นิราศพระประธม

จาก ตู้หนังสือเรือนไทย

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

ข้อมูลเบื้องต้น

ผู้แต่ง: สุนทรภู่

บทประพันธ์

๏ ถวิลวันจันทร์ทิวาขึ้นห้าค่ำ
ลงนาวาคลาเคลื่อนออกเลื่อนลำพอเสียงย่ำยามสองกลองประโคม
น้ำค้างย้อยพรอยพรมเป็นลมว่าวอนาถหนาวนึกเคยได้เชยโฉม
มาลับเหมือนเดือนดับพยับโพยมยิ่งทุกข์โทมนัสในใจรัญจวน
โอ้หน้าหนาวคราวนี้เป็นที่สุดไม่มีนุชแนบชมเมื่อลมหวน
พี่เห็นนางห่างเหยังเรรวนมิได้ชวนเจ้าไปชมประธมประโทน ฯ
๏ ที่ปลูกรักจักได้ชื่นทุกคืนค่ำก็เตี้ยต่ำตายฝอยกรองกร๋อยโกร๋น
ที่ชื่นเชยเคยรักเหมือนหลักประโคนก็หักโค่นขาดสูญประยูรวงศ์
ยังเหลือแต่แม่ศรีสาครอยู่ไปสิงสู่เสน่หานางสาหงส์
จะเชิญเจ้าเท่าไรก็ไม่ลงให้คนทรงเสียใจมิได้เชย ฯ
๏ วัดระฆังตั้งแต่เสร็จสำเร็จศพไม่พานพบภคินีเจ้าพี่เอ๋ย
โอ้แลเหลียวเปลี่ยวใจกระไรเลยมาชวดเชยโฉมหอมถนอมนวล
จนนาวาคลาคล่องเข้าคลองกว้างตำบลบางกอกน้อยละห้อยหวน
ตลาดแพแลตลอดเขาทอดพวนแลแต่ล้วนเรือตลาดไม่ขาดคราว
ทุกเรือนแพแลลับระงับเงียบยิ่งเย็นเยียบยามดึกให้นึกหนาว
ในอากาศกลาดเกลื่อนด้วยเดือนดาวเป็นลมว่าวเฉื่อยฉิวหวิวหวัวใจ
โอ้บางกอกกอกเลือดให้เหือดโรคแต่ความโศกนี้จะกอกออกที่ไหน
แม้นได้แก้วแววตามายาใจแล้วก็ไม่พักกอกดอกจริงจริง ฯ
๏ ดูวังหลังยังไม่ลืมที่ปลื้มจิตเคยมีมิตรมากมายทั้งชายหญิง
มายามดึกนึกถึงที่พึ่งพิงอนาถนิ่งน้อยหน้าน้ำตานอง
บางหว้าน้อยน้อยจิตด้วยพิสมัยน้อยหรือใจจืดจางให้หมางหมอง
หมายว่ารักจักได้พึ่งเหมือนหนึ่งน้องเห็นเจ้าของขายหน้าทั้งตาปี
ถึงวัดทองหมองเศร้าให้เหงาเงียบเย็นยะเยียบหย่อมหญ้าป่าช้าผี
สงสารฉิมนิ่มน้องสองนารีมาปลงที่เมรุทองทั้งสองคน
ขอบุญญาอานิสงส์จำนงสนองช่วยส่งสองศรีสวัสดิ์ไปปัฏิสนธิ์
ศิวาลัยไตรภพจบสกลประจวบจนได้พบประสบกัน
ทั้งแก้วเนตรเกสรามณฑาทิพย์จงลอยลิบลุล่วงถึงสรวงสวรรค์
จะเกิดไหนได้อยู่คู่ชีวันอย่ามีอันตรายเป็นเหมือนเช่นนี้ ฯ
๏ วัดประขาวขาวเหลือเชื่อไม่ได้ด้วยดวงใจเจ้ามันคล้ำดำมิดหมี
แม่หม้ายสาวขาวโศกโฉลกมีเหมือนแม่ศรีสาครฉะอ้อนเอว
โอ้เคราะห์กรรมจำคลาดนิราศร้างเพราะขัดขวางความในเหมือนไขว่เฉลว
ทั้งเกลียดลิ้นนินทาพาลาเลวเหมือนควันเปลวปลิวต้องให้หมองมอม
เสียดายแต่แม่ศรีเจ้าพี่เอ๋ยจะชวดเชยชวดชิดสนิทสนอม
เหมือนดอกไม้ไกลแดนเพราะแตนตอมใครแปลงปลอมปลิดสอยมันต่อยตาย ฯ
๏ บางบำหรุเหมือนบำรุบำรุงรักจะพึ่งพักพิศวาสเหมือนมาดหมาย
ไม่เหมือนนึกตรึกตรองเพราะสองรายเห็นฝักฝ่ายเฟือนลงด้วยทรงโลม
พอสิ้นแพแลล้วนสวนสงัดพยุพัดฮือฮือกระพือโหม
ยิ่งดึกดาววาววามดังตามโคมน้ำค้างโซมแสนหนาวให้เปล่าใจ
บางขุนนนท์ต้นลำภูดูหิ่งห้อยเหมือนเพชรพร้อยพรอยพร่างสว่างไสว
จังหรีดร้องซ้องเสียงเรียงเรไรจะแลไหนเงียบเหงาทุกเหย้าเรือน
บางระมาดมาดหมายสายสวาทว่าสมมาดเหมือนใจแล้วไม่เหมือน
แสนสวาทมาดหมายมาหลายเดือนมีแต่เคลื่อนแคล้วคลาดประหลาดใจ
วัดไก่เตี้ยไม่เห็นไก่เห็นไทรต่ำกอระกำแกมสละขึ้นไสว
หอมระกำก็ยิ่งช้ำระกำใจระกำไม่เหมือนระกำที่ช้ำทรวง
ถึงสวนหลวงหวงห้ามเหมือนความรักเหลือที่จักจับต้องเป็นของหลวง
แต่รวยรินกลิ่นผกาบุปผาพวงระรื่นร่วงเรณูฟูขจร
โอ้ไม้ต้นคนเฝ้าแต่เสาวรสยังปรากฏกลิ่นกล่อมหอมเกสร
แต่โกสุมภุมรินมาบินวอนไม่ดับร้อนร่วงกลิ่นให้ดิ้นโดย
ดึกกำดัดสัตว์อื่นไม่ตื่นหมดแต่นกกดร้องเร้ากระเหว่าโหวย
ระรวยรินกลิ่นโศกมาโบกโบยโอ้โศกโรงเหมือนพี่ร้างมาทางจร ฯ
๏ ถึงบางขวางปางก่อนว่ามอญขวางเดี๋ยวนี้นางไทยลาวแก่สาวสอน
ทำยกย่างขวางแขวนแสนแสงอนถึงนางมอญก็ไม่ขวางเหมือนนางไทย
วัดพิกุลฉุนกลิ่นระรินรื่นโอ้หอมชื่นเช่นกับรสแป้งสดใส
เหมือนพิกุลอุ่นทรวงพวงมาลัยที่เคยใส่หัตถ์หอมถนอมนวล
