เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 8
  พิมพ์  
อ่าน: 17058 เปิดกรุดาราคลาสสิกของฮอลลีวู้ด (๔)
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
 เมื่อ 05 ก.พ. 02, 18:34

พบรูปดาราสาวในอดีตคนนี้เข้าโดยบังเอิญ ในอินเตอร์เน็ต

พอเห็นก็ร้อง
โอโฮๆๆ หลายครั้งติดกัน

ผู้หญิงอะไรหน้าสวยมหัศจรรย์  
ทรวดทรงองค์เอวระหง  สวยไปหมดทุกส่วน

ขนาดคนสวยอย่างเอวา การ์ดเนอร์
หรือลิซ เทเลอร์ ยังเฉือนไม่ลง

แปลกใจว่าทำไมไม่รู้จัก
ทั้งที่เธอก็เป็นดารายุคเดียวกับวิเวียน ลีห์   เกรซ เคลลี่   อิงกริด
เบิร์กแมน  น่าจะมีหนังและประวัติผ่านตาบ้าง



ไปค้น  
จึงรู้ว่าเธอได้รับสมญาว่า The Most Beautiful Woman in Films

Hedy
Lamarr (1913-2000)
src='http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW941x000.jpg'>
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 24 ม.ค. 02, 14:36

ภาพนี้ ทำให้นึกถึงเพลง" ศกุนตลา" ที่ ทวีปวร แต่งเนื้อร้องตอนหนึ่งว่า

"น้ำค้างค้างกลีบกุหลาบอ่อน   คือเนตรบังอรหยาดหวาน"

รอคุณภูวงมาชมโฉมนะคะ
http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW941x001.jpg'>
บันทึกการเข้า
ภูวง
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 24 ม.ค. 02, 14:45

เห็นรูปเธอแล้วผมมือไม้สั่นไปเลยครับรู้สึกว่าโคลงที่แต่งด้อยเหลือเกิน

เพียงสบเนตรหนึ่งน้อง............นางเดียว แม่เอย
ดุจดั่งโดนคมเคียว...................บ่งข้อง
ใจเรียมอ่อนทอดเทียว..............ตาตื่น นาแม่
หมายชื่นชมโฉมเจ้า...................อย่าได้เมินหมาง

หรือบทนี้ดีครับ

พิมพ์พักตร์เพียงผ่องแผ้ว.........เพ็ญจันทร์
จึงแจ่มคงคืนวัน.......................ส่องหล้า
หมายใจพี่เพียงพลัน..................ชมชื่น
วานอย่าติฉินให้..........................หม่นเศร้า หมองศรี

ตั้งใจว่าจะมาดูพรุ่งนี้พร้อมภังคีแต่บังเอิญมิวส์ใจดีเปิดประตูให้เข้าอีกรอบครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 24 ม.ค. 02, 15:08

กวีหนุ่มกระวีกระวาดมาเร็วดีจริง  

ดิฉันก็พลอยมือไม้สั่นโพสต์รูปต่อไปแทบไม่ทัน



พรุ่งนี้คุยกันถึงประวัติเฮดี้ ลามาร์ค่ะ

ที่เขาว่า "คนสวยมักอาภัพ" เห็นจะจริง

ถ้าคุณยาตรามาช่วยเสริมให้สมบูรณ์ก็จะยินดีมากค่ะ
http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW941x003.jpg'>
บันทึกการเข้า
อ้อยขวั้น
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 24 ม.ค. 02, 15:20

สวยจริงๆ ด้วยค่ะ  สวยหวานนุ่มนวล  คนละแบบกับเกรซ เคลลี่ที่สวยสง่าแบบเจ้าหญิงนะคะ
บันทึกการเข้า
ภาธร
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 25 ม.ค. 02, 07:28

สวยทั้งตัวเลยมังครับ บ่าแขนก็สวยกลมกลึงดีเหลือเกิน
คุยกันให้ช้าลงนิดนะครับ ผมอยากรอคุณยาตราวันนี้จะพยายามปิดปากดูเงียบๆ
บันทึกการเข้า
ภังคี
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 25 ม.ค. 02, 07:37

