เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 15 16 [17] 18 19 ... 24
  พิมพ์  
อ่าน: 11279 ฉากประทับใจในหนังเก่า (4)
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 240  เมื่อ 18 ม.ค. 23, 14:21

Elizabeth Short เป็นสาวสวยเกิดในปี 1924  เธอมีความไฝ่ฝันว่าจะเป็นคนโด่งดังแล้วก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นนักแสดงของฮอลลีวู้ด  แต่ความฝันของเธอไปไม่ถึงฝั่งเมื่อเธอโดนฆาตกรรมเสียก่อน  ตายในขณะอายุเพียง 22 ปี




ข่าวการฆาตกรรมของเธอยิ่งใหญ่และโด่งดังที่สุดในยุคนั้น  รูปแบบของการฆาตกรรมโหดร้ายเกินกว่าที่จะมีใครคาดว่าเป็นฝีมือของปุถุชนคนเดินดิน

ศพของเธอถูกพบในย่านที่อยู่อาศัยในเขต Los Angeles  คนที่พบเป็นคนแรกให้การว่า  ตอนที่เห็นนึกว่าเคยเป็นหุ่นที่ตั้งโชว์อยู่ในห้าง  ลักษณะของศพ  มีคำอธิบายไว้ดังนี้ (ไม่แปล)

The body found was Elizabeth Short. Her body was split in half at the waist, and pieces of her flesh had been cut away from her body. And while she was severely mutilated, there was no blood anywhere leaving her skin a pallid white. Medical examiners determined that she had been dead for around ten hours prior to the discovery, leaving her time of death either sometime during the evening of January 14 or the early morning hours of January 15. The body had apparently been washed by the killer. Short's face had been slashed from the corners of her mouth to her ears, creating an effect known as the "Glasgow smile" (นึกถึงหน้า Joker ในหนัง Batman). She had several cuts on her thigh and breasts, where entire portions of flesh had been sliced away. The lower half of her body was positioned a foot away from the upper, and her intestines had been tucked neatly beneath her buttocks. The corpse had been "posed", with her hands over her head, her elbows bent at right angles, and her legs spread apart.

........................‘จาร ห้ามเปิดดูครับ.........................



การสืบสวนดำเนินการอย่างรัดกุมและละเอียดถี่ถ้วน มีผู้ต้องสงสัยนับได้เกิน 150 คน  แต่ไม่มีใครโดนจับกุมเพราะหลักฐานไม่พอหรือไม่ชัดเจน
 
คดีนี้กลายเป็นหนึ่งใน ‘cold case’ ที่ดังที่สุดของอเมริกาในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  เป็น cold case ที่เก่าแก่ที่สุดของเขต LA  เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดสื่อในรูปแบบหนังสือบทความต่าง ๆ มากมายที่ต่างก็เสนอทฤษฎีความน่าจะเป็นไปได้หลากหลายรูปแบบ

ES กลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืนตามที่ใฝ่ฝัน แต่ในแง่มุมที่เธอคงคิดไม่ถึง  ต่อมาชื่อของเธอได้รับสมญานามใหม่ว่า Black Dahlia  ไม่มีใครให้ข้อสรุปได้ว่าทำไมถึงชื่อนี้


ในปี 2006 ผกก. ชื่อดัง Brian de Palma นำคดีนี้มาสร้างเป็นหนัง  ใช้ชื่อตามต้นเรื่องของคดีว่า The Black Dahlia  หนังเรื่องนี้สร้างออกมาเป็นนิยายผสมเรื่องจริง (คือมีเรื่องของ ES รวมอยู่ด้วย)

ผมดูหนังเรื่องนี้เพราะต้องการรู้เรื่องราวของ ES  (ที่รู้มานานแล้วจาก ซี้คลาสสิก)  ไม่ได้ต้องการรู้คำเฉลยว่าใครคือคนฆ่า เพราะเรื่องในหนังเป็นนิยายแต่งขึ้น  ซึ่งของจริงนั้นจนป่านนี้ก็ไม่มีใครรู้ ก็เลยไม่สามารถบอกได้ว่าสนุกหรือไม่
 
อย่างไรก็ตามหนัง/สารคดีว่าด้วยเรื่องลึกลับเหล่านี้  ผมเปรียบเสมือนการ ‘อึไม่สุด’  ตัวอย่างชัด ๆ ก็เรื่องราวทั้งหลายแหล่ในช่อง History  ที่จะจบด้วย ‘นักวิทยาศาตร์คาดว่า...’ หรือ ‘นักสำรวจมั่นใจว่า...’ ฯลฯ ในทำนองนี้  คือดูมาตั้งนานแต่ก็ยังไม่รู้ความจริง แค่คาดเดาไปตามทฤษฎีที่ต่างก็ตั้งขึ้นกันเอง

นักแสดงที่เล่นเป็น ES



ตัวอย่างหนัง



Crime scene ณ ปัจจุบัน


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33424

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 241  เมื่อ 18 ม.ค. 23, 18:28

คุณโหน่งอ่านหรือยังคะ

https://en.wikipedia.org/wiki/George_Hodel

เคยอ่านคดีฆาตกรรมสยอง ของ "แม่รักเร่ดำ" ในนิตยสารมานานแล้ว   พอคุณโหน่งเอ่ยถึงก็นึกออก  ไปถามอาจารย์กู๊กจึงได้รายละเอียดเพิ่มเติม    พอเข้าใจได้ว่าที่จริงฆาตกรก็ไม่ใช่ตัวลึกลับซับซ้อนนัก  เพียงแต่เป็นความหละหลวมของตำรวจแอลเอ ที่ปล่อยผู้ต้องสงสัยไป ไม่ได้ตามเรื่องจริงจัง
เคยอ่านผ่านตาว่า แม่รักเร่ดำ  ไม่ได้เป็นแค่สาวที่ใฝ่ฝันจะเป็นดาราอย่างเดียว  แต่เป็นโสเภณีชั้นสูงด้วย   มีความสัมพันธ์กับชายมากหน้าหลายตา  หนึ่งในนั้นคือฆาตกรผู้สังหารด้วยความหึงหวง บวกกับมีอาการทางจิตทำนองเดียวกับแจ๊คเดอะริปเปอร์
เวลาผ่านไป หลักฐานค่อยๆโผล่ขึ้นมา   แต่ก็ช้าเกินไปเสียแล้วที่จะเอาผิด
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 242  เมื่อ 19 ม.ค. 23, 11:58

คุณโหน่งอ่านหรือยังคะ

https://en.wikipedia.org/wiki/George_Hodel

เคยอ่านคดีฆาตกรรมสยอง ของ "แม่รักเร่ดำ" ในนิตยสารมานานแล้ว   พอคุณโหน่งเอ่ยถึงก็นึกออก  ไปถามอาจารย์กู๊กจึงได้รายละเอียดเพิ่มเติม    พอเข้าใจได้ว่าที่จริงฆาตกรก็ไม่ใช่ตัวลึกลับซับซ้อนนัก  เพียงแต่เป็นความหละหลวมของตำรวจแอลเอ ที่ปล่อยผู้ต้องสงสัยไป ไม่ได้ตามเรื่องจริงจัง
เคยอ่านผ่านตาว่า แม่รักเร่ดำ  ไม่ได้เป็นแค่สาวที่ใฝ่ฝันจะเป็นดาราอย่างเดียว  แต่เป็นโสเภณีชั้นสูงด้วย   มีความสัมพันธ์กับชายมากหน้าหลายตา  หนึ่งในนั้นคือฆาตกรผู้สังหารด้วยความหึงหวง บวกกับมีอาการทางจิตทำนองเดียวกับแจ๊คเดอะริปเปอร์
เวลาผ่านไป หลักฐานค่อยๆโผล่ขึ้นมา   แต่ก็ช้าเกินไปเสียแล้วที่จะเอาผิด