โอ้ยามนี้มิได้เชยเหมือนเคยชื่นมาหอมรื่นแต่ดอกไม้ที่ในสวน
พระพายโชยโรยรินกลิ่นลำดวนเหมือนจะชวนชื่นใจเมื่อไกลเชย
บางสนามนึกขามแต่หนามเสี้ยนหนามทุเรียนรักฉีกอีกเจ้าเอ๋ย
ที่กีดขวางทางความแต่หนามเตยไม่น่าเชยน่าชังล้วนรังแตน
ถึงสวนแดนแสนเสียดายสายสวาทมาสิ้นชาติชนมโลกให้โศกแสน
ไปสวรรค์ชั้นบนคนละแดนไม่ร่วมแผ่นภพโลกยิ่งโศกใจ ฯ
๏ ถึงวัดเกดเจตนาแต่การะเกดไม่สมเจตนาน่าน้ำตาไหล
เคยสบเนตรเกษน้อยกลอยฤทัยมาจำไกลกลืนกลั้นที่รัญจวน
น้ำค้างพรมลมชายระบายโบกหอมดอกโศกเศร้าสร้อยละห้อยหวน
เหมือนโศกร้างห่างเหเสน่ห์นวลมาถึงสวนโศกช้ำระกำทรวง
เห็นรักน้ำคร่ำคร่าไม่น่ารักจะเด็ดหักเสียก็ได้เขาไม่หวง
แต่ละต้นผลลูกดังผูกพวงก็โรยร่วงเปล่าหมดไม่งดงาม
เหมือนรักคนคนรักทำยักยอกจะเก็บดอกเด็ดผลคนก็ขาม
แม้นยางลูกถูกหัตถ์ก็กัดลามเหมือนรำรามรักรายริมชายพง ฯ
๏ วัดชะลอใครหนอชะลอฉลาดเอาอาวาสมาไว้ให้อาศัยสงฆ์
ช่วยชะลอวรลักษณ์ที่รักทรงให้มาลงเรือร่วมนวมที่นอน
ถนอมแนบแอบอุ้มประทุมน้อยแขนจะคอยเคียงวางไว้ต่างหมอน
เมื่อปลื้มใจไสยาอนาทรจะกล่าวกลอนกล่อมขนิษฐ์ให้นิทรา ฯ
๏ เห็นคลองขวางบางกรวยระทวยจิตไม่ลืมคิดนิ่มน้อยละห้อยหา
เคยร่วมสุขทุกข์ร้อนแต่ก่อนมาโอ้สิ้นอายุเจ้าได้เก้าปี
แต่ก่อนกรรมทำสัตว์ให้พลัดพรากจึงจำจากนิ่มน้องให้หมองศรี
เคยไปมาหาน้องในคลองนี้เห็นแต่ที่ท้องคลองนองน้ำตา
สงสารบุตรสุดเศร้าทุกเช้าค่ำด้วยเป็นกำพร้าแม่ชะแง้หา
เขม้นมองคลองบ้านดูมารดาเช็ดน้ำตาโซมซาบลงกราบกราน
ยิ่งตรอมตรึกดึกดื่นสะอื้นอั้นจนไก่ขันเอื้อนเอกวิเวกหวาน
เหมือนนิ่มน้องร้องเรียกสำเหนียกนานเจียนจะขานหลงแลชะแง้คอย ฯ
๏ บางสีทองคลองบ้านน้ำตาลสดอร่อยรสซาบซ่านหวานคอหอย
เหมือนปากพี่สีทองของน้องน้อยเป็นคู่บอกดอกสร้อยสักรวา
ทุกวันนี้พี่ก็เฒ่าเราก็หง่อมเธอเป็นจอมเราเป็นจนต้องบ่นหา
โอ้จอมพี่สีทองของน้องยาเมื่อไรจะพาพิมน้อยมากลอยใจ ฯ
๏ บางอ้อช้างโอ้ช้างที่ร้างโขลงมาอยู่โรงรักป่าน้ำตาไหล
พี่คลาดแคล้วแก้วตาให้อาลัยเหมือนอกไอยราร้างฝูงนางพัง ฯ
๏ พอจวนรุ่งฝูงนกวิหคร้องประสานซ้องเซ็งแซ่ดังแตรสังข์
กระเหว่าหวานขานเสียงสำเนียงดังเหมือนชาววังหวีดเสียงสำเนียงนวล
อโณทัยไตรตรัสจำรัสแสงกระจ่างแจ้งแจ่มฟ้าพฤกษาสวน
หอมดอกไม้หลายพรรณให้รัญจวนเหมือนกลิ่นนวลน้ำกุหลาบซึ่งซาบทรวง
โอ้บุปผาสารพัดที่กลัดกลีบครั้นรุ่งรีบบานงามไม่ห้ามหวง
ให้ชื่นชุ่มภุมรินสิ้นทั้งปวงได้ซาบทรวงเสาวรสไม่อดออม
แต่ดอกฟ้าส่าหรีเจ้าพี่เอ๋ยมิหล่นเลยละให้หมู่แมงภู่สนอม
จะกลัดกลิ่นสิ้นรสเพราะมดตอมจนหายหอมแลกลอกเหมือนดอกกลอย ฯ
๏ ถึงวัดสักเหมือนพึ่งรักที่ศักดิ์สูงสูงกว่าฝูงเขาเหินเห็นเกินสอย
แม้นดอกฟ้าคลาเคลื่อนหล่นเลื่อนลอยจะได้คอยเคียงรับประคับประคอง
บางขนุนขุนกองมีคลองกว้างว่าเดิมบางชื่อถนนเขาขนของ
เป็นเรื่องหลังครั้งคราวท้าวอู่ทองแต่คนร้องเรียกเฟือนไม่เหมือนเดิม
สุดาใดได้เพื่อนอย่าเฟือนพี่เหมือนมณีนพรัตน์ฉัตรเฉลิม
อันน้ำในใจรักช่วยตักเติมให้พูนเพิ่มพิศวาสอย่าคลาดคลาย
บางนายไกรไกรทองอยู่คลองนี้ชื่อจึงมีมาทุกวันเหมือนมั่นหมาย
ไปเข่นฆ่าชาละวันให้พลันตายเป็นยอดชายเชี่ยวชาญการวิชา
ได้ครอบครองสองสาวชาวพิจิตรสมสนิทนางตะเข้เสน่หา
เหมือนตัวพี่นี้ได้ครองแต่น้องยาจะเกื้อหน้าพางามขึ้นครามครัน
ถึงคลองขวางบางระนกโอ้อกพี่แม้นปีกมีเหมือนหนึ่งนกจะผกผัน
ไปอุ้มแก้วแววตาพาจรัลมาด้วยกันกับทั้งคู่ที่อยู่ริม
คงร่วมเรือเมื่อว่าตื่นสะอื้นอ้อนจะคอยช้อนโฉมอุ้มไม่หยุมหยิม
ให้แย้มสรวลชวนเสบยเฝ้าเชยชิมกว่าจะอิ่มอกแอบแนบนิทรา
บางคูเวียงเสียงเงียบเซียบสงัดเป็นจังหวัดเวียงสวนล้วนพฤกษา
ดูรูปนางบางคูเวียงเหมือนเหนียงนาไม่เหมือนหน้านางนั่งในวังเวียง
เห็นโรงหีบหนีบอ้อยเขาคอยป้อนมีคนต้อนควายตวาดไม่ขาดเสียง