โอย โอย สวยอะไรหยั่งเงี้ย แม่คุณเอ๋ย ผมนึกออกแล้วว่าทำไมจรกาถึงสลบตอนเห็นบุษบา เออ เราก็แปลกใจนะวันนี้ภูวงไม่มาแย่งเก้าอี้เรา อ๋อแอบดอดมาดูก่อนนี่เอง
คุณเทาชมพูครับ ตกลงตัดสินว่าใครจ่ายค่ากุ้งเผา ผมใช่มั้ยครับ  เอาเหอะๆคุ้มจริงๆวันนี้จะคุยให้น้อยเสียดายรูปเธอจะถูกซ่อน
(ไปๆมาๆผมช้าที่สุดเลยในสามหนุ่ม)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 25 ม.ค. 02, 09:47

เห็นครั้งแรกก็นึกถึงนางบุษบาเหมือนกันละค่ะ ใจตรงกันเลย

"อันนางโฉมยงองค์นี้..........เลิศล้ำนารีในแหล่งหล้า

นวลละอองผ่องพักตร์โสภา.....ดังจันทราทรงกลดหมดมลทิน"

มารู้จักกันดีกว่า

เฮดี้ ลามาร์ เป็นหนึ่งในคนสวยที่น่าจะเรียกแบบโบราณให้เข้ากับบรรยากาศเรือนไทยว่า " วาสนาไม่สม(กับความ)สวย"

เธอเกิดเมื่อ ๑๙๑๓  เป็นดาราสาวชาวเยอรมันมาก่อนจะมาดังในฮอลลีวู้ด จากบทนู้ดในหนังเยอรมัน  

บทนู้ดส่งให้ดังเป็นพลุข้ามมาถึงฮอลลีวู้ด

พอมาถึงฮอลลีวู้ด     บทที่เธอได้รับก็ซ้ำรอยเดิม มักเป็นสาวเสน่ห์แบบยั่วยวน    แต่ไม่ใช่บทนางเอกที่จะได้โชว์ฝีมือจริงๆจังๆ  ซ้ำยังถูกจับให้เล่นบทนู้ด และเลิฟซีนที่ไม่ผ่านเซนเซอร์เข้าหลายเรื่อง
http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW941x007.jpg'>
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 25 ม.ค. 02, 09:51

ปัญหาของเฮดี้นอกจากฝีมือซึ่งไม่มีโอกาสพัฒนา จากบทดีๆแล้ว ก็คือเธอรู้ภาษาอังกฤษค่อนข้างจำกัด

แต่เฮดี้ก็ได้เล่นหนังโชว์ความสวยอยู่มากเอาการ  เรื่องดังคือ  SAMSON AND DELILAH (๑๙๔๙)

(ในรูปที่เอามาโชว์ในกระทู้ก่อนกระทู้นี้  ความเห็นที่ ๑๐๐ ค่ะ )

เธอเล่นเป็นนางระบำสาวเดไลล่าห์ที่สยบจอมพลังแซมซั่นลงได้ด้วยมารยาหญิง

MGM ให้เธอประกบดาราดังๆหลายคนเหมือนกัน  แต่เธอได้บทสาวสวยเป็นของประดับเรื่องซะละมาก
http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW941x008.jpg'>
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 25 ม.ค. 02, 09:53

น่าเสียดายว่า เฮดี้เคยได้รับการทาบทามให้เล่น Casablanca

แต่เธอไม่ยักกะเอา    บทนี้ก็เลยไปตกอยู่ในมืออิงกริด เบิร์กแมนแทน
http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW941x009.jpg'>
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 25 ม.ค. 02, 09:56

พอเข้าวัยกลางคน ความสวยเริ่มโรยรา  MGM ก็ไม่ต่อสัญญากับเธออีก  

เฮดี้ก็เลยดับแสงไปจากวงการหลังปี ๑๙๕๗



มาปรากฏตัวบ้างก็นิดๆหน่อยๆแบบ guest appearance

แต่ก็มีอายุยืนยาวถึง ๘๗ ปี  ถึงแก่กรรมเมื่อปี ๒๐๐๐นี้เอง
http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW941x010.jpg'>
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 25 ม.ค. 02, 09:59

