นิราศสุพรรณ

จาก ตู้หนังสือเรือนไทย

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

เนื้อหา

ข้อมูลเบื้องต้น

ผู้แต่ง: นายมี

บทประพันธ์

๏ นิราศร้างห่างไกลใจกระสัน
ปีมะโรงฉศกวิตกครันไปสุพรรณพาราเรียกอากร
ด้วยได้นามตามตราพระราชสีห์ตั้งเป็นที่หมื่นพรหมสมพัตสร
เมื่อวันออกนาวาลีลาจรให้อาวรณ์หวั่นหวาดอนาถทรวง
เห็นเรือแพแลตลอดตลาดน้ำอยู่ประจำแน่นเนื่องทั้งเมืองหลวง
สารพันสินค้าผ้าแพรดวงทั้งโหมดม่วงเหลี่ยนหลินและจินเจา
มีเครื่องแก้วเครื่องทองของต่างๆมาตั้งวางเรียงรายจะขายเขา
ที่หน้าแพแม่น้ำล้วนสำเภาเห็นปลายเสาธงริ้วปลิวปลาบตา
บรรทุกของเมืองไทยไปต่างๆไม้แดงฝางสารพัดแกล้งจัดหา
ทั้งเอ็นหนังลูกกระเบาเขานองาเอาไปค้าเมืองจีนกินกำไร
แลเห็นลำกำปั่นสำคัญคิดว่าอังกฤษแขกชวามาแต่ไหน
พิเคราะห์ดูรู้แท้แน่ในใจกำปั่นไทยทอดประทับสำหรับเมือง
สง่างามนามเทพโกสินคู่กระบิลบัวแก้วเป็นแถวเนื่อง
จินดาดวงรัตนาสง่าเมืองย่อมลือเลื่องไปกระทั่งถึงลังกา
ลำที่สามนามแก้วกลางสมุทรเคียงพระพุทธอำนาจพระศาสนา
ลำหนึ่งชื่อราชฤทธิ์กับวิทยาอุดมเดชเดชาประทานนาม
กรุงศรีอยุธยาเป็นผาสุกนิราศทุกข์ราบเตียนสิ้นเสี้ยนหนาม
สารพัดวัดวาพระอารามสง่างามพระนครถาวรครัน
บริบูรณ์พูนเกิดประเสริฐศักดิ์เป็นเอกอัคราชัยมไหสวรรย์
ประชาราษฎร์เริงรื่นทุกคืนวันเกษมสันต์สาวหนุ่มออกกลุ้มเมือง
เมื่อแรกเริ่มรักกันกระสันสวาทไม่สมมาดทุกข์ตรอมจนผอมเหลือง
ที่สมหวังตั้งจิตเป็นนิจเนืองไม่ฝืดเคืองเฉิดฉายสบายตัว
ที่เงินทองตวงถังก็ตั้งตึกอึกกระทึกไม่เบาเป็นเจ้าสัว
มีผู้คนบ่าวไพร่ใช้เหมือนวัวให้ลงหัวลงท้ายสบายใจ
แต่ตัวเรายากจนทุพลภาพเที่ยวหาลาภเต็มประดาเลือดตาไหล
ได้ร้อยเบี้ยจะบรรจบให้ครบไพจนเหงื่อไหลลงเป็นน้ำระกำกาย
สงสารตัวเต็มประดาน่าอนาถแรมนิราศร้างไกลน่าใจหาย
จะจากแพแลหาทั้งขวาซ้ายก็ผันผายพ้นมาในวารี
๏ ถึงตำหนักแพหลวงทรวงระทดน้อมประณตนบนิ้วเหนือเกศี
น้ำตาคลอขาลาพระบารมีบังคมที่เสด็จลงพระคงคา
ครั้นขะเข้าเฝ้าใกล้ใช่ตำแหน่งต้องเบี่ยงแบ่งนบบาทตามวาสนา
ไม่เคยเป็นข้าท้าวบ่าวพระยาเป็นแต่ข้าแผ่นดินเหมือนริ้นยุง
ได้อาศัยในแผ่นดินทำกินคล่องมีเงินทองเฟื้องสลึงไม่ถึงถุง
ถ้ามีมากมั่งคั่งตั้งกระบุงจะทุกถุงเข้าไปกองในท้องพระคลัง
จะไปทำสมพัตสรอากรตลาดถ้าไม่ขาดทุนถวายต่อภายหลัง
ขอพระเดชพระคุณบุญประทังให้ได้ดั่งดวงจิตที่คิดปอง
รำพันพลางทางนบอภิวาทมิใคร่คลาดคลาไกลฤทัยหมอง
เห็นหน้ามุขสุดสะอาดปราสาททองงามผยองเอี่ยมฟ้านภาลัย
ดั่งพิมานอำมรินทร์ในถิ่นฟ้าลอยลงมาปัฐพีจะมีไหน
เป็นศรีเมืองเลื่องลือระบือไปทุกเวียงชัยสรรเสริญเจริญพร
มีพระแก้วมรกตสดสะอาดประชาราษฎร์ชื่นชมบังคมสลอน
เฉลิมกรุงรุ่งเรืองกระเดื่องดอนสถาพรพูนสวัสดิ์เป็นอัตรา
จะร่ำเรื่องเนื่องไปก็ไม่หมดพระเกียรติยศยังมากเหลือปากว่า
นึกบังคมอยู่ในใจแล้วไคลคลานาวามากระทั่งวังบวร
เห็นวังเปล่าเหงาเงียบเชียบสงัดว่างสมบัติบพิตรอดิศร
เหมือนเดือนดับลับฟ้าไม่ถาวรเสด็จจรสู่สวรรคครรไล
ยังแต่ดวงสุริยาในอากาศดูโอภาสพื้นภพสบสมัย
ไม่มีเพื่อนส่องฟ้านภาลัยเปลี่ยวพระทัยสุริยาทุกราตรี
ได้แต่ดวงดารามาเป็นเพื่อนก็ไม่เหมือนจันทราในราศี
จะพรรณนาว่าไปก็ไม่ดีมิใช่ที่จะประเทียบเปรียบภิปราย
ค่อยเลื่อนล่องเข้าคลองบางกอกน้อยดูเรียบร้อยเรือแพแม่ค้าขาย
ลางคนเล่าเจ้าคารมดูคมคายไม่มีอายอดสูกับผู้ใด
ที่ลางคนได้ระเบียบดูเรียบร้อยไม่มากน้อยเจรจาอัชฌาสัย
มีคนซื้ออื้ออึงคนึงไปไม่มีใครชิงชังทั้งหญิงชาย
