เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
อ่าน: 22542 ความเหมือน คล้ายและแตกต่างของ จูเหยียนจางปฐมจักรพรรดิ์ราชวงศ์หมิง กับพระเจ้าตากสินมหาร
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
 เมื่อ 13 ม.ค. 02, 00:44

ในมุมมองของผม สมเด็จพรเจ้าตากสิน และจักรพรรดิ์จูเหยียนจาง มีความเหมือนกันในหลายด้าน ๆ อย่างแรก เป็นผู้มาจากสามัญชนและไต่เต้าขึ้นมาเป็นเจ้าแผ่นดินได้ทั้งคู่  
สองทั้งสองพระองค์ต้องทำการรบพุ่งเพื่อรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นด้วย จูเหยียนจาง นั้นนอกจากจะต้องรบกับมองโกลแล้ว ก็ยังต้องรบกับชาวจีนอีกหลายกลุ่ม ที่ชัด ๆ ก็อย่าง ตั้งอิ้วเหลียง ที่รบกันที่ลำน้ำโผหยาง (ซึ่งกลายมาเป็นฉาก ตอนโจโฉ ถูกเผาเรือ ในสามก๊ก)
พระเจ้าตาก ก็ทรงต้องรบกับคนไทยด้วยกันเองถึง 5 ฝ่ายกว่าจะได้รวมบ้านเมืองเป็นปึกแผ่น กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ เป็นผู้กอบกู้เอกราชคืนให้กับประเทศของตัวเองได้ทั้งคู่ จูเหยียนจาง ขับไล่มองโกลออกจากแผ่นดินจีน พระเจ้าตากชิงบ้านเมืองคืนจากพม่ามา
ที่เหมือนกันอีกอย่าง จนผมสงสัยก็คือ พิชัยสงครามที่ใช้ พระเจ้าตากสั่งทหารให้ทุบหม้อข้าว ให้หมดให้ตีเมืองจันทบุรีให้ได้ เรียกว่าตีไม่ได้ก็อดตาย จูเหยียนจางสั่งทหารข้ามแม่น้ำไปตีทัพมองโกลโดยพอข้ามแม่น้ำแล้วให้เจาะท้องเรือทิ้งทุกลำ ไม่มีการถอยกลับไปตีค่ายข้าศึกแล้วก็เอาเมืองให้ได้ ถึงจะไม่อดตายอันนี้ไม่ทราบว่าตำราพิชัยสงคราม ในสมัยนั้นมีการถ่ายทอดกันมาข้ามประเทศด้วยหรือเปล่า
ในความเหมือนก็มีความแตกต่างครับ จูเหยียนจาง นั้นได้เชื่อว่า เป็นจักรพรรดิ์ที่เจ้าเล่ห์และอำมหิต มาก อันนี้มีหลักฐานชัดเจน จากการกำจัด ขุนทหารที่เคยร่วมรบก่อตั้งราชวงศ์ด้วยกันมา จูเหยียนจาง ถึงกับก่อตั้งหอจัดเลี้ยงขึ้นมาหอนึงแล้วหลอกให้ขุนทัพของตัวเองเข้าไปกินเลี้ยงในนั้นแล้วก็จุดไฟเผา ขุนทัพของตัวเองทั้งหมด แม้แต่ น้องร่วมสาบานขุนพลคู่ใจอย่างฉีต๊ะ ก็ถูกจูเหยียนจาง กำจัดไปในภายหลัง เรียกว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล อย่างชัดเจนเลยครับ
ในชณะที่สมเด็จพระเจ้าตากของเรา ท่านไม่ได้ทรงทำแบบนั้น ผมคิดว่าไม่ได้ทำเพราะไม่มีหลักฐานให้เห็น แล้วก็มีข้อสังเกตุว่า ถ้าทรงทำล่ะก็ ประวัติศาสตร์ชาติไทยคงเปลี่ยน อาจจะไม่มีกรุงเทพฯ แล้วก็ได้ครับ
บันทึกการเข้า
จ้อ
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1081

แต่งงานแล้วจ้า ...