เฮดี้แต่งงาน ๖ ครั้ง  หย่าทั้ง ๖ ครั้ง มีลูก ๒ และลูกบุตรธรรมอีก ๑ แก่ๆกันไปหมดแล้ว

เอารูปตอนคุณย่าเฮดี้เป็นสาวน้อยน่ารักมาให้ดูค่ะ
http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW941x011.jpg'>
บันทึกการเข้า
พาฝัน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 26 ม.ค. 02, 04:30

ระหว่างนี้กระทู้ดาราเดินเร็วยังกับรถไฟด่วน ไม่กลัวตกรางหรือครับ การท่องอินเทอร์เน็ตถ้าให้ดีควรมีงานหลักหรืองานอื่นทำคู่ขนานกันไปจะได้ประโยขน์หลายสถาน และท่องได้นานๆ

Hedy Lamarr ผมเคยรู้จักชื่อมานาน และเห็นภาพเพียงผ่านๆตา ไม่เคยมีโอกาศได้เพ่งพิศเพลินตาอย่างครั้งนี้  ภาพแรกคล้าย เอวา การ์ดเนอร์มาก ดังนั้นสมญานามว่า The Most Beautiful Woman in Films ก็เหมาะสมแล้ว ภาพต่อมาอีกสองภาพก็สวยมากครับ เหมือนตุ๊กตาเซลลูลอยด์รูปแหม่มในสมัยก่อนโน้น คุณเทาขมพูอาจจะได้ทันเห็น ส่วนภาพในความเห็นที่ ๑๑ น่าจะเป็นภาพที่สวยที่สุด ไม่ทราบว่าภาพนี้อยู่ในภาพยนต์เรื่องใด และตอนนั้นอายุประมาณเท่าใด คุณเทาขมพูพอทราบไหมครับ

กลับมาพูดเรื่องความเร็วอีกครั้ง เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้อ่านบทความทางการแพทย์เรื่องหนึ่งมีความว่า การกินอาหารถ้าจะให้ดี จะต้องเคี้ยวนานๆ เคี้ยวหลายๆครั้ง ยิ่งมากยิ่งดี จะได้ประโยชน์นานาประการ

เวลาเราไปชมพิพิธภัณฑ์ หรือหอศิลป์ ถ้าใช้เวลาในการชมมากเท่าใด ก็จะได้อะไรต่อมิอะไรมากเท่านั้น ผมเคยใช้เวลาครั้งละมากๆในแต่ละแห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศแต่ไม่เคยพอ และหลายแห่งก็ไปดูซ้ำแต่ก็ยังไม่จุใจ  ผมมาได้ประโยชน์จาการเปิดกรุดารานี่ ไม่ต้องจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ มีเวลาเมื่อใดก็เข้ามาดูได้ตลอดวันตลอดคืน  ด้วยเหตุดังได้ว่ามานี้ ถ้าผมจะให้ความเห็นช้าไปบ้าง คุณเทาชมพูก็อย่าถือสาเลยนะครับ
บันทึกการเข้า
ยาตรา
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 26 ม.ค. 02, 04:56

ก่อนอื่นต้องขอโทษคุณเทาชมพูและทุกท่านเป็นอย่างสูงครับ ที่เกเรหายหน้าหายตาไปเสียนาน เพราะติดภารกิจเรื่องงานครับ… และขออนุญาตเสริมข้อมูลเกี่ยวกับ เฮดี้ ลามาร์ (Hedy Lamarr) ที่คุณเทาชมพูเล่าไปก่อนแล้วนะครับ

