เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 8767 มหาตมะ คานธี กับ Satyagraha
แจ้ง ใบตอง
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 02 ม.ค. 02, 18:32

ในหนังสือที่ผมอ่านนั้น ได้ให้ความหมายไว้เหมือนกันครับว่า ชื่อที่ท่านมหาตมะ คานธีตั้งให้ใหม่แปลว่าเป็นชนของพระเจ้า แต่ไม่ได้เขียนเป็น หริชน กลับเขียนเป็น หริจัน (ตอนนี้ก็ยังหาหนังสือไม่เจอ จึงไม่ทราบว่าเขียนอย่างนี้จริงหรือเปล่า) แต่ถ้าจะถอด Harijan เป็นภาษาไทย ก็น่าจะเป็น หริจัน ครับ  ด้วยความที่ไม่สันทัดภาษาแขก บวกกับการยึดติดคำว่า จัณฑาล เลยนำเอาจัณฑาลมารวมกับ หริ เป็น หริจัณฑ์(าล) ทำให้ความหมายเค้าเสียหายไปหมด  ต้องขออำไพ หริชน ที่อาจบังเอิญเข้ามาอ่านด้วยครับ

ขอบพระคุณคุณ นกข.และคุณเทาชมพูที่อธิบายเพิ่มเติมครับ
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 02 ม.ค. 02, 18:43

ถ้าคุณแจ้งสนใจประวัติของมหาบุรุษท่านนี้ ผมแนะนำหนังสือชื่อ "มหาตมา คานธี"  ต้นฉบับเดิมเป็นภาษาอังกฤษแต่งโดยสุภาพสตรีชาวอังกฤษผู้หนึ่ง ชื่อ เกอร์ทรู้ด นามสกุลอะไรก็จำไม่ได้ แต่ว่าได้มีการแปลเป็นภาษาไทยโดยสองสามีภรรยาคู่ขวัญผู้ทำงานถ่ายทอดวัฒนธรรมอินเดียให้คนไทยรู้จักอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย คืออาจารย์กรุณา - อาจารย์เรืองอุไร ครับ เสียดายจำนามสกุลท่านไม่ได้แม่น (กุศลานนท์?) อาจารย์กรุณาเป็นอดีตนักเรียนไทยที่เคยไปเรียนอินเดียรุ่นเก่า เก่งมากขนาดท่านศรีเนห์รู บัณฑิต นายกรัฐมนตรีอินเดียคนแรก (ศิษย์เอกของท่านมหาตมาคานธี) เคยมีหนังสือมาถึงท่านแสดงความชมเชย
บันทึกการเข้า
แจ้ง ใบตอง
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 02 ม.ค. 02, 18:56

ของเกอร์ทรู้ด เมอเรย์ ครับ ส่วนนามสกุลของอาจารย์เรืองอุไร คือ กุศลาสัย  พอดีมีหนังสือเล่มนี้ในหอสมุดของมหาวิทยาลัยด้วย ต้องขอบคุณ คุณ นกข.อีกครั้งครับ
บันทึกการเข้า
จ้อ
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1081

แต่งงานแล้วจ้า ...


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 03 ม.ค. 02, 03:25

ขอบคุณๆนกข คุณแจ้ง และคุณเทาชมพูครับ
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 03 ม.ค. 02, 22:13

ได้แล้วครับ Seven Social Sins ของคานธี ซึ่งท่านเชื่อว่าเป็นสิ่งทำลายความเจริญของสังคม คือ
- Politics without Principles
- Wealth without Work
- Commerce without Morality
- Pleasure without Conscience
- Knowledge without Character
- Science without Humanity
- Worship without Sacrifice

บาปผิดเจ็ดประการทางสังคมนี้ ต่อมา Arun Gandhi หลานปู่ของมหาตมาคานธีได้เติมบาปประการที่แปดลงในรายการด้วย หลังจากที่คุณปู่สิ้นชีวิตไปแล้ว คือ Rights without Responsibities

