เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12 ... 14
  พิมพ์  
อ่าน: 5730 ฉากประทับใจในหนังเก่า (4)
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 135  เมื่อ 15 ก.ย. 22, 12:26

ตอนฟัง SP เล่าเรื่องประวัติรางวัล Oscar  ผมสังเกตภาพประกอบว่าดาราบทนำที่ได้รางวัลไม่ว่าหญิงหรือชายจะดูหนุ่มสาวกันทั้งนั้น  แต่มีอยู่ปีหนึ่งคือปี 1931 ที่ดารานำหญิงดูแก่ประมาณป้าเลย (เทียบกับเวลาขณะนั้น)   เธอชื่อ Marie Dressler (1868-1934)  เธอได้รางวัลจากหนังเรื่อง Min & Bill  ข้อมูลเพียงแค่นี้สร้างความอยากรู้อยากเห็นแล้วว่า  มันเกี่ยวกับอะไร  ทำไมป้าถึงเด่นจนถึงกับได้รับรางวัลแซงหน้าสาว ๆ  ตอนนั้นแหล่งข้อมูลมีเพียงแค่ตัวหนังสือสั้น ๆ  แต่ผมก็จำชื่อนักแสดงและชื่อหนังได้ไม่ลืม

กาลเวลาต่อมา  ผมได้หนังสือที่รวบรวมหนังโดยนักวิจารณ์ Leonard Maltin ก็พอรู้เรื่องข้อมูล (หนัง) ของป้ามากขึ้น (แต่ยังไม่รู้ชีวิตของป้าจนกระทั่ง Wikiฯ ถือกำเนิด)  มีปูมรายบอกละเอียด (คร่าว ๆ) เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ว่าเป็นหนังชีวิตเบา ๆ ส่วนฝีมือการแสดงของป้าน่าจดจำที่สุด  รู้เรื่องเท่านี้ก็บันทึกเอาไว้ว่า  ถ้ามีโอกาสต้องไม่พลาด

กาลเวลาก็ผ่านไปอีกนานเกินเพลิน  ในที่สุดช่อง TCM ก็เอาหนังมาฉายให้ผมดู  
 
ในเรื่องนี้ MD เล่นเป็น Min หญิงวัยกลางคนเจ้าของโรงเตี้ยมแถวท่าเรืออันสกปรกและพลุกพล่าน  ในชีวิตของเธอ  เธอมีเพื่อนอยู่ 2 คน  คนแรกคือ Bill เป็นชายวัยกลางคนที่ขี้เมาหยำเป  อีกคนคือ Nancy เป็นหญิงสาวลูกของโสเภณี Bella ที่มาคลอดไว้แล้วทิ้งเพื่อไปหาเงินที่อื่น  Min ก็เลยเลี้ยงไว้ประหนึ่งลูกของตัวเอง


 
แม้จะเป็นคนห้าวตรงไปตรงมาไม่เคยอ่อนหวาน  แต่ลึก ๆ แล้วเธอรักเด็กสาวคนนี้อย่างจริงใจและรู้ว่าถ้าปล่อยให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมโสโครกแบบนี้ไปนานกว่านี้ชีวิตของเด็กสาวก็จะไม่ต่างอะไรจากชีวิตของเธอ  เธอจึงรวบรวมเงินไว้ก้อนหนึ่งแล้วไปฝากฝังกับครอบครัวที่มีชนชั้นให้ช่วยส่งเสีย Nancy ให้ได้รับการศึกษาและการเลี้ยงดูที่ดีมีระดับ


 
ความคิดของ Min ถูกต้องเพราะ  Nancy โตขึ้นเป็นหญิงสาวที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติของชนชั้นสูงทุกประการ

วันหนึ่ง Nancy ก็กลับมาหา Min พร้อมคู่หมั้นหนุ่มหล่อรวย  เธอจะมาเชิญ Min ไปร่วมงาน  Min ดีใจเนื้อเต้น  แต่แล้ว Bella แม่โสเภณีของ Nancy ก็เผอิญกลับมาที่ถิ่นเดิมและได้รู้เรื่องราวของลูกที่ตัวเองทิ้งไว้  ก็เกิดความโลภและตั้งใจจะแสดงตัวเพื่อหวังจะเข้ากอบโกยสมบัติของลูกเขย