ในหนังสือที่ผมไปค้นประวัติของเธอนั้นระบุว่า เฮดี้ ลามาร์เกิดที่กรุงเวียนนาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี ๑๙๑๓ ระหว่างที่กำลังศึกษาทางด้านการออกแบบ (อะไรก็ไม่ได้บอกไว้ครับ) เธอก็เดินทะเร่อทะร่าเข้าไปในโรงถ่ายภาพยนตร์แห่งหนึ่งในกรุงเวียนนาโดยพละการ และอาจเป็นเพราะความสวยของเธอจับตาจับใจผู้กำกับภาพยนตร์นาม อเล็กซิส กรานาวสกี้ (Alexis Granowsky) เข้าอย่างจัง เธอก็เลยได้รับเลือกให้แสดงบทเล็กๆในภาพยนตร์เงียบเรื่อง Sturme in Wasserglas (ซึ่งต่อมาเรื่องนี้ได้ถูกนำไปสร้างใหม่ในประเทศอังกฤษใช้ชื่อว่า Storm in a Teacup) แต่ทว่าภาพยนตร์เรื่องแรกจริงๆในชีวิตของเธอกลับเป็นภาพยนตร์เสียงเรื่อง Geld auf der Strasse (1930) ซึ่งในตอนนั้นเธอมิได้ใช้ชื่อว่า ‘เฮดี้ ลามาร์’ หรอกครับ แต่ใช้ชื่อจริงๆว่า เฮดวิก เอวา คีสเลอร์ (Hedwig Eva Kiesler) และได้รับบทนำเต็มตัวเป็นครั้งแรกจากภาพยนตร์เรื่อง Man Braucht Kein Geld (1931) แม้เธอจะเป็นตัวนำในเรื่องนี้ก็ตาม แต่รายชื่อของเธอกลับขึ้นจอเป็นคนที่ห้าครับ (ไม่ทราบว่าเพราะอะไรเหมือนกัน)

จากนั้นเธอก็ได้เดินทางมายังกรุงเบอร์ลินเพื่อเรียนต่อ แต่เผอิญมีโอกาสได้แสดงละครเวทีคั่นเวลาเสียสองเรื่อง (The Weaker Sex กับ Private Lives) ก่อนจะมาพบกับผู้กำกับกรานาวสกี้อีกครั้งที่นี่เอง ซึ่งเขาก็มอบบทนำให้เธอแสดงอีกในภาพยนตร์เรื่อง Die Koffer des Herrm O.F. ซึ่งเเป็นเรื่องของชาวเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งที่แตกตื่นกันยกใหญ่ เพราะเข้าใจว่าชายแปลกหน้าที่เข้ามาพักในโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองนั้นเป็นคนโด่งดังมีชื่อเสียง ความสวยของลามาร์ในบทลูกสาวของนายกเทศมนตรีในหนังเรื่องนี้ ทำให้เธอได้แสดงบทที่ค่อนข้างโชว์เนื้อหนังมังสาเป็นครั้งแรกคือ Symphonie der Liebel (หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า Extase) ออกฉายเมื่อปี ๑๙๓๓ เป็นเรื่องราวของชายชรากับภรรยาสาวและเจ้าหนุ่มที่ชอบมาแอบดูเธออาบน้ำในลำธาร ชื่อเสียงของลามาร์ในฐานะ ‘เซ็กซ์สตาร์’ ก็มาจากเรื่องนี้เอง เพราะมีฉากที่เธอต้องสวมชุดว่ายน้ำวิ่งเข้าไปในป่าด้วย ซึ่งในประเทศเยอรมัน หนังเรื่องนี้ถูกห้ามฉายด้วยเหตุผลที่ว่าลามาร์มีเชื้อสายชาวยิว (จริง-เท็จอย่างไรก็ไม่ยืนยันนะครับ) แต่ในที่สุดหนังก็ได้ออกฉายจนได้ พร้อมๆกับการสมรสครั้งแรกของเธอกับมหาเศรษฐีชาวออสเตรีย ผู้พยายามที่จะกว้านซื้อฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้มาให้หมด แต่ก็ไม่ประสบผลเพราะปรากฏว่าในปี 1937 หนังเรื่อง Extasse ก็ได้เข้าไปฉายในประเทศสหรัฐอเมริกาจนได้ และปีนั้นเองก็เป็นปีที่ชีวิตคู่ของทั้งสองจบลง