ที่ลางคนมั่งมีเพราะขี้ฉ้อมันทั้งขอทั้งริบเอาฉิบหาย
ลางลำเมียแจวหัวผัวแจวท้ายดูสบายตามประสาเขาหากิน
พวกแม่ค้ามิได้ขาดตลาดน้ำสุดจะร่ำเรือแพกระแสสินธุ์
ก็รีบเร่งเรือมาในวารินยิ่งลับถิ่นที่เคยเสบยบาน
๏ ถึงวังหลังเห็นวังสงัดเงียบเย็นยะเยียบโรยราน่าสงสาร
เสด็จดับลับลิบเข้านิพพานยังยืนนานแต่พระนามทั้งสามกรม
มีพระหน่อเจ้านายทั้งหลายมากบ้างตกยากเต็มทีก็มีถม
บ้างทรงทำราชการสำราญรมย์รับสั่งชมโปรดปรานประทานพร
มีสำเภาเลากาเป็นผาสุกบรรเทาทุกข์ห้ามแหนแน่นสลอน
ขอชมบุญบารมีชุลีกรแล้วเลยจรจากมาพ้นหน้าวัง
๏ ถึงวัดทองทัศนาดูอาวาสคิดถึงบาทบพิตรเหมือนจิตหวัง
เคยเสด็จมาที่นี่ปีละครั้งทั้งเรือดั้งเรือกันเป็นหลั่นไป
ด้วยทรงพระราชศรัทธาอุตสาหะถวายพระกฐินทิพโกไสย
สร้างกุศลต่างๆทุกอย่างไปตั้งพระทัยหมายประโยชน์โพธิญาณ
เมื่อข้าบาทบรรพชารักษากิจที่สถิตเชตุพนวิมลสถาน
ได้เล่าเรียนเพียรภาวนานานรับประทานนิจภัตเป็นอัตรา
ครั้นสึกออกจากพระสละวัดเป็นคฤหัสถ์ลำบากยากหนักหนา
ได้อาศัยในสมเด็จพระน้องยาทรงเมตตาโปรดปรานที่บ้านเรือน
ท่านชุบเลี้ยงถึงที่มีเบี้ยหวัดไม่เคืองขัดหาพระทัยที่ไหนเหมือน
ทูลลามากว่าจะกลับก็นับเดือนมิได้เยือนเยี่ยมเฝ้าทุกเช้าเย็น
ใช่จะแหล้งเบือนบากจากพระบาทจำนิราศไปด้วยการรำคาญเข็ญ
คิดถึงเบื้องบาทาน้ำตากระเด็นต้องจำเป็นจำคลาดพระบาทบงส์
๏ บรรลุถึงบางระมาดอนาถจิตนิ่งพินิจนึกในน้ำใจประสงค์
เคยจดจำสำคัญไว้มั่นคงด้วยพันธุ์พงศ์พวกพ้องในคลองมี
มาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวคราวขันหมากเพื่อนก็มากมาประมวลอยู่สวนศรี
เพราะผู้หญิงตลิ่งชันขยันดีเขาจึงมีเมียสวนแต่ล้วนงาม
ที่บางกอกกินหมูอยู่ไม่ได้มาพอใจจงรักกินผักหนาม
ออกชื่อเพื่อนแต่ในใจอย่าไอจามจะแวะถามกลัวจะช้าขอลาเลย
๏ มาถึงวัดไก่เตี้ยละเหี่ยละห้อยเห็นไก่ต้อยเตี้ยวิ่งแล้วนิ่งเฉย
ไม่ก่งคอขันฟังเล่นบ้างเลยฤๅไม่เคยขันขานรำคาญคอ
ฤๅกลัวแร้วรึงจะตรึงรัดเป็นไก่วัดฤๅว่าไก่ของใครหนอ
ดูสีเหลืองเลิศล้วนนวลละออน่าใครต่อไปถวายไว้ในวัง
ด้วยไก่เตี้ยเช่นนี้เห็นทีจะโปรดคงเป็นโสดสุดสมอารมณ์หวัง
แต่ไม่มีไก่ต่อต้องรอรั้งก็นั่งนิ่งเลยไปครรไลจร
๏ บรรลุถึงวัดพิกุลให้ฉุนชื่นพิกุลรื่นโรยร่วงพวงเกสร
ถ้าได้พวงพิกุลทองประคองนอนจะวายร้อนรับขวัญทุกวันคืน
คิดถึงดอกสร้อยฟ้ากับการะเกดทับทิมเทศเสาวรสยังสดชื่น
ช่วงหอมหวนทวนลมมากลมกลืนอุตส่าห์ขืนแข็งกลีบไม่ลีบโรย
รำคาญแต่ดอกสะเดากับเต่าร้างมาทิ้งขว้างภุมรินให้บินโหย
ด้วยเพชรหึงตึงพัดระบัดโบยจนดิ้นโดยดอกเด็จระเห็จไป
ขาดทั้งต้นโค่นทั้งตอไม่หลอเหลือไม่มีเยื่อใยติดพิศมัย
แต่ดอกกลอยสร้อยฟ้าสุมาลัยไม่จากไกลกล้ำกลืนทุกคืนวัน
สุดจะคิดครวญคร่ำร่ำสวาทใช่นิราศร้างนุชสุดกระสัน
ประดิษฐ์กลอนค่อนคำเป็นสำคัญไปสุพรรณครั้งนี้ไม่มีครวญ
ไม่เหมือนไปพระแท่นแสนเทวษทางประเทศร่วมกันคิดหันหวน
ไม่กล่าวซ้ำร่ำไรอาลัยครวญก็รีบด่วนเรือมาในสาชล
๏ บรรลุถึงวัดชลอก็รอจิตใครช่วงคิดชลอวัดไม่ขัดสน
ถ้าไม่ชลอก็จะพังลงวังวนชลอพ้นที่จะพังจึงยั่งยืน
แต่ชลอจิตมนุษย์นี้สุดยากเอาพรวนลากก็ไม่ไหวอย่าได้ขืน
ใครขัดขวางน้ำใจเหมือนไฟฟืนทั้งแผ่นพื้นภพไตรใจเหมือนกัน
ประเดี๋ยวร้ายประเดี๋ยวดีมีต่างต่างประเดี๋ยวร้างประเดี๋ยวเริดระเหิดหัน
ประเดี๋ยวกลัวประเดี๋ยวกล้าสารพันเพราะใจนั้นมากมายเป็นหลายใจ
๏ มาถึงหน้าวัดเพลงวังเวงจิตนั่งพินิจศาลาที่อาศัย
มีตะพานลูกกรงลงบันไดจึงจำได้แน่จิตไม่ผิดเพี้ยน
แต่ก่อนพระวัดนี้ท่านดีมากชื่อขรัวนาคช่างฉลาดข้างวาดเขียน