Min รู้เรื่องก็พยายามประวิงเวลาไม่ให้แม่ลูกเจอกัน  คอยให้งานแต่งงานจบสิ้นและคู่บ่าวสาวออกเดินทางไป honeymoon  แต่ระหว่างนั้นเธอกับ Bella มีปากมีเสียงกันเกินความควบคุมของอารมณ์  ลงท้าย Min ก็คว้าปืนมายิง Bella ตาย

ฝ่าย Bill ขี้เมารู้เรื่องก็พยายามพา Min หนีโดยตั้งใจจะพาลงเรือของตัวเองแล้วแล่นไปตั้งต้นชีวิตใหม่ที่ Mexico

ที่ท่าเรือทั้งคู่มาประจวบเหมาะกับคู่บ่าวสาวที่เพิ่งเสร็จจากงานแต่งงานแล้วเตรียมตัวลงเรือไป  honeymoon

Min ขอเวลาแอบดูเด็กสาวที่ตนเลี้ยงมากับมือจนโตขึ้นเป็นคนดีอย่างที่หวัง  แต่การแอบดูสร้างเวลานานเกิน  ตำรวจจึงตามมาพบในที่สุด

ฉากสุดท้ายคือตำรวจพา Min ไปดำเนินคดี  สีหน้าเธอมีความกังวลเล็กน้อย  คาดว่าคงคิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าลูกรักไปอีกนาน  แต่แล้วความกังวลเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม  ซึ่งคาดว่าอย่างไรเสีย  ชีวิตของลูกรักก็จะไม่มีมารมาผจญอีกต่อไปแล้ว


 
หนังสนุกทีเดียว  ผมว่า MD มีพื้นเพเป็นนักแสดงตลกเพราะเห็นฉากขำ ๆ ของเธอแพลมออกมาประปราย  แต่กังขาอยู่นิดที่ LM บอกว่าเป็นหนังชีวิตเบา ๆ  ฉากสุดท้ายนี่มันกินใจ (ผม) จนเกินบรรยากาศเบา ๆ นะ  อย่างไรก็ตามดูจบก็อิ่มใจที่ได้เห็น Marie Dressler หลังจากข้องใจมากว่า 30 ปีว่า ป้าเป็นใครกันนะ




มีต่อ...
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 136  เมื่อ 16 ก.ย. 22, 12:39

Marie Dressler ยังเล่นหนังดังอีกเรื่อง หนังที่ว่าชื่อ Dinner at eight (1933)  สมัยยังมีช่อง TCM ผมไม่ได้ดู  เป็นเพราะว่าทางช่องไม่ได้เอามาฉายหรือผมมองข้ามไปก็ไม่รู้  Leonard Malten ให้ตั้ง 4 ดาวแถมย้ำว่า อย่าพลาด  ก็รู้สึกเสียดายมานาน (มาก)  จนเมื่อไม่กี่วันนี้เอง (นับจากวันที่ลงมือฝอยเรื่องนี้) ก็มีคนใจดีเอาหนังเรื่องนี้มาปล่อยให้ดู

เรื่องเกี่ยวกับคู่มหาเศรษฐีที่กำลังจะตกอับจัดงานเลี้ยงแล้วเชิญแขกมาร่วมงาน  ใครเป็นยังไง  ใน clip นี้แจงไว้



MD เล่นเป็นหนึ่งในแขกที่ได้รับเชิญ  เธอเป็นนักแสดงละครเวทีระดับตำนานแต่ปัจจุบันกำลังถังแตก  บทของเธอแตกต่างจากบทใน Min and Bill ราวฟ้ากับเหว  ผมว่า บทของเธอในเรื่องนี้มีสีสันที่สุดในบรรดาตัวละครอื่น ๆ  แล้วเธอก็หยอดมุขตลก ๆ อยู่เนือง ๆ (ฉากพวกนี้ไม่ขำเท่าไร  ที่ขำจริง ๆ ไม่มีใครเอามาย่อยให้ดู  น่าเสียดาย)





