ตำนานเรื่องเลิกหวยแลบ่อนเบี้ยในกรุงสยาม
จาก ตู้หนังสือเรือนไทย
ข้อความเบื้องต้น
ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑๗
ตำนานเรื่องเลิกหวยแลบ่อนเบี้ยในกรุงสยาม
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์
สารบาน
ว่าด้วยมูลเหตุหวยแลถั่วโปจะมีขึ้น
ว่าด้วยเรื่องถั่วโปแรกมีในเมืองไทย
ตำนานอากรบ่อนเบี้ยในเมืองไทย
ว่าด้วยลักษณอากรบ่อนเบี้ย
ลักษณาการในบ่อนเบี้ย
เรื่องเลิกบ่อนเบี้ย
ตำนานหวย
ว่าด้วยเหตุที่จะเกิดเล่นหวยในเมืองไทย
ว่าด้วยลักษณหวยที่แรกเล่นในเมืองไทย
ว่าด้วยลักณอากรหวย
ว่าด้วยแขวงหวย
ว่าด้วยแทงหวย
ลักษณการในโรงหวย
ว่าด้วยลักษณการออกหวย
ว่าด้วยเงินอากรหวย
ว่าด้วยเลิกหวย
ว่าด้วยคุณแลโทษของหวยแลบ่อนเบี้ย
ตำนานเรื่องเลิกหวยแลถั่วโป
ว่าด้วยมูลเหตุหวยแลถั่วโปจะมีขึ้น
วิธีเล่นหวยแลถั่วโปเปนของจีนคิดเล่นขึ้นก่อน แล้วพวกจีนพาไปเล่น จึงได้มีแพร่หลายต่อไปในประเทศอื่น ๆ ข้าพเจ้าได้วานหลวงเจนจีนอักษร ให้ช่วยสอบสวนหาเรื่องเหตุเดิมที่จะมีการเล่นเหล่านี้ขึ้นในเมืองจีน ได้ความในหนังสือยี่จับสี่ซืออ๋าวหั่งจือ เปนเรื่อง พงษาวดารจีนตอนราชวงศ์ตั้งฮั่นว่า เมื่อครั้งราชวงศ์ตั้งฮั่นเปนใหญ่ในเมืองจีน ในแผ่นดินพระเจ้าสูนฮ่องเต้อันเปนรัชกาลที่ ๗ เสวยราชย์แต่ พ.ศ. ๖๖๙ จน พ.ศ. ๖๘๘ นั้น ขุนนางจีนคน ๑ ชื่อเลี่ยงกีคิดการเล่นพนันขึ้นอย่าง ๑ เดิมเรียกว่าอีจี๋ แปลว่ากระแปะคิด วิธีเล่นใช้นับ ๔ เปนเกณฑ์ คือเอากระแปะหลายๆ สิบกระแปะมากองเข้า แล้วเอาภาชนะอันหนึ่งครอบกองกระแปะนั้นไว้ ให้คนทั้งหลายที่เล่นด้วยกันทายว่า จะเปนเศษหนึ่งฤๅสองฤๅสามฤๅครบสี่ เมื่อทายกันแล้วจึงเปิดภาชนะที่ครอบออก แล้วนับกระแปะปัดไปทีละ ๔ กระแปะ ๆ ปัดไปจนกระแปะในกองนั้นเหลือเปนเศษหนึ่งฤๅสองฤๅสามฤๅสี่ ตรงกับที่ผู้ใดทายผู้นั้นก็เปนถูก ใครวางเงินแทงเท่าใด ถ้าถูกเจ้ามือก็ต้องใช้ให้ ใครแทง ไม่ถูกเจ้ามือก็ริบเงินที่แทงเสีย.
ต่อมาถึงครั้งล่ำปักเฉียว เวลาเมืองจีนแตกกันเปนภาคเหนือกับภาคใต้ ต่างรัฐบาลกัน ในระหว่าง พ.ศ. ๙๖๓ จน พ.ศ. ๑๑๓๒ ในสมัยนั้นการเล่นที่เรียกว่า อีจี๋ ( ทำนองจะเปนเพราะเอาสิ่งอันใดกองแทนกระแปะให้สังเกตง่ายขึ้นจึง ) เรียกแปลงชื่อว่า " ทัวหี่ " แปล ว่าเล่นแจง.
ครั้นต่อมาเมื่อราชวงศ์ถังเปนใหญ่ ในระหว่าง พ.ศ. ๑๑๖๑ จน พ.ศ. ๑๔๕๐ มีผู้แปลงชื่อการเล่น " ทัวหี่ " มาเรียกว่า " ทัวจี๋ " แปลว่าแจงกระแปะ (เพราะกลับเล่นด้วยกระแปะ) แต่ทุกวันนี้เรียกกันเปนหลายอย่าง เรียกว่า " กิมจี๋ทัวแปลว่าแจงกระแปะทอง ( เพราะว่ากระแปะที่เล่นนั้นขัดปลั่งเหมือนกับทอง ) ก็มี เรียนกว่า " ทัว " แปลว่า ถั่วเท่านั้นบ้างก็มี คงเรียกว่า " ทัวจี๋" ก็มี เรื่องมูลเหตุของการเล่นแจงมีมาดังนี้.
เรื่องเหตุเดิมที่จะเกิดการเล่นโป ซึ่งจีนเรียกว่า " ป๊อ " นั้น ยังไม่พบอธิบาย ได้ความแต่ว่าเปนของคิดขึ้นที่อำเภอเจี๋ยวอาน ในมณฑลฮกเกี้ยน แลว่ามีขึ้นในสมัยเมื่อตอนปลายราชวงศ์ใต้เหมงฤๅ เมื่อต้นราชวงศ์ใต้เชงเปนใหญ่ในเมืองจีน ประมาณราว พ.ศ. ๒๑๐๐ เพราะฉนั้นโปเปนของมีขึ้นทีหลังถั่วช้านาน ( โปมี ๒ อย่าง เราเรียกว่า " โปกำ " เพราะกำเหมือนถั่ว ผิดกันแต่วิธีแทงอย่าง ๑ เรียกว่า " โปปั่น " ใช้ครอบทองเหลือง มีลิ้นรูปเหมือนลูกบาตอยู่ข้างใน ปั่น ไปครอบไปจนได้เหลี่ยมแล้วเปิดฝา ซีกขาวที่ลิ้นอยู่ตรงแต้มไหนถือว่าออกแต้มนั้นนี้อย่าง ๑ ได้ความในเรื่องมูลเหตที่จะเกิดการเล่นโป แต่เท่านี้ ส่วนเหตุเดิมที่จะเกิดหวยนั้น ได้ความในหนังสือ ซื่อ ยังว่าหวยเปนของพึ่งคิดขึ้นในแผ่นดินพระเจ้าเตากวาง รัชกาลที่ ๖ ในราชวงศ์ใต้เชง เสวยราชย์แต่ปีมเสง พ.ศ. ๒๓๖๔ จนปีจอ พ.ศ. ๒๓๙๔ (ตรงกับรัชกาลที่ ๒ ต่อรัชกาลที่ ๓ กรุงรัตนโกสินทรนี้ ) ว่ามีผู้คิดเล่นที่อำเภอว่างง่ามในมณฑลเจ๊เกี๋ยงก่อน จีนเรียกว่า " ฮวยหวย " คือทำป้าย เล็ก ๆ ๓๔ ป้าย เขียนชื่อคนโบราณลงป้ายละชื่อ ชื่อคนโบราณ เหล่านั้น คือชื่อว่า สามหวย ง่วยโป๊ เปนต้น ล้วนเปนคนครั้งราชวงศ์ซ้องทั้งสิ้น ลักษณที่เล่นนั้น เจ้ามือเลือกป้ายอัน ๑ ใส่ลงในกระบอกไม้ ปิดปากกระบอกเสียแล้วเอาแขวนไว้กับหลังคาโรง ให้คนทายว่าจะเปนชื่อคนไหนใน ๓๔ ชื่อนั้น ถ้าทายถูกเจ้ามือก็ใช้ให้ ๓๐ ต่อ ถ้าทาย ผิดก็เอาเดิมพันเสีย เรื่องมูลเหตุที่ถั่วโปแลหวยเกิดขึ้นในเมืองจีน สืบได้ความดังแสดงมานี้.
ว่าด้วยเรื่องถั่วโปแรกมีในเมืองไทย
ทีนี้จะกล่าวถึงเรื่องตำนานการเล่นถั่วโปแลหวยมามีขึ้นในเมืองไทยตลอดจนถึงเรื่องตำนานที่เลิกการเล่นเหล่านั้นต่อไป การเล่นถั่วแลโปจะเข้ามาถึงเมืองไทยเมื่อใด ไม่มีหลักฐานที่จะทราบได้แน่ ( ทราบ ได้แต่หวยซึ่งจะอธิบายต่อไปข้างน่า) ถึงกระนั้นก็มีเค้าเงื่อนพอจะสันนิฐานได้บ้าง ด้วยปรากฎในเรื่องมูลเหตุว่า การเล่นถั่วเกิดขึ้นในเมือง จีนกว่า ๑๗๐๐ปีมาแล้ว ส่วนโปนั้นเกิดขึ้นได้ประมาณ ๓๕๐ ปี อาไศรยเหตุที่จีนไปมาค้าขายกับเมืองไทยตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ถ้าจะประมาณว่าจีนได้พาการเล่นถั่วมาถึงเมืองไทย แต่ครั้งสมเด็จพระร่วงกรุงศุโขไทยแลได้พาโปเข้ามาเล่นในเมืองไทย เมื่อแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททองฤๅสมเด็จพระนารายณ์ครองกรุงศรีอยุทธยา ก็เห็นจะไม่คลาศเคลื่อนห่างไกลนัก แต่มาคิดดูเห็นว่า วิธีเล่นถั่วอย่างโบราณเห็น จะเล่นอย่างเดียวกับ " กำตัด " คือไทยเราเอาการเล่นถั่วของจีนนั้นเองมาเล่น แต่มาเรียกกันว่า " กำตัด " จึงเล่นกันแพร่หลายมาแต่โบราณ ครั้นเมื่อจีนเอาโปเข้ามาเล่นอิกอย่าง ๑ รัฐบาลเห็นว่าจีนชอบเล่นถั่วโปกันโดยมาก แลผู้เปนเจ้ามือก็ได้กำไรมาก เกรงราษฎรจะหลง เล่นถั่วโปกันเกินไป จึงคิดวิธีอากรบ่อนเบี้ยขึ้น ให้เล่นถั่วโปได้แต่ ผู้ที่รัฐบาลอนุญาต แลให้ผู้รับอนุญาตต้องเสียเงินเข้าท้องพระคลัง เปนผลประโยชน์แก่แผ่นดินด้วย เข้าใจว่าอากรบ่อนเบี้ยเกิดขึ้นด้วยประการฉนี้.