มีคนจำแบบอย่างมาวางเรียนจนช่างเขียนประเดี๋ยวนี้ก็ดีจริง
ทุกวันนี้ฝีมือเขาลือมากแต่ฝีปากอับชื่อไม่ลือถึง
ไม่มีใครยอยกเหมือนตกบึงต้องนอนขึงคิดอ่านสงสารตัว
เสียแรงเรียนวิชาสารพัดเที่ยวหยิบยัดยกใส่ไว้ในหัว
เหมือนมณีสีอับพยับมัวจะเอาตัวเห็นไม่รอดตลอดไป
๏ มาถึงบางอ้อยช้างเมื่อปางยากรำลึกอยากน้ำอ้อยที่ย้อยไหล
ไอ้อ้อยเข้าปากช้างจะง้างไปง้างไม่ไหวช้างกินจนสิ้นกอ
อันอ้อยเข้าปากช้างแล้วง้างยากถึงไม่มากมันก็น้อยคงร่อยหรอ
เหลือแต่เดนชานช้ำระยำพอใครกินต่อไปไม่รู้ก็ดูดี
๏ ถึงบางขนุนเห็นขนุนเป็นพวงห้อยทั้งใหญ่น้อยยัดเยียดกันเสียดสี
เจ้าของคอยห้ามหวงเพราะยวงมีไม่รู้ทีที่จะสอยนึกน้อยใจ
๏ มาถึงบางขุนกองมองชะแง้ตลึงแลตลอดลำแม่น้ำไหล
เห็นกิ่งรักรายเรียงเคียงกันไปเป็นลูกใบหล่นลงในคงคา
คิดคะนึงถึงรักที่มักมากเอาใจหากห่างเหเสน่หา
เป็นรักกัดขัดแค้นแสนระอาตัดตำราทิ้งน้ำจำใส่ใจ
๏ ถึงบางม่วงม่วงปรางลูกลางสาดมีรสชาติเปรี้ยวหวานสถานไหน
ก็ได้กินสิ้นอย่างต่างวิไลจนเบื่อใจเบื่อปากไม่อยากกิน
๏ มาถึงบางในไกลในใจจิตนิ่งพินิจคุ้งแควกระแสสินธุ์
ท่านผู้เฒ่าเล่าไว้เราได้ยินว่าที่ถิ่นเรือนเหย้าเจ้าไกรทอง
แต่โบราณบ้านช่องอยู่คลองนี้เพื่อนก็มีเมียงามถึงสามสอง
ตะเภาแก้วโฉมเฉลาตะเภาทองเป็นพี่น้องร่วมผัวไม่กลัวอาย
จึงเรียกบางนายไกรเอาไว้ชื่อให้เลื่องลือกว่าจะสิ้นแผ่นดินหาย
ถ้าใครเป็นเช่นว่าอย่าระคายเราภิปรายเปรียบเล่นพอเป็นกลอน
๏ ถึงบางระนกบางคูเวียงเรียงกันอยู่ดูเหมือนคู่เคยเคียงอยู่เรียงหมอน
คิดคะนึงถึงเขนยที่เคยนอนเราจากจรทิ้งขว้างไว้ห่างไกล
๏ มาถึงวัดอุทยานสำราญรื่นได้ชมชื่นช่อผกาพฤกษาไสว
พระพายชายพัดพามายาใจสุมาลัยลอยฟ้ามารินริน
แมลงภู่ชูช่อดอกไม้สดครั้นสิ้นรสร้างโรยโหยถวิล
มิได้อยู่ชูชมนิยมยินเที่ยวโบยบินหาอื่นมาชื่นชม
เหมือนหญิงร้ายชายร้างให้ห่างห้องไม่หมายปองที่อยู่เป็นคู่สม
เขาหลอกเล่นให้ตายด้วยรายลมเหมือนอารมณ์ภุมรากับมาลี
๏ รำพันพลางทางมาถึงบางใหญ่พิศดูหมู่ไม้ในสวนศรี
ม่วงทุเรียนมังคุดละมุดมีทั้งลิ้นจี่ลำไยมะไฟเฟือง
มะปรางปลิงกิ่งแปล้แต่ละต้นเป็นพวงผลสุกงามอร่ามเหลือง
ลูกไม้สวนสารพัดไม่ขัดเคืองเป็นผลเนื่องตามฤดูไม่รู้วาย
แต่มะโรงฉศกนี้ตกแล้งข้าวก็แพงถังละบาทพวกราษฎร์ขาย
ระคนผลเผือกมันพอกันตายค่อยสบายเป็นเสบียงเลี้ยงแผ่นดิน
อยุธยาธานีไม่มีอดถึงข้าวหมดผลไม้ยังไม่สิ้น
จะร้อนตัวกลัวอะไรกับไพรินอย่าดูหมิ่นล่วงเลียบเข้าเหยียบแดน
ทั้งเมืองเอกโทตรีที่ประเทศต่างพระเนตรคอยรับอยู่นับแสน
กลัวอะไรไพรีคงบี้แบนเหมือนตั๊กแตนเต้นตอมเข้าลอมไฟ
รำพันพลางทางเลื่อนมาหลายเคี้ยวดูลดเลี้ยวเหลือแล้วแจวไม่ไหว
คลองก็แคบคดเคี้ยวลดเลี้ยวไปทั้งกิ่งไม้เกะกะระประทุน
เจ๊กลูกจ้างแจวเรือก็เหลือเล่ห์ดูเกเรดูท้ายเที่ยวย้ายหมุน
พอน้ำขึ้นตามน้ำค่อยค้ำจุนชุลมุนมาตะบึงจนถึงโยง
ดูเรือแพแออัดกันยัดเยียดประทุนเบียดถ่อปักก็หักโผง
บ้างหลีกกันหันหกเข้ารกโกรงเดินทางโยงแสนยากลำบากใจ
เป็นโคลนตมหล่มถลำน้ำก็แห้งฤดูแล้งคลองเขินเดินไม่ไหว
ต้องจ้างโยงโยงเรือน่าเบื่อใจเอาเงินให้แต่พองามตามราคา
เขาก็เอาเชือกหนังมาทั้งขดผูกเข้าหมดเรือใหญ่ให้ไปหน้า
ดูเรียงลำลำดับเป็นตับมาควายก็พาเชือกหนังรั้งกันไป
เสียงปังปึงดึงเขม็งดูเคร่งเครียดเรือก็เบียดบดกันเสียงหวั่นไหว
มะหร้าวผูกหว่างกลางข้างละใบกันมิให้เรือซบกระทบกัน
พอมาถึงครึ่งทางในกลางทุ่งจวนจะรุ่งไรไรเสียงไก่ขัน
โยงมาจวนสวนทางกันกลางคันจะหลีกกันก็ไม่มีที่จะไป
เสียงเอะอะเกะกะปะกันเข้าบ้างก็เอาถ่อค้ำตำไถล