ในเรื่องยังมีแขกที่ได้รับเชิญอีกชุดคือคู่หนุ่มแก่กับสาวละอ่อน  หนุ่มแก่เป็นเศรษฐีหน้าใหม่  ส่วนสาวละอ่อนผู้หญิงผม blonde ซึ่งพวกฝรั่งเค้าชอบล้อว่า dumb blonde  คือถ้าผม blonde ละก็เชื่อไว้ก่อนว่าไม่มีสมอง

ประวัติเรื่องล้อเลียนสีผมนี้มีมายาวนาน  นักดูหนังฝรั่งในสมัย 70s คงจำหนังชุดทางทีวีเรื่อง Three’s company (จำชื่อไทยไม่ได้ สามคนอลเวง รึเปล่า) ได้  นักแสดงนำ 1 ใน 3 (เล่นโดย Suzanne Somers) มีผมทองแล้วบุคลิกตามบทก็ซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ อิงตาม idiom ว่า dumb blonde




ในเรื่อง Dinner ฯ นี้หญิงผม blonde แสดงโดยดาราระดับแม่เหล็กของ Hollywood คือ Jean Harlow  ในตอนท้ายเรื่องเมื่อเธอเดินเข้างานกับ MD แล้วช่วงหนึ่งเธอก็ชวนคุยว่า

JH: I was reading a book the other day.
MD: [หยุดกึก] Reading a book?
JH: Yes. It's all about civilization or something. A nutty kind of a book. Do you know that the guy says that machinery is going to take the place of every profession?
MD: [มองตั้งแต่หัวจดตีน] Oh, my dear, that's something you need never worry about.

ช่วงนี้ของหนังอยู่ในระดับตำนานที่นักดูหนังกล่าวถึงกันมาตลอด ที่จริงผมไม่รู้เรื่องนี้หรอก  ซี้คลาสสิกของผมเธอเล่าให้ฟังน่ะ  และผมก็เห็น clip ช่วงนี้ใน youtube มาตั้งแต่นานนมแล้ว  แสดงว่าเป็นตำนานของจริง

ผมเดาว่าที่ฮือฮาน่าจะเป็นเพราะการนำเรื่องดูถูกนี้มาออกอากาศในที่สาธารณะอย่างโจ่งแจ้งเป็นครั้งแรก (ๆ)


หมายเหตุ – Jean Harlow (1911-1937) เป็นดาราในยุคทองตอนต้นของฮอลลีวู้ด  ยุคนั้นยังไม่มีกฎของการเซ็นเซอร์หนัง (จอ)  เธอจึงเป็นหนึ่งใน sex symbol ที่ ‘โจ่งแจ้ง’  นอกจากนี้เธอยังเป็นที่รู้จักของผู้คนทั้งในและนอกวงการว่า ‘Blonde bombshell’ กับ ‘Platinum blonde’  ด้วยสาเหตุจากสีผมของเธอ

บทถนัดในหนังของเธอจะเป็นบทเบา ๆ ออกตลก  มีทั้งทึ่มออกตลกและร้ายออกตลก

JH ตายในปี 1937 ขณะอายุได้เพียง 26 ปี  การตายมาจากสาเหตุ ‘given as cerebral edema, a complication of kidney failure. Hospital records mention uremia (ไม่กล้าแปลเพราะไม่ใช่หมอ)’