ตำนานอากรบ่อนเบี้ยในเมืองไทย
อากรบ่อนเบี้ยมีมาแต่ครั้งกรุงเก่า แต่จะมีขึ้นในรัชกาลไหนทราบไม่ได้แน่ ได้สอบสวนจดหมายเหตุที่ฝรั่งแต่งไว้ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ หาปรากฎว่ามีอากรบ่อนเบี้ยไม่ มาพบหลักฐานว่า มีอากรบ่อนเบี้ยในเมืองไทยเปนแน่นั้น เมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ ด้วยมีปรากฎในกฎหมาย คือพระราชกำหนดเก่าบท ที่ ๔๒ ซึ่งตั้งเมื่อณวันพุฒ เดือน๑๐ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีชวด จุลศักราช ๑๑๑๘ ( ตรงกับ พ.ศ. ๒๒๙๙ ก่อนสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐสวรรคต ๒ ปี ) ความในพระราชกำหนดนั้นว่า ขุนทิพกับหมื่นรุดอักษรยื่นเรื่องราวให้กราบบังคมทูลขอตั้งบ่อนเบี้ยขึ้นในแขวงเมืองราชบุรี เมืองสมุทสงคราม เมืองสมุทปราการ รับจะประมูลเงินหลวงขึ้นเสมอปีละ ๓๗๑ ชั่ง ( ๒๙๖๘๐ บาท ) ทรงพระราชดำริห์ว่าหัวเมืองทั้ง ๓ นั้นเปนที่ใกล้สวนบางช้าง อันเงินอากรสวนขึ้นพระคลังอยู่เปนอันมาก แลได้มีกฎ รับสั่งห้ามอยู่แต่ก่อน ว่ามิให้ตั้งบ่อนเบี้ยในหัวเมืองเหล่านั้น ซึ่งผู้ มีชื่อมายื่นเรื่องราวให้กราบบังคมทูลดังนี้ผิดอย่างธรรมเนียม แลจะกระทำให้ไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎรทั้งปวง ได้รับความเดือดร้อนขัดสนต่อไป จึงมีพระราชโองการสั่งแก่ออกญารัตนาธิเบศร์ ผู้ว่าราชการที่สมุหมณเฑียรบาล ให้เอาตัวผู้กราบทูลขอประมูลลงพระราชอาญา ฯ แลต่อไปเมื่อน่าถ้ามีผู้มาร้องขอประมูลพระราชทรัพย์ด้วยการอย่างใดให้ ( เจ้าพนักงาน ) พิเคราะห์ดูแต่ที่ชอบที่ควร จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูล ฯ แลห้ามมิให้ไปเดินเหินเจ้านายแลข้าราชการฝ่ายน่า ฝ่ายใน ( อันมิใช่เจ้าน่าที่ ) ให้กราบทูลให้เปนอันขาด เนื้อความตามพระราชกำหนดที่กล่าวมานี้ พิเคราะห์ดูมีเค้าเงื่อนที่จะสันนิฐาน เรื่องตำนานอากรบ่อนเบี้ยได้หลายข้อ คือ
ข้อ ๑ ที่ปรากฎในกระแสพระราชดำริห์ว่า ได้มีกฎห้ามมิให้ ไปตั้งบ่อนเบี้ยในหัวเมืองที่ใกล้สวนใหญ่ อันเปนที่ได้เงินอากรหลวง อยู่ปีละมาก ๆ เช่นนี้ ส่อให้เห็นว่าเมื่อรัฐบาลจะตั้งอากรบ่อนเบี้ยขึ้นนั้น ได้มีความคิดจะยอมให้เล่นเบี้ยแต่ในที่บางแห่ง อิกประการ หนึ่ง ที่ว่าถ้าให้ไปตั้งบ่อนเบี้ยขึ้นจะกระทำให้ไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎรเดือดร้อนขัดสนฉนี้ ส่อให้เห็นว่ายอมให้เล่นถั่วโปแต่คนบางจำพวก ไม่ใช่ยอมให้เล่นเปนสาธารณทั่วไป จึงสันนิฐานว่าการที่ตั้งอากรบ่อนเบี้ยนั้น เดิมเห็นจะประสงค์ให้แต่สำหรับจีนเล่น อย่างเดียวกับตั้งอากรฝิ่นเมื่อในรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทรนี้ แต่แรกก็ยอมให้สูบ แต่จีน ห้ามมิให้ไทยสูบฝิ่น.
ข้อ ๒ ที่ปรากฎ่า ผู้ถวายเรื่องราวขอ " ประมูลเงินขึ้นเสมอ ปีละ ๓๗๑ ชั่ง " ดังนี้ หมายความว่ารวมทั้งจำนวนเงินอากรเดิมอยู่ในนั้นด้วย คือว่าจะรับทำทั้งอากรบ่อนเบี้ยซึ่งมีอยู่ในกรุงศรีอยุทธยาแล้ว แลขอขยายเขตรตั้งบ่อนต่อออกไปตามหัวเมืองทั้ง ๓ นั้น จึงยอมเพิ่มเงินหลวงขึ้นเปนปีละ ๓๗๑ ชั่ง ในข้อนี้เปนอันได้ความว่าเงินอากรบ่อนเบี้ยเวลานั้น รวมทั้งสิ้นเห็นจะไม่เกินปีละ ๓๕๐ ชั่ง.
ข้อ ๓ ที่ในคำขอประมูลมิได้ออกชื่อเมืองนครไชยศรี เมืองสาครบุรี แลเมืองธนบุรี ข้ามไปขอตั้งที่เมืองราชบุรี เมืองสมุทสงคราม และเมืองสมุทปราการดังนี้ ส่อให้เห็นว่าเมืองนครไชยศรี เมืองสาครบุรี แลเมืองธนบุรีเห็นจะมีบ่อนเบี้ยรวมอยู่ในอากรแต่ก่อนแล้ว เพราะเปนที่มีจีนตั้งอยู่มากทั้ง๓ เมือง โดยนัยนี้สันนิฐานว่า เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๒๙๙ ปีที่ตั้งพระราชกำหนดอันกล่าวมานั้น บ่อนเบี้ยเห็นจะมีแต่ที่ในกรุงศรี อยุทธยากับหัวเมืองที่ใกล้เคียงอิกบางเมือง คือเมืองนนทบุรี ๑ เมืองธนบุรี ๑ เมืองนครไชยศรี ๑ เมืองสาครบุรี ๑ บางทีจะมีที่เมืองฉะเชิงเทรา ด้วยอิกเมือง ๑ แต่ที่เมืองวิเศษไชยชาญกับเมืองลพบุรีนั้นสงไสยอยู่ แลอากรบ่อนเบี้ยทั้งปวงรวมอยู่ในนายอากรคนเดียว.
ข้อ ๔ ที่เงินอากรบ่อนเบี้ยทั้งสิ้นไม่ถึงปีละ ๓๙,๐๐๐ บาท ข้อนี้ส่อให้เห็นว่าคงจะตั้งบ่อนแต่ตามหมู่บ้านจีนเปนพื้น บางที่จะพึ่งเกิดอากรบ่อนเบี้ยขึ้นเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐนั้นเองก็จะเปนได้ด้วยเมื่อปีชวดที่ตั้งพระราชกำหนดที่กล่าวมานั้น สมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐเสวยราชย์มาได้ ๒๔ ปี ดูบ่อนเบี้ยยังไม่แพร่หลาย แลเงิน อากรก็ไม่เท่าใดนัก ถ้าอากรบ่อนเบี้ยได้ตั้งมาถึงสี่สิบห้าสิบปี เห็น เงินอากรจะมากกว่านั้น.
เมื่อล่วงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐมาแล้ว ในระหว่างเวลา ๙ ปี เมื่อก่อนจะเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า อากรบ่อนเบี้ยจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างหามีจดหมายเหตุปรากฎไม่ แต่เมื่อถึงชั้น กรุงธนบุรีนั้น ทราบการที่เปลี่ยนแปลงได้เปนแน่อย่าง ๑ ว่าปล่อยให้ไทยเล่นถั่วโปได้ไม่ห้ามปราม ด้วยมีปรากฎในหนังสือพระราชพงษาวดาร ว่า เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๓๑๓ พระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จไปตีเมืองนคร ศรีธรรมราชได้แล้วโปรดให้มีการเล่นรื่นเริง ให้ฝีพายทนายเลือกกำถั่วกันน่าพระที่นั่ง เล่นกันถึงกระดานละ ๕๐ ชั่งก็มี ๑๐๐ ชั่งก็มี เพราะคราวนั้นรวยกันมาก แลว่าเปนการสนุกนักดังนี้ เห็นได้ว่าพวกฝีพายทนายเลือกรู้จักเล่นถั่วโปกันชำนาญมาแล้ว แต่ครั้งกรุงธนบุรีเปนเวลาบ้านแตกเมืองเสียมาใหม่ ๆ พึ่งจะกลับเปนอิศร ผู้คนพลเมือง ยังเบาบางบกพร่อง บ่อนเบี้ยเห็นจะไม่มีกี่ตำบลนัก คงรวมอยู่ในนายอากรคนเดียวอย่างครั้งกรุงเก่า เปนแต่อนุญาตให้ไทยเล่นได้ตามใจไม่ห้ามปราม แลมีประเพณีอิกอย่าง๑ ซึ่งปรากฎในชั้นหลังว่า ถึงเวลาตรุษจีนตรุษไทยแลสงกรานต์ ยอมให้ราษฎรเล่นเบี้ยกันได้ ในที่ทั้งปวงตามชอบใจ มิให้นายอากรห้ามปราม ประเพณีอันนี้บาง ทีจะมีขึ้นเมื่อครั้งกรุงธนบุรีก็จะเปนได้ ด้วยสมัยนั้นทำศึกสงครามไม่ขาดปี มีทั้งทหารไทยแลทหารจีน การที่ให้สนุกสนานเปนการเอาใจไพร่พลให้ร่าเริง ดังเช่นโปรดให้เล่นถั่วโปกันน่าพระที่นั่งที่เมืองนคร ฯ มีอยู่เปนตัวอย่าง.