เคยอ่านครับ 'จาร  ทำการบ้านก่อนจะลงมือเขียนเรื่องนี้  หนังฉายมานานมากแล้วเลยอยากรู้ว่ามีข้อมูลคืบหน้าไปถึงไหน  แต่ความที่มันเป็น cold case ที่ 'cold' มากจนไม่มีใครรู้ความจริง  เนื่องหลักฐานทางสิ่งตีพิมพ์ก็เชื่อไม่ได้เพราะอยากพิมพ์อะไรก็พิมพ์ได้
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 243  เมื่อ 19 ม.ค. 23, 12:06

The Aviator (2004) เป็นหนังนำเสนอประวัติของนักธุรกิจ Howard Hughes ผู้มีความสามารถรอบด้าน: A business magnate, investor, record-setting pilot, engineer, film director, and philanthropist, known during his lifetime as one of the most influential and financially successful individuals in the world. ประวัติของเธอยาวเป็นเล่ม
  

ตอนเป็นหนุ่มผู้หลงรักการบิน


เธอเป็นมหาเศรษฐีที่หลงใหลแสงสี  นอกจากสร้างหนังเองแล้วเธอยังควงดาราไม่ซ้ำหน้า  นี่เป็น clip อธิบายการถ่ายทำเลียนแบบของจริงในยุคโบราณ  



Katharine Hepburn เป็นคนหนึ่งที่ HH หลงรักแต่เธอเบื่อความปรวนแปรทางอารมณ์และความบ้างานเลยทิ้งไป Cate Blanchett รับบทนี้และได้ Oscar ไปครองเป็นตัวแรก





แต่คนที่ HH ขอแต่งงานด้วยคือ Ava Gardner (เล่นโดย Kate Beckensale) แต่โดนปฏิเสธ



HH มีโรคประจำตัวที่ต่อมาทวีความรุนแรงคือ Obsessive Compulsive Disorder (COD)



HH ผู้หลงใหลในการบิน  ก่อตั้ง บ. Hughes Aircraft Company และสร้างเครื่องบิน the XF-11 reconnaissance aircraft ให้กับกองทัพอากาศสหรัฐ  แต่ขณะนำเครื่องไปทดสอบเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง  HH ได้รับบาดเจ็บสาหัส  และกองทัพอากาศสหรัฐก็ยกเลิกการสั่งซื้อ



ของจริง



ฉากตื่นเต้นที่สุดของหนังอยู่ที่ความพยายามเอาเครื่องบิน the H-4 Hercules flying boat  บินขึ้นสู่อากาศให้ได้



หนัง Aviation ได้ทั้งเงินและกล่อง  จากการเข้าชิง Oscar 11 สาขา  อันรวมถึง หนังยอดเยี่ยม ผกก. ยอดเยี่ยม และ ดารานำชายยอดเยี่ยม


ตัวอย่างหนัง



เครื่อง H-4 Hercules flying boat  นักข่าวและนักวิจารณ์เรียกมันว่า Spruce Goose  เป็นเครื่องบินต้นแบบผลิตโดย บ. ของ HH  ตั้งใจให้ใช้เป็นเครื่องบินลำเลียงระยะทางไกลระหว่างทวีปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  แต่แล้วเสร็จไม่ทัน

ลำตัวเครื่องสร้างด้วยไม้โดยใช้วิธี duramold เพราะในช่วงสงครามมีข้อจำกัดเกี่ยวกับปริมาณการใช้อลูมิเนียมอีกทั้งต้องคำนึงถึง นน. ตัวเครื่องด้วย  เครื่องบินเคยได้ชื่อว่าเป็น flying boat ที่ใหญ่ที่สุด  และมีช่วงปีกยาวที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างเครื่องบินกันมา  จนกระทั่งเครื่องบิน Roc ที่ผลิตในปี 2019 ออกมาล้มแชมป์

เครื่อง Spruce Goose เคยออกทะยานขึ้นฟ้าเพียงครั้งเดียวในระยะทางสั้น ๆ (1 ไมล์ ในช่วงเวลา 26 วินาที  อยู่เหนือน้ำ 21 เมตร) ในเดือน พ.ย. ปี 1947  จากนั้นโครงการก็หยุดดำเนินงาน  ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่ the Evergreen Aviation & Space Museum in McMinnville, Oregon, United States.

สารคดี



Clip เปรียบเทียบระหว่างการถ่ายทำหนังกับของจริง



การเปรียบเทียบระหว่างฉากในหนังกับฉากเหตุการณ์จริงต่าง ๆ  Hell’s Angel เป็นหนังจากการอำนวยการสร้างและกำกับรวมถึงใช้ทุนส่วนตัวของ HH เอง  มันเป็นหนังที่ตอนออกฉายก็งั้น ๆ  แต่กาลเวลาต่อมากลายเป็นหนังคลาสิกขึ้นหิ้งอีกเรื่องหนึ่ง





บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 244  เมื่อ 20 ม.ค. 23, 12:37

วันนี้ไม่พล่ามมากเพราะมีผู้ใจบุญยื่นมือมาช่วย...

Hugo (2011)

ขอบคุณ คุณMozz Video ในความอุตสาหะเพื่อความบันเทิงของผู้ชม


0.22 – เป็นฉากที่ (ถ้าได้ดูชัด ๆ ในโรงฯ) ทำได้สวยมาก  ข่าวบอกว่าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์รวมทั้งหมดหลักพันเครื่อง  การทำงานเพื่อให้ได้ฉากเริ่มต้น (และฉากจบ) ใช้เวลารวมกันประมาณ 1 ปี  และได้รับ Oscar สมกับความอุตสาหะ



1.25 – Sacha Baron Cohen ที่ดังจากหนังเสียดสี Borat ที่เคยเล่าไปแล้ว  ในเรื่องนี้เธอหล่อผิดหูผิดตา



2.53



3.10



8.45

ภาพจากหนังเงียบขนาดสั้นสร้างในฝรั่งเศสชื่อ A trip to the moon (1902)


9.44



10.50

1.17 – ‘You see, I was injured in the war and it will never heal. Good evening, Mademoiselle’
‘I lost my brother’
‘Where?’
‘Verdun’


11.15



12.22



13.38

ฉากรถไฟกระหน่ำสถานีนี้จำลองมาจากของจริงที่เกิดขึ้นในเดือน ต.ค. 1895  (เนื้อเรื่องในหนังเกิดในปี 1931) เรียกเหตุการณ์นี้ว่า the Montparnasse derailment สาเหตุมาจากคนขับกลัวนำรถไฟเข้าสถานี Gare Montparnasse ช้าเลยเร่งความเร็วเต็มที่แต่แล้วเบรกเกิดเสีย  มีผู้เสียชีวิต 1 คนคือผู้หญิงที่ยืนอยู่บนถนนหน้าสถานี  ตอนหัวรถจักรหล่นลงมาทับ




16.16



18.33



18.55



และตอนจบ





หนังสร้างมาจากหนังสือ The invention of Hugo Cabret (2007)  สร้างออกมาเป็น 3 มิติและได้รับความชมจากเหล่านักวิจารณ์อย่างท่วมท้น  ระดับ 90% ขึ้นไป  มันได้เข้าชิง Oscar ถึง 11 สาขา รวมถึงหนังและ ผกก. ยอดเยี่ยม  แต่ในทางการค้าปรากฏว่าหนังเจ๊ง

หุ่น automaton มีรายละเอียดที่มาที่ไปดังนี้
The cam mechanism in the automaton is heavily inspired by the machinery in the Jaquet-Droz automata, built between 1768 and 1774. Indeed these automata are still in working condition (they can be seen at the Musée d'Art et d'Histoire of Neuchâtel, in Switzerland) and are capable of drawing figures as complicated as the drawing depicted in this movie. Many nuances, such as the head following the pen as it was drawing and dipping the pen in ink were also present in the automata in real life.