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 09 ม.ค. 02, 19:40

รู้สึกว่ากลยุทธ์จมเรือข้ามแม่น้ำผู้ที่ใช้คนแรกน่าจะเป็น ณ้อปาอ๋อง ขุนศึกลำน้ำเลือดนะครับ
ณ้อปาอ๋อง (ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือปล่าว?) ชือเดิมว่าห้างอี๋ เป็นขุนศึกที่เก่งที่สุดคนหนึ่ง
แถมมีเรื่องราวความรักโรแมนติก สนมของณ้อปาอ๋องคือ หวี่จี เป็นหนึ่งในสี่หญิงงามในประวัติศาสตร์จีน

เรื่องราวของเขาเกิดสมัยราชวงค์ฉิน การศึกที่สร้างชื่อเสียงที่ให้ณ้อปาอ๋องคืดการยุทธ์ที่แม่น้ำจาง
ตอนนั้นเขายกพลข้ามแม่น้ำ แล้วสั่งทหารจมเรือทุบหม้อข้าวทั้งหมด
พลทหารทุกนายพกเสบียงกรังสำหรับรับประทานเพียงสาววัน
เขาออกคำสั่งทหารว่า การศึกครั้งนี้มีแต่บุกคืบหน้า ห้ามถอยเด็ดขาด
การลบคร้ังนี้เป็นที่มาของสุภาษิต "ทุบหม้อข้าวจมเรือ"

ผมคิดว่าเนื่องจากพระเจ้าตากมีเชื้อสายจีน จึงน่าที่จะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของฉ้อปาอ๋อง
และการรบของเขากับเล่าปัง (ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงค์ฮั่น) เลยนำมาประยุกต์ใช้ครั้บ
ถ้าจูเหยียนจางใช้ยุทธวธีนี้เหมือนกัน ก็แสดงว่าเป็นวิธีที่ได้ผลจริงๆ

แต่ณ้อปาอ็องรวบรวมแผ่นดินไม่สำเร็จ แม้จะมีความสามารถในการศึกมากกว่าเล่าปัง
แต่อ่อนเชิงในด้านการเมือง สุดท้างก็ต้องผ่ายแพ้ ถูกเล่าปังไล่ตีกลับไปยังเมืองกังตั๋ง
สนมรักก็ฆ่าตัวตาย และตัวเองก็ฆ่าตัวตายด้วยความสิ้นหวังที่ริมฝั่งแม่น้ำอูเจียง
ก่อนที่จะข้ามไปยังเมืองกังตั๋งนั่นเอง

ว่ากันว่าถ้าเขาไม่คิดสั้น ยอมเขามฟากกับไปยังกังตั๋ง ซุ่มกำลังใหม่แล้วกลับมาแก้แค้นเล่าปัง
ประวัติศาสตร์จีนอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ แต่ณ้อปาอ๋องนั้นเห็นว่าความปราชัยเกิดจากฟ้าลิขิต
เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของวีรบุรุษจึงขอสู้จนถึงทหารคนสุดท้าย ถ้าแพ้ก็ขอตายดีกว่า
ถ้าเขาถืออติ ลูกผู้ชายยืดได้หดได้ แบบเล่าปัง ก็คงไม่ต้องผ่ายแพ้
บันทึกการเข้า
อำแดงริน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 09 ม.ค. 02, 20:54

ข้อแตกต่างที่สำคัญคือพระเจ้าตากสินเป็นกษัตริย์องค์
เดียวของกรุงธนบุรี แต่ราชวงศ์หมิงยังได้สืบเนื่องมาอีกค่ะ
บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 10 ม.ค. 02, 02:10