ข่าวการตายของเธอเป็นที่ถกเถียงมาถึงปัจจุบัน (ซึ่งผมรู้มาตั้งแต่ยังใส่ขาสั้นเรียนหนังสือโน่น  ก็ SP เล่าให้ฟังน่ะ)  ในยุคนั้นการสื่อสารยังมีขีดจำกัด  ผู้คนจึงได้ยินกันว่าเป็นเพราะแม่ของเธอซึ่งเป็นสาวกของ Christian Scientist  ปฏิเสธการรักษาแบบ all medical treatment แต่ใช้วิธี Christian Science prayer (ไม่กล้าแปลเพราะไม่รู้จัก) แทน  จนกระทั่งอาการของเธอไปไกลเกินกู่  การกลับมาใช้วิธี medical treatment รวมถึงการผ่าตัดจึงไม่ทันการณ์

แม้ JH จะอยู่ในวงการฯ แค่ 9 ปีแต่เป็น 9 ปีที่เธอได้สร้างความดังให้กับตัวเองจนคับฟ้าฮอลลีวู้ด  ใน 9 ปีนั้นความดังของเธอบดบังดาราหญิงชั้นแนวหน้าของฮอลลีวู้ดอย่าง Greta Garbo, Joan Crawford หรือ Norma Shearer เลยทีเดียว



บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 137  เมื่อ 19 ก.ย. 22, 12:24

ตอนนั่งดูหนัง Total recall (1990) อยู่ในโรง  ผมอดคิดไม่ได้ว่า  หนังอะไรวะ  สนุกฮี้หาย  เทคนิคดี๊ดี  ตื่นเต้นตลอดเรื่อง  เรื่องราวเป็นอย่างไรไม่จำเป็นต้องเล่า  หนังดังถล่มทลาย  จำได้ว่าแถวซื้อตั๋วยาวเหมือนเล่นแม่งูกัน  นี่ขนาดรอบเช้านะ  ตอนออกมาจากโรงในตอนเที่ยง  คนยุ่บยั่บเหมือนอยู่ในงานเทกระจาด

ตอนมันมาเข้า I/UBC  ในอีกหลายปีต่อมาผมก็ตามดูอีก  ดูแล้วดูอีก  ก็ยังสนุกอยู่เทคนิคก็ยังไม่ล้าสมัย


(ขอบคุณ คุณ Nofury)


มีคนใจดีทำ clip สรุปฉากมัน ๆ มาให้



เอ๊ะ... งวดนี้สั้นดีแฮะ


หมายเหตุ - ลุง Arnold ฝากทายาทไว้ในวงการมายา 1 คนชื่อ Patrick  หน้าตาหล่อจนลืมหายใจ  นักดูหนังฝรั่งชาวไทยจะพบเธอสนุกสนานกับหนังทางทีวีมากกว่าหนังโรง  โอกาสจะดังเหมือนพ่อคงยากเพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป



บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33397

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 138  เมื่อ 19 ก.ย. 22, 13:42

ทายาทคุณลุงหล่อจนหานางเอกประกบยากค่ะ    พระเอกอาจงามเกินหน้านางเอกไปก็ได้


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 139  เมื่อ 19 ก.ย. 22, 14:22



2 คนนี้หน้าตาคล้ายกัน  Alex P. เป็นชาวอังกฤษ เข้าวงการมาก่อน

บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 140  เมื่อ 21 ก.ย. 22, 14:25

M. Knight Shyamalan ดังคับโลกด้วยหนังเรื่องแรกคือ Sixth Sense (1999) หลังจากนั้นความดังลดลงเรื่อย ๆ  หนังที่เธอสร้างออกมาไม่มีเรื่องไหนมีระดับเทียบเท่าเรื่องแรก  ผมว่าเธอคงเครียดไม่น้อยในการหาหนทางที่จะกลับขึ้นมาผงาดอีกครั้ง  เผลอ ๆ อาจจะหมดโอกาสไปแล้ว

Signs (2002) เป็นหนังเรื่องที่ 3  เรื่องเล่าถึงครอบครัวอดีตพระสอนศาสนาที่เลิกการเป็นพระเพราะเมียตาย (เป็นความผิดของพระเจ้า... ทำนองนั้น) ตั้งบ้านอยู่ในชนบทของรัฐ Pennsylvania  บ้านเธอมีอาณาเขตกว้างขวางครอบคลุมไปด้วยไร่ข้าวโพด