เห็นน้ำอ้อยย้อยรางที่อ่างเรียงโอ้พิศเพียงชลนาพี่จาบัลย์
อันลำอ้อยย่อยยับเหมือนกับอกน้ำอ้อยตกเหมือนน้ำตาพี่กว่าขัน
เขาโหมไฟในโรงโขมงควันเหมือนอ้นอั้นอกกลุ้มรุมระกำ
โอ้น้ำในใจคนเหมือนต้นอ้อยข้างปลายกร่อยชืดชิมไม่อิ่มหนำ
ต้องหันหีบหนีบแตกให้แหลกลำนั่นแลน้ำจึงจะหวานเพราะจานเจือ ฯ
๏ ถึงบางม่วงง่วงจิตคิดถึงม่วงต้องจากทรวงเสียใจอาลัยเหลือ
มะม่วงงอมหอมหวนเหมือนนวลเนื้อมิรู้เบื่อบางม่วงเหมือนดวงใจ
เห็นต้นรักหักโค่นต้นสนัดเป็นรอยตัดรักขาดให้หวาดไหว
เหมือนตัดรักหักสวาทขาดอาลัยด้วยเห็นใจเจ้าเสียแล้วเจ้าแก้วตา ฯ
๏ ถึงบางใหญ่ให้จอดทอดประทับเข้าเทียบกับกิ่งรักไม่พักหา
เมื่อกินข้าวเขาก็หักใบรักมาจิ้มปลาร้าลองดูด้วยอยู่ริม
อร่อยนักรักอ่อนปลาช่อนย่างเปรียบเหมือนนางเนื้อนุ่มที่หยุมหยิม
อยากรู้จักรักใคร่พึ่งได้ชิมชอบแต่จิ้มปลาร้าจึงพารวย
โอ้รักต้นคนรักเขาหักให้ไม่พักได้เด็ดรักไม่พักฉวย
แต่รักน้องต้องประสงค์ถึงงงงวยใครไม่ช่วยชักนำให้กล้ำกลืน ฯ
๏ เสพอาหารหวานคาวเมื่อคราวยากล้วนของฝากเฟื่องฟูค่อยชูชื่น
แต่มะแป้นแกนในจะไปคืนของอื่นอื่นอักโขล้วนโอชา
เห็นสิ่งของน้องรักฟักจันอับแช่อิ่มพลับผลชิดเป็นปริศนา
พี่จรจากฝากชิดสนิทมาเหมือนแก้วตาตามติดมาชิดเชื้อ
แผ่นขนุนวุ้นแท่งของแห้งสิ้นแต่ละชิ้นชูใจอาลัยเหลือ
ได้ชื่นชิมอิ่มหนำทั้งลำเรือเพราะน้องเนื้อนพคุณกรุณา ฯ
๏ แล้วเข้าทางบางใหญ่ครรไลล่องไปตามคลองเคลื่อนคล้อยละห้อยหา
เห็นสิ่งไรในจังหวัดรัถยาสะอื้นอาลัยถึงคะนึงนวล
แม้นแก้วตามาเห็นเหมือนเช่นนี้จะยินดีด้วยดอกไม้ที่ในสวน
ไม่แจ้งนามถามพี่จะชี้ชวนชมลำดวนดอกส้มต้นนมนาง
ที่ริมน้ำง้ำเงื้อมจะเอื้อมหักเอายอดรักให้น้องเมื่อหมองหมาง
ไม่เหมือนหมายสายสวาทมาขาดกลางโอ้อ้างว้างวิญญาณ์ในสาคร ฯ
๏ บางกระบือเห็นกระบือเหมือนชื่อบ้านแสนสงสารสัตว์นาฝูงกาสร
ลงปลักเปลือกเกลือกเลนระเนนนอนเหมือนจะร้อนรนร่ำทุกค่ำคืน
โอ้อกพี่นี้ก็ร้อนเพราะศรรักถึงฝนสักแสนห่าไม่ฝ่าฝืน
แม้นเหมือนรสพจมานเมื่อวานซืนจะชูชื่นใจพี่ด้วยปรีดิ์เปรม
โอ้เปรียบชายคล้ายนกวิหคน้อยจะเลื่อนลอยลงสรงกับหงส์เหม
ได้ใกล้เคียงเรียงริมจะอิ่มเอมแสนเกษมสุดสวาทไม่คลาดคลาย ฯ
๏ ถึงคลองย่านบ้านบางสุนัขบ้าเหมือนขี้ข้านอกเจ้าเฉาฉงาย
เป็นบ้าจิตคิดแค้นด้วยแสนร้ายใครใกล้กรายเกลียดกลัวทุกตัวคน ฯ
๏ ถึงลำคลองช่องกว้างชื่อบางโสนสะอื้นโอ้อ้างว้างมากลางหน
โสนออกดอกระย้าริมสาชลบ้างร่วงหล่นแลงามเมื่อยามโซ
แต่ต้นเบาเขาไม่ใช้เช่นใจหญิงเบาจริงจริงเจียวใจเหมือนไม้โสน
เห็นตะโกโอ้แสนแค้นตะโกถึงแสนโซสิ้นคิดไม่ติดตาม
พอสุดสวนล้วนแต่เหล่าเถาสวาดขึ้นพ้นพาดเพ่งพิศให้คิดขาม
ชื่อสวาดพาดเพราะเสนาะนามแต่ว่าหนามรกระชะกะกาง
สวาดต้นคนต้องแล้วร้องอุ่ยด้วยรุกรุยรกเรื้อรังเสือสาง
จนชั้นลูกถูกต้องเป็นกองกลางเปรียบเหมือนอย่างลูกสวาทศรียาตรา
ริมลำคลองท้องทุ่งดูวุ้งเวิ้งด้วยน้ำเจิ่งจอกผักขึ้นหนักหนา
ดอกบัวเผื่อนเกลื่อนกลาดดาษดาสันตะวาสายติ่งต้นลินจง ฯ
๏ ถึงบ้านใหม่ธงทองริมคลองลัดที่หน้าวัดเห็นเขาปักเสาหงส์
ขอความรักหนักแน่นให้แสนตรงเหมือนคันธงแท้เที่ยงอย่าเอียงเอน
ได้ชมวัดศรัทธาสาธุสะไหว้ทั้งพระปฏิมามหาเถร
นาวาล่องคล่องแคล่วเขาแจวเจนเฟือยระเนนน้ำพร่างกระจ่างกระจาย
ดูชาวบ้านพรานปลาทำลามกเที่ยวดักนกยิงเนื้อมาเถือขาย
เป็นทุ่งนาป่าไม้รำไรรายพวกหญิงชายชาวเถื่อนอยู่เรือนโรง ฯ
๏ ที่ริมคลองสองฝั่งเขาตั้งบ้านน่าสำราญเรียงรันควันโขมง
ถึงชะวากปากช่องชื่อคลองโยงเป็นทุ่งโล่งลิบลิ่วหวิวหวิวใจ
มีบ้านช่องสองฝั่งชื่อบางเชือกล้วนตมเปือกเปอะปะสวะไสว
ที่เรือน้อยลอยล่องค่อยคล่องไปที่เรือใหญ่โป้งโล้งต้องโยงควาย
เวทนากาสรสู้ถอนถีบเขาตีรีบเร่งไปน่าใจหาย