จากข้อสังเกตุไงครับ จูเหยียนจางเล่นริดลอนกำจัดขุนทหาร ที่เก่งกาจเคยร่วมรบกันมากับตัวเองทั้งหมด
เท่าที่ได้อ่านนั้น ลูกชายคนโตของจูเหยียนจาง มีนิสัยเมตตา อ่อนโยนเหมือนแม่ ยังเคยตักเตือน จูเหยียน จาง ถึงความโหดร้ายของพระองค์ แต่ฮ่องเต้องค์นี้ก็ตอบลูกชายว่า พระองค์ทำไปเพื่อ กำจัดเสี้ยนหนามให้ลูกชายครองแผ่นดินต่อได้ง่ายขึ้น
ผมว่าอันนี้คงเป็นความจริง เพราะตามที่เราเคยคุยกันในกระทู้เรื่องพรเจ้าตากนั้น ร.1 พระองค์ท่านก็ทรงต้องชำระ ความและต้องกำจัดขุนนางที่จงรักภักดีกับพระเจ้าตากสินไปพอสมควรเหมือนกัน ในยุคนั้นผู้เช้มแข็งกลืนผู้อ่อนแอ
ณ้อปาอ๋อง เองก็ตัดสินใจผิด กุนซือของอ๋องคนนี้บอกแล้วว่าให้กำจัดเล่าปังให้เด็ดขาด อย่าปล่อยให้รอดไป แต่ณ้อปาอ๋อง ตอนนั้นถือดีที่รบเก่งกว่า ประกอบกับเล่าปัง เล่นการเมืองวางแผนให้ตายใจ ด้วยการทำตัวอ่อนน้อม ยอมถอยไปอยู่ดินแดนที่ฟังดูเหมือนกันดาร อย่างเสฉวน ณ้อปาอ๋อง เลยตายใจ ยอมปล่อยเล่าปังไปสร้างขุมกำลังกลับมารบกันใหม่ เล่าปัง เนี่ยก็ใช่ย่อยครับ พอได้เป็นฮ่องเต้ ก็กำจัดขุนพลคู่ใจตัวเองไปเยอะเหมือนกัน คนดังที่สุดก็ หานซิ่ง คนนี้นี่ได้ชื่อว่าเป็นขุนพลที่เก่งที่สุดสมัยนั้น
เล่าปังเองยังพูดไว้ว่า ในด้านการวางแผน เจิ้ง (คำเรียกตัวเองของฮ่องเต้) สู้จางเหลียงไม่ได้ ในด้านการรบทัพจับศึกก็เป็นรองหานซิ่ง สรุปคือพอได้เป็นฮ่องเต้ จางเหลียงก็ขอลาออกจากหน้าที่กุนซือ ถอนตัวไปถือสันโดษ คงรู้ว่าถ้าอยู่คงไม่รอด หานซิ่งได้เป็นอ๋อง แต่ตอนหลังก็โดนประหารครับ
บันทึกการเข้า
จ้อ
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1081

แต่งงานแล้วจ้า ...


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 10 ม.ค. 02, 02:11

พึ่งจำได้ครับ ตอนผมเด็กๆเคยดูภาพยนต์ชุดทางไทยทีวีสีช่อง ๓ เป็นของฮ่องกง
เป็นเรื่องของจูเหยียนจางด้วย คิดว่า เหยินตะหัว แสดงเป็น จูเหยียนจาง
ส่วนคู่แข่งของจูเหยียนจาง(จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร)แสดงโดย เลสลี่จาง
มีใครเคยชมภาพยนต์โทรทัศน์ชุดที่ว่าบ้างไหมครับ?

จำได้ว่าในหนังบรรยายตอนจบไว้ลูกชายของจูเหยียนจางที่ขึ้นครองราชย์ต่อจากเขานั้น
จริงๆแล้วไม่ใช่ลูกของเขาแต่เป็นลูกของนางสนมที่ลอบเป็นชู้กับชายอื่น
(แต่เรื่องราวตามประวัติศาสตร์จีนจะเป็นอย่างไรนั้น ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ แหะๆๆ)
ถ้าเรื่องนี้เป็นจริงตามประวัติศาสตร์ ก็แสดงว่าราชวงค์หมิงสิ้นแค่จูเหยียนจางเหมือนกัน
เพราะฮ่องเต้องค์ต่อมาไม่ได้สืบสายโลหิตของจูเหยียนจาง ... จีโนมคนละสายกัน เหอะๆๆ
บันทึกการเข้า
จ้อ
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1081

แต่งงานแล้วจ้า ...