ถึงกรุงรัตนโกสินทร ในชั้นแรกไม่ใคร่มีเค้าเงื่อนที่จะทราบได้ว่า การอากรบ่อนเบี้ยเปนอย่างไร จึงสันนิฐานว่าจะคงมีมาอย่างครั้งกรุงธน บุรี จะผิดกันก็แต่ที่ไม่ทรงอุดหนุนการเล่นเบี้ยนัก มีการเนื่องในอากรบ่อนเบี้ยอย่าง ๑ ซึ่งปรากฎว่าเกิดขึ้นเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๑ เดิมบ้านพวกจีนตั้งอยู่ตรงที่สร้างพระบรมมหาราชวังทุกวันนี้ ครั้นเมื่อย้ายพระนครมา สร้างฝั่งตวันออก จะสร้างพระบรมมหาราชวัง จึงโปรดให้พวกจีนย้ายลงไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สำเพ็ง บ่อนเบี้ยสำหรับบ้านจีนเดิมสร้างที่ริมแม่น้ำตรงน่าวัดเกาะ แล้วย้ายมาตั้งริมถนนสำเพ็งที่กงสีล้ง บ่อนกงสีล้งนี้เปนหัวน่าบ่อนเบี้ยทั้งปวง ตลอดมาจนจัดการลดบ่อนเบี้ยลงเมื่อใน รัชกาลที่ ๕ ที่ว่าเปนหัวน่านั้น คือเปนต้นแบบแผนแลสัญญาอาณัติแก่บ่อนเบี้ยทั้งปวง เปนต้นว่าถึงตรุษสงกรานต์อันเปนเวลาที่ราษฎรจะเล่นถั่วโปกันได้ตามชอบใจ นายบ่อนกงสีล้งเปนผู้มีน่าที่ที่จะตีม้าล่อบอกเปนสัญญาแก่ชาวพระนครว่า "เล่นเบี้ยได้ละ" ครั้นเมื่อสิ้นตรุษสงกรานต์ นายบ่อนกงสีล้งก็มีน่าที่ที่จะตีม้าล่อบอกประกาศให้เลิกเล่นฉนี้เปนตัว อย่าง มีเนื้อความปรากฎในจดหมายเหตุเก่าครั้งรัชกาลที่ ๒ อิกข้อ๑ ว่า เงินอากรบ่อนเบี้ยครั้งนั้นปีละ ๒๖๐,๐๐๐ บาท[1][2]ความข้อนี้ก็มีทางที่จะสันนิษฐานเรื่องตำนานอากรบ่อนเบี้ยได้อีกบ้าง คือ ๑ตั้งแต่ออกพระราชกำหนดในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๙ อันกล่าวมาแล้ว นับเวลามาจนสิ้นรัชกาลที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ ได้ ๖๘ ปี ในระหว่างเวลาเท่านี้ เงินอากรบ่อนเบี้ยขึ้นถึง ๑๐ เท่า คิดดูว่าจะขึ้นเพราะเหตุใด จะว่าเพราะผู้คนพลเมืองมากขึ้นกว่าแต่ก่อนก็ใช่เหตุ ด้วยเมื่อเสียกรุงเก่าแก่พม่าข้าศึกเสียผู้คนเปนอันมาก หากจะมีผู้คนเพิ่มขึ้นในระหว่างนั้น จำนวนคนก็เห็นว่าจะไม่มากกว่าครั้งกรุงเก่าเท่าใดนัก จึงส่อให้เห็นว่าที่เงินอากรขึ้นถึงปานนั้น คงเปนเพราะเหตุที่เปิดให้ ไทยเล่นเบี้ย แลมีบ่อนเบี้ยแพร่หลายออกไปตามหัวเมืองมากขึ้น ตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรี ฤๅแต่ชั้นกรุงเก่า ตอนปลายก็จะเปนได้ เงินอากรบ่อนเบี้ยคงขึ้นเรื่อยมาโดยอันดับแต่ครั้งกรุงเก่าฤๅครั้งกรุงธนบุรีแล้ว มาถึงรัชกาลที่ ๒ ไม่มีศึกสงคราม ผู้คนได้ทำมาค้าขายเปนปรกติ เงินอากรบ่อนเบี้ยก็คงขึ้นอิกบ้าง แต่หาได้ขึ้นโครมครามในคราวหนึ่งคราวเดียวมากมายเท่าใดไม่ ถ้ามีอย่างนั้น ก็คงเปนเรื่องเล่าฦๅกันเปนอัศจรรย์ปรากฎมาจนภายหลังในรัชกาลที่ ๓ จัดระเบียบแบบแผนการภาษีอากรต่าง ๆ หลายอย่าง ประกอบกับที่การค้าขายเจริญขึ้นโดยลำดับมา ปรากฎว่าเงิน อากรบ่อนเบี้ยได้ราวปีละ ๔๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากเงินอากรหวยซึ่งตั้งขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๓ นั้นอิกอย่าง ๑ ซึ่งจะกล่าวต่อไปข้างน่า ครั้น ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๔ ตั้งอากรการพนันเพิ่มเข้าในอากรบ่อนเบี้ยอิกอย่าง ๑ บัญญัติว่าถ้าใครจะเล่นพนันเอาทรัพย์สินกันในการเล่นเหล่านี้ คือ ไพ่จีน ๑ ไพ่ไทย ๑ ไพ่แปดเก้า ๑ ไพ่ช้างงา ๑ ต่อแต้ม ๑ พุ่งเรือ ๑ หมากรุก ๑ สะแก ๑ สะกา ๑ ดวด ๑ วิ่งวัวคน ๑ วิ่งวัวระแทะ ๑ วิ่งม้าฤๅวิ่งวัวควาย ๑ แข่งเรือ ๑ ชนไก่ ๑ ชนนก ๑ กัดปลา ๑ ต้องเสียภาษีแกอากรบ่อนเบี้ยในแขวงที่จะเล่นนั้นก่อนจึงจะเล่นได้ เงินอากรการพนันบวกขึ้นในอากรบ่อนเบี้ย เพราะฉนั้นเมื่อในรัชกาลที่ ๔ เงินอากรบ่อนเบี้ยปี ๑ ได้ราว ๕๐๐,๐๐๐ บาท[3] ลักษณอากรบ่อนเบี้ยที่แก้ไขขยายการโดยลำดับแต่ก่อนมา สอบสวนทราบ ได้แต่เปนเค้าความดังแสดงมา ทราบไม่ได้ชัดว่าการอย่างไหนเกิด ขึ้นครั้งใดเพียงใด ได้แต่ยุติว่าการอากรบ่อนเบี้ยในเมืองไทยเจริญ แพร่หลายโดยลำดับมาจนถึงรัชกาลที่ ๕ จึงได้โปรดให้จัดการลดบ่อนเบี้ยให้น้อยลง ตั้งแต่ปีชวด พ.ศ. ๒๔๓๑ เปนต้นมา การเล่นถั่วโปในเมืองไทยนับว่าเจริญแพร่เหลายถึงที่สุดเมื่อปีกุญ พ.ศ. ๒๔๓๐ มีจำนวนบ่อนเบี้ยในกรุงเทพ ฯ รวมกับแขวงเมืองนนทบุรีเบ็ดเสร็จ ๔๐๓ ตำบล บ่อนเบี้ยมีตามหัวเมืองทุกมณฑลรวมกันอิกประมาณ ๒๑๐ ตำบล ลักษณการอากรบ่อนเบี้ยในเวลานั้นเปนอย่างไรจะอธิบายในตอนต่อไปนี้ ว่าด้วยลักษณอากรบ่อนเบี้ย ที่เรียกว่าเล่นเบี้ยนั้น เฉภาะการเล่น ๓ อย่าง คือ ถั่วอย่าง ๑ โปอย่าง ๑ กำตัดอย่าง ๑ กำตัดเล่นเหมือนกับถั่วผิดกันแต่วิธีแทง แทงกำตัดก็ไม่สนุกเหมือนกับถั่ว เพราะฉนั้นไม่ใคร่จะได้ เหมือน เปนแต่เอาชื่อเข้าอากรไว้ โดยประสงค์จะห้ามมิให้ผู้อื่นเอาถั่วไปปลอมเล่นเปนกำตัดเท่านั้น อากรบ่อนเบี้ยคือห้ามมิให้ผู้ใดเล่นเบี้ยโดยนายอากรมิได้อนุญาต ฤๅถ้าจะว่าอิกอย่าง ๑ ว่าห้ามมิให้ผู้อื่นเปนเจ้ามือเล่นเบี้ย นอกจากนายอากร เช่นนี้ก็ได้เหมือนกัน เพราะการเล่นเบี้ยจำต้องมีเจ้ามือจึงเล่นได้ เมื่อเปนเจ้ามือได้แต่นายอากร ใครไม่ได้อนุญาตของนายอากรก็เล่นเบี้ยไม่ได้อยู่เอง ๒ ลักษณที่จะตั้งนายอากรบ่อนเบี้ยนั้น รัฐบาลกำหนดท้องที่เปน "แขวง" สำหรับทำอากร ถ้าหัวเมืองก็กำหนดว่าเมือง ๑ เปน แขวง ๑ แต่ในกรุงฯ เปนที่มีผู้คนมาก ต้องกำหนดท้องที่เปนหลายแขวง แต่มีเขตรเปนกำหนด แลมีชื่อเรียกโดยเฉภาะทุกแขวง ดังเรียกแขวงท่าช้าง แลแขวงตลิ่งชันเปนต้น เมื่อก่อนจะสิ้นปี ถ้า ผู้ใดอยากจะเปนนายอากรบ่อนเบี้ยแขวงไหนในปีน่า ก็ทำเรื่องราวยื่นต่อเจ้าพนักงานพระคลังมหาสมบัติ ว่าจะขอผูกอากรบ่อนเบี้ยแขวงนั้นแลจะยอมส่งเงินหลวงปีละเท่านั้น ถ้าไม่มีผู้อื่นขอในแขวงเดียวกัน แลเจ้าพนักงานเห็นว่าจำนวนเงินหลวงที่ผู้นั้นรับจะส่งสมควรแล้ว