ถึงแสนชาติจะมาเกิดกำเนิดกายอย่าเป็นควายรับจ้างที่ทางโยง ฯ
๏ ตามแถวทางกลางย่านนั้นบ้านว่างเขาปลูกสร้างศาลาเปิดฝาโถง
เจ๊กจีนใหม่ไทยมั่งไปตั้งโรงขุดร่องน้ำลำกระโดงเขาโยงดิน
ดูทุ่งกว้างวางเวกหมอกเมฆมืดบรรพตพืดภูผาพนาสิณฑ์
ฝูงวิหคนกกาเที่ยวหากินตามที่ถิ่นเขตแคว้นทุกแดนดาว
บ้างเดินดินบินว่อนขึ้นร่อนร้องริมขอบหนองนกกระกรุมคุ่มคุ่มขาว
ค้อนหอยย่องมองปลาแข้งขายาวอีโก้งก้าวโก้งเก้งเขย่งตัว
กระทุงทองล่องเลื่อนดูเกลื่อนกลาดไม่คลาคลาดคลอเคลียเหมือนเมียผัว
มีต่างต่างยางกรอกนกดอกบัวเที่ยวเดินยั้วเยี้ยย่องที่ท้องนา
นกกระจาบคาบคุ่มอีลุ้มร่อนดูว้าว่อนเวียนเร่ในเวหา
เห็นยางเจ่าเซาจับคอยสับปลานกกระสาซ่องซ่องค่อยย่องเดิน
โอ้ดูนกอกใจให้ไหวหวาดยามนิราศเริดร้างมาห่างเหิน
เห็นสิ่งไรใจพี่ไม่มีเพลินส่วนเรือเดินด่วนไปใจจะคืน ฯ
๏ จะออกช่องคลองโยงเห็นโรงบ้านเขาเรียกลานตากฟ้าค่อยพาชื่น
โอ้แผ่นฟ้ามาตากถึงภาคพื้นน่าจะยืนหยิบเดือนได้เหมือนใจ
เจ้าหนูน้อยพลอยว่าฟ้าตกน้ำใครช่างดำยกฟ้าขึ้นมาได้
แม้นแดนดินสิ้นฟ้าสุราลัยจะเปล่าใจจริงจริงทั้งหญิงชาย ฯ
๏ โอ้ฟังบุตรสุดสวาทฉลาดเปรียบต้องทำเนียบนึกไปก็ใจหาย
ถึงแขวงแควแลลิ่วชื่องิ้วรายสะอื้นอายออกความเหมือนนามงิ้ว
งามเสงี่ยมเอี่ยมอิ่มเมื่อพริ้มพักตร์ดูน่ารักเรือนผมก็สมผิว
แสนสุภาพกราบก้มประนมนิ้วเหมือนโฉมงิ้วงามราวกับชาววัง ฯ
๏ ถึงย่านน้ำสำประทวนรำจวนจิตเหมือนใจคิดทวนทบตลบหลัง
ไปลอบโลมโฉมเฉกที่เมฆบังเปรียบเหมือนนั่งแอบอุ้มทุกทุ่มโมง ฯ
๏ ถึงปากน้ำลำคลองที่ท้องทุ่งเจ๊กเขาหุงเหล้ากลั่นควันโขมง
มีรางรองสองชั้นทำคันโพงผูกเชือกโยงยืนชักคอยตักเติม
น่าชมบุญขุนพัฒน์ไม่ขัดข้องมีเงินทองทำทวีภาษีเสริม
เมียน้อยน้อยพลอยเป็นสุขไรจุกเจิมได้พูนเพิ่มวาสนาเสียกว่าไทย
ทุกวันนี้มีทรัพย์เขานับถือเหมือนเราหรือเขาจะรักมิผลักไส
สงสารจนอ้นอั้นให้ตันใจจนเข้าในปากน้ำสำประโทน ฯ
๏ ริมลำคลองสองฝั่งสะพรั่งพฤกษ์พินิจนึกเหมือนหนึ่งเขียนบ้างเกรียนโกร๋น
นกอีลุ้มคุ่มขาบจิบจาบโจนกระพือโผนโผผินขึ้นบินโบย
บนไม้สูงฝูงเปล้านกเค้ากู่กระลุมพูโพระโดกเสียงโหวกโหวย
วิเวกใจได้ยินยิ่งดิ้นโดยละห้อยโหยหาน้องในคลองลัด
พอมืดมนฝนคลุ้มชอุ่มอับโพยมพยับเป็นพยุระบุระบัด
เสียงลมสั่นบันลือกระพือพัดพิรุณซัดสาดสายลงพรายพราว
ฟ้ากระหึมครึมครั่นให้ปั่นป่วนเหมือนพี่ครวญคราวทนน้ำฝนหนาว
แวมสว่างอย่างแก้วดูแวววาวเป็นเรื่องราวรามสูรอาดูรทรวง
เพราะนางเอกเมขลาหล่อนล่อแก้วจะให้แล้วแล้วไม่ให้ด้วยใจหวง
เหมือนรักแก้วแววฟ้าสุดาดวงเฝ้าหนักหน่วงนึกเหมือนจะเคลื่อนคลา ฯ
๏ ถึงบางแก้วแก้วอื่นสักหมื่นแสนไม่เหมือนแม้นแก้วเนตรของเชษฐา
ดูรูปนางบางแก้วไม่แผ้วตาไม่เหมือนหน้าน้องแก้วที่แคล้วกัน
จนเกินย่านบ้านคลองที่ท้องทุ่งเป็นเขตคุ้งขอบป่าพนาสัณฑ์
ทุกถิ่นเถื่อนเรือนโรงโขมงควันเป็นสำคัญเขตโขดโตนดตาล ฯ
๏ ถึงโพเตี้ยโพต่ำเหมือนคำกล่าวแต่โตราวสามอ้อมเท่าพ้อมสาน
เป็นเรื่องราวจ้าวฟ้าพระยาพานมาสังหารพระยากงองค์บิดา
แล้วปลูกพระมหาโพธิบนโขดใหญ่เผอิญให้เตี้ยต่ำเพราะกรรมหนา
อันเท็จจริงสิ่งใดเป็นไกลตาเขาเล่ามาพี่ก็เล่าให้เจ้าฟัง ฯ
๏ ที่ท้ายบ้านศาลจ้าวของชาวบ้านบวงสรวงศาลจ้าวผีบายศรีตั้ง
เห็นคนทรงปลงจิตอนิจจังให้คนทั้งปวงหลงลงอบาย
ซึ่งคำปดมดท้าวว่าจ้าวช่วยไม่เห็นด้วยที่จะได้ดังใจหมาย
อันจ้าวผีนี้ถึงรับก็กลับกลายถือจ้าวนายที่ได้พึ่งจึงจะดี
แต่บ้านนอกขอกนาอยู่ป่าเขาไม่มีจ้าวนายจึงต้องพึ่งผี
เหมือนถือเพื่อนเฟือนหลงว่าทรงดีไม่สู้พี่ได้แล้วเจ้าแก้วตา ฯ
๏ บางกระชับเหมือนกำชับให้กลับหลังกำชับสั่งว่าจะคอยละห้อยหา
วานซืนนี้พี่ได้รับกำชับมาไม่อยู่ช้ากว่ากำชับจะกลับไป
