่งเหล่าหมู่ทวยหารประมาณโข
พักกลางแจ้งร้อนแสงสุริโยแดดออกโร่ทำเนียบหนอไม่พอกัน
จะอาศัยได้แต่เราเข้าไปอยู่สงสารหมู่เหล่าทหารพลขันธ์
ด้วยคนมิใช่ร้อยหลายร้อยพันจะหยุดนั้นไม่มีที่กำบัง
พระพิมายเลยนำทางตัดขวางทุ่งเขม้นมุ่งทิวไม้ด้วยใจหวัง
เข้าหยุดร่มพฤกษาเป็นป่ารังอยู่ริมฝั่งขอบลำแม่น้ำมูล
เห็นน้ำใจใหญ่โตดูโสภาฝูงมัจฉากุมภิลไม่สิ้นสูญ
จระเข้ก็มีบริบูรณ์ดูเพิ่มพูปรีดาผักปลาชุม
บ้างมีอวนมีแหลงแซ่เสียงได้ปลาเงี่ยงปลางาหากันกลุ้ม
บางคนตั้งกับช้อนต้อนเข้ามุมบ้างก็สุ่มที่ตื้นล้วนพื้นทราย
ดูสนุกน่าสนานในชานชลเหล่าผู้คนเซ็งแซ่กระแสสาย
มุจฉาชุมไพร่พลกระวนกระวายครั้นว่าบ่ายลมตกเสร็จยกพล
เดินมาในกลางทุ่งมุ่งเขม้นเหลือบแลเห็นฟ้าสลัวมืดมัวฝน
พระสุริย์ศรีรังสรรค์อันธกลฟ้ามืดมนธ์ถึงเบื้องเมืองพิมาย
ก็หยุดพักพวกพหลพลทหารยั้งที่ท่าสงกรานต์กระแสสาย
อยู่ที่ริมฝั่งน้ำมูลเนินพูนทรายพลนิกายล้าหลังยังไม่มา
บ้างเท้าบวมจะเดินเหินไม่ไหวบ้างเป็นไข้ต้องรอหมอรักษา
ฝ่ายว่าเจ้าคุณท่านมีบัญชาหยุดรอท่าพลพองามกว่าสามวัน
ครั้นรุ่งแสงสุริยาฟ้าระยับเจ้าพระยาแม่ทัพเสร็จผายผัน
ประสาทศิลาพร้อมหน้ากันซึ่งตัวฉันพยายามติดตามไป ฯ
๏ ครั้นถึงปราสาทหินเห็นภิญโญสูงเติบโตนี่ใครสร้างแต่ปางไหน
มีหน้าบันมุขเด่นเห็นวิไลน่าปลื้มใจมือช่างสร้างบรรจง
ชั้นนอกรอบหินขอบกำแพงชิดมีปรางค์มุขสี่ทิศแลระหง
เสามุขใหญ่หินยันดูมั่นคงบุษบงหินรับสลับลาย
ลอกลวดลายมะหวดกลึงงามขึงขำสง่าง้ำแลเลิศดูเฉิดฉาย
ปราสาทข้างปราสาทเคียงดูเรียงรายเห็นแยบคายต่อติดสนิทแนว
พร้อมรั้ววังคลังหินล้วนศิลาทำหลังคาหินเคียงเรียงเป็นแก้ว
รอบนอกทิมดาบรายงามพรายแพรวแลล้วนแล้วศิลาน่าจะดู
ในพระราชวังหลายหลังเรือนทำเหมือนเหมือนรายเรียงเคียงกันอยู่
เอาศิลามาแต่ไหนก็ไม่รู้ไม่มีภูเขาใหญ่อยู่ใกล้เคียง
ไปเก็บหินฉุดลากมาจากไหนแท่งใหญ่ใหญ่ก่อสร้างวางเฉลียง
อุตสาหะแต่งตั้งเป็นวังเวียงพิศดูเพียงเทวฤทธิ์นิมิตทำ
มีกำแพงปราการชั้นด้านนอกมีข้างทิศตะวันออกดูขึงขำ
เชิงเทินดินศิลาน่าประจำสง่าง้ำแข็งขันเห็นมั่นคง
มีถนนหินทางเดินดำเนินออกจากมุขด้านตะวะนออกโดยประสงค์
ไปนครหลวงนครวัดทางตัดตรงข้ามฝ่าดงไปในป่าพนาลี
ล้วนหินมูลก่อเห็นเป็นถนนน่าฉงนชมทางหว่างวิถี
เขาว่าไปแต่พิมายหลายราตรีจึงถึงที่นครวัดโดยสัจจัง
เมืองนี้เดิมพารามหากษัตริย์พรหมทัตทราบเรื่องในเบื้องหลัง
สุดจะร่ำพรรณนาว่าให้ฟังขอยับยั้งเรื่องนิยายพิมายเมือง
แม้นอยากรู้จงดูเรื่องปาจิตร์ท่านบัณฑิตกล่าวแกล้งแสดงเรื่อง
ครั้นจะร่ำกล่าวจะช้าเวลาเปลืองจึงยักเยื้องหลีกลัดตัดนิยาย
เจ้าพระยาแม่ทัพบังคับหวังบัญชาสั่งนิมนต์สงฆ์องค์ทั้งหลาย
มาหมดสิ้นตลอดเบื้องเมืองพิมายแล้วถวายปัจจัยไทยทาน
เชิญพระทนต์พระจอมเกล้าพระเจ้าราชขึ้นเหนืออาสน์ปรางค์หินในถิ่นฐาน
สดับปกรณ์เสร็จสำเร็จการแสนสำราญรื่นเริงบันเทิงใจ
แล้วเลยเที่ยวไปกระทั่งถึงยังถิ่นเรียงวังหินมีลำแม่น้ำใหญ่
เห็นชาวบ้านทอดแหเซ็งแซ่ไปอยู่ที่ในชลธาร์แน่นสาชล
พวกชาวบ้านนำปลามาคำนับให้เจ้าคุณแม่ทัพอยู่สับสน
ท่านก็แจกเงินทั่วทุกตัวคนส่งให้ขนเอาปลานั้นมาพลัน
มาแจกจ่ายนายทัพกับนายกองจิตปรองดองมิให้เคียดขึ้งเดียดฉันท์
คนละหลายหลายตัวแจกทั่วกันแจกจนชั้นไพร่พลคนละตัว
ครั้นรุ่งแสงสุริยาเวลากาลพวกชาวบ้านชักพามากันทั่ว
แต่งสำรับคับขันมาพันพัวคำนับพณหัวจอมโยธา
เจ้าคุณเรียกเงินไปแจกให้กับพวกเจ้าของสำรับทั่วถ้วนหน้า
สมควรกับของเขาที่เอามาแล้วบัญชาสั่งให้พวกไพร่พล
ยกสำรับแบ่งปันสู่กันกินคนได้ยินยกสำรับมาสับสน
แบ่งปันกันตามประสาเวลาจนเหล่าผู้คนได้สมอารมณ์ปอง
กองทัพแรมเมืองพิมายหลายราตรีเหล่าโยธีพร้อมพรั่งสิ้นทั้งผอง
หายล้าเลื่อยเมื่อยปวดทุกหมวดกองจึงสำรองการเดินดำเนินพล
ครั้นรุ่งสุริย์ศรีตีสิบเอ็ดเตรียมพร้อมเสร็จยกเขยื้อนเคลื่อนพหล
ออกจากเมืองพิมายหมายตำบลเข้าไพรสณฑ์ออกจากทุ่งมุ่งหนทาง
ดูเวิ้งวุ้งทุ่งทิวแลลิ่วลับเดินกองทัพตัดไปทิวไม้กว้าง
ถึงท่าโพหยุดร้อนพักผ่อนพลางแล้วปลงช้างหยุดพักสำนักพลัน
อยู่ที่ริมฝั่งลำแม่น้ำมูลต่างเพิ่มพูนปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
ชวนกันลงสู่ท่าหาปลากันพอตะวันบ่านเดินดำเนินพล
ถึงบ้านศาลาหักหยุดพักแรมพระจันทร์แจ่มส่องสว่างกลางเวหน
แรมสำนักพักอยู่พร้อมผู้คนริมฝั่งชลแม่น้ำมูลเพิ่มพูนใจ ฯ