วันหนึ่งเธอก็พบสิ่งประหลาดในทุ่งข้าวโพดนั้น  มันคือ ‘crop circles’ เห็นแล้วก็ตระหนักว่าอะไรที่ไม่ชอบมาพากลกำลังจะเกิดขึ้น

แก่นของหนังคือการบุกรุกของมนุษย์ต่างดาว  การนำเสนอน่าติดตาม  บรรยากาศน่าตื่นเต้น  แล้วก็น่าลุ้นว่ามนุษย์ต่างดาวจะยึดบ้านของอดีตพระฯ ได้รึเปล่า



ฉากสนุก ๆ





















อาวุธของมนุษย์ต่างดาวคือแก๊สพิษที่สามารถขับออกมาได้ทางท่อตรงข้อมือ  ใคร (คน) สูดเข้าไปก็ตายสนิท  ส่วนจุดอ่อนคือ น้ำ 
 
ในฉาก มตด. ปล่อยแก๊สพิษเข้าจมูกลูกชาย  ในทางปฏิบัติแล้วลูกชายตายหยังเขียด  แต่เผอิญขณะนั้นผลพวงจากโรคหืดกำเริบ (จาก clip ก่อนหน้า)  ‘Morgan's constricted lungs prevented him from inhaling the alien's toxins’  พ่อหนูจึงไม่ตาย

เมื่อเอาเรื่องนี้มาประมวลกับสิ่งที่เมียสั่งเสียไว้ก่อนตาย อดีตพระตระหนักได้ว่า ‘Everything happens for a reason’ ก็กลับมานับถือพระเจ้าอีกครั้ง



MNS ทำเลียนแบบ Alfred Hitchcock คือจะแอบเอาตัวเองเข้าไปโผล่ในหนังเป็นประจำ



(หมายเหตุ – มีคนย่อย clip มาลงเยอะดีแฮะ)

บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 141  เมื่อ 22 ก.ย. 22, 12:14

ในเรื่อง Signs ดารานำ Mel Gibson เข้าวัยร่วงโรยแล้ว  ในกาลครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นหนุ่มหล่อมาก  นักดูหนังชาวไทยรู้จักเธอดีมาตั้งแต่หนังนำเข้าจาก Australia ชื่อ Mad Max (1979 – ผมไม่ได้ดูในเวลานั้น  แต่ได้ดูทาง I/UBC ในเวลาต่อมา... ครบทุกตอน)  ในปีเดียวกันนั้นเธอก็เล่นหนังอีกเรื่องในบทที่แตกต่างจากบทบู๊ระหำใน Mad Max แบบฟ้ากับเหว

หนังชื่อว่า Tim เธอรับบทหนุ่มวัย 20 กว่าที่มีความผิดปกติทางสมอง (ปัญญาอ่อนเล็กน้อย)  Tim อยู่กับครอบครัว  เธอหารำไพ่พิเศษด้วยการรับทำงานด้านออกแรง  วันหนึ่งก็ไปทำงานให้กับสาวทึนทึกมีการศึกษาและเงินชาวอเมริกัน  

เรื่องเริ่มจาก 1 ไป 2 แล้วในที่สุด  คู่ต่างวัยก็หลงรักกันและแต่งงานกันในที่สุด  ท่ามกลางความขัดแย้งของสังคม

ผมดูหนังเรื่องนี้ตอนอยู่เมืองนอก  เท่าที่รู้มาหนังไม่ดังในวงกว้าง  เพราะเหตุฉะนี้เลยหา clip  ย่อยแบบสมบูรณ์ ๆ ไม่ได้




ภาษาอังกฤษสำเนียง Australian



(clip นี้เห็นความหล่อของ MG จุใจ  แต่ต้องทนฟังเสียงเพลงหน่อยนะครับ)



MG ตอนหนุ่ม ๆ กับตอนนี้ต่างกันเป็นคนละคนเลย

บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 142  เมื่อ 23 ก.ย. 22, 12:20