ลามาร์ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับหลุยส์ บี.เมเยอร์ (Louise B. Mayer) เจ้าของสตูดิโอภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเวลานั้นคือ MGM ‘สิงโตคำราม’ ที่กรุงลอนดอน ตอนแรกที่ได้รับการแนะนำนั้นคุณเมเยอร์แกก็เคยดูหนังเรื่อง Extrasse ที่ลามาร์แสดงมาแล้ว และดูจะไม่ค่อยปลื้มเธอสักเท่าไหร่นัก (เข้าใจว่าเพราะเธอแสดงบทค่อนข้างล่อแหลมต่อศีลธรรมเสียเหลือเกิน ขณะที่นโยบายของ MGM สมัยนั้นก็สร้างแต่หนังเพื่อความบันเทิงของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก โดยเฉพาะหนังเพลง) ก็เลยไม่ค่อยอยากจะให้เธอเข้ามาอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แต่จะด้วยโชคชะตาฟ้าลิขิตหรือไม่ก็สุดจะเดานะครับ ระหว่างทางที่คุณเมเยอร์กำลังนั่งเรือกลับประเทศสหรัฐฯอยู่นั้น เขาดันไปเห็นรูปโฉมงามงดของลามาร์เข้า ก็เลยตัดสินใจจับตัวมาเซ็นสัญญาในสังกัดเสียเลยเป็นเวลานานถึง ๗ ปี โดยลามาร์ก็ได้รับค่าจ้างสัปดาห์ละ ๕๐๐ เหรียญฯเป็นประเดิม นอกจากนี้ คุณเมเยอร์ยังได้จัดแจงเปลี่ยนชื่อจาก ‘เฮดวิก เอวา คีสเลอร์’ ให้กลายเป็น ‘เฮดี้ ลามาร์’ ที่เรารู้จักกันนี้เองครับ

และหลังจากที่จับเธอมาเซ็นสัญญาเข้าสังกัด แล้วก็ปล่อยให้เธออยู่ว่างๆมาเสียหลายเดือน ลามาร์ก็ได้แสดงหนังอเมริกันเรื่องแรกคือ Algiers (1938) ร่วมกับนักแสดงชายที่ถือได้ว่าเป็น ‘เซ็กซ์ซิมโบล’ ประจำยุคนั้นคือชาร์ลส์ โบเยอร์ (Charles Boyer) และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ส่งให้ชื่อเสียงของลามาร์กลายเป็นที่รู้จักของนักดูหนังทั่วประเทศในทันที ทางคุณเมเยอร์พอเห็นเช่นนั้นก็เลยประกาศลั่นๆออกมาว่าจะ ‘ปั้น’ เฮดี้ ลามาร์ให้กลายเป็นนักแสดงที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยปั้นผู้อื่นมาแล้วอย่างเกรต้า การ์โบ (เข้าใจว่าที่ประกาศอย่างนี้ก็เพราะขณะนั้นตะแกกำลังมีปัญหากันอยู่นะครับ) ทว่าพอเริ่มถ่ายทำเรื่องถัดมาคือเรื่อง I Take This Woman ก็ทำท่าจะไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียแล้ว เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้กำกับถึงสามคน แล้วยังโดนแรงเสียดสีจากสื่อมวลชนอีกต่างหาก ทำให้หนังเรื่องนี้ไปได้ไม่ถึงจุดที่วางไว้ เรื่องถัดมาคือ Lady of the Tropics (1939) ถึงขั้นที่มีนักวิจารณ์เขียนอย่างไม่ปิดบังแม้แต่น้อยว่าเธอไม่มีทางเป็นดาราที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอนเอาเลยทีเดียว

Boom Town (1940) หนังเรื่องต่อมาที่เธอแสดงร่วมกับคลาร์ค เกเบิ้ล (Clark Gable) กลายเป็นหนังเรื่องแรกต่อจาก Algiers ที่ประสบความสำเร็จของลามาร์ ด้วยบทหญิงสาวยั่วยวนเสน่ห์เหลือร้าย แต่ผลสำเร็จกลับกลายเป็นตรงกันข้ามกับหนังเรื่องถัดมาที่แสดงคู่กับเกเบิ้ลใน Comrade X ที่เธอรับบทเป็นคนขับรถรางในประเทศรัสเซียและได้พบรักกับนักข่าวหนุ่มชาวอเมริกัน (เข้าใจว่าจะเป็นบทตลกกุ๊กกิ๊กนะครับ) ผลงานเรื่องต่อๆมาของเธอก็มีทั้งบทตลกอย่าง Come Live With Me (1941) ร่วมแสดงกับเจมส์ สจ๊วร์ต, Ziegfeld Girl (1941) เรื่องนี้เป็นหนังเพลงที่เธอร่วมแสดงกับนักแสดงหญิงอีกสองคนคือ จูดี้ การ์แลนด์ และ ลานา เทอร์เนอร์ (ในหนังสือที่ผมอ่านได้เขียนคำบรรยายรูปของพวกเธอทั้งสามคนจากหนังเรื่องนี้ว่า เมื่อนับจำนวนสามีของพวกเธอแล้วก็มีถึง 17 คนเลยทีเดียว-ลามาร์ 6, การ์แลนด์ 5, เทอร์เนอร์ 6) ทว่าบทบาทการแสดงของลามาร์ที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดก็คือบทสาวโรงงานในภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือของจอห์น สไตน์เบ็คเรื่อง Tortilla Flat (1942) ร่วมแสดงกับจอห์น การ์ฟิลด์และสเปนเซอร์ เทรซี่ (ทว่าการแสดงที่ยอดเยี่ยมก็มิได้หมายความว่าจะช่วยให้หนังประสบความสำเร็จด้านรายได้ตามไปด้วยนะครับ)

หลังจากที่แสดงภาพยนตร์ล้มเหลวติดๆกันหลายเรื่อง รวมทั้งเธอบอกปัดบทนำจากหนังอย่าง Casablanca, Gaslight และ Saratoga Trunk (ซึ่งทั้งสามบทนี้ก็ได้กลายเป็นของอินกริด เบิร์กแมนไปแทน แถมยังมีเรื่องหนึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลออสการ์อีกด้วย) ทาง MGM ก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะลุ้นเธออีกครั้งใน The Heavenly Body (1944) พอล้มไม่เป็นกระบวนอีก คราวนี้เลยตัดสินใจส่งเธอให้ไปแสดงหนังกับสตูดิโออื่นบ้าง (เผื่อจะดีขึ้น?) คือวอร์เนอร์ บราเธอร์ส สตูดิโอ เรื่อง The Conspirators (1944) และอาร์เคโอสตูดิโอเรื่อง Experiment Perilous (1944) ซึ่งเรื่องที่น่าตลกสุดๆก็คือ The Conspirators นั้นมีเนื้อเรื่องแทบจะเป็นเรื่องเดียวกับ Casablanca ขณะที่ Experiment Perilous ก็คือเรื่อง Gaslight นั่นเอง

หนังเรื่องสุดท้ายในสัญญาระหว่างลามาร์กับ MGM คือหนังตลกเรื่อง Her Highness and the Bellboy (1945) จากนั้นเธอก็ออกมาตั้งบริษัทสร้างหนังเป็นของตนเอง โดยมีผลงานออกมาสองเรื่องคือ Strange Woman (1946) กับ Dishonoured Lady (1947) ที่เธอร่วมแสดงทั้งสองเรื่องในบน ‘นางร้าย’ (femme fatale) ประจำเรื่อง ก่อนจะคว่ำไม่เป็นท่ากับผลงานหนังตลกเรื่องถัดมาคือ Let’s Live a Little (1949) ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่เธอได้รับเลือกให้ร่วมแสดงใน Samson and Delilah หนังที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เธออย่างมากมาย ผลงานการกำกับของซีซิล บี. เดอร์มิลล์ (Cecil B. DeMille) ยอดนักทำหนังแนวมหากาพย์ (epic) เจ้าของวาทะที่โด่งดังที่สุดในโลกคือ “ฉีกไบเบิ้ลมาให้ผมหนึ่งหน้า แล้วผมจะทำหนังให้พวกคุณดู” (ผลงานของผู้กำกับคนนี้ที่หลายท่านน่าจะเคยผ่านตากันมาแล้วก็คือ The Ten Commandments หรือ “บัญญัติสิบประการ” นั่นเองครับ)