๏ ครั้นจวนรุ่งตีสิบเอ็ดพร้อมเสร็จสรรพยกกองทัพจรจรัลเสียงหวั่นไหว
เดินตัดท้องทุ่งกว้างหนทางไกลลึกเข้าในป่าละเมาะลัดเลาะจร
รีบรัดไม่รั่งรอมาบหึงบรรลุถึงที่พักสำนักผ่อน
ด้วยสายแสงสุริย์ศรีระวีวรหยุดหนองบัวสุกรเวลาการ
ครั้นร้อนอ่อนแสงสุริยนเหล่าไพร่พลปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
เสร็จคลาเคลื่อนโยธาไม่ช้านานจากสถานที่พักสำนักพลัน ฯ
๏ มาถึงบ้านนางออรอสำนักเข้าหยุดพักซึ่งพหลพลขันธ์
บ้านนางออมีผู้เฒ่าเขาเล่ากันแต่ก่อนนั้นเรื่องนิทานนานเต็มที
คือว่านางอรภิมนิ่มอนงค์ได้เป็นองค์เอกเอ้มเหสี
กษัตริย์เมืองพิมายนิยายมีถิ่นที่นี้เป็นบ้านสถานนาง
กี่หูกปรากฎตั้งยังไม่สิ้นคล้ายเป็นหินชัดชัดไม่ขัดขวาง
ปรากฎตั้งประจำเห็นสำอางชำรุดร้างพังหักประจักษ์ตา
ด้วยว่าของนี้นั้นหลายพันปีเรื่องราวนี้ฉันไม่แสร้งแกล้งมุสา
เป็นเรื่องราวโบราณนมนานมาคือเรื่องปาจิตร์นั้นจงอ่านดู
ตรงนี้เดิมสร้างเมืองแต่เบื้องหลังแต่คราวครั้งพรหมทัตกษัตริย์สู่
มีเชิงเทินเดินรอบเป็นขอบคูปรากฏอยู่ตาคนจนทุกวัน
ฝ่ายกองทัพรอรั้งตั้งสงบจวนจะพลบพร้อมพหลพลขันธ์
พวกไพร่พลตั้งล้อมอยู่พร้อมกันเป็นชั้นชั้นริมลำแม่น้ำมูล
น้ำมูลเอ๋ยดักหน้าเฝ่สมาคอยพบบ่อยบ่อยอาบกินไม่สิ้นสูญ
ฉันคิดคิดขึ้นมายิ่งอาดูรไม่เพิ่มพูนโหยหาแสนอาลัย
แต่มิ่งมิตรของพี่ต้องนิราศช่างหายขาดมิได้เห็นเป็นไฉน
เฝ้าพบแต่แม่น้ำมูลร่ำไปแม่ขวัญใจอนิจจาไม่มาเยือน
ตั้งแต่พี่เริศร้างห่างสวาทช่างหายขาดดังคนขีดเอามีดเฉือน
แต่พลัดพรากจากมาห้าหกเดือนไม่พบเพื่อนพิศมัยอาลัยลาน
เวลาค่ำย่ำฆ้องมีตีสิบเอ็ดพรักพร้อมเสร็จพหลพลทหาร
ยกจากบ้านนางออไม่รอนานเสียงสะท้านสะเทื้อนพระธรณิน
ด้วยฝีเท้าคนเดินดำเนินดังมาคับคั่งในป่าพฤกษาสิน
ลมระบายชายชวยมารวยรินรุ่งแสงทินกรอัมพรแดง ฯ
๏ ครั้นถึงหนองห้วยหมูสู่สำนักเข้าหยุดพักพลนิกายพอสายแสง
สู่ทำเนียบที่สร้างไว้กลางแปลงมาจัดแจงเรียบร้อยคอยเจ้าคุณ
ต่างจัดแจงปลงช้างโคต่างหยุดบ้างก็มุดเข้าอาศัยอยู่ใต้ถุน
บ้างขนของเอะอะชุลมุนบางคนวุ่นเวียนหวิวหิวไม่พัน
พอบ่ายแสงสุริยาฟ้าพายัพยกกองทัพพร้อมนิกายจะผายผัน
ข้ามท้องทุ่งเข้าทางกลางอรัญมุ่งหมายมั่นเดินผ่าป่าสะแก
ก็เสร็จข้ามแม่น้ำลำสะแทกเป็นลำแยกจากมูลศูนย์กระแส
สิ้นเขตแดนพิมายเมืองชำเลืองแลเข้าแขวงแควเมืองลาวชาวอรัญ ฯ
๏ ครั้นถึงหนองช้างน้ำมีทำเนียบหยุดประเทียบพักพหลพลขันธ์
ถึงขอบหนองดูตามนามสำคัญ ช้างน้ำนั้นอยู่ไหนจึงไม่ยล
หรือตั้งชื่อย้อนยอกแกล้งหลอกพลางเห็นแต่ช้างกองทัพอยู่สับสน
ลงสู่ในวารินดื่มกินชลออกเกลื่อนกล่นหนองน้ำคละคล่ำไป
ก็รอรั้งตั้งทัพอยู่ยับยั้งคนก็ตั้งแวดล้อมพร้อมไสว
ทั้งด่านนอกหอกทหารอยู่ด้านในพลไพร่พรักพร้อมตั้งล้อมวง
กรมการพร้อมพรั่งมาคั่งคับท่านเจ้าคุณออกรับดังประสงค์
เขานำม้าสีดำมุ่งจำนงตั้งใจจงน้อมเกล้าให้เจ้าคุณ
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพไม่รับไว้ท่านคืนให้เขาพลันไม่หันหุน
ด้วยกริ่งเกรงหัวเมืองจะเปลืองทุนกลัวบุญคุณเขาจะติดไม่คิดปอง ฯ
๏ ครั้นพลบค่ำย่ำแสงสุริยงคนล้อมวงพร้อมพรั่งสิ้นทั้งผอง
ทั้งด้านนอกด้านในสุมไฟกองบ้างตีเกราะเคาะฆ้องกระแตตี
พอกรมการมาพร้อมน้อมจำนงว่าเมืองพุทไธสงน่าบัดสี
มีอ้ายผู้ร้ายมารบราวีชาวบุรีจวนจะแตกวิ่งแหวกทาง
อ้ายผู้ร้ายพูดสำเนียงเสียงประหลาดเหมือนโคราชได้ฟังชัดไม่ขัดขวาง
ขอบารมีช่วยดับความอับปางเหมือนก่อสร้างพุทไธสงให้คงเวียง
ท่านเจ้าคุณฟังแจ้งแถลงไขเป็นการใหญ่ฟังศัพท์สดับเสียง
จึงเอนโอษฐ์ปราศรัยแล้วไล่เลียงเห็นแท้เที่ยงข้อความตามคดี
บัญชาเยื้องสั่งเจ้าเมืองบุรีรัมย์ซึ่งมานำหนทางกลางไพรศรี
ไปจับผู้ร้ายมาในราตรีกับขุนสัจจวาทีอีกหนึ่งนาย
หลวงพิชัยเสนาอาสารับจะไปจับพวกปล้นคนทั้งหลาย
ท่านเจ้าคุณอนุญาตต่างคลาดคลายพร้อมสามนายรีบไปในราตรี
ซึ่งกองทัพอยู่ทางยังห่างเมืองคอยฟังเรื่องผู้ร้ายจะหน่ายหนี
หรือจะจับได้มันในทันทีจนฆ้องตีสิบทุ่มคนกลุ้มกัน
เสร็จเดินกระบวนทัพไม่ยับยั้งพร้อมสะพรั่งไพร่นายเตรียมผายผัน
สว่างแจ้งแสงสีระวีวรรณก็พร้อมกันจรมาไม่ช้านาน
เข้าในเขตเมืองใหญ่พุทไธสงคนเรียกคงนามสิ้นทุกถิ่นฐาน
มีชื่อมาแต่ปฐมกาลนมนานจะประมาณหมายมั่นหลายพันปี
พิศดูเมืองใหญ่พุทไธสงเห็นมั่นคงคึกคักเป็นศักดิ์ศรี
เชิงเทินดินล้อมรอบขอบบุรีหนองน้ำมีรอบเมืองติดเนื่องกัน
ถึงทำเนียบข้างประเทียบประทับพักหยุดพร้อมพักพหลพลขันธ์