ข้างหนึ่งมาข้างหนึ่งจะดึงไปโยงไม่ไหวน้ำแห้งสิ้นแรงควาย
จนเชือกรั้งขาดแล้วต้องต่ออีกกว่าจะหลีกกันพ้นก็จนสาย
พอคล่องลำฉ่ำเฉื่อยเรื่อยสบายทั้งหญิงชายปรีดาดูหน้ากัน
บริโภคโภชนาผลาหารต่างสำราญปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
บ้างพบเพื่อนรู้จักก็ทักกันแล้วให้ปันผักปลาประดามี
เรือลำหนึ่งติดกับเราลูกสาวสวยไม่พูดด้วยดูสบก็หลบหนี
ใช้แต่ตาต่างปากฝากไมตรีแม้นอยู่ที่ชอบกลไม่พ้นมือ
จีนลูกจ้างร้องฮ้อพลอยอ้อแอ้ถามว่าแม่จะเจียะเหลาเฮียะฤๅ
ต่างพูดจาตามประสาว่าไล้ขื่อเสียงอึงอื้ออวดผู้หญิงเหมือนลิงลน
ครั้นพ้นจากทางโยงชะโลงล่องออกจากคลองเรือแพแลสับสน
บ้างหยุดจอดจอแจกระแสชลบ้างเลยพ้นออกลำแม่น้ำไป
เจ้าตลาดปากคลองก็ร้องเรียกจนปากเปียกเถียงกันสนั่นไหว
พวกชาวเรือลูกค้าระอาใจต้องยอมให้เบิกเผยแล้วเลยจร
แต่เรือเราเจ้าตลาดเขาคาดหน้าก็รู้ว่าหมื่นพรหมสมพัตสร
ไม่เบิกเผยเลยมาในสาครทุเรศร้อนแรมทางมากลางคืน
เห็นโรงหีบหีบอ้อยอร่อยรสน้ำอ้อยหยดหยาดหยัดไม่ขัดขืน
กะทะโตเตาใหญ่ใส่ไฟฟืนไม่ทำอื่นทำแต่การน้ำตาลทราย
เขารู้ว่าน้ำอ้อยนั้นย้อยหยดเอาฝูงมดบางกอกมาออกขาย
แต่ล้วนมดตัวเมียน่าเสียดายให้เขาขายแลกลำระยำเยิน
๏ มาถึงบางไก่ซ่อนก็อ่อนจิตยังมืดมิดมุ่งมองดูคลองเขิน
พบนาวาคลาเคลื่อนเป็นเพื่อนเดินประมาณเมินมุ่งมาในวารี
พระจันทร์แจ้งแสงสว่างกระจ่างเมฆดูวิเวกอ้างว้างทางวิถี
ดูดวงเดือนเหมือนดวงอะไรดีไม่รู้ที่จะประเทียบเปรียบเนื้อความ
สงสารแต่ดวงดาวที่วาววับจะเอื้อมจับเอาเองก็เกรงขาม
ชมแต่ดวงช่วงแช่มอยู่แวมวามลอยอยู่ตามท้องฟ้าทุกราตรี
ถ้าแม้นได้ดวงดาวที่วาววับจะรองรับด้วยพานมณีศรี
ใส่โอษฐ์อมชมเล่นเพราะเห็นดีมิให้มีใครต้องถึงสองมือ
ไอ้ยามดึกนึกหวาดอนาถหนาวจะเอื้อมดาวเดือนได้ดังใจหรือ
เป็นความเปรียบเทียบทัดให้ชัดคือเพราะไกลมือก็เหมือนกับเดือนดาว
๏ มาถึงบางปลาดุกสนุกจิตเห็นปลาสลิดแอบฝั่งมันรังหยาว
ปลาดุกโดดโลดเลี่ยงดูเงี่ยงยาวดูเหม็นคาวคิดขึ้นมาไม่น่ากิน
ชังน้ำหน้าปลาซิวเท่านิ้วก้อยมันมักพลอยตอดอยู่ไม่รู้สิ้น
ประจบประแจงกุมภาเที่ยวหากินทุกฐานถิ่นมีมากปากปลาซิว
ขี้เกียจกล่าวราวเรื่องเปลืองสมุดก็รีบรุดเรือเรื่อยมาเฉื่อยฉิว
แลตะคุ่มพุ่มไม้เป็นทิวทิวต้นง้าวงิ้วงอกราวชายสาคร
๏ ถึงบางเลนเห็นหลักเขาปักไว้นีกเกลียดไม้ปักเลนมันเอนถอน
โยกขยับจับเขยื้อนก็เคลื่อนคลอนไม่แน่นอนหนักแน่นน่าแค้นใจ
รักแต่พื้นแผ่นผาอันหนาแน่นสักหมื่นแสนโยกถอนไม่คลอนไหว
ต่อแผ่นดินเกือบจะสิ้นประลัยไปด้วยฤทธิ์ไฟลมน้ำเป็นธรรมดา
จึงไหวหวั่นอันตรายทำลายโลกเขยื้อนโยกยับเยินกับเนินผา
ไม่เหมือนหลักปักเลนเอนไปมาดูเคลื่อนคลาคลอนหันทุกวันไป
๏ ถึงบางระกำคำนึงถึงสละไอ้มาปะบางระกำจะทำไฉน
เหมือนหักเอาหนามระกำมาตำใจไม่เข้าใกล้บางระกำคิดรำคาญ
๏ มาถึงบางไทรป่าเวลาดึกคำนึงนึกถึงพระไทรในไพรสาณฑ์
เคยอาศัยใบร่มเมื่อลมพานแสนสำราญรื่นเริงในเชิงไทร
เหมือนขุนแผนกับน้องวันทองน้อยตะวันคล้อยไคลคลาเข้าอาศัย
เสียงแจ้วแจ้วจักจั่นสนั่นไพรทั้งลองไนส่งเสียงสำเนียงนวล
ไอ้สงสารแต่พระไทรที่ในบ้านจะหักรานโรยร้างห่างสงวน
มาเห็นแต่ไทรป่าเวลาครวญเหมือนจะชวนหยุร่มเมื่อลมชาย
๏ ถึงหินปูนหินมีที่นี่ฤๅจึงเรียกชื่อหินปูนไม่สูญหาย
แลไม่เห็นหินผาศิลาลายเห็นแต่ปลายพงแขมขึ้นแกมกัน
๏ ถึงบางหลวงบางน้อยก็คอยท่าไม่เห็นหน้าน้อยหลวงทรวงกระสัน
ทั้งสองบางนางรวบประจวบกันต้องแบ่งปันคนละครึ่งให้ถึงใจ
จะว่าแต่บางน้อยเขาคอยท้วงข้างบางหลวงเขาจะว่าไม่ปราศรัย