บท เดไลล่าห์ จากหนัง Samson and Delilah นี่เองที่ทำให้เกิดมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเอาเข้าจริงแล้ว คนดูหนังส่วนมากอยากจะดูเธอแสดงในบทสาวพราวเสน่ห์ทำนองเดียวกันนี้มากกว่าบทตลกที่เธอเคยแสดงมาแล้วหลายเรื่อง พูดอีกอย่างก็คือเธอไม่ควรจะไปเสียเวลาเล่นบทตลกเสียตั้งนานเลยนั่นเอง ผลปรากฏว่า Samson and Delilah ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้อย่างมากมายมหาศาล และทำให้เธอได้รับข้อเสนอจาก MGM ให้มาแสดงนำในหนังแนวเมโลดราม่าเรื่อง Lady Without a Passport (1950) ด้วยค่าตัวที่สูงถึง 90,000 เหรียญฯ (ข้อนี้ยังเป็นที่น่าเคลือบแคลงอยู่ว่าจะจริงหรือไม่ เนื่องจากมีข่าวระบุว่าเธอปฏิเสธเข้าร่วมงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์หนังเรื่องนี้ จนเป็นเหตุให้ทางพาราเมาน์ท ‘ดาวภูเขา’ คิดจะเลิกจ้างเธอให้มาแสดงในหนังเคาบอยเรื่อง Copper Canyon ที่เตรียมงานไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ในที่สุดก็ต้องจ้างเธอจนได้เพราะบ็อบ โฮป ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าต้องการแสดงหนังเรื่องนี้ร่วมกับเธอให้ได้)

หลังจาก Samson and Delilah แล้ว ข่าวคราวของเฮดี้ ลามาร์ก็ดูจะเงียบหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์ จะมียกเว้นก็แต่ในฐานะของหนึ่งในนักแสดงหญิงที่หย่าร้างบ่อยครั้งที่สุดเท่านั้น ซึ่งยังคงได้รับการกล่าวถึงอยู่เนืองๆ เธอหย่าครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นครั้งที่หกเมื่อปี 1965 และเป็นปีเดียวกับที่เธอถูกจับข้อหาจิกของในห้างสรรพสินค้า (เอ๊ะ! เหมือนกับวิโนน่า ไรเดอร์เลยแฮะ) แต่การสืบสวนปรากฏว่าเธอไม่มีความผิด ทว่าข่าวนี้ก็กระหึ่มอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วโลกเลยทีเดียว ในปี 1966 เธอเขียนบันทึกประวัติส่วนตัวออกมาในชื่อ Ecstasy and Me: My Life As a Woman ซึ่งก็วุ่นวายมีเรื่องต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันอีก (ซึ่งก็จะขอข้ามไปเนื่องจากไม่ทราบรายละเอียด)

ท้ายนี้ก็จะขอยกประโยคสำคัญของเธอที่เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้มาปิดท้ายครับ

“ฉันคิดว่าถ้าฉันจะเปรียบเทียบสไตล์ของตัวเองกับนักแสดงหญิงคนอื่นๆล่ะก็ ฉันว่าฉันคงอยู่ระหว่างจูดี้ การ์แลนด์กับเกรต้า การ์โบนะ”

คุณเทาชมพูและทุกๆท่านเห็นด้วยอย่างที่เธอเขียนไว้หรือเปล่าครับ…
บันทึกการเข้า
ยาตรา
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 26 ม.ค. 02, 04:58

มีรูปมาฝากด้วยครับ
http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW941x014.jpg'>
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 8
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.058 วินาที กับ 19 คำสั่ง