แต่เป็ดหงส์ลงหาดไม่คลาดคู่สังเกตดูดังจะพาน้ำตาไหล
เหมือนเสียทีมีเพื่อนไม่เหมือนใจดังดินไร้เส้นหญ้าอนาทร ฯ
๏ ถึงวัดสิงห์สิงสู่อยู่ที่นี่แต่ใจนี้พี่ไปสิงมิ่งสมร
ถึงตัวจากพรากพลัดกำจัดจรยังอาวรณ์หวังเสน่ห์ทุกเวลา ฯ
๏ ถึงวัดท่าท่าน้ำดูฉ่ำชื่นสำราญรื่นร่มไม้ไทรสาขา
คิดถึงนุชสุดสวาทที่คลาดคลาจะคอยท่าถามข่าวทุกคราวเครือ ฯ
๏ ถึงบ้านกล้วยกล้วยกล้ายเขารายปลูกน้ำเต้าลูกเท่ากระติกพริกมะเขือ
กล้วยหักมุกสุกห่ามอร่ามเครืออยู่ริมเรือเรียดทางข้างคงคา
คิดถึงเมื่อเรือน้องมาคลองนี้จะชวนชี้ชมประเทศกับเชษฐา
สะอื้นโอ้โพล้เพล้ถึงเวลาสกุณาข้ามฝั่งไปรังเรียง
บ้างเริงร้องซ้องแซ่กรอแกรกรีดหวิวหวิวหวีดเวทนาภาษาเสียง
ลูกอ่อนแอแม่ป้อนชะอ้อนเอียงบ้างคู่เคียงเคล้าคลอเสียงซอแซ
เอ็นดูนกกกบุตรแล้วสุดเศร้าเหมือนบุตรเราเคียงข้างไม่ห่างแห
หวนสะอื้นฝืนใจอาลัยแลได้เห็นแต่ตาบน้อยละห้อยใจ ฯ
๏ ตะวันรอนอ่อนอับพยับแสงดูดวงแดงดังจะพาน้ำตาไหล
ยังรอรั้งสั่งฟ้าด้วยอาลัยค่อยไรไรเรืองลับวับวิญญาณ์
พระจันทรจรจำรูญข้างบูรพทิศกระต่ายติดแต้มสว่างกลางเวหา
โอ้กระต่ายหมายจันทร์ถึงชั้นฟ้าเทวดายังช่วยรับประคับประคอง
มนุษย์หรือถือดีว่ามีศักดิ์มิรับรักเริดร้างให้หมางหมอง
ไม่เหมือนเดือนเหมือนกระต่ายเสียดายน้องจึงขัดข้องขัดขวางทุกอย่างไป ฯ
๏ น้ำค้างพรมลมเฉื่อยเรื่อยเรื่อยริ้วหนาวดอกงิ้วงิ้วออกดอกไสว
เกสรงิ้วปลิวฟ้ามายาใจให้ทราบในทรวงช้ำสู้กล้ำกลืน
โอ้งิ้วป่าพาหนาวเมื่อคราวยากสุดจะฝากแฝงหน้าไม่ฝ่าฝืน
แม้นงิ้วเป็นเช่นงานเมื่อวานซืนจะชูชื่นช่วยหนาวเมื่อคราวครวญ
โอ้ดูเดือนเหมือนได้ยลวิมลพักตร์ไม่ลืมรักรูปงามทรามสงวน
กระจ่างแจ้งแสงจันทร์ยิ่งรัญจวนคะนึงหวนนิ่งนอนอ่อนกำลัง ฯ
๏ ถึงบ้านธรรมศาลาริมท่าน้ำเป็นโรงธรรมภาคสร้างแต่ปางหลัง
เดชะคำทำคุณการุณังเป็นที่ตั้งศาสนาให้ถาวร
ขอสมหวังดังสวาทอย่าคลาดเคลื่อนให้ได้เหมือนหมายรักในอักษร
หนังสือไทยอธิษฐานสารสุนทรจงถาพรเพิ่มรักเป็นหลักโลม
โอ้เย็นฉ่ำน้ำค้างลงพร่างพร้อยให้ละห้อยหวนเห็นเหมือนเช่นโฉม
พอมืดมนฝนพยับอับโพยมทรวงจะโทรมเสียเพราะรักที่หนักทรวง ฯ
๏ ถึงถิ่นฐานบ้านเพนียดเป็นเนินสูงที่จับจูงช้างโขลงเข้าโรงหลวง
เหตุเพราะนางช้างต่อไปล่อลวงพลายทั้งปวงจึงต้องถูกมาผูกโรง
โอ้อกเพื่อนเหมือนหนึ่งชายที่หมายมาดแสนสวาทหวังงามมาตามโขลง
ต้องติดบ่วงห่วงรักชักชะโลงเสียดายโป่งป่าเขาคิดเศร้าใจ
เข้าจอดท่าหน้าเนินเพนียดช้างมีโรงร้างไร้ฝาเข้าอาศัย
พอประทังบังฝนใต้ต้นไทรพวกผู้ใหญ่หยุดหย่อนเขานอนเรือ
แต่ลูกเล็กเด็กอ่อนนอนชั้นล่างน้ำค้างพร่างพรมพราวให้หนาวเหลือ
โอ้รินรินกลิ่นเกสรขจรเจือเหมือนกลิ่นเนื้อแนบชิดสนิทใน ฯ
๏ หนาวน้ำค้างพร่างพรมจะห่มผ้าพออุ่นอารมณ์ระงับได้หลับไหล
ถึงลมว่าวหนาวยิ่งจะผิงไฟแต่หนาวใจจากเจ้าให้เศร้าซึม
สงัดเงียบเยียบเย็นทุกเส้นหญ้าแต่สัตว์ป่าปีบร้องก้องกระหึม
ไม่เห็นหนต้นไม้พระไทรครึมเสียงงึมงึมเงาไม้พระไทรคะนอง
ทั้งเป็ดผีปี่แก้วแว่วแว่วหวีดจังหรีดกรีดกรีดเกรียวเสียวสยอง
เสียงหริ่งหริ่งกิ่งไทรเรไรร้องแม่ม่ายสองไนเพราะเสนาะใน ฯ
๏ สงสารแต่แม่หม้ายสายสวาทนอนอนาถหนาวน่าน้ำตาไหล
อ่านหนังสือหรือว่าน้องจะลองในเสียดายใจจางจืดไม่ยืดยาว
แม้นยอมใจให้สัตย์จะนัดน้องจะร่วมห้องหายหม้ายทั้งหายหนาว
นี่หลงเพื่อนเหมือนเคี้ยวข้าวเหนียวลาวลืมข้าวเจ้าเจ้าประคุณที่คุ้นเคย
โอ้คิดอื่นหมื่นแสนไม่แม้นเหมือนที่ร่วมเรือนร่วมเตียงเคียงเขนย
สงัดเสียงเที่ยงคืนเคยชื่นเชยเมื่อไรเลยจะคืนมาชื่นใจ
จวนจะหลับกลับฝันว่าขวัญอ่อนแนบฉะอ้อนอุ่นจิตพิสมัย
พี่เคยเห็นเช่นเคยเชยฉันใดจนชั้นไฝที่ริมปากไม่อยากเฟือน
พอฟื้นกายหายรูปให้งูบง่วงกำสรดทรวงเสียใจใครจะเหมือน
ยังมีคุ้นอุ่นจิตไม่บิดเบือนมาเป็นเพื่อนทุกข์ยากเมื่อจากจร