ต้องตัดทอนผ่อนผันด้วยกันไปให้ชอบใจน้อยหลวงตามท่วงที
๏ ถึงบางหวายหวายอะไรผู้ใดตัดฤๅหวายมัดมือไว้มิให้หนี
ฤๅผู้ใดทำผิดคิดไม่ดีเขาเฆี่ยนตีด้วยหวายให้อายคน
จึงเรียกว่าบางหวายไม่หายชื่อตลอดลือเล่าแจ้งทุกแห่งหน
รำพันพลางทางมาในสาชลประจวบจนแสงตะวันพรรณราย
๏ ถึงบางสามบางสองพี่น้องเนื่องเข้าเขตเมืองสุพรรณดั่งมั่นหมาย
ตลาดด่านรายรั้งริมฝั่งสบายแลเห็นนายด่านเถ่อชะเง้อคอ
ด้วยเคยได้เล็กน้อยนั่งคอยอยู่เรียกเรือดูเข้าของแล้วร้องขอ
ร้องเรียกเรือเราไว้ก็ไม่รอกลัวขี้ขอซุกซนจะค้นเรือ
๏ มะตะบึงลุถึงที่ท้ายย่านเขาเรียกบ้านไอ้เดาะช่างเพราะเหลือ
ไม่รู้จักชาวบ้านและว่านเครือจนออกเบื่อสุดจะร่ำด้วยตำบล
๏ ถึงบ้านซอซอสีไม่มีเสียงฟังสำเนียงไม่สนัดให้ขัดสน
คิดถึงหีบเพลงไขมีไกกลเป็นแยบยลย้ายเพลงวังเวงใจ
สงสารแต่ซอสีไม่มีสายจะยักย้ายเรื่องร้องทำนองไหน
มโหรีปี่พาทย์นิราศไกลต่อกลับไปจึงจะซ้อมให้พร้อมมือ
๏ ครั้นมาถึงบ้านกล้วยระทวยจิตนั่งพินิจนึกให้ฤทัยหวาม
เห็นบ้านช่องวัดวาพระอารามนิคมคามเคียงกันเป็นหลั่นไป
๏ ถึงสุพรรณพาราเวลาเช้าก็ตรงเข้าจอดท่าที่อาศัย
ต่างแต่งตัวทั่วไปด้วยทันใดประแจไขหีบตราออกมาวาง
เชิญขึ้นใส่หีบทองทั้งสองฉบับน้อมคำนับตราบัตรไม่ขัดขวาง
ยกดำเนินเชิญมาศาลากลางตามเยี่ยงอย่างประเพณีเคยมีมา
ทั้งพระหลวงกรมการขึ้นศาลพร้อมต่างนอบน้อมเรียงรายทั้งซ้ายขวา
พระปลัดกรมการให้อ่านตราฟังราคาพิกัดตัดประทวน
แล้วบาดหมายรายความตามตำแหน่งใครขัดแขงผิดชอบให้สอบสวน
แล้วมอบให้หมื่นพรหมตามสมควรไม่ผิดผวนเรียกร้องตามท้องตรา
ได้บาดหมายเสร็จสรรพแล้วกลับหลังลงมายังเรือพลันด้วยหรรษา
ครั้นเย็นค่ำย่ำแสงพระสุริยาทัศนานั่งดูเมืองสุพรรณ
ดูโรยร่วงแรมร้างน่าสังเวชดังประเทศแถวป่าพนาสัณฑ์
พฤกษาชาติแซกแซมขึ้นแกมกันอเนกนันต์เล็กใหญ่ไม้นานา
คืนวันนั้นจันทร์เพ็งเปล่งประเทืองดาราเรืองเรียงรายพรายเวหา
ไปไหว้เจ้าหลักเมืองเรืองศักดาตั้งบูชาบัตรพลีพลีกรรม
น้อมคำนับอภิวาทประกาศว่าขอเทวาช่วยชับอุปถัมภ์
อย่าให้ขาดทุนรอนอากรนำทั้งทางน้ำทางบกอย่าปกบัง
ใครบังไร่ไว้ไหนช่วยไปจับเอาค่าปรับให้สมอารมณ์หวัง
ขอให้เรือลูกค้ามาประดังจะเก็บทั้งค่าตลาดอย่าขาดทุน
ครั้นไหว้แล้วกลับมานิทราหลับจนเดือนลับลำเนาภูเขาขุน
เจ้าหลักเมืองเรืองศักดาช่วยการุณมาค้ำจุนจิตนั้นให้ฝันไป
ว่าย่านางนาวานั้นมาบอกกำไรออกมั่นคงอย่าสงสัย
บอกว่าเรือที่ขี่นั้นมีชัยได้กำไรค้าขายมาหลายคราว
ให้แลเห็นรูปร่างของนางไม้งามวิไลแลละมุนพึ่งรุ่นสาว
อร่ามเรื่องเครื่องประดับดูวับวาวพอฟ้าขาวหายวับไปกับตา
ประจักษ์จำความฝันไว้มั่นแม่นให้สุดแสนสมมาดปราถนา
สังเกตดูฤกษ์ยามตามเวลาต้องตำราความฝันขยันดี
ควรจะให้ชื่อนามตามโฉลกชัยโชคชันษาในราษี
ด้วยย่านางนาวาเป็นนารีให้ชื่อมณีสาครขจรนาม
จงถาวรพูสวัสดิ์อย่าขัดข้องให้เงินทองมาเองอย่าเกรงขาม
ให้อยู่ดีกินดีอย่ามีความจงงดงามพักตรานายอากร
ครั้นเสร็จตั้งชื่อนามตามตำหรับชวนกันจับการระดมสมพัตสร
เอาหมายนำป่าวประกาศราษฎรให้แน่นอนแนะนำทุกกำนัน
ต่างอำเภอต่างหาไม้วาวัดเสมียนจัดจดบาญชีขมีขมัน
เอารุ้งแวงมาประมูลแล้วคูณกันคิดผ่อนผันออกได้เป็นไร่งาน
ให้เรียกไร่ละสลึงจนถึงบาทพิกัดขาดมากมายหลายสถาน
ก็ต่างคนต่างจำได้ชำนาญเสมียนอ่านบาญชีเขียนฎีกา
กำนันป่าวชาวบ้านทุกย่านแขวงไม่ขัดแข้งชายหญิงวิ่งมาหา
ที่เสียแล้วไปบ้างที่ยังมาบ้างมีตราคุ้มห้ามตามกระทรวง
ต้องเชิดตรามาดูรู้สำเหนียกก็ไม่เรียกค่าไร่กับไพร่หลวง
บ้างเขียนดำทับแดงแปลงในดวงครั้นทักท้วงไล่เลียงก็เพลี่ยงพลำ