ตัวอย่างหนัง



บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 245  เมื่อ 24 ม.ค. 23, 12:18

The Disaster Artist (2017) เล่าเรื่อง 2 หนุ่มบุคลิกผิดฝาผิดตัวแต่มาเป็นเพื่อนสนิทกัน  ทั้งคู่มีจุดหมายปลายทางร่วมกันคือ การเป็นนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ของฮอลลีวู้ด  แต่อนิจจา  ไม่มีใครไปถึงฝัน  ด้วยความท้อแท้ทั้งสองเลยตัดสินใจสร้างหนังเพื่อตัวเองจะได้มีโอกาสเล่นได้อย่างเต็มอิ่มเสียเลย

2 หนุ่มประกอบด้วย  Greg Sestero หนุ่มขี้อาย แรงบันดาลใจที่ทำให้เธอตัดสินใจเป็นนักแสดงมาจากการได้ดูพ่อหนู Macaulay Culkin เล่นใน Home Alone

ครูสอนการแสดงคนหนึ่งที่ได้สัมผัสการแสดงของเธอ  ออกความเห็นว่า ‘…So scared and insecure. Like a wounded puppy. Do you even want to be an actor? … Okay, well, it must be a big secret because I can't tell at all…’

ส่วนอีกหนุ่ม  Tommy Wiseau เธอใฝ่ฝันจะเป็นนักแสดงประเภท method อย่าง James Dean และเล่นหนังหรือละครของ Shakespeare  แต่คนในวงการบันเทิงที่ได้สัมผัสการแสดงบวกฟังสำเนียงพูดที่เดาไม่ออกว่ามาจากย่านไหนของโลกตั้งนิยามไว้ว่า เหมือน vampire ติงต๊องที่เหมาะกับบทตัวร้ายมากกว่าพระเอก

(กำลังสวมบทของ Marlon Brando ใน A Streetcar ฯ)




2 หนุ่มมาเจอกันและเป็นเพื่อนกัน



จากนั้นช่วยกันตามหาฝันโดยย้ายจาก San Francisco ไป LA ดินแดนของวงการบันเทิง  ต่างพยามยามสำแดงพลังของความเป็นนักแสดงให้คนประจักษ์  แต่ไม่ประสบผล  ลงท้ายเลยตัดสินใจสร้างหนังเพื่อจะได้เล่นเสียเอง  คือที่มาของหนังเรื่อง The Room



ฉากระหว่างการถ่ายทำหนังเรื่องนี้

Great. We do alley scene… This set of the alleyway looks exactly like the real alleyway out there… That's right. That's why we doing Hollywood movie, right?... Why don't we just shoot in the real alleyway?... Because it's real Hollywood movie… No, yeah, sounds good. - Okay.







ตัวอย่างหนัง





ตอนจบของหนังเรื่องนี้คือ ความสำเร็จของการถ่ายทำหนังเรื่อง The Room  ที่จะเก็บไว้เล่าคราวต่อไป
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 246  เมื่อ 25 ม.ค. 23, 13:46

หนัง The Disaster Artist สร้างจากเรื่องจริงที่เอาโครงเรื่องมาจากหนังสือแนวบันทึกความทรงจำชื่อ The Disaster Artist: My Life Inside The Room, the Greatest Bad Movie Ever Made  เขียนโดย Greg Sestero กับเพื่อนที่ออกวางแผงในปี 2013  บรรยากาศของหนังออกแนวตลกร้าย  บทของ Tommy Wiseau และ Greg Sestero เล่นโดย James Franco และ Dave Franco  ทั้ง 2 เป็นพี่น้องคลานตามกันมา (แต่หน้าไม่เหมือนกันเลย ผมว่า  ในหนังยังมีพี่น้องอีกคนคือ Tom Franco แต่ไม่มีบทพูด  เธอร่วมเล่นเป็นตากล้องผมยาว)

การถ่ายทำหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังอีกเรื่องที่เคยเล่าไปนานแล้วคือ Grey’s Garden  เป็นการสร้างหนังเลียนแบบหนังต้นฉบับแบบฉากต่อฉาก
 
ในหนังเรื่องนี้ส่วนการสร้างเลียนแบบอยู่ในช่วงถ่ายทำหนัง The room  ซึ่งฉบับของจริงออกฉายในปี 2003  TW คุมบังเหียนทั้งหมดตั้งแต่อำนวยการสร้าง กำกับ เขียนบท และนำแสดง  มีเพื่อนรัก GS เล่นบทรอง

ตัวอย่างหนัง The room



ฉากเปรียบเทียบระหว่างต้นฉบับ The room กับ ฉากถ่ายทำใหม่ใน The disaster artist



มีคนสงสัยกันมากว่า  การสร้างหนังสักเรื่องในฮอลลีวู้ดต้องใช้ทุนหนักมาก  แล้ว TW ซึ่งไม่มีประวัติโด่งดังอะไรเลยไปหาทุนมาจากไหน  เจ้าตัวเล่าว่าหาเงินจากการสั่ง jacket หนังจากเกาหลีเข้ามาขายเอากำไร  ส่วนคู่หู GS เล่าในหนังสือว่า  เธอเห็นความร่ำรวยของ TW มาตั้งแต่เริ่มรู้จักกันแล้ว

อย่างไรก็ตามขณะที่การถ่ายทำหนังดำเนินไปเหล่าผู้เกี่ยวข้องล้วนเสียว ๆ ว่า  ทุนสร้างอาจจะมาจากขบวนการผิดกฎหมาย   แล้วพวกเขาก็ต้องลงเอยด้วยการเข้าไปนอนในคุกโทษฐานมีส่วนรู้ร่วมเห็น  แต่เหตุการณ์ที่หวั่นไม่เคยเกิดขึ้น  สรุปแล้วทุนของหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องลึกลับ  แต่เป็นเงินที่สะอาด  เช็คค่าแรงที่จ่ายให้ทุกคนล้วนขึ้นเป็นเงินได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

เงินที่หมดไปกับการสร้างหนังเรื่องนี้คือ 6 ล้านเหรียญ (wikiฯ บอกว่าประมาณ 8.8 ล้านในปี 2021)  ผู้เกี่ยวข้องเล่าว่าที่จริงไม่ควรถึงแต่ TW มือเติบมาก  เป็นต้นว่าอุปกรณ์การถ่ายหนังที่ปกติจะใช้เช่ากัน  แต่เธอออกเงินซื้อใหม่หมดทุกชิ้น  และความที่เป็นคนไม่มีความรู้เรื่องการถ่ายทำหนังเลยตัดสินใจผิดตลอดเวลา  ผลคือเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น

หลังจากหนังสร้างเสร็จปรากฏว่าไม่มี studio ไหนยอมเป็นตัวแทน  TW เลยต้องจัดจำหน่ายเอง  ด้วยการสร้าง billboard โฆษณาหนังเรียกคนดูอย่างใหญ่โตติดอยู่ข้างถนนที่มีการสัญจรพลุกพล่าน
 
ในวันฉายรอบโชว์ นักวิจารณ์พร้อมใจกันสับแหลกด้วยคำพูดสุดแสบเท่าที่จะคิดได้ เป็นต้นว่า ดูได้ไม่เกิน 30 นาที (หนังยาว 99 นาที) คนดูต้องลุกออกไปขอเงินค่าตั๋วคืน ฯลฯ แต่สรุปเหมือนกันว่าเป็นหนังห่วยแตกที่สุดเท่าที่มีการสร้างกันมา

ในวันฉายจริง หนังเข้าเพียง 1 โรง (ข้อมูลตามที่ปรากฏในหนัง ใน wikiฯ บอกว่า 2 โรง) ข่าวบอกว่าคนดูโห่ฮาตั้งแต่หนังฉายไปไม่ถึง 30 นาที ในวันหลัง ๆ คนซื้อตั๋วจะได้รับ soundtrack CD เป็นของแถม  ส่วนทางโรงต้องปั๊มคำว่า ‘No refund’ ที่หลังตั๋ว

หนังเข้าฉายครบ 1 อาทิตย์ก็จำเป็นต้องถอดออกจากโปรแกรม แต่ TW จ่ายเงินเพิ่มกับทางโรงเพื่อยืดเวลาเป็น 2 อาทิตย์จะได้เข้ากฎของการพิจารณาคัดเลือกรางวัล Oscar