ยังเหลือแต่แพรสีที่พี่ห่มขึ้นประธมจะถวายให้สายสมร
แม้นโฉมงามตามมาจะพาจรเมื่อขวัญอ่อนขึ้นไปชมประธมทอง
โอ้ยามสามยามจากเคยฝากรักได้ฟูมฟักแฝงเฝ้าเป็นเจ้าของ
มาสูญชาติวาสนาน้ำตานองมิได้น้องแนบเชยเหมือนเคยเคียง ฯ
๏ พอรุ่งรางวางเวงเสียงเครงครื้นปักษาตื่นต่างเรียกกันเพรียกเสียง
โกกิลากาแกแซ่สำเนียงสนั่นเพียงพิณพาทย์ระนาดประโคม
กระหึมหึ่งผึ้งบินกินเกสรทรวงภมรเหมือนพี่เคยได้เชยโฉม
น้ำค้างชะประเปรยเชยชะโลมพื้นโพยมแย้มสว่างกระจ่างตา
เสพย์อาหารหวานคาวแต่เช้าชื่นยังรวยรื่นรินรินกลิ่นบุปผา
กับพวกพ้องสองบุตรสุดศรัทธาขึ้นเดินป่าไปตามทางเสียงวางเวง
กระเหว่าหวานขานเสียงสำเนียงเสนาะค้อนทองเคาะค้อนทองเสียงป๋องเป๋ง
เห็นรอยเสือเนื้อตื่นอยู่ครื้นเครงให้กริ่งเกรงโห่ฉาวเสียงกราวเกรียว
ต้นกรวยไกรไทรสะแกแคแกรกร่างน้ำค้างพร่างพร่างชุ่มชอุ่มเขียว
หนทางอ้อมค้อมคดต้องลดเลี้ยวพากันเที่ยวชมเนื้อดูเสือดาว
พอแสงแดดแผดร้อนอ่อนอ่อนอุ่นกระต่ายตุ่นต่างต่างบ้างด่างขาว
สุกรป่าช้ามดเหมือนแมวคราวเวลาเช้าชักฝูงออกทุ่งนา
เด็กเด็กโดดโลดไล่กระต่ายหลบจับประจบหกล้มสมน้ำหน้า
สนุกในไพรพนัสรัถยาทั้งบรรดาเด็กน้อยก็พลอยเพลิน ฯ
๏ ครั้นถึงวัดพระประธมบรมธาตุสูงทายาทอยู่สันโดษบนโขดเขิน
แลทะมึนทึนเทิ่งดังเชิงเทินเป็นโขดเนินสูงเสริมเขาเพิ่มพูน
ประกอบก่อย่อมุมมีซุ้มมุขบุดีบุกบรรจบถึงนพศูล
เป็นพืดแผ่นแน่นสนิททั้งอิฐปูนจงเพิ่มพูนพิสดารอยู่นานครัน
แล้วลดเลี้ยวเที่ยวลอบขอบข้างล่างล้วนรอยกวางทรายเกลื่อนไก่เถื่อนขัน
สะพรั่งต้นคนทาลดาวัลย์ขึ้นพาดพันพงพุ่มชอุ่มใบ
เห็นห้องหับลับลี้เป็นที่สงฆ์เที่ยวธุดงค์เดินมาได้อาศัย
พลอยศรัทธาพาเพลินเจริญใจถึงบันไดดูโกรกชะโงกงัน
เห็นสูงสุดหยุดแลชะแง้แหงนถึงมาตรแม้นบรรลัยคงไปสวรรค์
ต่างอุตส่าห์พยายามต้องตามกันขึ้นถึงชั้นบนได้จิตใจมา ฯ
๏ สงสารสุดบุตรน้อยก็พลอยขึ้นไม่เมื่อยมึนเหมือนผู้ใหญ่ไวหนักหนา
ประนมมือถือประทีปเทียนบูชาตั้งวันทาทักษิณด้วยยินดี
ได้สามรอบชอบธรรมเป็นกำหนดกราบประณตกรประนมก้มเกศี
ถวายธูปเทียนบุปผาสุมาลีกับเทียนที่ฝากถวายนั้นหลายคน
เจ้าของคิดอธิษฐานที่บ้านแล้วจงผ่องแผ้วผิวพักตร์ถึงมรรคผล
ให้ผาสุกทุกสมรอย่าร้อนรนประจวบจนจะได้ตรัสด้วยศรัทธา
ฉันรับฝากอยากจะใคร่ได้เป็นญาติทุกทุกชาติไปอย่าขาดเหมือนปรารถนา
ให้รักใคร่ไปทุกวันเห็นทันตาไปเบื้องหน้านั้นขอให้บริบูรณ์
สาธุสะพระประธมบรมธาตุจงทรงศาสนาอยู่อย่ารู้สูญ
ข้าทำบุญคุณพระช่วยอนุกูลให้เพิ่มพูนสมประโยชน์โพธิญาณ ฯ
๏ หนึ่งขอฝากปากคำทำหนังสือให้สืบชื่อชั่วฟ้าสุธาสถาน
สุนทราอาลักษณ์เจ้าจักรพาฬพระทรงสารศรีเศวตเกศกุญชร ฯ
๏ อนึ่งมนุษย์อุตริติต่างต่างแล้วเอาอย่างเทียบทำคำอักษร
ให้ฟั่นเฟือนเหมือนเราสาปในกาพย์กลอนต่อโอนอ่อนออกชื่อจึงลือชา ฯ
๏ อนึ่งหญิงทิ้งสัตย์เราตัดขาดถึงเนื้อน้ำธรรมชาติไม่ปรารถนา
ข้างนอกนวลส่วนข้างในใจสุดาเหมือนปลาร้าร้ายกาจอุจาดจริง
ถึงรูปชั่วตัวดำระยำยากรู้รักปากรักหน้าประสาหญิง
ถึงปากแหว่งแข้งคอดไม่ทอดทิ้งจะรักยิ่งยอดรักให้หนักครัน
จนแก่กกงกเงิ่นเดินไม่รอดจะสู้กอดแก้วตาจนอาสัญ
อันหญิงลิงหญิงค่างหญิงอย่างนั้นไม่ผูกพันพิศวาสให้คลาดคลา ฯ
๏ ขอเดชะพระมหาอานิสงส์ซึ่งเราทรงศักราชพระศาสนา
เสน่ห์ไหนให้คนนั้นกรุณาเหมือนในอารมณ์รักประจักษ์ใจ ฯ
๏ หนึ่งน้องหญิงมิ่งมิตรพิศวาสซึ่งสิ้นชาติสิ้นภพสบสมัย
ขอคุณพระอานิสงส์ช่วยส่งไปถึงห้องไตรตรึงษ์สถานพิมานแมน ฯ
๏ ที่ยังอยู่คู่เคยไม่เชยอื่นจงปรากฏยศยืนกว่าหมื่นแสน
มั่งมีมิตรพิศวาสไม่ขาดแคลนให้หายแค้นเคืองทั่วทุกตัวคน
นารีใดที่ได้รักแต่ลักลอบเสน่ห์มอบหมายรักเป็นพักผล
เผอิญขัดพลัดพรากเพราะยากจนแบ่งกุศลส่งสุดาทุกนารี