ไม่รู้จักมุลนายว่าซ้ายขวามีแต่ตราพูดปากถลากถลำ
ครั้นไล่จนวนวงไม่คงคำก็จับจำปรับปรุงถลุงเอา
ที่ลางคนบังไร่ไว้ลี้ลับเขานำจับเจ็บใจดั่งไฟเผา
ต้องเสียเงินยุบยับนั่งสับเงาเขาปรับเอาสามต่อต้องงอไป
ที่ไม่มีเงินเสียละเหี่ยละห้อยมาสำออยอ้อนวอนก็ผ่อนให้
ข้างขี้ตระหนี่ถี่เหมือนทำเชือนไชมิใคร่ให้ค่าที่เที่ยวหนีตัว
ที่ลางคนข้างเย็นยังเป็นหม้ายค่ำลงกลายกลับหนีไปมีผัว
เห็นเขามีตราภูมิได้คุ้มตัวพอเป็นรั้วคุ้มไร่ได้สบาย
ที่ลางคนมีตราอาสาเขาเขาไม่เอาเป็นผัวยิ่งมัวหมาย
เฝ้าเวียนแบกตระบอกตราหน้าไม่อายเป็นผู้ชายหญิงชังแล้วยังงม
ที่ลางคนเคืองข้องคอยฟ้องผัวจะออกตัวมิให้อยู่เป็นคู่สม
หมายจะหาชายอื่นมาชื่นชมให้หมื่นพรหมจับตราของสามี
เราไม่จับกลับเก้อเขยอเปล่ารู้ว่าเราไม่คบก็หลบหนี
เป็นหลายอย่างต่างกันขันเต็มทีเรียกค่าที่ทั่วเมืองรู้เรื่องราว
ที่ลางคนคิดประจบคบเสมียนให้วนเวีบยพันผูกกับลูกสาว
จะให้เป็นพันธุ์พืชไปยืดยาวเพื่อขอกล่าวค่าไร่ให้เบาลง
บ้างก็มีผัวผิดจะคิดใหม่ให้ชอบใจน้ำจิตคิดประสงค์
มันเล่นเอาเจ้าเสมียนเจียนจะงงแทบจะหลงเลยอยู่เมืองสุพรรณ
ที่ลางคนเฒ่าแก่ก็แต่ร่างใจนั้นอย่างสาวน้อยพลอยกระสัน
เอากะลาดำดำเข้าทำฟันพอแก้กันแก้มห่อล่อผู้ชาย
เห็นเนื้อหนังเหี่ยวแห้งเอาแป้งผัดแล้วนั่งคัดไรจุกให้เฉิดฉาย
กลัวแก้มตอบอมหมากไม่อยากคายไม่เจียมกายเลยว่าแก่ยังแสงอน
ที่ลางคนมีท้องทำป้องปิดเพราะคิดผิดพาเหม็นเหมือนเป็นหนอน
ที่ลางคนจนจิตคิดยอกย้อนเข้าโรงบ่อนเบี้ยถั่วเล่นพัวพัน
ลงจำนำทำดิ้นจนสิ้นท่ากะโลกะลาล่อนเลี่ยนทั้งเชี่ยนขัน
เพราะเมียชั่วผัวหามาไม่ทันทะเลาะกันค่ำเช้าเพราะข้าวแพง
ถ้าเมียดีแล้วที่ไหนจะได้ยากต้องลำบากแต่จะกินสิ้นแสวง
จนยากจนซนดิ้นแทบสิ้นแรงเงินทองแดงเฟื้องไพก็ไม่มี
กินแต่ผักบุ้งเปล่าจนเศร้าซูบดูผิดรูปผิดร่างเหมือนอย่างผี
จนผักบุ้งทุ่งนาหาเต็มทีแทบชีวีจะไม่รอดตลอดดอน
ที่เงินทองมีบ้างก็ยังชั่วได้เลี้ยงตัวไปตลอดไม่ถอดถอน
ที่ท่านเป็นญาติกานายอากรไม่ทุกข์ร้อนข้าวปลาพอหากิน
เป็นผู้ใหญ่ใจดีอารีอารอบก็ชิดชอบชื่นชมสมถวิล
แต่งสำรับคาวหวานให้ทานกินไม่ราคินเปรียบปานกับมารดา
คิดถึงคุณอุ่นเกล้าทุกเช้าค่ำขอให้จำเริญสุขอย่าทุกขา
เคยพร้อมพรั่งนั่งเล่นเจรจาตามประสากันเคยไม่เฉยเชือน
ได้อาศัยไปมาเป็นผาสุกระงับทุกข์ที่อื่นไม่ชื่นเหมือน
ทั้งบ่าวไพร่ใช้ชอบออกรอบเรือนลือสะเทื้อนชื่อดังทั้งสุพรรณ
ใช่จะแกล้งยกยอแต่พอชื่นทุกวันคืนคิดถึงคุณไม่หุนหัน
สุดจะรื้อเรื่องราวกล่าวรำพันให้เฟือนฟั่นด้วยธุระปะทะทรวง
ถึงเดือนสิบรีบเร่งให้เร็วรวดจะส่งงวดไปยังพระคลังหลวง
ก็ชวนกันตักเตือนเพื่อนทั้งปวงให้เลยล่วงรีบรุดไปสุดแดน
๏ ถึงเขาพระท่าช้างบ้านนางบวชจนเจ็บปวดบุกป่าระอาแสน
ไปเก็บเงินบางขวากก็ยากแค้นเหมือนแคะแค่นขอทานรำคาญใจ
ที่บ้านโน้นดอนกระบื้องเป็นเมืองป่าใครแปลกหน้าขึ้นไปมิใครได้
ต้องตัดตอนแยกย้ายขายเขาไปด้วยกลัวภัยเจ็บไข้ที่ร้ายแรง
ข้างสีโลธรรมดาเป็นป่าใต้ก็ขายให้พวกจีนพอสิ้นแขวง
เที่ยวเรียกเงินสมทบประจบประแจงเป็นสองแห่งทั้งตลาดไม่ขาดทุน
ส่งสมทบครบถ้วนจำนวนหนึ่งที่ค้างขึงบาญชีคิดสี่หุน
เฟื้องสลึงถึงชั่งแล้วตั้งคูณบาญชีวุ่นวนเวียนเสมียนคราง
จนถึงเดือนสิบเบ็ดหาเสร็จไม่จะเร่งให้เร็วรัดก็ขัดขวาง
สมพัตสรตอนบกยังตกค้างจะไว้วางใจใครก็ไม่ลง
แต่เที่ยวรัดทุ่งท่าเหมือนหน้าน้ำทั้งสองลำล่องเลื่อนจนเฟือนหลง
ไปถึงบ้านปากไห่เหมือนใจจงแล้ววกวงออกทุ่งเที่ยวมุ่งมอง
เห็นบัวหลวงบัวขมน่าชมดอกช่างงามงอกนับแสนดูแน่นหนอง