ขนของส่งลงวางปลงช้างพลันบ้างหมายมั่นร่มไม้ด้วยใจจง
ฝ่ายหลวงพิชัยเสนาพาอ้ายคนพวกที่ปล้นเข้าในพุทไธสง
เข้ากราบเรียนพรั่งพร้อมน้อมจำนงโดยมั่นคงเรียนแยกแต่แรกมา
เมื่อมาถึงเห็นเหล่าพวกชาวเมืองจัดแจงเครื่องหาบวิ่งทิ้งเคหา
จวนจะแยกแตกหนีหลีกลีลามาดแม้นช้าแล้วแตกแยกกันไป
หากมาทันปราบปรามห้ามว่าช้าเราจะฆ่าอ้ายคนร้ายหายไปไหน
ซึ่งพวกลาวชาวบุรีต่างดีใจมากราบไหว้ร้องให้ช่วยด้วยขอรับ
ทั้งเจ้าเมืองกรมการคลานเข้าหาแล้วบอกว่ามีคนปล้นไล่ขับ
เดี๋ยวนี้อยู่โรงเหล้าแย่งเอาทรัพย์ช้าขยับมันจะไปไม่ได้มัน
แล้วเกล้าผมตรงไปพอได้พบมันลี้หลบแอบนิ่งวิ่งถลัน
เอาม้าล้อมควบไล่เกือบไม่ทันจึงบอกมันขืนวิ่งกูยิงตาย
ต้องยอมให้จับตัวมันกลัวปืนนิ่งหยุดยืนกับที่ไม่หนีหาย
คือพวกในกองทัพน่าอับอายมาทำร้ายปล้นสดมภ์กรมการ
พวกโคราชคนหนึ่งก็ถึงจิตมันคบคิดกันมาจึงกล้าหาญ
กับด้วยพวกกองทัพมารับงานซึ่งชาวบ้านตั้งบัญชีตีราคา
รวมเงินตามอยู่ในสามตำลึงเศษเรียนตามเหตุที่ลาวเขากล่าวหา
เจ้าคุณได้ทราบพลันมีบัญชาเอาตัวมาชำระดูให้รู้ความ
อ้ายผู้ร้ายเป็นสัจแล้วซัดเพื่อนไม่แชเชือนเรียนรับบังคับถาม
เจ้าคุณทราบระบิลตัดสินความใช้เงินตามของที่ตีราคา
ให้มุลนายออกเงินใช้ให้เจ้าของแล้วรับรองตัวพิทักษ์ดูรักษา
แม้นวันได้ชำระจะเอามาตะโหงกคาใส่ประจำทำประจาน ฯ
๏ เวลาค่ำย่ำฆ้องตีสองทุ่มผู้คนกลุ้มมี่ฉาวแจ้งข่าวสาร
เห็นพระพิมายหมอบราบมากราบกรานเชิญซึ่งพานท้องตรามาแต่กรุง
คนกองทัพรู้ข่าววิ่งกราวกรูอยากจะรู้วิ่งโลดกระโดดผลุง
ต่างคนมาคอยฟังนั่งกันมุงใจเฟื่องฟุ้งชักพากันมาฟัง
ฝ่ายเจ้าพระยาแม่ทัพรับท้องตราพร้อมบรรดานายทัพมาคับคั่ง
ฉีกผนึกอ่านเสียงสำเนียงดังในข้อบังคับคำล้ำวิไล
ให้กองทัพยับยั้งตั้งนี่ก่อนอยู่นครราชสีมาอย่าไปไหน
พวกกองทัพโยธีต่างดีใจได้กลับไปโคราชสมมาดปอง
ต่างเปรมปรีดิ์ดีใจจะได้กลับนอนไม่หลับยินดีไม่มีสอง
ต่างคนเหิมใจฮึกนึกคะนองบ้างโห่ร้องสักรวาเสภาอึง
ที่เหล่าคนเจ็บไข้ไปไม่รอดครางออดออดคร้านเกียจนอนเหยียดขึง
ยินข่าวกลับโคราชหวาดคะนึงลุกทะลึ่งหายไข้ได้ทันที
เจ้าคุณแจ้งทำนองในท้องตราจึงปรึกษาปลื้มเปรมเกษมศรี
ว่าจะทำฉันใดไฉนดีท้องตรามีบังคับให้กลับไป
ซึ่งนายทัพนายกองสนองตอบต่างเห็นชอบพร้อมกันเสียงหวั่นไหว
ด้วยต่างคนเปรมปรีดิ์คิดดีใจอยากจะใคร่กลับโคราชไม่ขาดคน
ครั้นตีสิบเอ็ดทุ่มคนกลุ้มเกลื่อนยกเขยื้อนกองทัพกลับพหล
หยุดพักระยะน้ำหลายตำบลประจวบจนถึงโคราชมุ่งมาดมา
สู่ทำเนียบเกยพักสำนักก่อนสโมสรเกษมสันต์หรรษา
ต่างคนเป็นสุโขทั้งโยธาพร้อมถ้วนหน้าชุ่มชื่นต่างคืนคง
เมื่อวันหนึ่งจึงเจ้าคุณชำระเรื่องอ้ายหกคนปล้นเมืองพุทไธสง
ผูกเฆี่ยนห้าสิบทีตีมันลงแล้วก็ส่งจำคุกให้ทุกข์ทน
มิให้เป็นเยี่ยงอย่างไปข้างหน้าพวกพาราเกะกะอกุศล
เฆี่ยนเป็นตัวอย่างไว้แก่ไพร่พลจะได้ยลเกรงระย่อไม่ก่อการ ฯ
             

๏ ครั้นถึงวันสิ้นปีเดือนสี่สุดเป็นวันตรุษปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
โอ้เราเอ๋ยจากมาก็ช้านานจะประมาณหกเดือนไม่เคลื่อนคลาย
พวกชาวเมืองว้าวุ่นทำบุญทานเกษมศานต์พร้อมพรั่งสิ้นทั้งหลาย
ล้วนแต่งตัวสวยฟ้อก่อพระทรายทั้งหญิงชายพร้อมไปไพร่ผู้ดี
กองทัพฝ่ายเราก็ก่อพระทรายทั้งไพร่นายปรีดิ์เปรมเกษมศรี
ต่างจัดคนมาทั่ววิ่งวัวดีเล่นกันที่หน้าทำเนียบเปรียบกันดู
เล่นกันถึงเงินทองต่อรองกันวิ่งกันวันมากมายหลายหลายคู่
เหล่าฝูงคนคับคั่งมาพรั่งพรูออกเกรียวกรูไม่เคยเห็นเล่นพนัน
พวกเมืองโคราชมาวิ่งน่าชมชื่อว่าอ้ายเทียมลมตัวขยัน
มาวิ่งกับกองทัพรับพนันวิ่งเดิมพันชั่งหนึ่งเสียงอึงอล
ชาวโคราชทำป๋อร้องต่อมี่หกเอาสี่พวกเรารับร้องสับสน
โคราชหมายมีชัยไม่จำนนมันต่อล้นสองเอาหนึ่งเล่นถึงใจ
พอตัดเชือกปล่อยหางต่างวางวิ่งมันเร็วจริงฉุยฉิวดูหวิวไหว
วัวกองทัพวิ่งดีก็มีชัยพอฉวยได้ธงแดงแกว่งให้ดู
วัวโคราชวิ่งแต่แพ้กองทัพต่างคนอัปยศแสนอดสู
พวกเราเฮฮาดังวิ่งพรั่งพรูบางคนรู้เต้นรำทำประจาน
บ้างหัวเราะเยาะเย้าพวกชาวเมืองนึกโกรธเคืองเมินหน้าไม่ว่าขาน
ชาวเมืองเสียเงินยับอัประมาณสนุกสนานที่สุดเมื่อตรุษไทย ฯ
๏ ถึงเดือนสี่หกค่ำจำไว้สิ้นพระราชรินถึงพลันเสียงหวั่นไหว
เชิญท้องตราเสร็จถึงอีกหนึ่งใบกองทัพได้แจ้งข้อวิ่งสอฟัง
เจ้าพระยาแม่ทัพรับท้องตราพร้อมบรรดานายทัพอยู่คับคั่ง
กรมการพร้อมหน้าประดาดังไม่รอรั้งฉีกสารออกอ่านพลัน