วันหนึ่งในรอบหลัง ๆ มีกลุ่มนักดูหนังที่มีอิทธิพลทางด้านชักจูงแฟน ๆ (followers) ได้ไปดูหนัง  ดูไปดูมาเกิดไปจับในแง่ความตลกโปกฮา ในขณะที่ TW คนสร้างตั้งใจให้ออกมาเป็นแนว ดราม่า  ที่หนักอึ้ง  พวกเขาก็เลยกลับมาวิจารณ์หนังในแง่นี้อย่างสนุกสนาน  ผลคือเหล่า followers ตามไปดูกันพร้อมเพรียง และเห็นด้วยว่ามันเป็นหนังที่สร้างได้ตลกมากเรื่องหนึ่ง  บางคนถึงกับจ่ายเงินเข้าไปดูแล้วดูอีก 2-3 รอบ

ปฏิกิริยาของคนดูหนังดราม่าบรรยากาศหนักอึ้งเรื่อง The room ในรอบหลัง ๆ ที่มีเหล่า followers  เริ่มเข้าไปดู

(อย่าพลาดช่วงที่เริ่มตั้งแต่ 12.12  และช่วงที่เริ่มตั้งแต่ 22.30)


หนังถอดออกจากโรงฉายด้วยรายได้รวม 1,900 เหรียญ  แต่เส้นทางของมันไม่จบแค่นั้น 

หลังจากหนังถูกถอดออกจากโรงได้ไม่นานก็ปรากฏว่ามีผู้คนจำนวนหนึ่งติดต่อไปยัง TW ขอร้องให้เอาหนังกลับมาฉายให้ชมอีก  คำขอร้องมีมากมายขึ้นจนเธอต้องลงทุนควักเนื้อเอาหนังกลับมาลงโรงฉายตามคำเรียกร้อง  จากนั้นหนังเรื่องนี้ก็สร้างปรากฏการณ์ที่ต้องเอามาวนฉายให้แฟนหนังทั้งหน้าเก่าและใหม่ดูเป็นประจำ  จนทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็น ‘cult’ เรื่องหนึ่งในหมู่นักดูหนัง (หนัง cult เรื่องอื่นเช่น Hocus Pocus (Bette Midler) ฉายในช่วง Halloween) จนถึงปัจจุบันหนังทำเงินไปได้ถึง 4.9 ล้านเหรียญแล้ว (wikiฯ บอก)





จบพรุ่งนี้จ้า
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 247  เมื่อ 26 ม.ค. 23, 12:06

หนังเรื่อง The disaster artist  ได้รับความสำเร็จอย่างมาก  นักวิจารณ์+คนดูชื่นชมกันถ้วนหน้า  หนังกวาดรางวัลมากมายรวมถึงบนเวที Oscar  ตัวนักแสดงนำ James Franco ที่เล่นเป็น TW (เธอเป็นผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับด้วย) ได้รางวัลลูกโลกทองคำ

ปฏิกิริยาของคนดูต่อหนังเรื่อง The disaster artist คล้ายกับเรื่อง The room  แต่ในเรื่องนี้เป็นไปตามจุดประสงค์ของคนสร้างคือ หนังตลกเสียดสีที่สมควรเฮฮา



พูดถึง JF ผมเห็นเธอมาแสนนาน  ประทับใจจากบท James Dean (2001) ที่เธอสวมได้เนียนจนน่าขนลุก (หล่อกว่าด้วย)  เธอได้รางวัลลูกโลกทองคำเป็นครั้งแรกจากหนังเรื่องนี้  หนังทำฉายออกทางทีวี  ได้ดูทาง I/UBC







ตอนนั้นเธออายุ 23  ผมว่าเธอเป็นคนที่เวลายิ้มแล้ว ตายิ้ม ไปด้วย  ดูมีเสน่ห์  แต่เสียดายมากว่า  ในเวลาต่อมาเริ่มจากปี 2014  เริ่มมีผู้หญิงร้องเรียนเรื่องความประพฤติที่ไม่เหมาะสมหลายราย  เรื่องลากยาวมาจนปี 2020  ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำ The Disaster Artist นี้ด้วย  ส่วนใหญ่เป็นคดีที่ยอมความกันได้  ปัจจุบันเธอแจ้งว่าจะเริ่มชะลอการรับงานให้น้อยลงเพื่อทบทวนการใช้ชีวิตของตัวเอง

บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 248  เมื่อ 27 ม.ค. 23, 11:52

หนังสนุกมากอีก 1 เรื่องที่มีคนให้ความกรุณาช่วยเล่าแทน

The talented Mr. Ripley (1999) เป็นหนังสั่นประสาทสร้างจากนวนิยายออกขายในปี 1955  แม้ความยาวของหนังคือ 2 ชม. กว่า  แต่การเดินเรื่องน่าติดตามน่าลุ้นว่าจะจบอย่างไรทำให้ลืมแม้กระทั่ง อาการปวดเมื่อย

ขอบคุณ คุณSading Film ในความอุตสาหะเพื่อความบันเทิงของผู้ชม

2.43



2.58



3.40



4.05



5.07



5.28



5.38



5.57



8.35



ตัวอย่างหนัง


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 249  เมื่อ 30 ม.ค. 23, 12:50

ตอนหนัง เมโลดี้ที่รัก (1971) มาฉายผมไปดูกับเพื่อน ๆ  (แต่ไม่มี ขาโหด ของผม) ตอนนั้นเรายังใส่ขาสั้นกันอยู่เลย  จุดประสงค์คือไปดูความน่ารักของ Tracy Hyde ที่เล่นเป็นสาวน้อย Melody Perkins
 
ถ้าจะให้พูดว่าประทับใจฉากไหนบ้าง  ฮู้ย... เด็กปานนั้นจะไปดูดดื่มอะไรได้  แต่สามารถบอกได้ว่าทุกเพลงที่ปรากฏในฉากนั่นแหละประทับใจที่สุด  และจำติดตามาจนถึงบัดนี้

ตั้งแต่ In the morning ในฉากเปิดเรื่องเลยแหละ



แล้วก็ฉากเปิดตัวหนู Melody



แล้วก็ฉากเพลง Give your best

รถเมล์ 2 ชั้นเนี่ย  บ้านเค้าเรียก double decker bus บางทีก็ไม่มี bus (รถไฟใต้ดินก็เรียก tube) เห็นบนจอ (หนัง/ทีวี) มาตั้งแต่เด็กๆ  อยากขึ้นเป็นกำลัง  พอได้มีโอกาสไปเยือนอังกฤษ  ผมก็พุ่งถลาขึ้นไปเลย  ไต่กะไดขึ้นไปนั่งชั้นบน  สนุกสมใจ  แต่อีตอนจะลงนี่  โอย... กว่าจะเบียดผู้คนลงมาจากชั้นสองและตะกายออกมาจากรถได้  ปรากฏว่าเลยไปหลายป้าย  เพราะเราไม่ใช่คนถิ่นเค้า  เตรียมตัวลงไม่ทัน  ลืมนึกถึงข้อนี้ไป


และเพลงแห่งความสุขอันดับ 1 ตลอดกาลของผม



สรุปแล้วผมประทับใจเพลง (โดยเฉพาะที่ร้องโดยคณะ Bee Gees) มากกว่าตัวหนัง  ตัวหนังสนุกในตอนที่ดูแล้วก็จบ  แต่เพลงเพราะทุกเพลง  ฟังทีไรก็มีความสุขมาถึงปัจจุบัน

ต่อมาผมเผอิญไปเปิดเจอ clip เพลง First of may ที่ร้องโดย Lulu กับ Maurice Gibbs  MG ไม่เคยโชว์เสียงของเธอในแผ่นเสียงเลย  จำไม่ได้ว่าเพราะอะไร  ความจริงเสียงของเธอเพราะทีเดียว  2 คนนี้เคยเป็นผัวเมียกันมาหนึ่งขณะ นี่เป็นมาการเจอกันต่อหน้าสาธารณชน  และดูท่าทางเป็นการเลิกรากันด้วยความรู้สึกที่ดี  อีกไม่นาน MG ก็ตาย

(ดูแล้วมีความสุข)




บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 250  เมื่อ 31 ม.ค. 23, 11:55

ในปีนั้นมีหนังวัยรุ่นวุ่นรักเข้ามาฉายอีกเรื่องชื่อว่า Friends  แก๊งค์เราไปดูตามเคย  จุดประสงค์ก็เช่นเดิมสำหรับวัยกลัดมันอย่างพวกเราคือไปดู Anicee Alvina สาวน้อยชาวฝรั่งเศส

มันเป็นหนังจากอังกฤษเล่าเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของ 2 หนุ่มสาววัยรุ่นที่ลงท้ายก็หนีสังคมไปอยู่ร่วมกันในแดนอ้างว้างปราศจากผู้คน

สมัยนั้นเราไม่รู้เรื่องหรอกว่า มันคือหนังโป๊  เพราะกรรมการเซ็นเซ่อร์ท่านให้เกียรติหั่นส่วนวาบหวามออกซะเหี้ยนเกรียน (แบบว่ามารู้ในภายหลังอีกน้านนาน) พวกเราจึงนั่งดูด้วยจิตใจบริสุทธิ์ชื่นชมในความน่ารักของนางเอก  เหมือนตอนดู Melody

หนังเรื่องนี้นักวิจารณ์ด่าเช็ด  บางคนถึงบอกว่าซื้อแผ่นเสียงมาฟังดีกว่า  ซึ่งก็จริงเพราะเพลงในหนังเรื่องนี้ผลิตโดย Elton John  โดยเฉพาะ 2 เพลงเอกในเรื่องคือ Friends กับ Mitchelle’s song เพราะจริง ๆ  โดยส่วนตัว ผมว่าเพราะกว่าทุกเพลงที่ EJ เคยผลิตออกมาถึงปัจจุบัน  แต่แปลกที่เพลงไม่ดังไม่อันดับเพลงเลย  ไม่ว่าจะฝั่งไหน ในอังกฤษไม่มีปรากฏในอันดับเพลง ส่วนในอเมริกามีเพลงเดียวคือ Friends ที่ไต่อันดับไปแป๊บเดียวก็ร่วงหาย  เพื่อนฝรั่งของผมบอกว่าไม่เคยได้ยิน  พอผมส่งเพลงให้ฟัง  เธอบอกว่ามิน่าถึงไม่เคยได้ยิน  อะไรวะ


(จับผิด... รถที่พ่อหนุ่มโขมยช่วง 1.46 พอขับมาถึงช่วง 2.33 กลายเป็นคนละคันเสียนี่  แต่ยี่ห้อเดียวกัน  แหม... สะเพร่าจัง)




ฉบับเต็ม ๆ


ปล.
1.   Soundtrack ของหนังออกทำนองเดียวกับเพลงในหนัง Melody ที่มีเพลง Frist of may เพลงเดียวแล้วไปได้ไม่ไกลในอันดับเพลงเลย
2.   ในช่วงเวลานั้นโปสเตอร์หนังดังติดตา มีคนนำมาพลิกแพลงให้เข้ากับงานของตนมากมาย  แม้แต่ I.S. Song Hits  ก็เอากับเค้าด้วย


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 251  เมื่อ 01 ก.พ. 23, 13:55

ในปี 1978 หนังสือ Starpics ที่ผมซื้อมาอ่านประจำลงข่าวหนังที่กำลังลงโรงฉาย (ที่บ้านเขา)  หนังชื่อว่า FM  เนื้อหาเล่าเกี่ยวกับสถานีวิทยุคลื่น FM แห่งหนึ่งในเมือง LA อเมริกา  ที่สร้างความนิยมให้กับแฟนเพลงด้วยการกระหน่ำเพลงฮิตติดต่อกันโดยปราศจากการโฆษณา  แต่แล้ววันหนึ่งหุ้นส่วนใหญ่เกิดความคิดอยากหากำไรจากสถานีวิทยุอันดับหนึ่งนี้ด้วยการสอดแทรกโฆษณาลงไป  ซึ่งย่อมเป็นที่แน่นอนว่า ศิลปะที่นำเสนอโดยเหล่าดีเจที่ไม่หวังผลกำไร กับ การค้าที่หวังผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ มันไปด้วยกันไม่ได้

ตอนที่ผมรู้เรื่องย่อก็รู้สึกเฉย ๆ  กับเนื้อหาของหนัง  สำหรับ soundtrack ของหนังเรื่องนี้ที่ต่อมาได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก  ยอดขายมากถึงจุดที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำขาว  แม้จะเป็นแผ่นคู่  นส. SP ไม่ได้บอกรายละเอียดว่ามีเพลงอะไรบ้าง 

เป็นที่แน่นอนว่าหนังไม่มาฉายในบ้านเรา  แต่อีกไม่นานแผ่น soundtrack ก็มา  ผมเห็นเป็นประจำทุกครั้งที่แวบไปสำรวจแผ่นเสียงที่ห้างเซ็นทรัลสีลม แผ่นสวยมาก


(ภาพจากคลังอากู๋)


ครั้งแรกที่เห็นผมพุ่งตรงไปคว้ามาสำรวจ  เพลงในแผ่นนั้นผมรู้จักทุกเพลง  แต่ที่หูอื้อตาลายคือมีเพลงของนักร้องสุดโปรด Linda Ronstadt (สุดโปรดของผมมี 3 คน) ด้วย  แต่เพลงเหล่านั้นมีบรรจุอยู่ในแผ่นเดี่ยวของเธอที่ผมมีครอบครองอยู่แล้ว  ผมก็เลยคลายความหูอื้อตาลาย  ความอยากซื้อก็เลยน้อยลง  อีกทั้งมันเป็นแผ่นคู่ซึ่งมีราคาแพงสำหรับผม (อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 500 บาท  ปี 1978 ก็คือ 2521 ผมยังเรียนหนังสืออยู่เลย  ผู้ปกครองให้เงินใช้เดือนละ 800 บาทเอง  การซื้อแผ่นเสียงนี่สำหรับคนเบี้ยน้อยหอยกระจิ๋วหลิวแบบผมต้องคิดให้ถ้วนถี่  ถ้าซื้อมาแล้วพบว่าฟังได้เพลงสองเพลงละก็นอนไม่หลับเพราะเสียดายเงินไปหลายคืนเลยละ)
 
สรุปแล้วผมก็เลิกคิดที่จะซื้อ  แต่ไม่เลิกหยิบมาลูบคลำทุกครั้งที่ไปเยี่ยมมัน  ใจก็อยากเห็นว่าเวลาเปิดกางออกแล้วจะเห็นรูปอะไรบ้าง (แผ่นหุ้มพลาสติกแน่นหนา)

กลับมายุคปัจจุบัน  วันหนึ่ง website ที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ (เพื่อนฝรั่งให้ password มาน่ะ) ก็เอาหนังเรื่องนี้มาปล่อย  ผมเห็นแล้วนึกถึงความหลังก็ดูดมาดูซะหน่อย

เพียงแค่ฉากเปิดเรื่องผมก็ต้องมนตร์ของหนังทันที (เป็นความรู้สึกส่วนตัว เพราะปรากฏว่าหนังไม่ได้ดังอะไรมากมาย  soundtrack ดังกว่าหลายเท่า) บรรยากาศของหนังพาผมย้อนยุคกลับไปยุคที่ผมกำลังบ้าคลั่งเพลงฝรั่งสุดขีดกับบรรยากาศของเมืองนอกในยุค 70s  ขณะดูก็คิดว่าถ้าได้ดูในช่วงเวลาของมันผมคงไม่ ‘in’ กับหนังขนาดนี้



เนื่องจากเป็นหนังเกี่ยวกับวงการเพลง  จึงมีเพลง (ในปี 1978) สอดแทรกเข้ามาบานตะเกียง  หนังประเดิมด้วยเพลงของ Steely Dan ชื่อ FM (No static at all)  วงนี้ไม่ได้เป็นแฟนของนักฟังเพลงฝรั่งบ้านเราเหมือนวง Eagles, Bread, America, Chicago  แต่ singles ดังของพวกเขานักฟังเพลงประเภท ‘สิงห์’ จำได้ติดหูไม่ลืม... Do it again กับ Ricky don’t lose that number เพลง rock ชั้นยอดแห่งยุค 70s 