ก็เปน อันยุติว่าผู้นั้นจะได้ ถ้าหากว่าในแขวงเดียวกันมีผู้ขอเปนนายอากรหลายคนด้วยกัน ก็ต้องให้ประมูลกัน ใครรับส่งเงินหลวงมากกว่าผู้อื่น ก็เปนยุติให้คนนั้น เมื่อยุติว่าผู้ใดจะได้ทำอากร ผู้นั้นจะต้องหาผู้อื่นซึ่งเจ้าพนักงานไว้ใจมารับเปนประกันคน ๑ เปนผู้รับเรือน ( คือเปนประกันของประกัน ) อิกคน ๑ แล้วต้องส่งเงินหลวงล่วงน่าเท่าจำนวนเงิน งวด ๓ เดือน เปนเงินประกัน ๒ เดือน เป็นเงินงวดสำหรับเดือน ๔ เดือน ๑ จึงจะได้รับตราตั้งเปนนายอากรตลอดเวลาปี ๑ นับตั้งแต่ขึ้นปีใหม่ไปจน สิ้นปี เมื่อสิ้นปีลงถ้าไม่มีผู้ใดมาว่าประมูล นายอากรคนเก่าก็ได้ทำต่อไปอีก เว้นแต่ถ้านายอากร "ฟ้องขาด" คือไม่รับทำ ฤๅขอลด เงินหลวงจึงประกาศเรียกประมูลใหม่ ๓ ผู้ที่เปนนายอากรบ่อนเบี้ยนั้น คนทั้งหลายมักเรียกว่า "ขุนพัฒน์" เพราะเหตุใด มีอธิบายว่า เพราะประเพณีเก่ามีการหลายอย่างซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำได้แต่ผู้มีบันดาศักดิ์ ดังเช่นการที่จะเปนถ้อยความในโรงศาล แต่ก่อนต้องเปนผู้มีบันดาศักดิ์ถือศักดินาแต่ ๔๐๐ ไร่ ขึ้นไป จึงจะแต่งทนายว่าความต่างตัวได้ คงจะเปนด้วยข้อนี้เองที่ จำต้องให้เจ้าภาษีนายอากรมีบันดาศักดิ์ เพราะมักจะต้องฟ้องร้องผู้ ลักเล่นการพนัน จะได้แต่งทนายว่าความต่างตัวได้ไม่เสียประโยชน์ การทำอากร เพราะฉนั้นเมื่อตั้งผู้ใดเปนเจ้าภาษีนายอากร ถ้าแล ผู้นั้นยังมิได้มีบันดาศักดิ์อยู่ก่อนแล้ว จึงมีความในตราตั้งว่า ให้ผู้ นั้นเปนขุนนั่น ๆ ตำแหน่งเจ้าภาษีฤๅนายอากรนั้น ๆ แต่เปนอยู่ชั่ว เวลาเปนเจ้าภาษีนายอากรเท่านั้น ถ้าออกจากเจ้าภาษีนายอากรก็ต้องออกจากบันดาศักดิ์ กลับลงมาเปนราษฎรอย่างเดิม เปนประเพณีมาดังนี้แลนามตามบันดาศักดิ์ของนายอากรบ่อนเบี้ยนั้นเดิมเปนที่ "พัฒน สมบัติ" ภายหลังมา เมื่อมีนายอากรหลายคนขึ้น ตั้งนายอากรใหม่ ใช้ชื่อคำว่า "พัฒน์" ขึ้นต้นทุกคน เช่นขุนพัฒนาภิรมย์ ขุนพัฒนโภไคย ขุนพัฒนภักดี ขุนพัฒนานุการ ทำนองนี้เปนตัวอย่าง คน ทั้งหลายเรียกแต่ด้วยต้นชื่อว่า "ขุนพัฒน์" ด้วยเหตุนี้คำว่า "ขุนพัฒน์" จึงเปนชื่อสำหรับเรียกบรรดานายอากรบ่อนเบี้ยทั่วไปทุกคน
๔ ผู้ใดได้เปนขุนพัฒน์ คือนายอากรบ่อนเบี้ยแขวงใด จะตั้งบ่อนเบี้ยในแขวงของตนมากน้อยสักกี่ตำบลก็ตั้งได้ ถ้าตั้งบ่อนน้อยแห่งก็ได้เงินน้อย แต่ถ้าตั้งมากเกินจำนวนคนแทงก็เปลืองสัวหุ้ยเปล่า เพราะฉนั้นขุนพัฒน์จึงต้องกะประมาณการที่จะตั้งบ่อนให้พอเหมาะแก่ผู้คนในแขวงนั้นจะไปแทงได้สดวกทั่วกัน จึงมักตั้งบ่อนเบี้ยที่ตลาดยี่สาร อันเปนที่ประชุมชนในแขวงนั้น ถ้าริมแม่น้ำก็ใช้แพเปนบ่อน ถ้าตั้ง ห่างแม่น้ำขึ้นไปก็ปลูกเปนโรง การปลูกสร้างบ่อนนัยว่าต้องทำด้วย ทุนรอนของขุนพัฒน์เองทั้งสิ้น แต่ที่จริงนั้นขุนพัฒน์หาต้องลงทุนรอนอย่างใดไม่ เพราะบ่อนเปนของตั้งประจำที่ประชุมชน ไม่ต้องย้ายตำแหน่งแห่งที่ไปไหน ใครเปนเจ้าของที่ก็ย่อมยินดีที่จะสร้างบ่อนให้ ขุนพัฒน์เช่า ถึงขุนพัฒน์คน ๑ ออกแล้ว ขุนพัฒน์คนใหม่ก็ต้อง ขอเช่าบ่อนนั้นเล่นต่อไป แลยังมีประเพณีการอิกอย่ง ๑ คือ ขุนพัฒน์ไม่ได้เปนนายบ่อนในแขวงของตนทุกบ่อนทั่วไป เมื่อว่าอากรได้ไปแล้ว บ่อนไหนไม่ประสงค์จะทำเองก็ขายช่วงแก่ผู้อื่นต่อไป มี ผู้ที่อยู่ประจำท้องที่ที่ตั้งบ่อนมักเปนผู้รับช่วงโดยมาก บางคนเปนนายบ่อนอยู่หลาย ๆ ปีก็มี ประโยชน์ของขุนพัฒน์ยังมีอิกอย่าง ๑ คือในท้องที่แขวงของตน ถ้าเจ้าของบ้านแห่งใดมีการงาน ดังเช่นงาน โกนจุกบุตรหลานเปนต้น จะหาขุนพัฒน์ไปกำถั่วปั่นโปให้พวกพ้องเล่นเปนการครึกครื้นที่บ้านนั้นก็ได้ แม้ที่สุดถึงไม่มีใครหา ถ้าในท้องที่แห่งใดในแขวงนั้นมีการนักขัตฤกษ์ดังเช่นงานฉลองวัดฤๅไหว้พระ ซึ่งคนประชุมกันมาก ขุนพัฒน์ก็มักให้เอาถั่วโปไปตั้งในบริเวณงานให้ คนเล่นได้ด้วย
๕ ขุนพัฒน์ผู้เปนนายอากรบ่อนเบี้ยมีอำนาจหลายอย่าง คืออำนาจตามบันดาศักดิ์ เช่นแต่งทนายว่าความได้เปนต้นอย่าง ๑ จับกุมผู้ประพฤติเกะกะในบริเวณบ่อนใส่ขื่อได้ แต่ต้องส่งตัวไปให้เจ้าพนักงานชำระอย่าง ๑ ตรวจจับผู้ลักเล่นเบี้ยแลการพนันในท้องที่ของตน ฟ้องร้องเรียกเอาเงินสินไหมเบี้ยปรับอย่าง ๑ เหล่านี้เปนอำนาจสำคัญ
๖ ผลประโยชน์ที่นายอากรบ่อนเบี้ยได้นั้น คือ ได้กำไรในการเล่นเบี้ยอย่าง ๑ ได้กำไรในการขายช่วงบ่อนเบี้ยอย่าง ๑ ค่าธรรมเนียมอนุญาตเล่นการพนันต่าง ๆ อย่าง ๑ ได้สินไหมจากผู้ล่วงลเมิดอากรบ่อนเบี้ยแลการพนันอย่าง ๑ ทั้ง ๔ อย่างนี้เปนผลประโยชน์ที่ ได้โดยตรง ยังมีผลประโยชน์ที่ได้ในทางอ้อมอิกอย่าง ๑ เกิดแต่ ความลำบากที่ใช้เงินปลีกในบ่อน เพราะเงินปลีกเปนของเล็กจะหยิบจะยกยาก นายอากรจึงคิดจะทำคะแนนสำหรับเล่นเบี้ยที่ในบ่อน เรียกว่า "ปี้" ปี้ชั้นแรกนั้นหล่อด้วยโลหะบ้าง หล่อด้วยแก้วบ้าง ต่อมาชั้น หลังคิดสั่งให้ทำปี้ด้วยดินถ้วยชามเคลือบสีส่งมาแต่เมืองจีน ปี้ของนายอากรคน ๑ ก็ทำให้รูปแลลวดลายผิดกับปี้ของนายอากรคนอื่น แต่ คงเปนราคาปี้ละสลึงอย่าง ๑ ปี้ละเฟื้องอย่าง ๑ ปี้ละ ๒ ไพอย่าง ๑ เหมือนกันทั้งนั้น เวลาคนเข้าไปเล่นเบี้ย ถ้าแทงถูกนายบ่อนก็ใช้ด้วยปี้ ฤๅคนเล่นจะเอาเงินปลีกไปแลกปี้ แลเอาเงินบาทแตกปี้มา แทงแต่แรกก็ได้ เมื่อคนเล่นจะกลับจากบ่อนก็เอาปี้ส่งนายบ่อนเปลี่ยนเอาเงินกลับมาบ้าน การใช้ปี้แต่แรกเปนแต่คะแนนสำหรับเวลาเล่นเบี้ยดังกล่าวมานี้ แต่ทีหลังมาคนเล่นขี้คร้านแลกเงินทุกวัน ๆ ก็เลยพกปี้กลับมาบ้านเรือน โดยเชื่อว่าจะไปแลกเอาเงินเมื่อใดก็ได้ แล้วเลย ใช้หนี้สินซื้อหากันด้วยปี้ โดยความไว้ใจนายอากรบ่อนเบี้ย ปี้จึง กลายเปนอย่างธนบัตร เกิดประโยชน์แก่นายอากรบ่อนเบี้ย อย่างธนบัตรเปนประโยชน์แก่ธนาคารขึ้นอิกอย่าง ๑ ว่าที่แท้เปนประโยชน์แก่นายอากรยิ่งกว่าธนบัตรเสียอิก เพราะมีเวลาดังเช่นนายอากรจะเปลี่ยนตัวก็ดี ฤๅมีผู้สั่งปี้ปลอมเข้ามาก็ดี ถ้านายอากรจะเลิกปี้เดิม เมื่อใด เพียงเอาม้าล่อตีที่น่าบ่อนประกาศบอกว่าจะเลิกปี้อย่างนั้น แลให้เวลาสักสิบสี่สิบห้าวันแล้ว พ้นไปใครจะเอาปี้ไปขอแลกเงินก็ไม่รับ นายอากรจึงได้กำไรในการใช้ปี้มาก ด้วยเหตุนี้ใครเปนนายอากรบ่อนเบี้ยก็คิดทำปี้ขึ้นใหม่เรื่อยมา มีผู้ที่ได้ลองรวบรวมปี้ต่าง ๆ ว่ามีปี้ กว่า ๕,๐๐๐ อย่าง จนประกาศห้ามเมื่อในรัชกาลที่ ๕ จึงได้เลิกปี้แต่นั้นมา