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 10 ม.ค. 02, 02:37

คุยเรื่องหนังจีนแล้วติดลม (ปราณ) ครับ ...

เป็นที่น่าสังเกตุครับว่าเมืองกังตั๋งนี้มีขุนพลและจอมทัพที่เก่งมากๆสองคน
คนแรกคือ ณ้อปาอ็อง อีกคนคือจิวยี่ สองคนนี้เก่งมากๆ แต่มองโลกในแง่ร้ายเหมือนกัน

ณ้อปาอ็องเวลาพ่ายแพ้ ก็โทษฟ้าลิขิต  จิวยี่ตอนเสียรู้ขงเบ้งจะกระอักเลือดตาย
ก็โวยวายโทษฟ้าว่าส่งขงเบ้งมาเกิดเหมือนกัน สรุปทั้งคู่โทษฟ้าลิขิต ...
ประวัติศาสตร์มักจะมีอะไรคล้ายๆกันเสมอ

นึกถึงสุภาษิตจีนอีกบทหนึ่งที่ว่า ลูกผู้ชายแก้แค้นสิปปีก็ยังไม่สาย
ในประวัติศาสตร์จีนก็เคยมีตัวอย่างของผู้ที่พ่ายแพ้และอัปยสขนาดโดนศัตรูจับเป็นเชลย
ให้เป็นคนเลี้ยงม้า ต้องนอนเตียงที่ทำจากกองฟืน แต่ก็อดทนแล้วก็กลับมาแก้แค้นฟื้นฟูแคว้นของตัวเองสำเร็จ
ถ้าณ้อปาอ็อง พาพวกข้ามแม่น้ำกลับเมืองกังตั๋ง ซ่อมสุมกำลังใหม่
แล้วกลับไปสู้กับเล่าปัง หรือจิวยี่ลดความเศร้าโศกอัปยศที่เสียรู้ขงเบ้ง
แล้วกลับไปเมืองกังตั๋ง ทบทวนแก้ไขกลยุทธใหม่ เขาทั้งคู่อาจจะไม่เป็นผู้แพ้
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 10 ม.ค. 02, 04:43

เรื่องปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง คุณแม่นางหลินเคยคุยไว้ แต่ผมจำไม่ได้เสียแล้วว่าคุยไว้ที่นี่หรือที่สโมสรมองอดีต ผมจำได้ว่าผมเป็นคนถามว่า ตามตำนาน (ที่เอามาทำเป็นหนัง) ขุนพลคู่พระทัยคนหนึ่งป่วยเป็นโรคอะไรไม่ทราบ แต่หมอซินแสห้ามกินเนื้อห่านเด็ดขาดเพราะแสลงโรคถึงตาย ฮ่องเต้ทรงทราบก็ทรงพระเมตตา โปรดเกล้าฯ พระราชทานอาหารเยี่ยมไช้ จากครัววังหลวง อาหารจานนั้นคือเนื้อห่านทั้งจาน ขุนพลคนนั้นเห็นเข้าก็สะอึก รู้เจตนาฮ่องเต้เลย ก็จำต้องกินด้วยความจงรักภักดีแล้วโรคก็กำเริบ ตายสมพระทัยฮ่องเต้ กระพี้ประวัติศาสตร์ตอนนี้มีมาทำเป็นหนัง ผมถามว่ามีเรื่องจริงๆ อย่างนี้ไหม ดูเหมือนคุณหลินจะอธิบายว่าประวัติศาตร์จริงไม่มีอะไร dramatic อย่างนี้หรอก แต่ที่ฮ่องเต้คิดกำจัดขุนพลนั้นจริง