เห็นบัวขาวขาวล้วนนวลลอองเหมือนบัวทองที่กระถางสำอางตา
เห็นสัตบุษผุดำพ้นขึ้นบนน้ำเหมือนจะร่ำเรียกชวนให้หวนหา
เห็นบัวเผื่อนบัวผันสันตวาเอามือคว้าฉวยฉุดก็หลุดลอย
เห็นผักตบตับเต่าเหล่าสาหร่ายปลาก็ว่ายเวียนวนปนปูหอย
ผักกะเฉดแพงพวยสลวยลอยปลาน้อยน้อยแอบแฝงกับแพงพวย
น้ำก็ใสไหลแลเห็นลึกล้ำปลาก็คล่ำว่ายกระดิบน่าหยิบฉวย
บุษบงส่งกลิ่นมารินรวยหอมระหวยโหยหาให้อาวรณ์
แลดูทุ่งทุ่งกว้างว้างวิเวกเห็นทิวเมฆกลุ่มเกลื่อนเลื่อนสลอน
พระสุริยงลงลับยุคุนธรพระจันทร์จรเจ็ดค่ำเป็นสำคัญ
เห็นพระจันทร์วงแหว่งตะแคงเหนือเหมือนรูปเรือลอยขวางนางสวรรค์
พระอังคารเข้าเรียงเคียงพระจันทร์ตำรานั้นมีอยู่แต่บูราณ
ถูกชตาราศีผู้ดีไพร่ว่าจะได้คู่ชมภิรมย์สมาน
เพราะพระจันทร์จะสบพบอังคารไม่ช้านานกำหนดพอหมดเดือน
ถ้าผู้ชายทายว่าคู่อยู่ข้างเหนือเป็นว่านเครือมิตรสหายละม้ายเหมือน
ไม่สู้มีมิสู้จนเป็นพลเรือนจะมีเพื่อนมิตรรักช่วยชักจูง
ถ้าผู้หญิงทายว่าคู่อยู่ทิศใต้ท่านผู้ใหญ่อุปถัมภ์ค้ำให้สูง
มีวงแววแพร้วพร่างเหมือนหางยูงทั้งเพื่อนฝูงพี่น้องจะต้องใจ
ในตำราว่าช้าสักเดือนครึ่งคงเป็นหนึ่งมั่นคงอย่าสงสัย
ตำราหนึ่งทายว่ามาแต่ไกลมิใช่ไพร่เชื้อวงศ์เป็นพงศ์พราหมณ์
รู้วิสัยไตรเพทวิเศษสุดแล้วถือพุทธศาสนาภาษาสยาม
ตำราทายหลายอย่างในทางความเห็นจะงามบ้างสักคู่ไม่รู้เลย
แต่ตัวเราเปล่าดายไม่หมายคู่เป็นหมอดูรู้แยบคายทายเฉยเฉย
ไม่ประสงค์จงใจที่ไหนเลยเพราะว่าเคยคิดผิดเหมือนติดตัง
เป็นหมอดูรู้สิ้นทั้งดินฟ้ายังไม่พาตัวลอยกลับถอยหลัง
หากพระเดชพระคุณหนุนประทังมีรับสั่งโปรดมาให้หากิน
ใครไม่รู้ดูน่าจะผาสุกแต่ความทุกข์เหมือนไฟอยู่ในหิน
ถ้าเงินทองกองเล่นเหมือนเช่นดินไม่ทำกินเลยให้ยากลำบากกาย
นี่สุดแสนแค้นขัดเที่ยวลัดทุ่งค่ำแล้วรุ่งแรมไปน่าใจหาย
ไม่ได้พบบ้านเรือนเพื่อนสบายทั้งกลิ่นอายก็ไม่มีมาวี่แวว
ที่สุพรรณบุรีก็มีมากทั้งสองฟากฟั่นเฝือล้วนเชื้อแถว
เราชั่วดีมีอยู่เขารู้แกวผิดเสียแล้วแลดูแต่หูตา
เที่ยวเรียกเงินรายค้างก็ขวางขัดจนพระสงฆ์ทุกวัดออกวรรษา
เขาทำบุญสุนทานชวนกันมาบ้างศรัทธาทอดกฐินด้วยยินดี
มีเรือแห่แลงามตามบ้านนอกผู้หญิงออกพายเรือใส่เสื้อสี
แต่ประกวดอวดงามกันตามมีดูก็ดีตามเพศประเทศเมือง
แล้วไหว้พระวัดฟ่าน่าสนุกที่ความทุกข์รันทดค่อยปลดเปลื้อง
มาประชุมกันทั่วพวกรั้วเมืองดูแน่นเนื่องแนวน้ำออกคล่ำไป
เดือนสิบสองขึ้นเจ็ดค่ำเคยสำเหนียกมาพร้อมเพรียกประทับท่าเคยอาศัย
เป็นพวกพวกหญิงชายสบายใจไม่มีภัยแผ้วพ้นพวกคนพาล
ครั้นพลบค่ำย่ำแสงพระสุริย์ศรีพวกนารีร้องเพลงวังเวงหวาน
วิเวกโหวยโหยไห้อาลัยลาญเสียงประสานเซ็งแซ่ร้องแก้กัน
บ้างร้องส่งปี่พาทย์ระนาดฆ้องเสียงหนอดหน่องโหน่งเหน่งเพลงขันขัน
มโหรีรี่เรื่อยเฉื่อยฉ่ำครันทั้งโอดพันไพเราะเสนาะนวล
ได้ฟังเสียงเอียงดูแล้วดูหน้าสำคัญว่าเสียงนุชที่สุดสงวน
แม่เคยร้องสักวาวิญญายวนคิดว่าชวนกันร้องเที่ยวมองดู
พบแต่พวกผู้อื่นออกดื่นดาษนึกอนาถน้ำจิตคิดอดสู
ถ้าพบพวกเรามั่งจะพรั่งพรูไม่ต้องดูปากเขาของเรามี
เคยบอกบทสักวานิจจาเอ๋ยทุกคืนเคยปรีดิ์เปรมเกษมศรี
ถ้าเหาะได้จะไปพามาเดี๋ยวนี้จะให้มีสักวาที่หน้าจวน
จะบอกบทบูชาวัดป่าบ้างให้สว่างอารมณ์เมื่อลมหวน
โอ้จนใจไม่พบประสบนวลใครจะชวนชื่นใจก็ไม่มี
จะดูดาวดาวด็เลื่อนเดือนก็คล้อยต่างเลื่อนลอยลับฟ้าในราศี
เหมือนแลลับพักตราทุกราตรีไม่รู้ที่ที่จะชื่นสักคืนวัน
๏ ครั้นรุ่งแจ้งแสงทองขึ้นส่องฟ้าต่างตื่นตาแต่งอวดกันกวดขัน
เป็นวันพระแปดค่ำที่สำคัญบ้างจัดสรรค์เครื่องบูชาบรรดามี