๗ ส่วนความรับผิดชอบของขุนพัฒน์ผู้เปนนายอากรบ่อนเบี้ยนั้นนอกจากที่ต้องรับผิดชอบทำการอากรให้เรียบร้อยโดยสุจริต ยังต้อง ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาประจำปีทุกคราว แลต้องรับผิดชอบแทนผู้ที่เข้าหุ้นส่วนด้วย เพราะถ้าหากว่าเงินหลวงติดค้าง พระคลังมหาสมบัติ เร่งเอาแต่แก่ขุนพัฒน์คนเดียว ถ้าไม่ส่งเงินได้ตามงวด เจ้าพนักงานเอาอากรออกเลหลัง ถ้าเงินหลวงขาดเท่าใด ก็เอาแก่ขุนพัฒน์ ถ้าขุนพัฒน์ส่งเงินที่ขาดนั้นไม่ได้ ก็ต้องติดเวรจำไปกว่าจะส่งเงินครบฤๅโปรดปล่อยโดยพระมหากรุณา เพราะแต่ก่อนยังไม่มีกฎหมาย ยอมให้ล้มละลาย ส่วนผู้ที่เปนประกันนั้นต้องใช้เงินแทนขุนพัฒน์ในเวลาเงินหลวงขาดด้วยประการทั้งปวง แลเปนผู้ทำอากรในเวลาเมื่อ ขุนพัฒน์ล้มตายด้วยอิกอย่าง ๑ ส่วนผู้รับเรือนก็เช่นนั้น แต่เปนสำหรับตัวผู้เปนประกัน ว่าโดยลักษณการอากรบ่อนเบี้ยมีเนื้อความ ดังแสดงมานี้ ลักษณการในบ่อนเบี้ย
ทีนี้จะกล่าวถึงลักษณการในบ่อนเบี้ยต่อไป ความตอนนี้มีสมาชิกผู้ ๑ จะเปนใครหาทราบไม่ ได้แต่งส่งมาลงพิมพ์ไว้ในหนังสือวชิรญาณเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๓๓ ความที่แต่งถ้วนถี่ดี เปนแต่ขาดความอยู่ บางข้อ เช่นวิธีแทงถั่วโปเปนต้น ข้าพเจ้าได้ถามพระยาสุนทรพิมล เก็บคำชี้แจงแทรกลงตรงที่ความขาดนั้นบางแห่ง ได้คัดมาพิมพ์ไว้ต่อไปในตอนนี้ เรื่องถั่วโป เรื่องต่าง ๆ เห็นมีผู้ส่งมาลงวชิรญาณเปนอันมากแล้ว ตลอดจนเรื่องหวยก็มีผู้ส่งมาลงพิมพ์ แต่เรื่องถั่วโปซึ่งนับว่าเปนการเล่นเหมือนกันยังไม่เห็นใครส่งมาลงเลย ข้าพเจ้าถือโอกาศอันนี้ แลมีเวลาว่างพอจะเรียบเรียงส่งมาลงวชิรญาณได้บ้าง จึงได้เรียบเรียง เรื่องนี้ส่งมาลงพิมพ์ เพื่อให้ท่านสมาชิกอ่านเล่นแก้รำคาญ ถั่วโปนี้เปนการเล่นอันอาจจะให้สนุกเพลิดเพลินได้เหมือนกับการเล่นอื่นๆ แต่ผิดกับการเล่นอย่างอื่นอยู่ประการ ๑ ที่ถั่วโปมีแรง ดูดร้ายแรงนัก สำหรับดูดความนิยมของคนบางจำพวกให้ลุ่มหลง ยินดีในการเล่นถั่วโป โดยที่มาดหมายว่าจะรวยได้ทรัพย์สมบัติมาเปนประโยชน์แก่ตน จึงได้พากันประพฤติการเล่นถั่วโปจนสิ้นเนื้อประดา ตัวเปนอันมาก ที่สุดจนยอมตัวลงเปนทาษให้เขาใช้ดังวัวควายล้มตายอยู่ในเรือนเบี้ย เพราะเหตุที่เล่นถั่วโปก็มีนับด้วยร้อยด้วยพัน เพราะ วิไสยของคนเล่นถั่วโป ถ้ารวยได้เงินมาครั้งใดก็เกิดความยินดีอิ่มอก อิ่มใจ คิดกำเริบทะเยอทะยานอยากจะได้ ให้มากยิ่งกว่านั้นขึ้นไป ถ้าหากเสียทรัพย์ไปฝ่ายเดียว ฤๅได้ ๆ แล้วกลับเสีย ๆ แล้วกลับได้ ๆ แล้วกลับเสียอิกเล่าฉนี้ ความนิยมยินดีฤๅความร้อนใจซึ่งเปลี่ยนน่า กันสิงสู่อยู่ในสันดาน ก็ยิ่งทำความทะเยอทะยานให้กล้าแขงแรงร้าย ขึ้นไปกว่านั้นอิก ถึงคราวเสียก็คิดแต่จะเล่นให้ได้ทุนกลับคืนมา เมื่อเสียไปอิกก็ยิ่งคิดจะตามต่อทุนร่ำไป ครั้นถึงคราวได้ทุนมาแล้วก็ยังจะเล่นหากำไรต่อไปอิกดังนี้ ความนิยมเปนอันเดินสู่ที่ยิ่งอยู่เสมอทั้ง ๒ ฝ่ายฉนี้ คนจึงประพฤติการเล่นถั่วโปมีมากขึ้นทุกที เพราะใครลงลุ่มหลงเล่นแล้ว ก็ไม่มีเวลาจะหาอุบายอันใดมาหักห้ามตัดแรงดูดอันนั้นให้เหือดหายไปได้ ส่วนคนที่ไม่เคยเล่นก็เห็นแต่ว่ามีทุนบาทเดียว ถ้าแทงถูกอ๋อได้ถึง ๓ ต่อ คือ ๓ บาท วันหนึ่งสบเหมาะก็จะได้ ถึง ๒๐ ชั่ง ๓๐ ชั่ง ๔๐ ชั่ง ดังนี้ด้วยกันโดยมาก ไม่ได้นึกถึงทางที่จะพินาศ ฉิบหายเพราะการเล่นเลย ต่อเมื่อไรได้รับความรู้สึกเพราะถูกข่มขี่กัก ขังด้วยอาญา ฤๅความจำเปนอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นแหละบางคนจึง จะหลุดพ้นจากแรงดูดของถั่วโปไปได้บ้าง แต่ก็น้อยนักหนา อีกประการ ๑ เพราะนิสัยของคนบางจำพวก มีความเกียจคร้านที่จะประกอบการงานหาเลี้ยงชีพ คนจำพวกที่เกียจคร้านนั้น เมื่อจะต้อง ทำการงานหาผลประโยชน์เลี้ยงชีพ ก็อยากหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องลำบากเหน็ดเหนื่อย ก็การเล่นถั่วโปนี้ไม่ต้องออกแรงทำอันใด เปนแต่มีทุน ไปนั่งจ้องแทงเอา ประเดี๋ยวถูกก็ได้เงินมากินก็แล้วกันไป เพราะเหตุ นี้คนจำพวกนั้นจึงได้พากันไปพอใจประพฤติการเล่นถั่วโป เพื่อจะหาเลี้ยงชีพโดยไม่ต้องออกแรงทำอันใดให้เหนื่อยกาย ทั้งได้ความสนุกด้วย ไม่ใคร่มีใครคิดเห็นว่าการเล่นถั่วโปเสียเปรียบขุนพัฒน์เพียงใด การที่ขุนพัฒน์เขาจัดการได้เปรียบอย่างใด ข้าพเจ้าจะอธิบายต่อไป ลักษณการในโรงบ่อน
ใครเปนขุนพัฒน์ ถ้ามีทุนรอนของตัวพอเพียงแล้ว ก็ไม่ต้อง หาหุ้นส่วนมาเข้ากัน ถ้าทุนน้อยไม่พอแก่การที่จะทำอากรให้ตลอดไปได้ ก็ต้องหาผู้อื่นมาเข้าหุ้นส่วนตามแต่จะหาได้มากแลน้อยไม่กำหนด แล้วเชิญไปประชุมในที่อันควรแห่ง ๑ ว่ากล่าวตกลงจะเข้าทุนกันคนละเท่าใด ก็ทำเปนหนังสือสำคัญสัญญาให้ไว้แก่กันคนละฉบับ ถ้า เปนที่เชื่อถือกันแล้วไม่ต้องทำ แต่ต้องมีบาญชีกลางไว้ ๒ ฉบับ ซึ่ง เปนหลักฐานของถ้อยคำเมื่อกล่าวในที่ประชุมนั้น ใจความก็แสดงว่า "มีคนเท่านั้นคน ออกเงินลงทุนในครั้งแรกคนละเท่านั้น ๆ " ลง ท้ายก็ขยายความกล่าวท้าไว้หน่อยว่า เมื่อทุนรอนขาดเหลือไม่พอเพียงอย่างใด ก็จะได้ประชุมกันครั้งหลังต่อไป แล้วประทับตราลงชื่อ มอบให้หัวน่าแห่งที่ประชุมรักษาไว้ฉบับ ๑ แล้วนำเงินมาลงกันตามสัญญา มอบเงินแลบาญชีฉบับ ๑ ให้แก่ผู้ที่จะเปนขุนพัฒน์รักษาไว้ นี่แหละเปนการสำคัญ ที่จำเปนจะต้องจัดในคราวแรกให้เรียบร้อยตามสมควร ส่วนการนอกจากนี้ซึ่งเปนน่าที่ในโรงบ่อน ก็มอบให้ขุนพัฒน์จัดต่อไป การตั้งบ่อนในชั้นต้น ขุนพัฒน์จะต้องเลือกหาจีนที่มีความรู้ชำนาญในน่าที่การที่จะจัดให้ครบเต็มตามกำหนด คือ