เพลงดังเพลงสุดท้ายของวงในบ้านเรา  ซึ่งผมว่าเพราะที่สุดคือ Hey, Nineteen



สำหรับเพลง FM ผมได้ยินทางวิทยุบ้างแต่แป๊บเดียว  แป๊บเดียวจริงๆ  เพราะจำทำนองอะไรไม่ได้เลย จำได้แต่ชื่อของมัน

ใน clip หนัง  ที่ 1.06 เป็นบรรยากาศภายในห้องส่งของสถานี  เห็นชั้นแผ่นเสียงแล้วอยากรู้จังว่ามีแผ่นฯ ของนักร้องคนโปรดของผมท่านใดบ้าง

ที่เห็นชัด ๆ ก็ Helen Reddy ละ  แหม... ขนลุก


เพิ่งรู้ว่าในสมัยที่ดังเป็นพลุแตกเธอร่ำรวยขนาดไหน
https://clickamericana.com/topics/home-garden/at-home-with-singer-helen-reddy-1978


ภาพบรรยากาศภายในห้องส่งนี้คุ้นตาผมเพราะในช่วงหนึ่งผมเคยไปช่วยรุ่นพี่จัดรายการเพลง (...ค่อย ๆ คายออกมา)  คือผมมีแผ่นเสียง  รุ่นพี่มีความสามารถ  ก็เลยมาร่วมกันจัดรายการเพลง  ห้องส่ง (ไม่ใหญ่เท่านี้) อยู่ในซอยสายลมใกล้บ้าน  กับอีกช่วงเวลาหนึ่งห้องส่งอยู่ใกล้โรงหนังฮอลลีวู้ด  จัดรายการเสร็จก็หอบแผ่นฯ เข้าไปดูหนังด้วยกัน
 
2.56 กางเกงยีนส์ทรง mod ยอดนิยม  มีให้เห็นอีกจาก clip ของวง Steely Dan  กางเกงทรงนี้ดังถล่มทลายจริง ๆ  ฝรั่งใส่สวยมากเพราะเขาตัวผอมสูง  เราเตี้ยแมะแคะ  เห็นรูปตัวเองในกระจกเงาแล้วต้องถอนหายใจ





นี่คือภาพ Chart แสดงอันดับเพลง  ในยุคนั้นมีนิตยสารเพลงรายสัปดาห์ 2 ชื่อที่รายงานอันดับเพลงเป็นที่ยอมรับของชาวอเมริกันคือ Cashbox กับ Billboard  เท่าที่รู้มาแต่ดึกดำบรรพ์  ในยุคนั้น Cashbox ป๊อบปูล่าร์กว่า Billboard เพราะหน้าปกเป็นหน้าสีสวยสดของบรรดาศิลปินที่นำผลงาน (ไม่ว่า single หรือ album ในสาขาต่าง ๆ เช่น pop, R&B, country ฯลฯ) ขึ้นอันดับหนึ่งในสัปดาห์นั้น ๆ  ในกาลเวลาต่อมา Cashbox ก็ปิดตัวเหลือแต่ Billboard  จะด้วยเหตุผลกลใด  กรุณา ‘จิ้มแล้วปัด’ เดี๋ยวคำตอบก็ขึ้นมาเอง

หน้าอันดับเพลงนี้จะมีลงประจำในหนังสือ Starpics และหนังสือเพลงฝรั่ง เช่น IS Song Hits ฯลฯ จากประสบการณ์ผมเคยจับ Cashbox เพียงครั้งเดียว  แต่เคยจับ Billboard บ่อยครั้งกว่า คือมันไม่มีขายในเมืองไทย  แต่จะมีตามร้านขายแผ่นเสียงกับแผนกแผ่นเสียงที่ห้างเซ็นทรัล  ที่แผนกแผ่นเสียงของห้างเซ็นทรัลสีลม จะฉีกหน้าอันดับเพลง pop จาก magazine นี้แล้วปะไว้บนกระดานหน้าทางเข้าแผนกฯ  ซึ่งผมจะแวะไปดูในวันศุกร์ที่ว่าง (และทุกวันศุกร์ถ้านักร้องคนโปรดของผมออกเพลง) หลังเลิกเรียน  นี่คือเหตุผลที่ทำไมผมถึงพร่ำเพ้อแต่ชื่อห้างฯ นี้

มีต่อ...
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 252  เมื่อ 02 ก.พ. 23, 12:11

คุยเรื่อง FM กันต่อ...

สถานีนี้ดำเนินงานในรูปแบบของศิลปะ  กล่าวคือ ดีเจแต่ละคนจะนำปัญหาส่วนตัวมาออกอากาศ  ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ (คือพล่าม  เป็นต้นว่า ดีเจ อกหักก็จะคร่ำครวญออกอากาศอยู่นั่นแล้ว... เสียดาย  ไม่มี clip)  ผู้ฟังก็สนุกและเข้ามามีส่วนร่วม  นี่เป็นต้นเหตุให้สถานีนี้มี rating สูงที่สุด

Background คือเพลง Do it again ของ Steely Dan และ Your smiling face ของ James Taylor


เนื้อหาของหนังไม่มีอะไรซุกซ่อนอยู่ในก่อไผ่  ดูไปชั่วอึดใจก็รู้ว่าตอนจบเป็นอย่างไร

เมื่อพยายามในหลายวิธีการก็ไม่ประสบผล  เหล่าดีเจทั้งคณะจึงก่อการประท้วงโดยยึดสถานีออกอากาศเป็นฐาน  งานนี้พวกเขาไม่ได้ตัวคนเดียวแต่มีบรรดาแฟนคลับต่างเข้ามาร่วมให้กำลังใจ  หนังใช้เพลงดังเพลงหนึ่งของ Queen คือ We will rock you เป็น background



อย่างไรก็ตามน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ  แต่ก่อนจะถึงจุดวิกฤติพวกเขาก็ได้ตัวช่วยมีความแรงประดุจน้ำป่าคือ ตัวเจ้าของสถานี  ซึ่งแอบดูอยู่และชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของเหล่าดีเจที่จะยึดมั่นในอุดมการณ์ไม่แสวงหาผลกำไรอย่างไม่ท้อถอย  หนังจึงจบด้วยความสวัสดีมีชัย (เหมือนหนังของ Walt Disney เลย)




หนังเรื่องนี้มีฉากการแสดงสดของศิลปิน 2 คน


Jimmy Buffett  เป็นนักร้องนักดนตรีที่มีความดังปานกลาง (ที่บ้านเขา) และไม่ดังเลยในบ้านเรา  ในยุคนั้นผมเคยได้ยินเพลงของเธอเพลงเดียว  เป็นเพลงที่เพราะติดหูมาถึงปัจจุบัน

Wikiฯ บอกว่าเธอเป็นนักธุรกิจตัวยง  บัดนี้จัดเป็นศิลปินที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่ง


ส่วนอีกหนึ่งการแสดงสดอันเป็น highlight ของหนัง  คือการแสดงสดของ Linda Ronstadt ซึ่งจัดให้กับหนังโดยเฉพาะ  ไม่ใช่ทางทีมงานเอาการแสดงสดของเธอจากแหล่งอื่นมาตัดต่อ  เธอร้อง 3 เพลง  แต่ใน soundtrack บรรจุไว้แค่ 2 เพลงแรก

ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่หนังออกฉาย  ผมไม่รู้หรอกว่าบทบาทของ LR ในหนังคืออะไร SP ไม่ได้บอกรายละเอียดไว้  ขณะดูไปก็อดคิดไม่ได้ว่าในปี 1978 การเห็น LR in action นี่ไม่เคยมีอยู่ในความคิด  เหมือนนึกไม่ออกว่าภายในเครื่องบินมีอะไรบ้าง  แค่ได้เห็นภาพนิ่งของเธอตามสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ก็นับว่าโชคดีที่สุดแล้ว

เมื่อ Youtube ถือกำเนิด  ครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นเธอรวมถึงนักร้องคนโปรดอื่น ๆ in action ที่แม้จะเป็นของเก่า  แต่มันตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก  นั่งจ้องตาไม่กระพริบ  ความรู้สึกของคน 2 ยุคแบบผมนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นกับคนที่โตขึ้นมาในยุคสมัย อตน.