ให้ได้คู่สู่สมภิรมย์รักที่สมศักดิ์สมหน้าเป็นราศี
สืบสกุลพูนสวัสดิ์ในปัถพีร่วมชีวีสองคนไปจนตาย
แต่นารีขี้ปดโต้หลดหลอกให้ออกดอกทุกวี่วันเหมือนมั่นหมาย
ทั้งลิ้นน้องสองลิ้นเพราะหมิ่นชายเป็นแม่หม้ายเท้งเต้งวังเวงใจ
ที่จงจิตพิศวาสอย่าคลาดเคลื่อนให้ได้เหมือนหมายมิตรพิสมัย
อย่าหมองหมางห่างเหเสน่ห์ในได้รักใคร่ครองกันจนวันตาย
เป็นคู่สร้างทางกุศลจนสำเร็จสรรเพชญ์โพธิญาณประมาณหมาย
ยังมิถึงซึ่งนิพพานสำราญกายจะกลับกลายเป็นไฉนอย่าไกลกัน ฯ
๏ แม้นเป็นไม้ให้พี่นี้เป็นนกให้ได้กกกิ่งไม้อยู่ไพรสัณฑ์
แม้นเป็นนารีผลวิมลจันทร์ขอให้ฉันเป็นพระยาวิชาธร
แม้นเป็นบัวตัวพี่เป็นแมงภู่ได้ชื่นชูสู่สมชมเกสร
เป็นวารีพี่หวังเป็นมังกรได้เชยช้อนชมทะเลทุกเวลา
แม้นเป็นถ้ำน้ำใจใคร่เป็นหงส์จะได้ลงสิงสู่ในคูหา
แม้นเนื้อเย็นเป็นเทพธิดาพี่ขออาศัยเสน่ห์เป็นเทวัญ
กว่าจะถึงซึ่งมหาศิวาโมกข์เป็นสิ้นโศกสิ้นสุดมนุษย์สวรรค์
เสวยสวัสดิ์ชัชวาลนานอนันต์เหลือจะนับกัปกัลป์พุทธันดร ฯ
๏ โอ้คิดไปใจหายเสียดายนักที่เคยรักเคยเคียงเคยเรียงหมอน
มาวายวางกลางชาติถึงขาดรอนให้ทุกข์ร้อนรนร่ำระกำตรอม
ยังเหลือแต่แพรชมพูของคู่ชื่นทุกค่ำคืนเคยชมได้ห่มหอม
พี่ย้อมเหลืองเปลื้องปลดสู้อดออมเอาคลุมห้อมหุ้มห่มประธมทอง
กับแหวนนางต่างหน้าบูชาพระสาธุสะถึงเขาผู้เจ้าของ
ได้บรรจงทรงเครื่องให้เรืองรองเหมือนรูปทองธรรมชาติสะอาดตา ฯ
๏ แล้วกราบลาพระประธมบรมธาตุเลียบลีลาศแลพินิจทุกทิศา
เห็นไรไรไกลสุดอยุธยาด้วยสุธาถมสูงที่กรุงไกร
ที่อื่นเตี้ยเรี่ยราบดังปราบเรี่ยมด้วยยืนเยี่ยมสูงกว่าพฤกษาไสว
โอ้เวียงวังยังเขม้นเห็นไรไรแต่สายใจพี่เขม้นไม่เห็นทรง
ยิ่งเสียวเสียวเหลียวย้ายทั้งซ้ายขวาล้วนทุ่งนาเนินไม้ไพรระหง
ภูเขาเคียงเรียงรอบเป็นขอบวงในแดนดงดูสล้างล้วนยางยูง
ที่ทุ่งโถงโรงเรือนดูเหมือนเขียนเห็นช้างเจียนจะเท่าหมูด้วยอยู่สูง
เขาต้อนควายหวายผูกจมูกจูงเป็นฝูงฝูงไรไรทุกไร่นา ฯ
๏ ในอากาศดาดดูล้วนหมู่นกบ้างเวียนวกวนร่อนว่อนเวหา
เห็นนกไม้ไพรวันอรัญวาสะอื้นอาลัยเหลียวด้วยเปลี่ยวใจ
บนประธมลมเอื่อยเรื่อยเรื่อยรื่นกระพือผืนผ้าปลิวหวิวหวิวไหว
เสียงฮือฮือรื้อร่ำยังค่ำไปอนาถใจจนสะอื้นกลืนน้ำตา
เห็นไรไรไม้งิ้วละลิ่วเมฆดังฉัตรเฉกชื่นชุ่มพุ่มพฤกษา
สูงสันโดษโสดสุดจึงครุฑาเธอแอบอาศัยสถานพิมานงิ้ว
เห็นไม้งามนามไม้อาลัยมิตรรำคาญคิดเขินขวยระหวยหิว
ฉิมพลีปลีอ่อนเกสรปลิวมาริ้วริ้วรื่นรื่นชื่นชื่นใจ ฯ
๏ โอ้ยามจนอ้นอั้นกระสันสวาทคิดถึงญาติดังจะพาน้ำตาไหล
แกล้งแลเลยเชยชมพนมไพรพระปรางค์ใหญ่เยี่ยมฟ้าสุธาธาร
ที่ริมรอบขอบคันข้างชั้นล่างเอาอิฐขว้างดูทุกคนไม่พ้นฐาน
แลข้างบนคนข้างล่างที่กลางลานสุดประมาณหมายหน้านัยน์ตาลาย
แล้วลาพระจะลงดูตรงโตรกสูงชะโงกเงื้อมไม้จิตใจหาย
เมื่อขึ้นนั้นขั้นกระไดขึ้นง่ายดายจะลงเห็นเป็นว่าหงายวุ่นวายใจ
ต้องผินผันหันหลังลงทั้งสิ้นถึงแผ่นดินยินดีจะมีไหน
เที่ยวชมวัดทัศนาศาลาลัยต้นโพธิ์ไทรสูงสูงทั้งยูงยาง
ดูเย็นชื่นรื่นร่มพนมมาศมะตูมตาดต้นเอื้องมะเฟืองฝาง
นมสวรรค์ลั่นทมต้นนมนางมีต่างต่างตันอกตกตะลึง
นมสวรรค์ฉันดูสู้ไม่ได้เหมือนเตือนใจให้นึกรำลึกถึง
เห็นเล็บนางหมางเมินเดินรำพึงชมกระดึงดอกดวงพวงพะยอม
พิกุลใหญ่ใต้ต้นหล่นแชล่มดูกลีบแซมชื่นเชยระเหยหอม
ผลลูกสุกห่ามงามงามงอมแต่แตนตอมต่อผึ้งหึ่งหึ่งฮือ
เห็นนกเปล้าเขาไฟฝูงไก่เถื่อนเที่ยวเดินเกลื่อนกลางดินบ้างบินปรื๋อ
เหล่าลูกเล็กเด็กใหญ่ไล่กระพือมันบินหวือว่อนลงข้างดงดอน ฯ
๏ ทั้งสระมีสี่มุมปทุมชาติระดาดาดดอกดวงบัวหลวงสลอน
บ้างร่วงโรยโปรยปรายกระจายจรหอมเกสรเสาวคนธ์ที่หล่นลอย
มีเต่าปลาอาศัยอยู่ในน้ำบ้างผุดดำโดดคะนองพ่นฟองฝอย
ฝูงกริมกรายรายเรียงขึ้นเคียงคอยจะคาบสร้อยเสาวคนธ์ว่ายวนเวียน