ข้อ ๑ จะต้องมีเสมียนเอกไว้สำหรับโรงคน ๑ เสมียนเอกต้องมีความรู้ชำนาญวิธีทำสรรพบาญชีสำหรับการบ่อนเบี้ยเปนทุกอย่าง เมื่อเวลาถั่วโปเปิดการเล่นแล้ว จะได้ทำบาญชีรับเงินที่ได้มาฤๅจ่ายเงิน ที่เสียไปลงในบาญชีบานใหญ่ฉบับ ๑ แลทำเปนบาญชีรายเลอียดอิกหลายฉบับ จ่ายไปแก่จีนทำโปครบทุกเสื่อ เพื่อเมื่อเวลาโปกินฤๅตาย คือได้ฤๅเสียลงที่เสื่อไหน ก็จะได้จดลงเปนราย]ละเอียดมีแจ้งทุกเสื่อ ไป แลมีบาญชีการจรอิกฉบับ ๑ สำหรับจดหมายเหตุว่า ได้รับเงินฤๅจ่ายเงินนอกจากธรรมดา ตามเหตุการณ์อันใดที่เกิดขึ้นก็จดลงในเล่มนี้ทั้งสิ้น แลบาญชีกลางที่ขุนพัฒน์รักษาไว้นั้น ก็ต้องคัดสำเนามอบให้เสมียนรักษาไว้ด้วย เมื่อสิ้นเดือนลงฤๅถึงคราวส่งบาญชี จะได้รวมบาญชีส่งแก่ขุนพัฒน์ทุกคราวไป เสมียนมีความรู้ทำได้เพียงเท่านี้จึงจะเปนอันใช้ได้
ข้อ ๒ ต้องหาคนถุงเค้า คือคนสำหรับเก็บเงินจ่ายเงินคน ๑ ต้องเปนคนฉลาดไหวพริบดี เช่นเหตุการณ์อันใดเกิดขึ้นที่เสื่อไหน เปนต้นว่าเทลาะวิวาทถุ้มเถียงกันด้วยชั้นเชิงฤๅเหตุใด ๆ ก็สามารถที่จะวินิจฉัยว่ากล่าวไกล่เกลี่ยให้เหตุการณ์นั้นเรียบร้อยตลอดไปได้ ไม่ต้องให้ร้อนใจถึงขุนพัฒน์ ว่าที่แท้ก็คือเปนผุ้ดูแลการแทนขุนพัฒน์ได้ตลอดทุกน่าที่ การนอกจากนี้ก็คือดูเงินเปนด้วย
ข้อ ๓ ต้องหาคนกำถั่วใหญ่คน ๑ ฤๅ ๒ คนตามแต่จะหาได้ มีความรู้สามัญก็คือแจงเบี้ยเปน ไม่หนักไม่เบา คือไม่ขาดๆ เกินๆ ได้แล้วก็เปนอันใช้ได้ แต่ถ้าหาได้ที่มีความรู้วิเศษแปลกจากสามัญ คือกำเบี้ยขึ้นมือรู้ว่าจะออกนั่นออกนี่ได้ ฤๅยิ่งได้ที่สามารถจะรู้ว่ากอบเบี้ยออกไปทีนี้จะออกประตูนั้นประตูนี้ได้ แล้วมีอุบายถ่ายเทแก้ไขให้ออกโน่นออกนี่ หลีกเลี่ยงไปจากเค้าเงื่อนอย่าให้กินใจคนแทงได้ก็ยิ่ง ดีนัก แต่คนมีความรู้อย่างนี้ยากที่จะหาได้ ถ้าขุนพัฒน์ได้ไว้สำหรับบ่อนสักคน ๑ แล้ว ก็หวังใจได้ว่าในปีนี้การเล่นถั่วใหญ่คงไม่สั่วเสีย
ข้อ ๔ ต้องหาหัวเบี้ยใหญ่คน ๑ มีความรู้ดูเงิน เปนต้นรู้ว่า เงินดี เงินแดงได้รวดเร็ว แลมีความแม่นยำจำคนเล่นได้ถ้วนหน้า คือ ในเวลาที่มานั่งในเสื่อรู้ว่าคนนั้นคนนี้ถูกแล้วกี่ครั้ง ควรเก็บหัวเบี้ยได้ฤๅ ยัง แลจะใช้เงินเก็บเงินเมื่อเวลาถั่วออกแล้วก็คล่องแคล่ว ไม่ขัดขวางทันการทันเวลา เมื่อกล่าวโดยย่อก็คือเปนคนฉลาดประเปรียวคล่อง แคล่วไม่เสียรัดเสียเปรียบแก่คนแทง จึงจะเอามาเปนหัวเบี้ยได้
ข้อ ๕ ต้องหาคนทำโปปั่นกับหัวเบี้ยเสื่อ ๑ รวม ๒ คน ทำโปกำเสื่อ ๑ ก็รวม ๒ คนเหมือนกัน เมื่อจะตั้งโปปั่นแลโปกำมากน้อยกี่เสื่อ ก็ต้องหาคนให้เต็มตามประสงค์ คนเหล่านี้จะต้องมีความรู้แลกิริยาอาการให้คล้ายคลึงกับถั่วใหญ่ คนที่หามาเหล่านี้จะต้องเข้าใจว่าเปนคนสำคัญที่ขุนพัฒน์ย่อมเห็นคุณวุฒิแล้ว แลประกอบด้วยความซื่อตรง แลหลักฐานหลายอย่าง ว่าให้เห็นกันง่าย ๆ ก็คือเหมือนใครจะเข้ามาทำ การกับขุนพัฒน์ ต้องมีประกันแลรับเรือนพร้อมกันจนเปนที่เชื่อใจของขุนพัฒน์ได้แล้ว นั่นและจึงจะได้เข้ามาทำการด้วยกันได้ เพราะไหน จะต้องให้เงินเดือนตามคุณวุฒิก็ชั้น ๑ แล้ว ถ้าไม่ซื่อตรงต่อขุนพัฒน์ก็ยังจะต้องเสียยุบเสียยับเข้าไปอิกชั้น ๑ เล่า เพราะฉนั้นการในชั้นต้นนี้ขุนพัฒน์จะต้องจัดให้เรียบร้อย แลคนใช้ในโรงบ่อนนอกจากนี้ก็ยังต้องมีอิกหลายคน แต่ไม่จำเปนจะต้องจารไนให้ทั่วไป เพราะการนอกจากที่กล่าวมาเปนแต่การเล็กน้อย ขาดบ้างเหลือบ้างก็ไม่ขัดขวางอะไรนัก เมื่อขุนพัฒน์มีคนทำการเต็มตามน่าที่แล้ว ก็ลงมือเปิดการเล่นถั่วโปต่อไป
การเล่นที่เล่นในบ่อนมี ๓ อย่างด้วยกัน คือ ถั่วใหญ่อย่าง ๑ โปปั่นอย่าง ๑ โปกำอย่าง ๑ ถั่วใหญ่นับว่าเปนประธานของบ่อนเบี้ย เพราะเปนการที่คนเล่นได้พร้อมกันมาก แลเงินที่ได้เสียกันมากกว่าอย่างอื่น บ่อน ๑ มักจะมีถั่วใหญ่แต่วงเดียว ปูเสื่อผืนใหญ่สำหรับ เล่นไว้กลางบ่อน มีขุนพัฒน์บางคนได้ลองตั้งถั่วใหญ่เปน ๒ วง หวัง จะให้คนเล่นได้มากขึ้น แต่ครั้นเล่นไปเห็นเสียเปรียบคนแทง เพราะ คนแทงเลือกดูเห็นวงไหนเปนเวลาถั่วตาย เจ้ามือเสียก็รุมกันเล่นแต่ วงนั้น ไม่ไปเล่นวงที่ถั่วกิน ด้วยเหตุนี้ขุนพัฒน์จึงเล่นถัวใหญ่แต่บ่อนละวงเดียว โปปั่นนั้นกระบวนเล่นสนุกพลิกแพลง มักชอบเล่นแต่ นักเลงผู้ชาย แลวง ๑ คนเล่นไม่ได้มากเหมือนกับถั่วใหญ่ บ่อน ๑ จึงมีเล่นหลายวง แล้วแต่มีนักเลงมาเล่นพอจะตั้งวงได้นายบ่อนก็เอาเสื่อปูให้เล่นกันวง ๑ ส่วนโปกำนั้นเปนทำนองพันทางในระหว่างถั่วกับโปปั่น คือกำด้วยเบี้ยเหมือนกับถั่ว แต่วิธีแทงอย่างโป เปนของ คนที่มีทุนน้อยชอบเล่น เพราะถั่วกับโปปั่นนายบ่อนยอมให้เล่นเพียงสลึง ๑ เปนอย่างต่ำ แต่โปกำนั้นจะเล่นเพียงเฟื้องฤๅ ๒ ไพก็เล่นได้ จึงมักตั้งวงตอนขอบบ่อนแล้วแต่มีใครจะเล่นนายบ่อนก็ทำให้แทง วิธีเล่นถั่วโปมีแต้มสำหรับแทงแต่ ๔ ประตูเท่านั้น คือแต้มหน่วย ( คือ ๑ ) แต้ม ๒ แต้ม ๓ ครบ (คือ ๔) ที่สำหรับแทงนั้นเอาเสื่อปู แล้วหมายเส้นเปนแกงแนงอย่างนี้ x ช่องล่างตรงที่เจ้ามือนั่ง หมายว่าประตูครบ ช่องข้างซ้ายเจ้ามือหมายว่าประตูหน่วย ช่องบนตรงข้ามกับเจ้ามือหมายว่าประตู ๒ ช่องข้างขวาเจ้ามือหมายว่าประตู ๓ เข้าใจกันซึมทราบไม่ต้องเขียนแต้มบอกไว้ที่เสื่อ ลักษณเล่นถั่วนั้น เจ้ามือเอาเบี้ยราว ๑๐๐ จน ๒๐๐ เบี้ยมากองไว้ข้างน่า คนเล่นประมาณว่าจะออกประตูไหน ก็วางเงินแทงประตูนั้น ตามวิธีแทงที่จะกล่าวต่อไป ข้างน่า เมื่อแทงแล้วเจ้ามือก็นับเบี้ยที่กองไว้แจงออกทีละ ๔ เบี้ย ๆ แล้วปัดไปจนเหลือเศษเปนที่สุด ถ้าเศษ ๑ ฤๅ ๒ ฤๅ ๓ ฤๅ ๔ แต้มไหนก็คือถั่วออกแต้มนั้น โปกำก็แจงเบี้ยทำนองเดียวกัน ผิดกับถั่วแต่ กองเบี้ยน้อยกว่า แลปล่อยให้คนแทงเห็นกองเบี้ยแวบหนึ่ง พอล่อ ให้คาดแต้มแล้ว เอาถ้วยครอบกองเบี้ยเสียมิให้เห็น จนกระทั่ง แทงเสร็จแล้วจึงเปิดถ้วยออกนับเบี้ย ส่วนโปปั่นนั้น มีโปทองเหลือง รูป ๔ เหลี่ยม มีฝาครอบตัวมิดเหมือนกับกล่อง ที่ตัวโปมีช่อง ๔ เหลี่ยมพอใส่ลิ้นโปลงไปเต็มพอดี ไม่ให้ล้นโปพลิกไปทางไหนได้ สิ้นโปนั้นรูปร่างเหมือนลูกบาตสลักทั้ง ๖ ด้าน แลทาสีขาวซีก ๑ แดงซีก ๑ เหมือนกันทั้ง ๖ ด้าน วิธีที่เล่นเจ้ามือเอาลิ้นลงในโปไม่ให้คนแทงเห็น แล้วปิดฝาโปออกมาตั้งให้คนแทง ยอมให้คนแทงปั่นโป ไปตามชอบใจ จนตกลงว่าจะตั้งตลับโปให้ด้านไหนตรงกับแต้มไหนแล้วจึงเปิด ถ้าลิ้นโปซีกขาวตรงกับงไหนแต้มไหน ก็นับว่าโปออก แต้มนั้น วิธีเล่นถั่วโปเปนดังกล่าวมานี้ ส่วนวิธีแทงถั่วโปมี ๕ อย่างด้วยกัน เรียกว่าแทงอ๋ออย่าง ๑ แทงเลี่ยมอย่าง ๑ แทงเหม็งอย่าง ๑ แทงชั้วอย่าง ๑ แทงกั๊กอย่าง ๑ แทงอ๋อนั้น แทงประตูเดียว ถ้าถูกเจ้ามือใช้ ๓ ต่อ ถ้าออกแต้มอื่นเปนกินแทงเลี่ยมนั้น แทงประตู ๑ ติดเผื่อประตู ๑ เช่นแทงเลี่ยม ๒ ติด ๓ ถ้าออก ๒ เจ้ามือใช้ ๒ ต่อ ถ้าออก ๓ เป็นเจ๊า (คือเสมอ ตัว ) ถ้าออกหน่วย ออกครบจึงกิน จะแทงแต้มไหนติดแต้มไหนแล้วแต่จะเลือกตามชอบใจ แทงเหม็งนั้น แทงประตู ๑ ติดเผื่อ ๒ ประตู ถ้าถูกเจ้ามือใช้แต่ต่อเดียว ถ้าออกแต้ม ๒ ข้างเปนเจ๊า เจ้ามือกินแต่ออกแต้มตรงกันข้ามกับที่แทงประตูเดียว เช่นแทงเหม็ง ๒ ถ้าออก ๒ เปนถูก ออกหน่วย ออกสาม เปนเจ๊า เจ้ามือกินแต่ออกครบประตูเดียว แทงชั้วนั้น แทงประตู ๑ ติดเผื่อ ๒ ประตูอย่างเหม็ง ผิดกันแต่ผู้แทง เลือกประตูให้กิน เช่นแทงชั้ว ๒ ติด ๓ ถ้าออก ๒ ถูก เจ้ามือ ใช้ต่อเดียว ถ้าออก ๓ ออกครบเจ๊า กินแต่ออกหน่วยที่ตรงข้ามกับแต้มติดประตูเดียว แทงกั๊กนั้น แทง ๒ ประตู ถ้าถูกประตูไหนก็ใช้ต่อเดียว เหมือนกัน ถ้าออก ๒ ประตูที่ไม่ได้แทงเปนกิน แต่เดิมวิธีเล่นถั่วยอมให้แทงแต่เหม็งกับกั๊ก มาชั้นหลังให้แทงทั้ง ๕ อย่างเหมือนกับโป เพราะฉนั้นวิธีแทงถั่วกับโป จึงไม่ผิดกัน เมื่อผู้แทงถูก เจ้ามือใช้ทรัพย์ให้ ยังขอชักหัวเบี้ยจากเงินที่ได้เรียกว่าต๋ง เปนส่วนลดราวร้อยละ ๑๐ เพราะฉนั้นจึงกล่าวกันว่า คนที่ไปเล่นถั่วโปนั้น โดยจะแทงถูกทีกินทีเสมอไปก็หมดพก หมดที่ถูก ขุนพัฒน์ต๋งนั้นเอง แต่ฝ่ายขุนพัฒน์นั้น ที่จริงก็มีความยากอยู่ในน่าที่ แลมีทางเสียที่จะต้องระวังอยู่มากหลายอย่าง เบื้องต้นแต่จะต้องคิดอ่านให้คนชอบมาเล่นที่บ่อนของตนให้มาก ถ้าคนพากันเบื่อไม่มาแทงขุนพัฒน์ ก็ต้องฉิบหาย เพราะฉนั้นจึงต้องคิดล่อให้คนมาที่บ่อน เช่นติดตลาด ยี่สารร้านรวงให้ครึกครื้น แลหาเครื่องมโหรศพ มีงิ้วแลลครเปนต้น มาเล่นให้คนดูที่น่าบ่อน ประสงค์จะให้คนไปดูแล้วเลยเข้าไปเล่นเบี้ย แต่ก่อนมาพวกเจ้าของลครหากินได้ด้วยรับเล่นตามบ่อนโดยมาก เรียกว่าเล่นงานเหมา เพราะเขาหาไปเล่นเหมาค่าจ้างกันเปนคราวละ ๗ วัน ๑๐ วันเปนกำหนด ขุนพัฒน์ยังจะต้องตรวจตราดูการในบ่อนของตนด้วยต้องหมั่นไปทุกวัน ต่อมีคนถุงเค้าที่ไว้ใจได้จริง ๆ จึงเว้นได้บ้างเปน ครั้งเปนคราว แต่ถึงอย่างไรก็ต้องระวังรักษาอย่าให้ความฉิบหายในเหตุ ๓ ประการเกิดขึ้นได้ คือ ฉิบหายด้วยธรรมดาเองประการ ๑ ฉิบหายด้วยแพ้ความรู้ผู้อื่นประการ ๑ ฉิบหายด้วยพวกขุนพัฒน์เองเปนไส้ศึกประการ ๑ เหตุ ๓ ประการนี้ ถ้าเกิดมีขึ้นแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วขุนพัฒน์จำเปนจะต้องแก้ไขด้วยอุบายอันใดให้สงบเรียบร้อยตลอดไปโดยเร็วจงได้ เพราะถ้าทิ้งไว้ช้าก็จะเหมือนแกล้งตัวเองให้รับความฉิบหายมากขึ้นทุกทีเปนลำดับ
๑ ความฉิบหายที่เกิดขึ้นโดยธรรมดาเองนั้น คือที่ถั่วใหญ่ก็ดี โปปั่นโปกำก็ดี บางคราวอาจจะตายลง คือกำออกไปฤๅครอบออกไปทีไร เขาก็พากันแทงถูกไม่มีเวลากินได้ ว่าตามที่เขาถือกัน เขา ว่าเปนเพราะถึงคราวซวย ( คือคราวเสีย ) ของขุนพัฒน์ เปนเวลาเฮง (คือรวย) ของคนแทง มาประจวบกันเข้าทั้ง ๒ ฝ่าย ตามคราวตามสมัยที่จะเปนได้จริงบ้างเช่นนี้ ลักษณการแก้ไขก็ไม่เห็นมีอุบายอันใดเปนแต่ขุนพัฒน์เห็นว่าเสียลงไปมาก ก็ไปนิมนต์พระมาสวดมนต์เย็นฉันเช้า สะเดาะเคราะห์ฤๅไหว้เจ้าไหว้ผีไปตามที ผลัดเปลี่ยนยักทำไปกว่าจะมีเวลารวยขึ้นได้ ก็ได้ชื่อว่าหมดเคราะห์ฤๅเจ้าฤๅผีซึ่งเปนที่นับถือของเขา ท่านช่วยแล้วก็เปนอันแล้วกัน ความข้อนี้ถ้าว่าตามความเห็นแล้ว ก็เห็นว่าถึงโดยจะไม่ต้องแก้ไขอันใดเลยก็คงกลับมีเวลารวยได้ เพราะการเล่นพนันย่อมมีเวลาได้แลเวลาเสียเปนคู่กันเปนธรรมดาเช่นนี้ทั่วไปทุกอย่าง เพราะฉนั้น ถ้าใครเปนนักเลงเล่นได้ รวยแล้วไม่เลิกเสียยังขืนเล่นอยู่ร่ำไป ก็คง เสียลงบ้างเหมือนกัน อาไศรยความที่เปนธรรมดาเท่านี้ ไม่ต้องทำอะไรเลยก็คงมีเวลารวยขึ้นเอง ขอแต่ให้คนที่เล่นรวยแล้วนั้นกลับมาเล่นร่ำไป ก็คงเสียลงเปนแท้ไม่ต้องสงไสยเลย ๒ ฉิบหายด้วยแพ้ความรู้ผู้อื่นนั้น คือธรรมดานักเลงที่เล่นเสียลงแล้ว ก็ย่อมคิดหาอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งไปเล่นแก้ตัวร่ำไป เมื่อมีความคิดเห็นช่องทางที่จะรอดตัวได้อย่างใดก็ฝึกหัดไว้ ให้ชำนิชำนาญแล้วจึงไปเล่น ถ้ารวยได้สมประสงค์ก็เลยถือเอาความรู้อันนั้นเปนลัทธิทางที่จะเล่นต่อไป เช่นตัวอย่างที่ข้าพเจ้าจะนำมากล่าวนี้ คือนักเลงบางเหล่าเขามักฝึกหัดวิธีลักเปิดโป