0.51 – keyboard คือ Don Grolnick, guitar ใส่แว่นคือ Waddy Wachtel  ใส่เสื้อขาวคือ Kenny Edwards ที่เหลือคือ Dan Dugmore  ส่วน กลอง คือ Rick Morotta

เพลงที่เธอร้องในหนังนี้ (ทั้ง 3 เพลง) ล้วนบรรจุอยู่ในแผ่นเสียงส่วนตัวของเธอ  นักดนตรีในวงของเธอที่เห็นอยู่นี่ผมรู้จัก (ชื่อ + หน้าตา) ทุกคน  เพราะตอนฟังเพลงผมก็เอาแผ่นฯ ของเธอมานั่งดูรูปไปอ่านรายละเอียดไป  ทำอย่างนี้มาร่วม 100 ครั้ง  ภาพก็ซึมเข้าไปในหัวเอง  



แผ่น Simple Dreams (1977 ตอนออกวางขายก็ขึ้นอันดับ 1 ของ billboard ทันทีและค้างอยู่นาน 5 สัปดาห์  มันเป็นแผ่น ฯ ที่ขายดีที่สุด) ภาพที่เห็นคือหลังจากกางปกหน้า-หลังแผ่ออก  รูปข้างล่างเป็นอีกด้านหนึ่ง  เหล่านักดนตรีในภาพก็คือคนที่เล่นใน concert ของเธอในหนัง  มาได้เห็นพวกเขา in action นี่  ตื่นเต้นจริง ๆ

Package ใส่แผ่นเสียงที่เปิดกางได้แบบนี้เรียกว่า ‘gatefold’  โดยส่วนตัว ถ้านักร้องคนโปรดออกแผ่นฯ ใส่ในซองแบบนี้  คือกำไรเลยละ

Package มีขนาดใหญ่กว่า 12” x 12” (คือขนาดของแผ่นฯ) เล็กน้อย  เมื่อกางออกจะเห็นภาพเก๋ ๆ ขนาดใหญ่กว่า 12” x 24”  เล็กน้อย  ลองคิดดูว่าน่าสะใจแค่ไหน (ถ้ามีโอกาส ‘หยอด’ จะเอาของคนอื่น ๆ ที่ยังเก็บไว้  ไม่ได้ขายไป ออกมาโชว์)

2 เพลงแรกในหนังคือ Tumbling Dice กับ Poor poor pitiful me บรรจุอยู่ในแผ่นนี้ (หมายเหตุ – Package ชุดนี้ได้รางวัล Grammy ด้านการออกแบบ)



แผ่น Living in the USA (1978)  บรรจุเพลงที่ 3 คือ Love me tender ซึ่งไม่ได้เอามาบรรจุไว้ใน soundtrack ทำไมก็ไม่รู้



ซองในสำหรับใส่แผ่นฯ ของทั้ง 2 album (เรียกว่า inner sleeve) อีกด้านของแต่ละซองเป็นเนื้อเพลง


มีต่อ...
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 253  เมื่อ 03 ก.พ. 23, 12:29

ต่อเรื่อง FM…



ร้านแผ่นเสียง Tower Records  เป็น chain ของร้านขายแผ่นเสียงที่โด่งดังที่สุดของอเมริกาในยุคนั้น (‘จาร  น่าจะคุ้นตากับ logo นะครับ) มีสาขาอยู่ทั่วทุกเมืองในทุกรัฐ  (รองลงมาคือร้าน Warehouse)  เอกลักษณ์ของร้านคือตัวหนังสือสีแดงบนพื้นสีเหลืองอ๋อย  เห็นภาพแล้วขนลุกกับบรรยากาศ  อยากจะกระโจนพุ่งผ่านจอเข้าไปลุย

ที่หน้าร้านเป็นภาพโฆษณาแผ่นเสียงล่าสุด  มีของวง Electric light orchestra (เรียกง่าย ๆ ว่า วง ELO) วงเชื้อชาติอังกฤษ  เล่นดนตรีแนว rock แล้วนำแนวดนตรีแบบ orchestra มาผสมผสานได้อย่างกลมกลืน ในยุคนั้นเป็นวงเดียวที่เล่นแนวดนตรีแบบนี้  ถ้าหมุนคลื่นวิทยุหาเพลงฟังแล้วไปเจอเพลง rock กระหึ่ม ๆ ละก็  นั่นละเพลงของวงนี้  เป็นวงที่ดังมากทั้งฝั่งอังกฤษและอเมริกา  ดังในบ้านเราด้วย  สถานีวิทยุบ้านเราเปิดเพลงของวงนี้เป็นว่าเล่น นี่คือเพลงที่เปิดบ่อยมากเพลงหนึ่งในบ้านเรา



ถัดไปเป็นแผ่นฯ soundtrack ของหนัง James Bond ตอน The spy who loved me ที่แฟนสาวของผม Carly Simon ร้องเพลง Nobody Does It Better เป็นเพลงเอก  ถัดไปเป็นแผ่นของ Alan Price คนนี้ผมไม่รู้จัก  ถามอากู๋ได้ความว่าเธอเคยเป็นสมาชิกวงคลาสสิคในยุค 60s ชื่อ The animals ที่มีเพลงอมตะติดหูนักฟังเพลงฝรั่งทั่วโลกรวมถึงหูคนไทยคือ House of the rising sun

แผ่นสุดท้ายเป็นของสาว country นามว่า Crystal Gayle  นี่เป็นแผ่นดังสุดของเธอ  ดังเพราะ single นี้ที่คุ้นหูพวกเราเป็นอย่างดี


 
ตอนไปอเมริกาครั้งแรก  หลังจากตั้งหลักได้ผมพุ่งไปที่ร้าน TR เป็นแห่งแรก  ยุคที่ผมไปนั้น format ของแผ่นเสียงกำลังจะล่มสลาย  format ของ ซีดี กำลังเข้ามาแทนที่  มันเป็นช่วงรอยต่อ  ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับทุกร้านขายแผ่นเสียงคือ  ช่องวางแผ่นเสียงที่มีอยู่เดิมใช้ไม่ได้กับการวางแผ่นซีดี  เพราะ format ของแผ่นซีดี มีขนาดเล็กกว่ามาก  มันไม่พอดีกัน  ทุกร้านจึงต้องปรับเปลี่ยนขนาดของช่องใส่แผ่นฯ เสียใหม่ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายและเวลาไม่น้อยและอ่วมไปเลยสำหรับร้านใหญ่ ๆ  อย่าง TR ที่มีสาขาเป็นร้อยแห่ง

ในช่วงแรก ๆ เพื่อประวิงเวลาที่ใช้ในการปรับเปลี่ยน  แผ่น ซีดี ทุกแผ่นที่ออกมาจากโรงงานจะใส่อยู่ในกล่องกระดาษที่มีความสูงประมาณเดียวกับแผ่นเสียง (12”)  ดังนั้น ช่องวางแผ่นเสียง 1 ช่องจึงสามารถใส่แผ่นซีดีเรียงได้ 2 แถว  จนกระทั่งการปรับเปลี่ยนช่องวางแล้วเสร็จ  หน้าตา package ของแผ่นซีดีจึงมีรูปแบบเล็ก ๆ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน  ไม่มีกล่องกระดาษหุ้มอีกทีอีกต่อไป




เปรียบเทียบระหว่าง package ของแผ่นเสียง กับ package ของแผ่นซีดี
 

สำหรับแผ่นที่มี gatefold จะเห็นว่าภาพบน package ของแผ่นฯ กับภาพในกล่องซีดีนั้นมีขนาดคนละเรื่องเลย แถมในชุดที่เอามาให้ดูเป็นตัวอย่างนี้รูปเป็นขาวดำเสียอีก  ก็มันเป็นแผ่นผลิตย้อนหลัง (back issue) จะทำเริดหรูทำไมให้เปลืองต้นทุน