ชวนกันลงนาวาแล้วคลาเคลื่อนออกกลุ้มเกลื่อนยัดเยียดกันเสียดสี
อึกกระทึกกึกก้องท้องนทีจำเพาะมีลำคลองล่องเข้าไป
กระทั่งถึงวัดผ่าพระอาวาสประชาชาติมีจิตคิดเลื่อมใส
เอาธูปเทียนบุปผาสุมาลัยก็ตั้งใจจบหัตถ์นมัสการ
ทั้งหนุ่มสาวเฒ่าแก่ออกแออัดครั้นถึงวัดเข้าไปในวิหาร
ต่างเคารพนบประนมแล้วก้มกรานบ้างอธิษฐานตามในน้ำใจปอง
ที่ศรัทธาจริงจริงก็นิ่งแน่วเหมือนดวงแก้วเก้าสีไม่มีหมอง
ที่หนุ่มสาวคราวรุ่นฉุนคะนองคอยมุ่งมองปรารถนาจะหากัน
ที่ลางคนปรารถนาจะหาคู่ให้ได้อยู่ร่วมห้องประคองขวัญ
ไปเกิดไหนขอให้ประสบกันร่วมสวรรค์ร่วมพิมานร่วมบ้านเมือง
บ้างปรารถนารูปงามทรามสวาทให้ผุดผาดผิวผ่องละอองเหลือง
ขอให้ยศศักดิ์สูงขึ้นรุ่งเรืองให้ลือเลื่องอำนาจทุกชาติไป
๏ ครั้นไหว้พระเสร็จสรรพคำนับน้อมสะพรั่งพร้อมรายเรียงเคียงไสว
บ้างเที่ยวชมวัดวาป่าเลไลยบ้างกราบไหว้เวียนวงชมองค์พระ
สังเกตดูทั่วองค์ทรงสัณฐานสูงประมาณเจ็ดวาสาธุสะ
ฝาผนังพังผุดูครุคระเอาปูนปะปิดไว้พอได้การ
พระวัดป่าเลไลยนี้ใครสร้างดูรกร้างโรยราน่าสงสาร
เป็นพระปั้นปิดทองของบูราณเห็นนานหนักหนากว่าร้อยปี
พระพาหาขวาซ้ายทลายหักวงพระพักตรทองหมองไม่ผ่องศรี
ห้อยพระชงฆ์ลงเรียบระเบียบดีแล้วก็มีลิงช้างข้างละตัว
ช้างหมอบม้วนงวงจ้วงจบอยู่ลิงก็ชูรวงผึ้งขึ้นท่วมหัว
พื้นผนังหลังคาก็น่ากลัวฝนก็รั่วรดอาบเป็นคราบไคล
พวกข้าพระวัดนี้ก็มีอยู่ไม่เหลียวดูพระบ้างไปข้างไหน
จนวันวารกรื้อออกปื้อไปไม่มีใครถากถางจึ่งร้างโรย
โคกกระสุนมูลมากเหมือนขวากทิ้งยอกผู้หญิงร้องกรีดเสียงหวีดโหวย
มันน่าเอาเลขวัดมามัดโบยไม่เก็บโกยเกียจคร้านในการบุญ
ถ้าเรามีวาสนาจะมาสร้างมิให้ร้างรกเรื้อจะเกื้อหนุน
เดี๋ยวนี้จนเต็มทีไม่มีทุนจะทำบุญก็เสียดายหมายมีเมีย
เป็นศรัทธาตัวเต่าเหมือนเขาว่านึกศรัทธาแล้วก็หายละลายเสีย
เป็นศรัทธาแทงถั่วทั้งผัวเมียเก็บหัวเบี้ยกันในมุ้งจนรุ่งราง
ไปเบื้องหน้าเห็นว่าอาวาสนี้จะเป็นที่ถิ่นอยู่หมู่เสือสาง
ไอ้สงสารวัดป่าจะราร้างใครจะสร้างสืบไปก็ไม่มี
เดชะบุญเราได้มาไหว้นบเหมือนได้พบพานองค์พระชินศรี
ด้วยเป็นพระแต่บูราณนานเต็มทีย่อมเป็นที่นับถือลือมานาน
แต่ก่อนเป็นบ้านเมืองเรื่องเณรแก้วอันเลิศแล้วเสภาเขาว่าขาน
เมื่อบวชอยู่วัดป่ากับอาจารย์เทศน์กุมารมัทรีมีวิชา
เมื่อครั้งเป็นหนุ่มแน่นแสนกระสันไปติดพันพิมน้อยละห้อยหา
เป็นต้นเรื่องแรกเริ่มเดิมเสภาทั้งวัดป่าก็ยังมีที่สำคัญ
แต่ปางก่อนเมืองนี้มีกษัตริย์ผ่านสมบัติปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
คือน้องท้าวอู่ทองครองสุพรรณท่านเล่ากันเนืองเนืองเรื่องก็มี
เห็นเชิงเทินเนินวังยังปรากฏชนบทขอบเขตบ้านเศรษฐี
ภูมิประเทศเขตขัณฑ์ทุกวันนี้กลายเป็นที่ท้องนาป่าระกำ
พระเจดีย์วิหารบูราณสร้างก็โรยร้างร่วงหรุบคิดอุปถัมภ์
ทั้งพาราอาภัพยับระยำสุดจะร่ำเรื่องว่าน่าเสียดาย
น่าสงสารเมืองสุพรรณทุกวันนี้ที่มั่งมีนั้นก็มากยากก็หลาย
สุดจะร่ำคำเปรียบเทียบภิปรายกลืนน้ำลายติดคอแล้วพ่อคุณ
เหมือนหนึ่งเล่นหมากรุกสนุกจิตเดินไม่คิดก็เสียเบี้ยหน้าขุน
กล่าวแต่พอเบียดเสียดละเมียดละมุนจงการุญถ้อยคำที่รำพัน
ถ้าหยาบคายคำไหนอภัยโทษอย่าขึ้งโกรธบทกลอนช่วยผ่อนผัน
จบนิราศร่ำเรื่องเมืองสุพรรณคิดไม่ทันก็อย่าว่าฉันบ้าเลย ฯ
             
๏ เสมียน สมัครสามารถแกล้งเกลากลอน กล่าวแฮ
มี แต่จนเจียรจรจบด้าว
แต่ง ตามทุกข์อาทรทนเทวศ ถวิลฤๅ
ถวายพระน้องยาท้าวถี่ถ้อยทางแถลง ฯ
             

เชิงอรรถ

อ้างอิง

เครื่องมือส่วนตัว