ฤๅเปลี่ยนโปจนชำนิชำนาญคล่องแคล่วทุกท่าแล้ว เมื่อไปเล่น เขาลักเปิดโปให้เห็นได้ว่าจะออกแต้มไหน เขาก็รวยทุกครั้ง กระบวนลักเปิดโปนี้คิดประดิษฐ์เปนท่าทางต่าง ๆ เพื่อ ปราถนาจะให้พ้นความไหวพริบของขุนพัฒน์ ถ้าขุนพัฒน์รู้เท่าทันถึงเขา ท่าไหน เขาก็คิดยักเปนท่าอื่นร่ำไป จนมีชื่อเสียงต่างๆ ตามท่านั้น เรียกว่า ท่ามังกรชูแก้วก็มี เสือลากหางก็มี กวางเหลียวหลังก็มี บังบิดแกนก็มี ท้าวแขนขออีแปะก็มี ผ้าแตะบ่าพลัดตกก็มี ยกก้นดูห้อเถาก็มี เหล่านี้ล้วนท่าทางที่ฝึกหัดไว้ลักเปิดโปทั้งนั้น การลักเปิดโปตามท่าทางต่าง ๆ กันนี้ เมื่อคราวแรก ๆ ขุนพัฒน์ฤๅคนทำโปคงไม่รู้เท่าถึงความรู้ของนักเลงเหล่านั้นก่อน เพราะกิริยาอาการที่จะลักเปิดโปโดยท่าทางอย่างใด ก็ไม่สู้ผิดแผกแปลกไปจากกิริยาอาการของคนที่เล่นตามธรรมดานัก เพราะฉนั้นจึงยากที่จะจับไหวพริบได้โดยเร็ว ต่อเมื่อไรได้เห็นเสียหนหนึ่งฤๅสองหนแล้ว นั่นแหละ จึงจะรู้สึกได้ว่ากิริยาอาการอย่างนั้น ๆเปนลัทธิสำหรับลักเปิดโปของคนจำพวกนั้น ๆ เมื่อขุนพัฒน์คนใดถูกเข้ารู้สึกแล้ว ทางที่จะแก้ไขก็มีแต่พาลรีพาลขวางทุบตีจับเอาตัวไว้ แล้วส่งไปยังเจ้าพนักงาน ไม่มีทางอื่นที่จะแก้ไขให้ดีกว่านี้ขึ้นไปได้ การลักเปิดโปนี้เปนทางฉิบหายของ ขุนพัฒน์ได้อย่างหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใคร่จะมีใครลักเปิดได้ เพราะ ขุนพัฒน์รู้เท่าเสียแทบทั้งนั้นแล้ว อิกอย่าง ๑ เรียกว่าการลักเปลี่ยนโป คือ เปลี่ยนลิ้นโปที่เล่น ถ้าเขาเปลี่ยนได้ก็เปนทางฉิบหายสำคัญของขุนพัฒน์เหมือนกันแต่รอดตัวที่เปนการเปลี่ยนได้โดยยาก เพราะต้องมีพวกของขุนพัฒน์เปนใจเล่นด้วย จึงจะลักเปลี่ยนได้ ถ้าลงเปลี่ยนโปได้บ่อนใด ความฉิบหายของขุนพัฒน์บ่อนนั้นก็เปนอย่างร้ายแรงยากที่จะแก้ไขได้ เพราะจะจับไหวพริบอย่างใดก็ไม่ได้สักท่า ต่อเมื่อใดพิจารณาดูที่โปจึงจะรู้ได้ เพราะธรรมดาโปที่คนจำพวกนั้นเอามาเปลี่ยน ย่อมมีกลไกทำไว้สำหรับให้เจ้าของสังเกตุรู้ได้ว่าโปจะออกแต้มไหน เพราะฉนั้นย่อมมีที่แปลกกับโปธรรมดา แต่ความรู้ที่จะลักเปิดโปฤๅลักเปลี่ยนโปนี้ เดี๋ยวนี้ขุน พัฒน์รู้เท่าถึงท่าทางของความรู้ทั้ง ๒ อย่างเสียหมดแล้ว เพราะบอกกิริยาอาการอย่างนั้นๆ เปนความรู้ที่เขาจะลักเปิดโปให้คนทำโปเข้าใจ รู้ไว้ทุกเสื่อ แลเมื่อเวลาเลิกบ่อนก็ให้ถุงเค้าเก็บโปลั่นกุญแจไว้เสียในหีบ ถ้าทำอย่างนี้ทุกวันไปก็เปนพ้นความฉิบหายที่จะมีมาโดยทางนี้ได้ ๓ ที่ฉิบหายเพราะพวกขุนพัฒน์เปนไส้ศึกแก่คนแทงนั้น ก็คือเช่นลักเปลี่ยนโปให้คนแทง ฤๅทำโปรู้แล้วนัดแนะบอกใบ้ให้แก่คน แทง ฤๅกำถั่วใหญ่เบี้ยขึ้นมือรู้ว่าจะออกนั่นออกนี่บอกใบ้แยบคายให้แก่คนแทง เล่นได้เงินไปแล้วแบ่งปันกันตามมากแลน้อยเหล่านี้ก็เปนความฉิบหายสำคัญอิกอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ความฉิบหายอย่างนี้ ดูเหมือนจะร้ายแรงกว่าทุกอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น เพราะคนของขุนพัฒน์แต่ละคน ๆ ก็ล้วนเปนคนไว้เนื้อเชื่อใจได้แล้วทั้งนั้น เมื่อมาเกิดขึ้นเช่นนั้น ก็เปนอันเหลือนิสัยที่ขุนพัฒน์จะหยั่งรู้ แลยากที่จะแก้ไข อยู่เอง ต่อเมื่อไรนานไปทราบความระแคะระคายบ้างเล็กน้อย แล ไม่ชอบใจจะไล่เสียฤๅจะชำระทำโทษทัณฑ์กันอย่างใด ก็ได้แต่เท่านั้น เพราะฉนั้นความฉิบหายทางนี้ ขุนพัฒน์จึงต้องระวังรักษาอยู่เปนนิตย์ แลมีความกลัวเกรงมากกว่าทางอื่น ถ้าขุนพัฒน์มีความระวังหนทางแห่งความฉิบหายที่จะมาถึง แลป้องกันไว้ได้ ให้เปนกันตามธรรมดาแล้ว ถึงโดยจะได้เสียมากน้อยเท่าใด การเล่นถั่วโปนี้ขุนพัฒน์ก็คงมีแต่ได้เปรียบคนแทง ไม่มีที่จะขาดทุน แต่ประเพณีข้างฝ่ายคนเล่นนั้น เมื่อแทงเสียมาก็คิดหาอุบายไปเล่นแก้ตัวอิก คิดได้ทางนี้เมื่อไปเล่นเสียมาก็กลับคิดหาอุบายที่จะเล่นทางอื่นต่อไป ก็สมกับคำที่เขาพูดกันว่า " ไม่ได้ด้วยเล่ห์สู้ด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์สู้ด้วยคาถา " คำพูดอย่างนี้เปนตรงกันกับนักเลงเล่นถั่วโปทีเดียว เพราะไปเล่นเสียหนักเข้าก็หันเข้าหาผู้วิเศษที่ยกตนว่าสำเร็จในทางสะระตะ ฤๅบอกกระดานไชย ฤๅมีน้ำมันทาตาเห็นโปแลอะไรต่ออะไรอิกหลายอย่าง เมื่อได้ไปเล่นตามลัทธิของผู้วิเศษแต่อย่างใด ถ้ารวยมาก็ยกย่องสรรเสริญท่านผู้นั้นว่าวิเศษดีในทางนั้น ๆ กิติศัพท์อื้อฉาวไป ก็พากันเอามาเล่นต่อ ๆ ไปอิก ถ้าไปเล่นเสียลงก็สิ้น นับถือ คิดหาผู้วิเศษในทางอื่นต่อไปไม่มีที่สุดลงได้ วน ๆ เวียน ๆ ตามกันไปดังนี้ ถ้าจะมีความคิดเห็นเสียสักนิดเดียวว่า " ของวิเศษ อันใดมีจริงแล้ว ขุนพัฒน์จะกล้ายอมเสียเงินอากร รับตั้งโรงบ่อน เล่นมาได้จนทุกวันนี้แลฤๅ อิกประการ ๑ คนที่ได้ของวิเศษไปเล่นนั้น มีใครที่ร่ำรวยถึงตั้งตัวได้บ้างฤๅไม่ " ถ้าคิดดังนี้ก็จะพากันมีสติไว้ตรวจสอบความจริงดีกว่าอย่างอื่น
เชิงอรรถ
- ↑ ๑ มีในจดหมายเหตุของหมอครอฟอต ซึ่งเปนทูตอังกฤษเข้ามาเมื่อปลาย รัชกาลที่ ๒
- ↑ ๒ มีข้อสันนิษฐานอิกอย่าง ๑ ว่า จำนวนเงิน ๒๖๐,๐๐๐ นั้นมากอยู่ ในสมัยนั้นรัฐบาลเห็นจะไม่ยอมให้อยู่ในมือนายอากรเดียว เพราะ ฉนั้นอากรบ่อนเบี้ยซึ่งปรากฎในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ์ ครั้งกรุงเก่า ว่าอยู่ในนายอากรเดียว เห็นจะแยกกันเปนหลายคนขึ้นใน ชั้นหลังมา จะเปนในชั้นกรุงเก่าตอนปลาย ฤๅในชั้นกรุงธนบุรีก็ เปนได้ ครั้นเมื่อมีนายอากรเปนหลายคนขึ้น จึงเกิดลักษณการแบ่งแขวงอากรบ่อนเบี้ยขึ้นพร้อมกัน คือนายอากรคน ๑ ให้เปนนายบ่อนแต่ในแขวงอัน ๑ ที่ตัวได้รับอำนาจ ข้อนี้เปนข้อสำคัญอันหนึ่งของลักษณอากรบ่อนเบี้ย ซึ่งจะอธิบายต่อไปข้างน่า
- ↑ ๓ ตามบาญชีของสังฆราชปัลคัว มีใน หนังสือเซอยอนเบาริง