น่าคิดว่าพอเวลาผ่านไปหลายร้อยปี จนต้าหมิงกำลังจะสิ้นวงศ์ ก็เหมือนกับกรรมสนอง เพราะตอนตั้งวงศ์กษัตริย์ทรยศหักหลังขุนศึก ตอนสิ้นวงศ์ ขุนศึกเป็นฝ่ายทรยศหักหลังเจ้านาย นอกจากนั้นยังมีอะไรคล้ายๆ กันแต่กลับกันอีก คือเมื่อแรกตั้งวงศ์นั้นเป็นการขับไล่ผู้ปกครองต่างชาติตั้งราชวงศ์ที่เป็นเชื้อชาติจีน เมื่อจะสิ้นวงศ์นั้นก็เป็นการพ่ายแพ้ต่อกำลังต่างชาติที่หวนกลับมาตีและยึดจีนได้อีกครั้ง สมัยจูหยวนจางตีพวกมองโกลแตก สมัยจักรพรรดิองค์สุดท้ายของต้าหมิง ถูกพวกแมนจูตีแตก สมัยจูหยวนจางหักหลังฆ่าขุนพล สมัยฉงเจินฮ่องเต้ (ถ้าจำพระนามไม่ผิด?) ฮ่งเต้หมิงองค์สุดท้ายพระบิดาเจ้าหญิงฉางผิง  รัฐบาลหมิงถูกอู๋ซานกุ้ยนายทัพของตัวเองทรยศเปิดด่านให้ทัพแมนจูเข้ามาได้

แม่ทัพอู๋ซันกุ้ยที่ทรยศไปเข้าข้างศัตรูเป็นไส้ศึกจนเสียกรุงนี้ เทียบกับสมัยกรุงศรีอยุธยาก็มี เจ้าพระยาจักรี (คนละคนกับท่านที่ต่อมาเป็น ร.1) ก็เปิดประตูรับทัพพม่าจนเสียกรุงศรีฯ มาแล้ว แต่อู๋ซันกุ้ยไม่ได้ถูกกำจัดทันทีหลังจากที่แมนจูชนะ แมนจูเอาไปเลี้ยงไว้พักหนึ่งตั้งให้เป็นใหญ่ทางใต้ แต่ผลที่สุดก็หาเรื่องกำจัดอยู่ดี ส่วนพระยาจักรีของไทยนั้นพม่าเข้าเมืองแล้วก็ไม่เลี้ยงครับ บอกว่าแม้แต่แผ่นดินของตัวก็ยังทรยศได้ สำมะหาอะไรกับพม่านายใหม่จะจงรักภักดีไปได้เท่าไหร่ ดังนั้นไหนๆ พม่าก็เข้าเมืองได้แล้ว หมดประโยชน์แล้วก็ตายเสียเถอะ เลยพม่าก็เลยฆ่าเสียหลังเสร็จศึกนั่นเอง

ฉู่ปาหวาง ฉบับไทยสะกดแปลกๆ หน่อยครับ คือใช้ ฌ. เฌอ สะกดครับ ฌ้อปาอ๋อง (ออกเสียงว่า ช้อปาอ๋อง) ฌ กะเชอนี่อยู่แป้นพิมพ์เหนือสระ เ - ครับ
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 10 ม.ค. 02, 11:27

อาจจะเทียบกันยากสักหน่อยระหว่างพระเจ้าตากและจูหยวนจาง เพราะสถานการณ์ต่างกันมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นยุคแห่งการช่วงชิงอำนาจเหมือนกัน แต่แผ่นดินจีนนั้นไม่มีศึกภายนอกคุกคามหนักอย่างที่สยามเจอในช่วงนั้น หากพระเจ้าตากทรงทำอย่างเดียวกัน เห็นทีสยามจะรับมือศึกพม่าที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากนั้นได้ยากครับ แต่ความเป็นจริงก็คือสถานการณ์มันจะนำไปสู่เหตุการณ์ที่จะเกิดต่อไปเอง ปัจเจกบุคคลยากที่จะกำหนดอนาคตได้ครับ อย่างที่ฮาริ เซลดอนว่าไว้ไง
ขอดักทางไว้ก่อน สำหรับผู้ที่อาจแย้งว่าการเปลี่ยนราชวงศ์ที่ตามมาซึ่งมีการประหารขุนศึกไปไม่น้อยนั้น ก็เป็นลักษณะเดียวกัน เพราะจะทำให้ขาดบุคคลากรไป ผมมองว่าหลังจากศึกอะแซหวุ่นกี้ ขุนศึกส่วนมากไม่มีกำลังเหลืออยู่ในมือเพราะเสียไปในศึกอะแซหวุ่นกี้ เปิดทางให้กับพระยาจักรีซึ่งมีอำนาจสะสม แล้วโดยจารีตไทย ไม่นิยมให้ยืมทหารกันหรอกครับ มันทำใจลำบากน่ะ เปิดทางให้พระยาจักรีได้โอกาสออกรบบ่อย (คนอื่นไม่มีทหารเหลือ) สะสมผลงาน สะสมทุนทรัพย์และกำลังคนเพิ่ม(ได้จากการศึก) สะสมบารมี เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นตามครรลองของอำนาจล่ะครับ
บันทึกการเข้า
Who
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 10 ม.ค. 02, 11:45