สิ่งที่คานธีเห็นว่าเป็นบาปหรือเป็นตัวถ่วงรั้งความเจริญทางจิตใจในสังคมหนึ่งๆ ก็ยังเป็นปัญหาในสังคมปัจจุบันเท่ากับในสมัยของคานธี การเมืองที่เล่นกันอย่างสกปรกไม่มีหลักการใดๆ ควบคุม ยังเป็นปัญหาในโลกปัจจุบันในหลายสังคม ความมั่งคั่งที่ได้มาเปล่าๆ โดยไม่ต้องทำงาน คานธีเห็นว่าเป็นบาป คนที่ได้โชคยังงั้นจะสูญเสียโอกาสที่จะพัฒนาตนเอง บาปข้อนี้รวมหมดไม่ว่าจะเป็นการพนันขันต่อ การกดขี่ขูดรีดแรงงาน การขโมย การโกง ล่อลวง หรือฉ้อฉลได้เงินมาโดยไม่ชอบธรรม ฯลฯ บาปอื่นที่สัมพันธ์กับบาปข้อนี้ก็คือ ธุรกิจที่มุ่งแต่กำไรลูกเดียวไม่คำนึงถึงศีลธรรม และการเพลิดเพลินฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมจนลืมตัวไม่สนใจพัฒนาจิตสำนึกของตนเอง สองอย่างนี้เป็นเรื่องของความหนักหมกมุ่นไปในลัทธิบริโภคนิยมหรือวัตถุนิยม ที่จะทำให้คนเห็นแก่ตัวเองไม่คิดถึงอะไรอื่น ถัดไปเป็นเรื่องของกิจกรรมทางปัญญาของมนุษย์ คานธีบอกว่า ความรู้ต้องคู่คุณธรรม ถ้ามีแต่การศึกษาวิชาการอย่างเดียวไม่มีจริยธรรมด้วยเราก็จะได้คนที่เพียงแต่โกงเก่ง โกงแนบเนียนขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ได้ประชากรที่ดีมีคุณภาพให้สังคม นอกจากความรู้ต้องคู่กับความประพฤติดีแล้ว การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ จะทำเป็นว่าทุกอย่างเป็นของที่จะหยิบมาใส่หลอดแก้วทดลองหมดไม่ได้ ไม่ยังงั้นก็ไม่ต่างอะไรกับหมอนาซีเยอรมันที่ทำการทดลองประหลาดๆ และทารุณกับเชลยศึกที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน และสุดท้าย กระทั่งในเรื่องของศาสนา คานธีบอกว่าความเสียสละสำคัญสุด ไม่ว่าจะบูชาพระเจ้าด้วยอามิสบูชา (หรือในศาสนาฮินดู อาจจะเป็นการบูชายัญ) ขนาดไหนก็ตาม ถ้าคนที่บูชายังไม่รู้จัก "ให้" มนุษย์คนอื่นๆ ยังไม่รู้จักจาคะ ยังสละความเห็นแก่ตัวออกไปไม่ได้ การบูชาถวายให้พระเจ้านั้นก็สูญเปล่า หรือเป็นบาปด้วยซ้ำ เช่นสมมติว่า เศรษฐีหน้าเลือดขูดรีดเงินทองมาจากคนจน ถึงปีทีก็ทำบุญเอาหน้าเสียทีหนึ่ง (ยิ่งกับวัดที่ทำการตลาดเก่งๆ นั่นแหละยิ่งตัวดีนัก) ด้วยความหวังว่าตัวเองจะได้บันดาลให้ยิ่งร่ำรวยยิ่งดูดเงินจากคนอื่นมาได้มากๆ อย่างนี้ คานธีเรียกว่าการบูชาที่ปราศจากน้ำใจเสียสละครับ

ส่วนข้อสุดท้ายที่เพิ่มเข้าไปใหม่ล่าสุด หลานชายท่านมหาตมาบอกว่า คนเรามักจะคิดแต่สิทธิของฉันอยู่เรื่อย จะทวงแต่สิทธิของฉันโดยไม่ยอมทำหน้าที่ของฉัน ซึ่งผิด สิทธินั้นมาควบคู่กับการทำหน้าที่ครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.027 วินาที กับ 19 คำสั่ง