Website ที่ผมเป็นสมาชิกไม่ได้มีแต่หนัง ๆ ๆ มาให้ ‘โหลด’ เท่านั้น  ยังมีของแปลก ๆ มากมายเช่น รายการ reality show หลายรูปแบบ เทปรายการถ่ายทอดสด (งาน Oscar, Emmy, Grammy ฯลฯ)  สารคดีจิปาถะ แม้แต่หนังโป๊ก็มี (ฮ่า ๆ)

The Beatles and India (2021) อยู่ในหมวดหนังสารคดียาว 90 กว่านาที  เล่าเรื่องราวโดยสรุปของวงดนตรี Beatles ในช่วงที่ไปเยือนอินเดียในปี 1968  สาเหตุในการเยือนคือเบื่อวัฒธรรมตะวันตกที่เน้นรูปแบบของทุนนิยม พวกเขาจึงมองหา Spiritual peace  แล้ว George Harrison ก็เสนอว่าที่อินเดียนี่แหละ

สาเหตุที่เป็น GH เพราะเขานิยมชมชอบเครื่องดนตรีของอินเดียมาตั้งแต่เกิด  นี่เป็นจุดเริ่มต้นของสารคดีนี้  ซึ่งเน้นเรื่องราวของ GH เป็นหลัก  ที่บ้านของพ่อแม่ของเขาชอบฟังเพลงของอินเดียมาก  โดยให้เหตุผลว่าทุกครั้งที่ฟังจิตใจจะสงบลงอย่างผิดปกติ  หลังจากตั้งวงฯ  GH ผ่องถ่ายความชื่นชมเครื่องดนตรีอินเดียให้กับสมาชิกคนอื่น ๆ  ซึ่งต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วย

เครื่องดนตรีหลักของอินเดียที่มีอิทธิพลต่องานเพลงของพวกเขาคือ sitar เพลงแรกที่นำมาใช้ชิมลางคือเพลง Norwegian Wood (1965)



ส่วนเพลงที่นำ sitar มาใช้เป็นเครื่องดนตรีหลักคือ Love you to (1966 – เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละ  แบบว่าผมไม่ใช่สาวกของคณะนี้)



ศิลปินอินเดียที่ GH ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ให้ช่วยฝึกความชำนาญในการเล่น sitar คือ Ravi Shankar  ความชื่นชมเครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นเรื่องส่วนตัว  เขาให้เหตุผลที่น่าฟังว่าเหมือนตอนเปิดเทอม (หมายถึง อยู่ในวงฯ) ก็ต้องเรียนหนังสือ (หมายถึง ร่วมกันทำเพลง)  พอปิดเทอม (หมายถึง หลังจากอัดแผ่น/ออกทัวร์ ฯลฯ จบแล้ว) แล้วใครอยากทำอะไรก็ทำ



โหมโรงอยู่ครึ่ง ชม. ทั้งคณะก็ออกเดินทางไปอินเดียซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก  พวกเขาเคยไปมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี 1966  แต่ไปครั้งนี้มีจุดประสงค์ที่แตกต่าง  พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เมือง Rishikesh ในภาคเหนือของประเทศอันเป็นที่ตั้งอาศรมของโยคีชื่อ Maharishi Mahesh  ได้เรียนรู้วิธีการทำสมาธิประเภท Transcendental Meditation  หลักการของ MM มีว่า "The purpose of life is the expansion of happiness. Anyone can find a way"

ความที่เป็นศิลปินดังทั่วโลก  การไปเยือนอินเดียครั้งนี้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการบันเทิงของอินเดีย  นักข่าวต่างแห่กันไปทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งภาพและ/หรือเสียง  นักข่าวคนหนึ่งเล่าว่า  เขามีเส้นดี  เส้นบอกว่าให้บอก password ว่า Jai Kurudeva  แล้วทางจะสะดวก