เจ้าหญิงฉางผิงคือ เจ้าหญิงที่แขนขาด แล้วบวชเป็นชีหรือเปล่าคะ เพระาเหมือนว่าเคยดูจากหนังจีน
บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 10 ม.ค. 02, 12:28

ผมจำไม่ทราบรายละเอียดนักในเรื่องศึกอะแซหวุ่นกี้ นอกจากรู้ว่า เป็นแม่ทัพที่เก่งกาจของพม่า แล้วก็ยกมา ถ้าจำไม่ผิด ทัพที่ยกไปรบกับอะแซหวุ่นกี้เอง ก็คือทัพของเจ้าพระยาจักรี (คิดว่าไม่ใช่พระยาไม่ใช่เหรอครับตอนนั้น) กับเจ้าพระยาสุรสีห์เองเลย แล้วทำไมขุนศึกคนอื่นถึงจะเสียทหารไปล่ะครับ
ถ้าจากเรื่องอุ้ยเสี่ยวป้อล่ะใช่เลยครับ เจ้าหญิงฉางผิงแขนขาดแล้วบวชเป็นชี ได้เป็นอาจารย์ที่มีศิษย์ไม่เอาถ่านอย่างอุ้ยเสี่ยวป้อ
บันทึกการเข้า
กระบี่อิงฟ้า
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 10 ม.ค. 02, 12:35

มาค้านคุณJorครับ นางหยูจี(ง้อกี)เป็นหญิงงามนางหนึ่ง แต่นางยังไม่ใช่1ใน4สุดยอดหญิงงามนะครับ
    4สุดยอดหญิงงามมี ไซซี หวังเจาจวิน เตียวเสี้ยน หยางกุ้ยเฟย
    ว่ากันว่าไซซี เป็นบรรพบุรุษของไทย (ไม่รู้ใช่หรือเปล่า ต้องขอไปค้นข้อมูลอีกที)
    ที่คุณWho ว่ามาแม่นแล้วครับ จากเรื่องศึกสองนางพญาหรือเปล่า
บันทึกการเข้า
ซันเต๋อ
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 10 ม.ค. 02, 12:40

ขอนอกเรื่องหน่อยนะคะ อยากทราบ 4 หญิงงามของ
แ่ผ่นดินจีน มีใครบ้าง จำไม่ค่อยได้ค่ะ จำบทชมโฉมของ
เธอได้ว่า  มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา
มวลผกาละอายนาง
จำได้ 2 คน คือ จันทร์หลบโฉมสุดา คือ เตียวเสี้ยน
มวลผกาละอายนาง คือ หยางกุ้ยเฟย
อีก 2 คน จำไม่ได้ค่ะ
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 10 ม.ค. 02, 14:51

ศึกครั้งนั้นใหญ่หลวงนักครับ พระเจ้าตากทรงส่งแม่ทัพหลายคนไปตั้งเมืองทางเหนือขึ้นมาใหม่เพื่อรวบรวมผู้คนและทำนา แต่พม่ายกทัพใหญ่มาตีฐานที่มั่นทางเหนือจนเหี้ยน ต้องทิ้งเมืองร้างเหมือนเดิม ซึ่งเมื่อพิจารณาระบบไพร่ในสมัยนั้น ไพร่สังกัดเจ้าเมืองเหล่านี้เป็นไพร่สมซึ่งคือคนในพื้นที่นั่นเอง หลังจากเมืองเหล่านี้แตก แม่ทัพเหล่านี้ต้องลงมาอยู่ที่กรุงธนบุรี ไม่มีไพร่ในสังกัดของตนเหลือหรอกครับ โชคดีที่มีเหตุให้อะแซหวุ่นกี้ต้องยกทัพกลับ ไม่งั้นก็คงเป็นหนังคนละม้วนกับตอนนี้แล้วล่ะครับ
เจ้าพระยาสุรสีห์เองก็ต้องละทิ้งเมืองพิษณุโลกที่ครองอยู่ตอนนั้นลงมาเหมือนกันครับ
บันทึกการเข้า
ภูมิ
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 10 ม.ค. 02, 19:29