ในสารตรามีมาถึงแม่ทัพให้ยกกลับคืนไปไอศวรรย์
ให้เร่งรัดจัดแจงดูแบ่งปันปัศตันกระสุนปืนคืนนคร
แต่ส่วนหนึ่งให้พระยามหาอำมาตย์ตามพระราชดำริสั่งดังอักษร
กรมเขนทองขวาซ้ายนายนิกรพระราชวังบวรนั้นขึ้นไป
สมทบทัพกับพระยามหาอำมาตย์อย่าให้ขาดริ้วทัพบังคับไข
จัดทำนาหาเสบียงพร้อมเพรียงไว้อยู่ที่ในหนองคายจงหลายพัน
แล้งปีชวดอัฐศกได้ยกทัพเข้าประจญรบรับให้คับขัน
อย่าให้ตั้งมั่วสุมชุมนุมกันในเขตขัณฑ์เมืองพวนให้ควรการ
กรมทหารอีกกองไปหนองคายทั้งไพร่นายสำหรับจัดหัดทหาร
ให้พวกลาวไวว่องคล่องชำนาญประจัญบานรบฮ่อต่อศักดา
แต่กรมพระสัสดีมิให้ขาดพระพิบูลย์พระชาติปีกซ้ายขวา
กรมเรือกันทั้งสองตามท้องตราบังคับมาเสร็จสรรพให้กลับไป
แต่กรมพลพรรค์นั้นมีแจ้งกรมแสงเสร็จสรรพบังคับไข
จงยกกลับพร้อมเพรียงคืนเวียงชัยต่างดีใจได้สมอารมณ์ปอง
น่าสงสารพวกที่ต้องไปหนองคายทั้งไพร่นายง่วงเหงาจิตเศร้าหมอง
อนิจจาน่าสังเวชน้ำเนตรนองทุกหมวดกองเหงาหงอยโศกสร้อยครวญ
ข้างพวกเรานั้นไซร้จะได้กลับทั้งกองทัพฮาลั่นเสียงสันต์สรวล
เอิกเกริกเริงร่าน่าสำรวลแต่แล้วล้วนกลับคืนหน้าชื่นบาน
แต่เจ้าคุณแม่ทัพจะกลับถิ่นจิตถวิลใจพะวงคิดสงสาร
จะพลัดพรากจากไปอาลัยลานเหล่าทหารที่จะต้องไปหนองคาย
เคยร่วมสุขทุกข์ยากจะจากกันจะนับวันว่างเว้นำม่เห็นหาย
สงสารด้วยพหลพลนิกายจะแพร่งพรายพลัดไปไกลกันดาร
แล้วท่านจัดพร้อมเพรียงเสบียงกรังขนมปังกินยืดทั้งจืดหวาน
ปลาซาดินอินทผาลำทั้งน้ำตาลท่านเจือจานแจกจ่ายทุกนายพล
ทั้งพริกเกลือเยื่อเคยนมเนยนอกแล้วสั่งบอกไพร่มารับอยู่สับสน
ซึ่งข้าวของกองคละอยู่ปะปนผู้คนขนคนละกองของดีดี ฯ
๏ ครั้นเดือนห้าล่วงเข้าขึ้นเก้าค่ำเป็นวันกำหนดทัพกลับกรุงศรี
ทั้งนายไพร่สุขเกษมจิตเปรมปรีดิ์เสียงอึงมี่พร้อมพรักคึกคักคน
พวกจะไปหนองคายผันผายมาเข้าอำลาคำนับน้อมจอมพหล
ต่างตรมตรองหมองมัวทุกตัวคนเนตรนองชลธาราให้อาวรณ์
ท่านเจ้าคุณออกรับสดับคำท่านก็ร่ำวาจังกล่าวสั่งสอน
แล้วเลยร่ำคำประภาษประสาทพรกล่าวสุนทรโดยตามความอาลัย
เดิมท่านอยู่พร้อมหน้าข้าพเจ้าบัดนี้เล่ามีกรรมทำไฉน
ต่างคนเราต่างจะห่างไปโดยแต่ในวันนี้ลับลี้กัน
พวกท่านไปได้ลำบากความยากเย็นจงให้เป็นสามัคคีดีขยัน
อย่าถือเปรียบตั้งปึ่งทำขึ้งกันจงหมายมั่นราชการอย่าคร้านใจ
ต่างคนทำอำลาหน้าสลดต่างกำสรดหม่นหมองไม่ผ่องใส
แสนโศกเศร้าโศกาด้วยอาลัยต่างก็ไปเตรียมตัวทั่วทุกนาย
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพขยับย่างมาขึ้นช้างพร้อมพหลพลทั้งหลาย
เหลียวหลังดูผู้ที่ต้องไปหนองคายท่านไม่วายอาวรณ์ถอนฤทัย
ครั้นได้ฤกษ์แล้วให้เบิกกระบวนทัพยกพลกลับพร้อมกันเสียงหวั่นไหว
พวกกองทัพโยธีต่างดีใจด้วยจะได้กลับบ้านสำราญมา
พวกชาวเมืองเนืองหน้าออกมาดูยืนเป็นหมู่เรียงรายทั้งซ้ายขวา
บ้างตามส่งกองทัพจนลับตาด้วยคบหารักใคร่พอใจกัน
เดินกองทัพมาทางโพกลางตรงพระสุริยงแสงสายรีบผายผัน
พ้นบ้านย่านยาวราวอรัญมุ่งหมายมั่นที่พักสำนักพล
ครั้นถึงที่เขาลาดอาวาสใหญ่หนุดอาศัยสำนักพักพหล
บ้างปลดม้าปลงช้างแล้วต่างคนอาศัยต้นร่มไม้ใบกำบัง
ท่านเจ้าคุณอาศัยในศาลาอยู่ยังอารามใหญ่ด้วยใจหวัง
พร้อมพหลโยธาประดาดังเข้ายับยั้งอยู่หน้าพระอาราม
ท่านเจ้าคุณมีศรัทธาปัญญายงนิมนต์สงฆ์หวังผลกุศลสาม
ทั้งสี่วัดให้มาทั้งอารามด้วยมีความเจตนาศรัทธาทำ
เชิญพระบรมทนต์สู่บนพานเครื่องสการแลสลอนวางซ้อนสำ
พระสงฆ์มาติกาครบพอจบคำสมภารนำพระขยับสดับปกรณ์
เจ้าคุณถวายปัจจัยให้พระสงฆ์ถ้วนทุกองค์นั่งรับสลับสลอน
แล้วแจกเงินศิษย์วัดจัดเป็นตอนที่ฝึกสอนคิดเขียนร่ำเรียนมา
ครั้นเสร็จสรรพสดับปกรณ์แล้วก็คลาดแคล้วเข้าในไพรพฤกษา
ออกทุ่งเข้าทางกลางวนาพระสุริยาเย็นย่ำลงรำไร
ถึงหนองตะแบกหยุดพักสำนักแรมพระจันทร์แจ่มกระจ่างสว่างไสว
เอาเสื่อปูพรมลาดคาดผ้าใบที่อาศัยแห่งเจ้าคุณและมุลนาย
พวกกองทัพยับยั้งอยู่ทั้งสิ้นหุงต้มกินกันเป็นทิวหิวใจหาย
ครั้นเสร็จสรรพหลับนอนผ่อนสบายพอจวนงายแสงสว่างกลางอัมพร
ก็เดินกองทัพมาคับคั่งไม่รอรั้งรีบรุดไม่หยุดหย่อน
ถึงสองเนินเดินทุ่งหมายมุ่งจรหยุดพักร้อนริมฝั่งน้ำลำตะคลอง
พวกชาวบ้านมาพร้อมพรั่งมาคั่งคับหาสำรับจัดเอาซึ่งข้าวของ
ข้าวเหนียวปั้นปลาร้าผักต้มฟักทองคนละสองสามชามตามกำลัง
เป็นมากมายเหลือเล่ห์คะเนนับเคยได้รับเงินเฟื้องแต่เบื้องหลัง
จึงชักชวนกันมาประดาดังมากกว่าครั้งคราก่อนเมื่อจรมา