ความสนใจไม่ได้เกิดกับวงการบันเทิงเท่านั้น  ในวงการการเมืองก็มีเอี่ยว  ข่าวหนาหูแพลมออกว่า  อาศรมของ MM นั้นแท้จริงเป็นฉากหน้าของ CIA ที่บงการอยู่เบื้องหลัง  แม้แต่อีกฝากคือ KGB ก็ลงทุนส่งสายลับเข้ามาสืบสวนหาความจริง

ความจริงการไปครั้งนี้ไม่ใด้มีแต่เฉพาะวงดนตรีคณะนี้แต่มีสมาชิกร่วมเดินทางไปมากมายรวมถึงนักร้องดัง Donovan และนักแสดงสาว Mia Farrow

(ผู้ชายชุดเหลืองและผู้หญิงทางขวาของเขา)

ช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 3 เดือน สมาชิกวงฯ เล่าว่าได้ประสบการณ์ดี ๆ มากมาย  แต่พวกเขาอยู่ได้ไม่นาน  Ringo Star (+ เมีย) กลับเป็นคณะแรกเพราะแพ้อาหารแปลก ๆ และคิดถึงลูก  ปล่อยให้สมาชิกอีก 3 คนอยู่ต่อไป  ซึ่งในที่สุดก็เจอประสบการณ์ที่ไม่น่ายินดีเกี่ยวกับตัว MM เอง  สาเหตุโดยสรุปคือ  เริ่มมีธุรกิจมาเกี่ยวข้องในขณะที่สมาชิกฯ และคนอื่น ๆ ต่างต้องการความเป็นส่วนตัว  เพียงไม่เกิน 3 เดือนทุกคนก็ทยอยกันกลับ  ด้วยความรู้สึกที่ไม่ประทับใจ  

อย่างไรก็ตาม  ขณะที่อยู่ที่นั่นสมาชิกได้เห็นมุมมองใหม่ซึ่งส่งผลต่อการแต่งเพลงมากมาย  บางแหล่งบอกว่า 30 เพลงแต่บางแหล่งก็ว่า 48 เพลง  เพลงทั้งหมดนำมาพิจารณาคัดเลือกลงอัดในแผ่นคู่ชื่อ White Album ที่ออกวางตลาดในปลายปีนั้น

เพลงที่พวกเราสิงห์เพลงฝรั่งรู้จักดีเช่น






ส่วนเพลงที่พวกเขาเอา password ว่า Jai Kurudeva  ไปใส่ในเนื้อเพลงคือเพลงนี้  สมัยโน้นมันเป็นช่วงเดียวของเพลงที่ผมแกะเนื้อไม่ออก  จะไปแกะออกได้อย่างไรก็มันไม่ใช่ภาษาอังกฤษ



อย่างไรก็ตาม  สำหรับสมาชิกอื่น ๆ การไปอินเดียครั้งไม่ใช่ทุกคนที่ชื่นชอบ  ส่วนใหญ่ทนอากาศและแมลงไม่ไหว  เท่าที่ไปอ่านปลีกย่อยมา MF เกลียดกระหน่ำ  เธอบอกว่าเคยโดน MM แต๊ะอั๋ง  เธอวิจารณ์การฝึกสมาธิว่า "sit down, look at your navel and do nothing"

สารคดีนี้ไม่มีใครย่อย Clip มาปล่อยใน youtube ผมก็เลยไปเสาะหาจากแหล่งต่าง ๆ







clip นี้เผยให้เห็นอิทธิพลที่คณะ Beatles มีต่อวงการบันเทิงของอินเดีย (สะใจจิง ๆ)



สารคดี








บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 143  เมื่อ 26 ก.ย. 22, 12:53

นิดเดียว...