หวังเจาจวิน นี่ใครครับไม่รู้จัก
เท่าที่ผมเคยเรียนมา ง้อกี ก็เป็นหนึ่งในสี่นางงามนะครับ
(อาจจะจำผิด นานมาแล้ว)
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 10 ม.ค. 02, 19:58

เรื่องสี่สาวสุดยอดหญิงงามในวรรณกรรมจีนก็สนุก คุยเป็นกระทู้ได้อีกกระทู้

ไซซี / ซีซือ - (งามจน) มัจฉาจมวารี
หวังเจาจวิน - ปักษีตกนภา
เตียวเสี้ยน/ เตียวฉาน - จันทร์หลบโฉมสุดา
หยางกุ้ยเฟย - มวลผกาละอายนาง

รู้สึกว่าท่านที่ถอดคำชมโฉมจากภาษาจีนเป็นภาษาไทยได้อย่างเพราะพริ้งนี้คืออาจารย์ถาวร สิกขโกศลครับ

เมื่อไซซีทำกลศึก ให้อ๋องที่เป็นศัตรูคู่แค้นของแผ่นดินบ้านเกิดเธอหลงเสน่ห์นั้น เธอไปทำเป็นนั่งซักผ้าอยู่ริมธารตรงที่อ๋ององค์นั้นจะผ่านมา และเมื่อท่านอ๋องเสด็จขี่ม้าผ่านมาเห็นความงามของเธอ ก็หลงใหลในเสน่ห์ของเธอสมคังอุบาย พอเข้าวังไปได้แล้วเธอก็ไปดำเนินกลต่อจนอ๋ององค์นั้นเสียบ้านเสียเมืองไปเลย เล่ากันว่าเมื่อไซซีนั่งซักผ้าริมธารนั้น ปลาที่ว่ายน้ำมาเห็นเธอก็ตะลึง ลืมว่ายน้ำจมต๋อมไปเลย อะไรจะขนาด.... รูปไซซี ศิลปินจีนจึงมักวาดให้เป็นรูปหญิงงามกำลังซักผ้าริมลำธาร

หวังเจาจวินเป็นหญิงงามที่มีกรรม ถูกส่งออกนอกประเทศจีนไปเป็นบรรณาการแก่ข่านของชนเผ่านอกอารยธรรมจีนเพื่อสงบศึก แต่เธอก็ได้เสียสละตัวเองเพื่อสร้างสันติภาพในระหว่างจีนกับเผ่าหู (ทำนองเผ่ามองโกล) เผ่านั้น เมื่อเดินทางขึ้นเหนือออกนอกกำแพงเมืองจีน ไปรับภารกิจคือไปเป็นนางบำเรอข่านเผ่าหูนั้นอากาศกำลังหนาวจัด เธอสวมผ้าขนสัตว์หนามีผ้าคลุมผมป้องกันความเย็น มือถือผีผาหรือเครื่องสายจีนอย่างหนึ่ง (ซึ่งเป็นภาพของเธอในสายตาศิลปินจีนมาจนเดี๋ยวนี้) ปรากฏว่านกที่บินอยู่บนอากาศ เห็นเธอก็ถึงกับลืมบิน เลยหล่นลงมาเพราะมัวแต่ชมเธอ (หรือเพราะอากาศหนาวจนนกแข็งตายก็ไม่ทราบ แฮ่ะๆ)