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพนับเงินให้พวกลาวได้สมมาดปรารถนา
คนกองทัพยกสำรับทั้งข้าวปลาด้วยเวลาแสบท้องหาของกิน
เมื่อหยุดทัพโยธาพลากรตะวันรอนอ่อนแสงพระสุรีย์สิ้น
ฝนชะอุ่มกลุ้มฟ้าเมฆาฆินผูกพร้อมหมดคชสินทร์กุญชรชาญ
เคลื่อนโยธีจากที่สำนักพักดูพร้อมพรักด้วยพหบพลทหาร
ต่างคนเริงรื่นชื่นสำราญเดินไม่นานข้ามน้ำลำตะคลอง
ถึงทางแยกมรคาพระยาไฟแยกหนึ่งไปพระยากลางเป็นทางสอง
ท่านเจ้าคุณการุณไพร่ด้วยใจปองได้ตรึกตรองไว้แต่เดิมเมื่อเริ่มมา
เพราะเห็นว่าวลาหกตกไม่ห่างจะไปทางพระยาไฟเกรงไข้ป่า
ด้วยทางดงพระยาเย็นเป็นระอากลัวโยธาเดินทางจะวางวาย
เมื่อขึ้นมาพหลมาป่นปี้ถูกไข้ผีป่ากิ้นเสียสิ้นหลาย
เมื่อขากลับจะต้องกันอันตรายเดินอยกย้ายมรคาหามงคล
จึงได้ยกพลไพร่ไปโดยทางพระยากลางถึงว่าจะต้องห่าฝน
ก็ไม่เกิดความไข้แก่ไพร่พลทางไม่ย่นติดจะยาวถึงเก้าวัน
เดินทางมาในกลางพนาวาสถึงยังเมืองโคราชดูคับขัน
เป็นเมืองแก่แต่บุราณมานานครันเดี๋ยวนี้นั้นกลายเป็นชาวนาคร
เชิงเทินดินสูงเด่นเช่นผู้เฒ่าเป็นเมืองเก่าแรกสร้างแต่ปางก่อน
แข็งแรงกำแพงรอบขอบนครดูถาวรแต่งตั้งแต่ครั้งใด
เดินทัพเข้าทางผ่านกลางเมืองแลชำเลืองพฤกษาป่าไสว
ถามกรมการว่ากว้างทางเท่าไรพวกวัดได้ห้าสิบเส้นนับเป็นวา
เดินทางมาไม่นานประมาณครู่ออกประตูตะวันตกรกพฤกษา
เจ้าคุณหยุดช้างอยู่ทำบูชาซึ่งเทวาอารักษ์โดยภักดี
สิงสถิตที่เรืองในเมืองเก่าจงช่วยเป่าปัดร้ายในไพรศรี
อย่าให้โทษพารามายายีให้โยธีกองทัพได้อับจน
ครั้นเสร็จทำบูชาศีลาเลื่อนรีบคลาเคลื่อนกองทัพมาสับสน
แสวงที่หยุดพักสำนักพลพระสุริยนเย็นย่ำลงรำไร
ครั้นถึงหนองบัวบานบ้านแก่นท้าวมีหนองยาวเวิ้งว้างทั้งกว้างใหญ่
ก็พักหยุดกองทัพโดยฉับไวเป็นสมัยมืดค่ำฝนพรำพรม
พวกชาวบ้านชักพากันมาวุ่นหาเจ้าคุณพูดสำเนียงยิ่งเสียงขรม
ว่าอยากเห็นเจ้าคุณบุญอุดมขอเชยชมบุญญาบารมี
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพออกรับหน้าเอาเงินตราแจกลาวชาววิถี
แล้วพูดจาถามทักโดยภักดีพวกลาวลีลากลับไปฉับพลัน
ครั้นรุ่งแสงสุริยาฟ้าพะยับยกกองทัพเดินทางกลางไพรสัณฑ์
ไม่หยุดยั้งแรมราราวอารัญพระสุริยันสายแสงแจ้งอัมพร ฯ
๏ ถึงบ้านหนองบัวมีที่ทำเนียบหยุดประเทียบช้างสำนักเข้าพักผ่อน
หุงข้าวปลาหากินทินกรจะเร่งร้อนรีบเดินดำเนินพล
เพราะด้วยน้ำเบื้องหน้านั้นหายากจะลำบากแก่สัตว์เพราะขัดสน
ซึ่งโคต่างช้างมาบรรดาคนจะอับจนด้วยน้ำจำครรไล
ครั้นเสร็จเสพโภชนาเวลาสายทั้งไพร่นายพร้อมกันเสียงหวั่นไหว
ก็เร่งผูกช้างม้ารีบคลาไคลยกเข้าในป่ารังไม่รั้งรอ
ก็รีบเดินกองทัพมาฉับเฉียวไม่ลดเลี้ยวมุ่งมาดมาปราดปร๋อ
น้ำไม่มีติดกระบอกจะกรอกคอคนเดินท้อถอยหลังประทังตน
ทินกรร้อนนักบ่ายสักโมงถึงวังโล่งหยุดสำนักพักพหล
มีแอ่งน้ำพอได้อาศัยคนแต่เต็มทนกล้ำกลืนเหม็นขื่นคาว
มีอีกแห่งหนึ่งลึกถึงวากว้างสักห้าหกศอกน้ำออกขาว
มีน้ำพออาศัยไม่ใหญ่ยาวปะเมื่อคราวมีการกันดารเดิน
เจ้าคุณบัญชาสั่งทั้งกองทัพท่านกำชับด้วยทางยังห่างเหิน
น้ำข้างหน้าหายากลำบากเกินใครอย่าเลินเล่อจิตชีวิตวาย
ตักน้ำใส่กระบอกไปจงให้ทั่วสำหรับตัวจะได้กินสิ้นทั้งหลาย
ด้วยยามแล้งแห้งหมดจะอดตายเร่งขวนขวายน้ำกรอกกระบอกไป
พวกกองทัพรับบัญชาหากระบอกบ้างตัดไม่ไผ่ปอกอยู่ขวักไขว่
เสียงเปาะเปกโปกปากถากไวไวคนละใบสองกระบอกเสียงออกอึง
ต่างหาน้ำเตรียมตัวทั่วทุกหมู่หยุดพักอยู่วังโล่งสักโมงครึ่ง
สำเร็จกิจทั้งหลายวายคะนึงเสร็จแล้วจึงออกเดินดำเนินพล
เจ้าคุณมาบนช้างทางคะนึงร่ำบ่นถึงเทวดาขอฟ้าฝน
ด้วยมาที่แคบคับจวนอับจนด้วยขัดสนด้วยน้ำคิดรำพึง
แล้วคิดถึงคุณทูลกระหม่อมพระจอมเกล้าระลึกเอาเป็นต้นเฝ้าบ่นถึง
ด้วยเป็นที่นับถือไม่ดื้อดึงโปรดนำซึ่งวลาหกมาตกลง
ได้อาศัยน้ำฝนคนและสัตว์ไม่ข้องขัดสมตามความประสงค์
จะได้ดับคับแค้นในแดนดงขอฝนจงตกให้ทันในวันเดียว
ก็เร่งเดินรีบรุดไม่หยุดหย่อนถึงบ้านใหม่แกงร้อนโดยฉับเฉียว
พอเกิดลมบ้าหมูมากรูเกรียวพอฝนเขียวลมปลิวละลิ่วลอย ฯ
๏ ถึงทำเนียบช้างประเทียบประทับพักหยุดสำนักที่ทำเนียบรอพอสักหน่อย
พิรุณร่วงรุดโรยลงโปรยปรอยฝูงคนคอยมุ่งมองที่รองราย
พอสักครู่ซู่ซ่าลงมาใหญ่ต่างรองได้น้ำฝนคนละหลาย
คนและสัตว์น้อยใหญ่ได้สบายครั้นฝนหายเหือดพลันในทันใด
ที่ท้องห้วยลำธารในย่านหนทางท่วมท้องช้างลงพังพาบอาบอาศัย
ทั้งช้างโคกล้ำกลืนได้ชื่นใจมีแรงไปภายหน้าได้วาริน ฯ