เหมือนด้วยรักหนักหน่วงไม่ร่วงหล่นให้เวียนวนหวั่นจิตตะขวิดตะเขวียน
แสนสนุกรุกขชาติดาษเดียรเที่ยวเดินเวียนวนชมประธมทอง ฯ
๏ โบสถ์วิหารท่านสร้างแต่ปางก่อนมีพระนอนองค์ใหญ่ยังไม่หมอง
หลับพระเนตรเกศเกยเขนยทองดูผุดผ่องพูนเพิ่มเติมศรัทธา ฯ
๏ โอ้เอ็นดูหนูตาบจะกราบก้มเปลื้องผ้าห่มนอบนบจบเกศา
ขึ้นห่มพระอธิษฐานให้มารดาพลอยน้ำตาตกพรากเพราะยากเย็น
แม้นยังอยู่คู่เชยไม่เลยละมาไหว้พระก็จะพามาให้เห็น
โอ้ชาตินี้มีกรรมจึงจำเป็นมาแสนเข็ญขาดมิตรสนิทใน
กราบพระเจ้าเศร้าจิตคิดสังเวชโอ้น้ำเนตรเอ๋ยกลืนก็ขืนไหล
สารพัดตัดขาดประหลาดใจตัดอาลัยตัดสวาทไม่ขาดความ ฯ
๏ แกล้งพูดพาตาเฒ่าพวกชาวบ้านคนโบราณรับไปได้ไต่ถาม
เห็นรูปหินศิลาสง่างามเป็นรูปสามกษัตริย์ขัตติย์วงศ์
ถามผู้เฒ่าเล่าแจ้งจึงแต่งไว้หวังจะให้ทราบความตามประสงค์
ว่ารูปทำจำลองฉลององค์พระยากงพระยาพานกับมารดา
ด้วยเดิมเรื่องเมืองนั้นถวัลยราชย์เรียงพระญาติพระยากงสืบวงศา
เอาพานทองรองประสูติพระบุตรากระทบหน้าแต่น้อยน้อยเป็นรอยพาน
พอโหรทายร้ายกาจไม่พลาดเพลี่ยงผู้ใดเลี้ยงลูกน้อยจะพลอยผลาญ
พระยากงส่งไปให้นายพรานทิ้งที่ธารน้ำใหญ่ยังไม่ตาย
ยายหอมรู้จู่ไปเอาไว้เลี้ยงแกรักเพียงลูกรักไม่หักหาย
ใครถามไถ่ไม่แจ้งให้แพร่งพรายลูกผู้ชายชื่นชิดสู้ปิดบัง
ครั้นเติบใหญ่ได้วิชาตาปะขาวแกเป็นชาวเชิงพนมอาคมขลัง
รู้ผูกหญ้าผ้าพยนต์มนต์จังงังมีกำลังลือฤทธิ์พิสดาร
พระยากงลงมาจับก็รับรบตีกระทบทัพย่นถึงชนสาร
ฝ่ายท้าวพ่อมรณาพระยาพานจึงได้ผ่านภพผดุงกรุงสุพรรณ
เข้าหาพระมเหสีเห็นมีแผลจึงเล่าแต่ความจริงทุกสิ่งสรรพ์
เธอรู้ความถามไถ่ได้สำคัญด้วยความนั้นคนเขารู้ทุกผู้คน ฯ
๏ ครั้นถามไถ่ยายหอมก็ยอมผิดด้วยปกปิดปฏิเสธซึ่งเหตุผล
เธอโกรธาฆ่ายายนั้นวายชนม์จึงให้คนก่อสร้างพระปรางค์ประโทน
แทนคุณตามความรักแต่หักว่าต้องเข่นฆ่ากันเพราะกรรมเหมือนคำโหร
ที่ยายตายหมายปักเป็นหลักประโคนแต่ก่อนโพ้นพ้นมาเป็นช้านาน
จึงสำเหนียกเรียกย่านบ้านยายหอมด้วยเดิมจอมจักรพรรดิอธิษฐาน
ครั้นเสร็จสรรพกลับมาหาอาจารย์เหตุด้วยบ้านนั้นมีเนินศีลา
จึงทำเมรุเกณฑ์พหลพลรบปลงพระศพพระยากงพร้อมวงศา
แล้วปลดเปลื้องเครื่องกษัตริย์ขัตติยาของบิดามารดรแต่ก่อนกาล
กับธาตุใส่ในตรุบรรจุไว้ที่ถ้ำใต้เนินพนมประธมสถาน
จึงเลื่องลือชื่อว่าพระยาพานคู่สร้างชานเชิงพนมประธมทอง ฯ
๏ ท่านผู้เฒ่าเล่าแจ้งจึงแต่งไว้หวังจะให้สูงเสริมเฉลิมฉลอง
ด้วยเลื่อมใสในจิตคิดประคองให้เรืองรองรุ่งโรจน์ที่โบสถ์ราม
ก็จนใจได้แต่คำทำหนังสือช่วยเชิดชื่อท่านผู้สร้างไว้ทั้งสาม
ให้ลือชาปรากฏได้งดงามพอเป็นความชอบบ้างในทางบุญ
ถ้าขัดเคืองเบื้องหน้าขออานิสงส์สิ่งนี้จงจานเจือช่วยเกื้อหนุน
ทั้งแก้วเนตรเชษฐาให้การุญอย่าเคืองขุ่นข้องขัดถึงตัดรอน ฯ
๏ แล้วลาออกนอกโบสถ์ขึ้นโขดหินตรวจวารินรดทำคำอักษร
ส่งส่วนบุญสุนทราสถาพรถึงบิดรมารดาคุณอาจารย์
ถวายองค์มงกุฎอยุธเยศทรงเศวตคชงามทั้งสามสาร
เสด็จถึงซึ่งบุรีนีรพานเคยโปรดปรานเปรียบเปี่ยมได้เทียมคน
สิ้นแผ่นดินปิ่นเกล้ามาเปล่าอกน้ำตาตกตายน้อยลงร้อยหน
โอ้พระคุณทูลกระหม่อมจอมสกลพระคุณล้นเลี้ยงเฉลิมให้เพิ่มพูน
ถึงล่วงแล้วแก้วเกิดกับบุญฤทธิ์ยังช่วยปิดปกอยู่ไม่รู้สูญ
สิ้นแผ่นดินทินกรรอนจำรูญให้เพิ่มพูนพอสว่างหนทางเดิน
ดังจินดาห้าดวงช่วงทวีปได้ชูชีพช่วยทุกข์เมื่อฉุกเฉิน
เป็นทำนุอุปถัมภ์ไม่ก้ำเกินจงเจริญเรียงวงศ์ทรงสุธา ฯ
๏ อนึ่งน้อมจอมนิกรอัปสรราชบำรุงศาสนสงฆ์ทรงสิกขา
จงไพบูลย์พูนสวัสดิ์วัฒนาชนมาหมื่นแสนอย่าแค้นเคือง ฯ
๏ ษิโณทกตกดินพอสิ้นแสงตะวันแดงดูฟ้าเป็นผ้าเหลือง
เข้าพลบค่ำร่ำรวีราศีประเทืองก็จบเรื่องแต่งชมประธมเอย ฯ
             

เชิงอรรถ

เครื่องมือส่วนตัว