บางชุดยิ่งกว่านี้อีก  อย่างชุด Simple Dreams ของ Linda Ronstadt  เอกสารแนบในแผ่นซีดีไม่มีรูปนักดนตรีที่เห็นในหน้า gatefold ของ package แผ่นเสียง  รูปของเธอบน inner sleeve มีมาให้แต่ก็เป็นขาวดำ  คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่  ซื้อแผ่นซีดีไปก็จะนึกว่า  เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้น  นี่แหละ  ศิลปะกับการค้า  มันไปด้วยกันไม่ด้ายยย

พวกเราน่าจะจำได้ว่า ร้าน TR มาเปิดสาขาที่เมืองไทยด้วยเช่นกัน  แต่อยู่ได้ไม่นานเพราะสาเหตุอะไรทุกคนรู้ดีกันแล้ว 

มีเรื่องอุบาทว์ของตัวเองจะแฉให้ฟัง (อ่าน) ว่า  ช่วงที่ TR จะเข้ามาบุกเมืองไทยนั้น  มีการประกาศจ้างงานหลายตำแหน่ง  ด้วยความบ้าอยากเวียนว่ายอยู่กับเสียงเพลง  ผมก็ไปสมัครกับเขาในตำแหน่งผู้จัดการ 

ผมดำเนินเรื่องอย่างเงียบ ๆ  ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ไม่มีใครรู้เรื่องนี้  ผมผ่านด่านต่าง ๆ เข้าไปถึงด่านสัมภาษณ์  แล้วก็จบตรงนั้น  แสดงว่าผมปิ๋ว  นั่นแหละ ผมจึงค่อยเผยเรื่องให้กับเพื่อน ๆ ฟัง  รู้สึกเสียหน้าเพราะเก็งไว้ว่าไม่พลาด  ก็ความรู้เรื่องเพลงยอดนิยมของผมใช่ย่อยเสียที่ไหน แถมตอนจบสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ยังทำหน้าเลื่อมใสกับความรู้ของผมให้ใจพองฟู

พอเล่าจบ  เพื่อน ๆ รุมกันกระหน่ำว่า ผมท่าจะสติเสียอย่างหนัก  ถึงขนาดตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหน้าที่การงานในสถานที่ทำงานที่มีความมั่นคงระดับ 'แห่งประเทศไทย'  เพียงเพื่อจะไปขายแผ่นซีดี (ขอแย้งนิดว่า ความจริงผมอยากเป็นพนักงานขายแผ่นเสียงมากกว่า)  ยิ่งพี่มนันยา (นักแปล) หลังจากฟังผมเล่าแล้ว เธอแหวเสียงแสบแก้วหูขึ้นมาทันทีว่า 'ไอ้บ้าเอ๊ย  ทำเข้าไปได้ยังไง  โง่หรือฉลาดวะนี่  ดีนะนี่เค้าไม่เรียกตัว'  ไม่มีใครแสดงความเห็นใจเลย  แสดงว่าเป็นการกระทำที่โง่สมบูรณ์แบบ

มาถึงวันนี้เมื่อคิดย้อนไปแล้ว  ผมถ้าจะผีเข้าจริง ๆ  แล้วรู้สึกโล่งอกที่ไม่ได้งานตำแหน่งนั้น  ไม่งั้นป่านนี้คงกำลังนั่งขายกะลอจี๊ริมถนนหาเงินไปจ่ายค่าเช่าห้องแถวโง่ ๆ ข้างสลัมที่ไหนสักแห่ง




ตัวอย่างหนังที่ดูด้วยความรู้สึกโหยหาในบรรยากาศ (nostalgia)


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 254  เมื่อ 06 ก.พ. 23, 12:14

Attraction (2017) เป็นหนังจากประเทศรัสเซีย  หนังเล่าเรื่อง มนุษย์ต่างดาวที่ตั้งใจมาทำ ‘research’ ยังโลกมนุษย์แต่ยานของเขาประสบอุบัติเหตุโดนฝนดาวตกถล่มทำให้ตกลงสู่พื้นในเมืองหนึ่งของรัสเซีย  การตกของยานสร้างความเสียหายย่อยยับเป็นบริเวณกว้าง  ต่อจากนั้นก็หนังก็ออกแนวโรแมนติคแบบมีกลิ่นเน่าโชย เมื่อสาวชาวโลกเจอมนุษย์ต่างดาวแล้วพึงพอใจกันโดยมีแฟนเก่าของสาวไม่พอใจแล้วตามด้วยการแก้แค้น  จนหนุ่มสาวคู่รักเสียชีวิต ?!?

หนังสร้างใน format แบบ IMAX 3D  ภาพที่เห็นจึงคมชัด

เพราะเป็นหนังรัสเซียจึงไม่พูดภาษากลางคือ อังกฤษ  ตอนผมดู  มี subtitle ภาษาอังกฤษให้อ่าน  พบว่าบทพูดตลกดีโดยเฉพาะสาวน้อยชาวโลกที่ไม่ค่อยถูกกับคุณพ่อนายทหารใหญ่ผู้เป็นแกนนำในการสืบสวนเรื่องนี้  บทพูดของเธอจึงขบกัดเหน็บแนมคุณพ่อตลอดเวลา  เช่น ตอนจะนำแฟนมนุษย์ต่างดาวเข้าไปเอาของในห้อง lab  แต่ยามไม่ให้เข้า  เธอก็ขอพบพ่อ  และเพื่อความมั่นใจว่าพ่อต้องให้พบแน่  เธอจึงฝากยามไปบอกพ่อว่า มาเรื่อง ‘ตั้งท้อง’ ซึ่งยังตามหาพ่อที่แท้จริงไม่ได้  แต่พามา 1 คนที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ยามมองหน้าหนุ่มมนุษย์ต่างดาวซึ่งฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่อง แต่เพื่อไมตรีเธอจึง ‘ยิ้ม’ ไว้ก่อน ฯลฯ  เสียดายไม่มีใครย่อย clip น่ารัก ๆ เหล่านี้  ส่วนหนุ่มมนุษย์ต่างดาวสุดหล่อก็เข้าทำนองตามท้องเรื่องคือเปิ่น ๆ เด๋อ ๆ

ฉากยาน ‘พระเอก’ ตก  ถ้าดูในจอโรงหนังที่มีระบบเสียงสมบูรณ์แบบ  จะตะลึงตาเป็นอย่างมาก

0.34 – พ่อนางเอกเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่



ชุดมนุษย์ต่างดาวออกแบบได้เท่มาก


นี่คืออดีตแฟนนางเอกที่แค้นที่แฟนของตนเปลี่ยนใจไปรักมนุษย์ต่างดาวแทน  ในฉากนี้เธอโขมยชุดมนุษย์ต่างดาวมาสวมและพบว่าชุดนี้ติดอาวุธสำหรับการต่อสู้ไว้พร้อม



พอรู้ว่าชุดฯ มีอาวุธพร้อมมูล อดีตแฟนก็บ้าเลือด แล้วไปกระตุ้นชุดนักรบเปล่าอื่น ๆ ให้รับสัญญาณจากตนเพื่อออกทำลายล้างผู้คน โดยมีเหล่าทหารที่ไม่รู้ที่มาที่ไปร่วมลงมือขัดขวาง  ก็ได้ฉากสนุกสนานฉากนี้



ตอนจบ



ตบท้ายด้วยคำคมจากเสียงของนางเอก ‘The truth is that one alien from far away trusted us more than we trust ourselves’  หนังประสบความสำเร็จทางด้านรายได้  รายงานบอกว่า 3 เท่าของต้นทุน  แล้วก็มี Attraction 2 ตามออกมาในปี 2020 (ต้องไปหามาดู)


ตัวอย่างหนัง

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 15 16 [17] 18 19 ... 24
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.091 วินาที กับ 20 คำสั่ง