๏ พอเช้ามืดตีสิบเอ็ดพร้อมเสร็จสรรพยกกองทัพเดินไปในไพรสิน
รีบเร่งเดินลัดหลีกดังปีกบินตั้งพักกินข้าวปลาข้างหน้าทาง
ครั้นอรุณรุ่งฟ้าเวลาเช้าเกือบจะเข้าปากดงตรงสว่าง
ก็เดินดงตรงผ่าพระยากลางในหนทางรกหนาลดาวัลย์
ในดงทึบดูทั่วคลุ้มมัวมืดเป็นพงพืดซ้อนซับทางคับขัน
เร่งรีบเดินเพลินมาในอารัญรีบผายผันโดยยากออกปากดง
สักสามโมงเศษสังเกตไว้ก็พ้นพงดงใหญ่ไพรระหง
เดินเลียบเนินเขาใหญ่ไถลลงหนทางตรงรีบเดินดำเนินพล
ข้ามเขาเหวตาบัวน่ากลัวโขดูใหญ่โตสูงเยี่ยมเทียมเวหน
มีเขาใหญ่สูงชันอยู่ชั้นบนแลเหลือบยลแหงนฟ้าดูตาลาย
จำเพาะมีมรคาสองวาศอกแลเป็นหมอกมืดมิดใจจิตหาย
ข้างขวามือเขาชันกีดกั้นรายข้างเบื้องซ้ายเหวลึกคิดนึกกลัว
จะลึกสักเท่าไรเร่าไม่รู้ไม่อาจดูขนพองสยองหัว
แม้นตกลงคงเหลวเหวตาบัวระวังตัวพลัดตกหกคะมำ
หนทางเดินลึกไกลไถลตรงกลัวช้างลงเดินเลียบเหยียบถลำ
ช้างเดินลากขาหลังมันช่างทำกูบเอียงคว่ำข้างหน้าเมื่อขาลง
ถึงที่ต่ำข้ามลำพระยากลางเข้าเดินทางทิวไม้ไพรระหง
เข้าแขวงเมืองบัวชุมเห็นพุ่มพงตัดทางตรงมาทำเนียบประเทียบพัก
อยู่เชิงเขาบังเหยลมเชยฉ่ำริมฝั่งน้ำพระยากลางต่างประจักษ์
คนหิวจริงวิงเวียนเจียนจะชักถึงบ่ายสักสามโมงท้องโล่งมา
ด้วยอดข้าวเช้าหิวใจหวิววุ่นจิตฉิวฉุนโมโหเกิดโทสา
บ้างทิ้งหาบผลุงหุงข้าวแล้วเผาปลาพวกโยธาพักผ่อนอ่อนกำลัง
เลยพักแรมอยู่นั้นไม่ผันผายด้วยวัวควายช้างม้าเดินล้าหลัง
ไม่รีบรุดหยุดหย่อนผ่อนประทังก็ยับยั้งที่นั่นไม่ผันแปร
ครั้นพลบค่ำสนธยาย่ำราตรีนั่งชมสีแสงสว่างกระจ่างแข
ค่อยส่างโศกโรครำคาญฤดานแดอากาศที่นี่ดีแท้หอมรื่นรวน
ลมพระพายชายเชยรำเพยผิวเย็นฉิวฉิวน้ำค้างพรมเมื่อลมหวน
หอมระเรื่อยเฉื่อยฉ่ำกลิ่นลำดวนเมื่อจะจวนรุ่งแจ้งแสงหิรัญ
พอสว่างสุริยาส่องอากาศเสร็จคลาคลาดกองทัพโดยคับขัน
เดินทางมรคาพนาวันพระสุริยันแรงร้อนอ่อนกำลัง
ข้ามลำพระยากลางเรียกว่าท่ามะกอกแล้วเดินออกทุ่งใหญ่ด้วยใจหวัง
พินิจชมพฤกษาล้วนป่ารังแลสะพรั่งดูเพลินจำเริญใจ
ข้ามลำพระยากลางชื่อว่าท่ามะกอก็หยุดรอพักร้อนผ่อนอาศัย
ครั้นอ่อนแสงสุริยาก็คลาไคลยกครรไลออกทางชมยางยูง
ข้ามลำน้ำสันนทีต้องปริปากช้างเดินยากจริงจริงตลิ่งสูง
ลางคนเดินจดจ้องบ้างต้องจูงที่เหล่าฝูงคนเดินเกินระอา ฯ
๏ ถึงท่าปูนแรมสำนักพักอยู่ที่นั่นครั้นสุริยันสว่างกลางเวหา
ก็ออกเดินกองทัพคับคั่งมากำนันพานำทางไม่คลางแคลง
เข้าป่ารังบังร่มพระสุริยนเสร็จเดินพลข้ามลำแม่น้ำแห้ง
เรียกลำสันนทีใหญ่ไม่ระแวงบ้านประแดงจองกอพอกลางวัน ฯ
๏ ถึงท่าฉางลำสักหยุดพักร้อนสโมสรปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
เหล่ากรมการเมืองบัวชุมมากลุ้มกันของกำนัลมาคำนับรับเจ้าคุณ
เจ้าพระยาแม่ทัพออกรับรองซึ่งข้าวของกำนัลไม่หันหุน
ท่านนับเงินตราให้ช่วยใช้ทุนมิให้บึญคุณติดด้วยคิดอาย
ซึ่งข้าวสารราคาตั้งให้ถังหนึ่งสองสลึงราคาชาวนาขาย
ซ้ำแจกเงินให้เขาท้ังบ่าวนายทั้งหญิงชายตามประดามาด้วยกัน
อีกเสื้อผ้าแจกให้ขอบใจเขาคิดจะเอาบุญคุณไม่หุนหัน
กรมการดีใจได้รางวัลแล้วผายผันเสร็จกลับคำนับลา
ครั้นว่าบ่ายลมตกยกขยับเดินกองทัพเข้าในไพรพฤกษา
เห็นเขาใหญ่ขวางกั้นอรัญญาชื่อเขาตากลิ้งขวางหนทางจร
เห็นคิรีดีแท้แลคล้ายคล้ายนึกไม่วายหายกริ่งรูปสิงขร
แลแต่ไกลชอบกลเหมือนคนนอนมีกายกรไหล่หัวตัวและมือ
เขาว่าสังกรณีตรีชวาบนยอดผาตากริ่งมีจริงหรือ
เป็นแต่คำคนเขามาเล่าลือหาตัวคือใครได้ก็ไม่มี ฯ
             

๏ ถึงท่าสำโรงสำลักจวนจักค่ำต่างข้ามน้ำปลื้มเปรมเกษมศรี
ข้ามตรงตื้นพื้นทรายสบายดีดูวารีใสสะอาดมีหาดทราย
เขาว่ามีจระเข้เดรัจฉานตัวประมาณโตใหญ่ดุใจหาย
ถ้ำมันเนาอยู่ในเขาตากับยายด้วยเชิงชายเขายั้งกระทั่งธาร
เสร็จข้ามน้ำลำสักหยุดพักเนาริมเชิงเขาตากับยายชายละหาน
เข้าเขตแขวงเมืองไทยไชยบาดาลกรมการมาคำนับคอยรับรอง
พักแรมทัพอยู่ที่นั่นไม่ผันผายครั้นจวนงายพร้อมพรั่งพลทั้งผอง
จวนอรุณรุ่งแจ้งเรื่อแสงทองออกเดินกองทัพใหญ่ครรไลจร
ถึงที่ห้วยเดินข้ามถึงสามแห่งสุริย์แสงส่องฟ้าระอาอ่อน
กึ่งท่าลาวลำสักพักนิกรสำนักผ่อนพอประทังกำลังตน
เหล่าพวกชาวนิคมกรมการในเมืองไชยบาดาลมาสับสน
พร้อมทั้งบ่าวทั้งนายมาหลายคนด้วยกังวนคอยรับกองทัพมา
เจ้าคุณแจกเงินให้ไม่เสียดายทั้งบ่าวนายสมมาดปรารถนา
บ่ายลมตกเดินได้ก็ไคลคลายกโยธากองทัพเลยลับไป
ถึงบ้านโคกถลุงเป็นทุ่งกว้างคนมาสร้างเคหาอยู่อาศัย