เตียวเสี้ยนในสามก๊ก ศิลปินมักวาดเป็นรูปกำลังจุดธูปเทียนบูชาพระจันทร์ และมีเกร็ดหรือตำนานชาวบ้าน (นอกหนังสือสามก๊ก) เล่าต่อๆ กันมาว่า เมื่ออองอุ้นมหาอำมาตย์ตงฉินผู้ซื่อต่อแผ่นดิน ซึ่งเป็นพ่อบุญธรรมของเตียวเสี้ยน วางแผนจะกำจัดกังฉินเสี้ยนหนามแผ่นดินคือตั๋งโต๊ะผู้กำเริบตั้งตนเองเป็นมหาอุปราช โดยจะใช้เสน่ห์เตียวเสี้ยนยั่วให้ตั๋งโต๊ะผิดใจกับลิโป้ อัศวินคู่ใจตั๋งโต๊ะนั้น อองอุ้นแกล้งเชิญตั๋งโต๊ะกับลิโป้มากินเลี้ยงแล้วก็บอกว่าตนมีลูกสาวบุญธรรมคนหนึ่งที่หน้าตาสวยงามมาก ลือกันว่าสวยกว่าจันทรเทวีฉางเอ๋อ จนจันทร์เจ้าอาย ทั้ง 2 กังฉินนั่นไม่รู้กลก็ตื่นเต้นอยากเห็น อองอุ้นก็แกล้งถ่วงเวลาไว้ ที่จริงอองอุ้นรู้ว่าคืนนั้นจะมีจันทรุปราคา พอใกล้เวลาจันทรคราสก็ให้เชิญเตียวเสี้ยนออกมา ทันใดนั้นพระจันทร์ก็สิ้นแสงหมดรัศมี ตั๋งโต๊และลิโป้จึงตื่นเต้นมากว่าเตียวเสี้ยนเป็นหญิงงามเย้ยจันทร์จริงๆ เตียวเสียนก็จุดธูปกระทำคารวะต่อเทพธิดาแห่งดวงจันทร์เชิญให้ออกมา จันทร์ก็สว่างดังเดิม ต่อจากนั้นทั้งสองคนก็หลงใหลเสน่ห์เตียวเสี้ยนจนโงหัวไม่ขึ้นจนถึงกับฆ่าฟันกันเองตามกลของอองอุ้นที่วางไว้

ส่วนหยางกุ้ยเฟย หรือพระสนมเอกหยาง ชื่อเดิมว่าหยางยวี่หวน เป็นเรื่องสมัยราชวงศ์ถัง ศิลปินมักวาดเป็นสองรูป คือตอนกำลังเมาเหล้าเริงระบำ หรือตอนกำลังออาบน้ำร้อน เธอได้ชื่อว่ามีรูปโฉมงามมากจนกระทั่ง เมื่อตามเสด็จพระเจ้าถังเสวียนจงฮ่องเต้ประพาสสวนหลวง ดอกไม้ต่างๆ ก็หุบกลีบ ไม่กล้าแย้มบานประชันความงามกับเธอเลย แต่เรื่องของสนมหยางจบเศร้ากว่าคนอื่นๆ ที่จริงนางงามคนอื่นอีก 3 คนก็ไม่ใช่ว่าจะมีความสุข ทุกคนต้องสละความงามของตนเพื่อแลกกับผลทางการเมืองทั้งนั้น แต่ก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรสตรี สละตนเพื่อแผ่นดิน แต่หยางกุ้ยเฟยได้รับคำประณามว่า ความงามของเธอก่อผลสะเทือนทางการเมืองจนพระเจ้าถังเสวียนจงต้องสูญราชบัลลังก์ แพ้ข้าศึก และมติมหาชนประณามเธอ จนขุนทหารราชวงศ์ถังบีบบังคับให้เธอต้องผูกคอตาย เพราะหาว่าเธอเป็นต้นเหตุความพินาศของบ้านเมือง

.... หลุดนอกเรื่องไปไกลเลยครับ ตีวงเลี้ยวกลับมาใหม่แล้วกัน มาว่าเรื่องปฐมกษัตริย์ต้าหมิงต่อ เชิญครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.065 วินาที กับ 19 คำสั่ง