มีเรือนหลายสิบหลังชั่งกระไรมาอยู่ในกลางป่าทำนากิน
เจ้าคุณเลือกเงินขาวขาวแจกชาวบ้านกระทำทานสุดจะนับเสียทรัพย์สิน
ชาวบ้านได้เงินตราไม่ราคินต่างคนยินดีได้ดังใจจง ฯ
๏ ครั้นกองทัพล่วงพ้นตำบลบ้านเข้าเชิงชานเขาใหญ่ไพรระหง
เป็นเหลี่ยมคูลดหลั่นสูงชันตรงชื่อเขาพระยาเดินธงอยู่ริมทาง
เข้าประเทศเขตเบื้องเมืองพระบาทรีบคลาคลาดพ้นเขาลำเนาขวาง
ล้วนป่าไม้ใหญ่สูงต้นยูงยางต้นแคคางเคี่ยมมะค่าพญารัง
ครั้นถึงหนองกระดี่ที่สำนักก็แรมพักหยุดทัพคนคับคั่ง
ล้วนอ่อนพับหลับนอนอ่อนประทังครั้นรุ่งรังสีสว่างกระจ่างพราว
เสร็จคลาเคลื่อนเขยื้อนยกขยับเดินกองทัพโยธีเสียงมี่ฉาว
เหล่าคนเดินพรั่งพรูมากรูกราวเสียงฝีเท้าคนสะเทื้อนเมื่อเคลื่อนคลา
เข้าปากดงวังส้มร่มชอุ่มด้วยยางพุ่มไสวใบพฤกษา
บังแฝงแสงสีสุริยาที่ในป่าดงคลุ้มชอุ่มมัว
ศิลาหลายอย่างต่างต่างสีอยู่ในพื้นปฐพีตลอดทั่ว
มาตั้งทำหินได้แล้วไม่กลัวคงเอาตัวรอดได้เห็นไม่จน
ไม่ต้องใช้หินฝรั่งแล้วครั้งนี้เมืองไทยมีมากถนัดไม่ขัดสน
ถ้าทำวังทำวัดแล้วจัดคนขึ้นมาขนส่งไปเห็นได้การ
ด้วยหินอ่อนลายสะอาดประหลาดเหลืองามทั้งเนื้อละเอียดดีสีสัณฐาน
มีมากมายหลายล้นพ้นประมาณจะทำบ้านปูวัดไม่ขัดเลย
เจ้าคุณให้คนสำรวจตรวจดูทั่วเก็บเอาตัวอย่างมาไม่ชาเฉย
ให้พวกช่างหินดูที่ผู้เคยก็ชมเชยเนื้อศิลาไม่ราคิน ฯ
๏ มาถึงดงบ่อทองมองเขม้นไม่แลเห็นทองจิตคิดถวิล
เขาว่ามีอยู่ในใต้แผ่นดินแต่ล้วนหินคนจะขุดก็สุดแรง
แต่ก่อนมาคนปองขุดทองคำครั้นทำทำขุดพบกระทบแข็ง
ทั้งโตทั้งหนาศิลาแดงเอาชะแลงเข้าขุดสุดกำลัง
สิ้นมานะจึงได้ละไม่ลงขุดเพราะสิ้นสุดความคิดที่จิตหวัง
คนเราทุกวันนี้ไม่อินังทองอยู่ทั้งดงใหญ่ไม่นำพา ฯ
๏ ครั้นถึงที่โป่งตะแบกไม่แยกย้ายเดินเลียบชายเขาไศลใหญ่หนักหนา
อยู่กลางแจ้งบังแสงพระสุริยาสูงเยี่ยมฟ้าแลเป็นควันยอดบรรพต
ครั้นออกจากชายดงเดินตรงมาถึงที่โคกตากฟ้าร้อนปรากฏ
เดินกองทัพฉับเฉียวไม่เลี้ยวลดรีบขับคชสารเป็นการไว
ครั้นถึงพุกำจานมีธารน้ำเข้าหยุดสำนักร้อนผ่อนอาศัย
พออ่อนแสงสุริยาก็คลาไคลเร่งครรไลรีบร้นมาลนลาน
มาถึงที่พุทธบาทสมมาดหมายทั้งไพร่นายปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
ต่างคนเอิกเกริกใจเบิกบานและเข้านมัสการพระบาทา
พวกชาวบ้านพร้อมพรั่งมานั่งรายหวังจะขายเทียนธูปและบุปผา
ฝ่ายเจ้าเมืองกรมการลนลานมาคลานเข้าหาเจ้าคุณอยู่วุ่นวาย
จับปลาแห้งแตงกวามาคำนับเจ้าคุณรับขอบใจเขาไม่หาย
หยิบผ้าเสื้อแจกให้ไม่เสียดายทั้งบ่าวนายแจกเงินให้ดังใจจง
พักแรมหยุดอยู่ที่พุทธบาทนั้นหวังจะวันทาตามความประสงค์
ด้วยท่านเจ้าคุณคิดมีจิตจงหวังจำนงในมนัสนมัสการ
ครั้นพร้อมดวงพระหลวงทั้งปวงแล้วก็คลาดแคล้วขึ้นไปในสถาน
เข้าในโบสถ์บวรรัตน์ชัชวาลย์หัตถ์ประสานโดยสุภาพกราบวันทา
แล้วอาราธนาพระสงฆ์มาองค์หนึ่งสำแดงซึ่งธรรมวิเศษเทศนา
ครั้นเคารพจบคำพระธรรมาถวายผ้ากับปัจจัยไทยทาน
แล้วนิมนต์สงฆ์มาทั้งอาวาสวัดพระบาทด้วยศรัทธาท่านกล้าหาญ
เชิญพระทนต์ขึ้นเสร็จเสด็จพานแล้วกราบกรานบังคมบรมทนต์
นิมนต์สงฆ์ทรงสดับปกรณ์แลสลอนพระอันดับนั่งสับสน
ถวายปัจจัยพระไม่ปะปนแล้วแจกคนผู้รักษาพระบาโท
เสร็จสรรพกลับมาสู่สำนักที่แรมพักผ่อนทุกข์เย็นสุโข
ครั้นจวนแจ้งแสงสีสุริโยจวนอโณทัยแล้วคลาดแคล้วจร
ออกทางหลวงล่วงพ้นไม่วนวกถึงศาลเจ้าเขาตกเชิงสิงขร
เจ้าคุณเสร็จผันผายถวายพรแล้วรีบร้อนเร่งเดินดำเนินพล ฯ
๏ มาถึงบางโขมดเห็นโบสถ์วัดเจ้าคุณศรัทธาใคร่ได้กุศล
ดำริพลางบัญชาใช้สั่งให้คนไปนิมนต์สงฆ์มาข้างอาราม
ถวายเงินแก่พระสงฆ์องค์ละบาทไม่หวั่นหวาดตระหนี่จิตจะคิดขาม
เด็กศิษย์วัดแจกให้เปลืองเงินเฟื้องงามด้วยมีความศรัทธาปัญญาชาญ ฯ
๏ ครั้นมาถึงท่าเรือเหลือวิเศษสว่างเนตรเหมือนถึงซึ่งสถาน
ประดุจดังได้สบพ้องพบพานซึ่งบุตรหลานภรรยาที่ราแรม
ต่างคนต่างดีใจด้วยไกลบ้านเกษมศานต์สุกใสหัวใจแจ่ม
บ้างพบปะพวกพ้องร้องอ๊ะแฮมบ้างยิ้มแย้มทายทักรู้จักกัน
ชาวท่าเรือที่พวกพ้องต้องไปทัพยืนคอยรับลูกผัวตัวกระสัน
ได้ปะพบกันใหม่ใหม่ชื่นใจครันบางคนนั้นคอยเปล่ายืนเศร้าใจ
พอเขาบอกว่าผัวของตัวตายลงทอดกายกลิ้งซบสลบไสล
บ้างโหยหวนครวญคร่ำแล้วร่ำไรด้วยผัวไปกองทัพไม่กลับมา
บ้างมีชู้รู้ว่าเจ้าผัวตายทำฟูมฟายร่ำไรร้องไห้หา
ทำตรอมตรมซมซานด้วยมารยากลัวแต่ว่าผัวหายไม่ตายจริง
แต่ที่แท้นิยมอยากชมชู้ถ้าผัวอยู่กลัวจะนุ่งเกิดยุ่งยิ่ง
เขาบอกว่าผัวตายวายประวิงนึกกริ่งกริ่งร้องไห้กลัวไม่ตาย ฯ
๏ ครั้นมาถึงศาลาท่าสมเด็จเจ้าคุณเสร็จจรจรัลรีบผันผาย
ต่างคนลงปลงช้างของวางรายมุ่งมาดหมายอาศัยในศาลา
ด้วยไม่มีนาวาขึ้นมารับต้องแรมทัพรอคอยละห้อยหา
คอยดูเรือมารับยิ่งลับตาจนเวลาเทศกาลสงกรานต์ไทย
ต้องอยู่ที่ศาลาใหญ่หาเรือรำคาญเหลือหม่นหมองไม่ผ่องใส
ยามสงกรานต์ไม่เป็นสุขสนุกใจสักเมื่อไรเรือจะมาคอยท่านาน
ณวันหนึ่งเรือถึงมาทอดท่าล้วนนาวาจอดเรียงเคียงขนาน
เรือขึ้นมาสอสอเกินพอการด้วยพวกบ้านหมายใจจะไม่พอ
เรือโตโตขึ้นมาเป็นว่าเล่นเจ้าคุณเห็นตกใจนี่ใครหนอ
จัดเรือแพมาชั่งไม่รั้งรอเหมือนเงินบ๋อกระเป๋าอู๋ไม่รู้การ
มิหมายใจว่าเราได้ของกำนัลคงสำคัญใจจิตคิดวิตถาร
จะมีอะไรด้วยไปราชการคำโบราณขาว่าตำรามี
ไม่เห็นน้ำรีบรัดตัดกระบอกจะต้องออกแรงแบกแหวกวิถี
กระเป๋าอู๋เงินบ๋อก็พอดีสมกับที่จัดเรือมาเหลือพาย
ครั้นเรือแพนาวาพร้อมมาเสร็จวันแรมเจ็ดค่ำเดือนห้าเวลาสาย
ท่านเจ้าคุณจัดแจงตบแต่งกายเสร็จผันผายสู่ท่านาวาพลัน
เจ้าคุณลงแล้วบอกให้ออกแจวต่างคลาดแคล้วปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
เรือมาคว้างคว้างพอกลางวันถึงวังจันทเกษมต่างเปรมปรีดิ์
แลเห็นเรือกลไฟพระภัยรัตน์ท่านได้จัดขึ้นมารับประทับท่า
ฝ่ายว่าเจ้าคุณท่านมีบัญชาเข้าจอดหน้าวังจันท์ด้วยทันที
แล้วให้หากรมการเจ้าบ้านเมืองมาแจ้งเรื่องกองทัพกลับกรุงศรี
ตามแบบอย่างราชการบุราณมีด้วยบัดนี้กองทัพจะกลับไป
ด้วยว่ามีท้องตราให้หากลับบอกคำนับชี้แจงแถลงไข
แล้วเสร็จออกนาวาล่วงคลาไคลเรือกลไฟจูงมาในสาคร
ถึงวัดเชิงจอดประทับเข้ากับท่าแวะนาวาจอดเรียงเคียงสลอน
เจ้าคุณขึ้นจ้องจดบทจรชุลีกรพระใหญ่ด้วยใจจง
แล้วเชิญพระบรมทนต์ขึ้นบนวัดด้วยจิตศรัทธาปลื้มไม่ลืมหลง
แจกเงินให้ผู้เฝ้าเหล่าเฮียกงนิมนต์สงฆ์หมดมาทั้งอาราม
สดับปกรณ์พระทนต์ยุคลบาทพระจอมปราชญ์ซึ่งบำรุงกรุงสยาม
ถวายแผ่อุทิศผลกุศลตามเพราะด้วยความกตัญญูรู้พระคุณ
ครั้นสำเร็จเสร็จตรงลงนาวาเรือไฟพาอีกพักใบจักรหมุน
ผลักเรือออกกลางน้ำถ่อค้ำจุนควันไฟกรุ่นกลุ้มมาในสาคร
เรือละลิ่วลิ่วมาเวลาสายแสนสบายสุโขสโมสร
ไม่แวะเวียนแห่งใดครรไลจรเร่งรีบร้อนเรือเรื่อยแล่นเฉื่อยมา
เรือเลยพ้นออกจากคลองปากเกร็ดเจ้าคุณเข็ดคนจะครหา
เพราะด้วยการท่านไปทางไกลมาไม่เห็นว่ามีสิ่งใดไปให้ปัน
บัญชาให้เรือฉุดรอหยุดจักรเข้าจอดพักด้วยอายไม่ผายผัน
จะรีบรัดขัดขวางเป็นกลางวันด้วยกระชั้นถึงบ้านรำคาญใจ
เข้าจอดรอให้ย่ำค่ำสักหน่อยจึงจะค่อยไปให้ถึงจึงจะได้
ครั้นจอดอยู่ช้านานรำคาญใจแล้วเลยไปท่าอิฐคิดบรรเทา
ด้วยมะปรางท่าอิฐติดจะลือจะต้องซื้อไปให้มากได้ฝากเขา
แม้นใครทวงออกปากของฝากเราจะต้องเอามะปรางให้เห็นได้การ
เที่ยวถามซื้อมะปรางใหญ่ก็ไม่พบแจวจนจบทั่วสิ้นพ้นถิ่นบ้าน
ด้วยจวนวายคลายผลไม่ทนทานมะปรางหวานหน้านี้ไม่มีโต
ครั้นจวนเย็นแล้วก็กลับมาฉับพลันด้วยตะวันจวนจักบ่ายอักโข
สั่งเรือไฟให้ลอยปล่อยบุโลออกแล่นโร่รีบมาเวลากาล ฯ
๏ ถึงกรุงเทพทวาราเวลาเย็นพอแลเห็นปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
ด้วยไปทัพกลับมานั้นช้านานจะประมาณเจ็ดเดิอนไม่เคลื่อนคลาย
ถึงเดือนห้าแรมแปดค่ำถ้วนคำรบพอดีครบเจ็ดเดือนเหมือนยังหมาย
จิตเอิบอิ่มมาในเรือเหลือสบายค่อยวางวายทุกข์ใจอาลัยวรณ์ ฯ
๏ จบฉบับทัพเรื่องเมืองหนองคายสิ้นจดหมายแกมนิราศคลาดสมร
ซึ่งตัวข้าผู้แต่งแสดงกลอนขออวยพรแต่งไว้เรื่องไปทัพ
ล้วนความจริงไม่แกล้งมาแต่งปดได้จำจดผูกพันจนวันกลับ
ถึงความร้ายการดีที่ลี้ลับได้สดับเรื่องหมดจำจดมา
ซึ่งบางพวกไม่ได้ขึ้นไปทัพบางคนกลับผูกจิตริษยา
แล้วกล่าวโทษติฉินแกล้งนินทาขอดค่อนว่ากองทัพเสียยับเยิน
ที่เหล่าพวกหูป่าตากะสือฟังเขาลือเชื่อใจมิได้เขิน
พูดเสริมส่งเลยล้นไปจนเกินอย่าด่วนเพลินเผลอพร่ำพูดลำพัง
คอยผูกใจผูกจิตคอยอิจฉาแอบนินทากองทัพอยู่ลับหลัง
ถ้าใครอยากรู้สิ่งที่จริงจังจงวานฟังข้อคำที่รำพัน
ทำอย่างนั้นผิดอย่างนี้ที่ตรงไหนตัดสินให้เที่ยงแท้อย่าแปรผัน
ช่วยตรึกตรองตั้งใจให้เป็นธรรม์อย่าชวนกันนินทามุสาตาม
จงไล่เลียงสืบสวนให้ถ้วนถี่ก็ย่อมมีผู้คนไปล้นหลาม
อย่ากล่าวโทษโฉดเขลาว่าเบาความพูดซุ่มซ่ามโดยเดาเปล่าเปล่าเอย ฯ
             

เชิงอรรถ

ที่มา

นิราศหนองคาย ของ หลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) พิมพ์ครั้งที่ ๔ ไทยวัฒนาพานิช พ.ศ. ๒๕๔๔

เครื่องมือส่วนตัว