LF ได้ Oscar จากหนังเรื่องที่บอกไว้  ตอนแรกผมนึกว่าไม่ได้ดู  เพราะนึกอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไม่ออก  คิดว่าเป็นหนังขาวดำด้วยซ้ำ  คงติดตามาจากเห็นภาพนิ่งในหนังสือ SP  แต่พอมาดู trailer ใน youtube ปรากฏว่าเคยดู (แฮะ)  เห็นแล้วนึกชื่อไทยได้ด้วยว่า 'บ้าก็บ้าวะ... (ทำนองนี้)'  แต่ทำไมจำอะไรไม่ได้เลยนอกจากฉากท้ายเรื่อง  ทั้ง ๆ ที่มันเป็นหนังที่ดังมาก  ทำสถิติบนเวทีรางวัลมากมาย  และผมก็อุตส่าห์ถ่อสังขาร (ตอนยังหนุ่มแน่น) ไปซื้อตั๋วดู



อีกฉากคือเปิดตัว Billy Bibbet ที่เล่นโดย Brad Dourif  เธอเป็นหนุ่มหน้าสวยมาก  แต่กาลเวลาไม่ปรานีใคร  หน้าตาที่เห็นในหนังช่วงหลัง ๆ ทำให้อึ้งไปเลย  นึกไม่ถึงว่าจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้



LF เป็นอีกหนึ่งนักแสดง oscar ที่ต้องคำสาป  คือหลังจากได้รางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดแล้ว  บทในหนังอื่น ๆ ที่เธอเล่นไม่มีอะไรเป็นที่น่าจดจำอีกเลย

(หมายเหตุ - จำได้ว่ามีกระทู้นักแสดงฝรั่งตายโดยเฉพาะ  แต่ขี้เกียจค้น  ขอรวบยอดลงตรงนี้ละกัน)
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 144  เมื่อ 27 ก.ย. 22, 12:44

2 วันก่อนคุยถึงเรื่องหนัง Total Recall  มาในปี 1997 ก็มีหนังที่ดูแล้วให้ความรู้สึกเช่นเดียวกันคือ ‘สนุกฮี้หาย’ มันมีชื่อว่า The Fifth Element

หนัง Sci-fi เช่นกันเล่าถึงคนขับแท็กซี่ที่จับผลัดจับผลูต้องมาผจญภัยโดยมีสาวจากต่างดาวและบาทหลวงเป็นผู้ช่วยในการตามหาอาวุธเพื่อนำไปปกป้องโลก  ระหว่างนี้ก็ต้องต่อกรกับอันธพาล Mr. Zorg ผู้เป็นเจ้าของแผนชั่วร้าย

หนังมีฉากตระการตาประทับใจแถมมีความตลกแทรกเข้ามาเป็นระยะมากมาย

แค่เริ่มต้นเรื่องก็ตาไม่กระพริบแล้ว



นี่คือ The fifth element



นี่คือ คนขับแท็กซี่ (ผกก. เอาพี่ BW มากระหน่ำจนดูหล่อจนได้)









นี่คือ Mr. Zorg ผู้ชั่วร้าย



นี่คือ Opera singer จากแดนไกล



นี่คือฉากบู๊



หนังเรื่องนี้กำกับโดย ผกก. ชาวฝรั่งเศส Luc Besson  เธอเล่าว่าได้เขียน plot เรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เมื่ออายุ 16  และสามารถทำความฝันให้เป็นจริงเมื่ออายุ 38  อันเป็นความฝันที่นักดูหนังและนักวิจารณ์ต่างยอมรับ ผลคือหนังดังถล่มทลาย

ตัวอย่างหนัง



สำหรับใครที่อยากดูฉบับเต็ม  



หมายเหตุ – รางวัล Razzie 2022 เพิ่งประกาศออกมา  ปีนี้มีสาขาพิเศษเฉพาะกาลเพิ่มขึ้นมา 1 สาขา  คือ อะไรและใครได้เข้าชิง:

Worst performance by Bruce Willis in a 2021 movie (special category)

Bruce Willis, American Siege
Bruce Willis, Apex
Bruce Willis, Cosmic Sin --------- (The winner)
Bruce Willis, Deadlock
Bruce Willis, Fortress
Bruce Willis, Midnight in the Switchgrass
Bruce Willis, Out of Death
Bruce Willis, Survive the Game

ผมว่า คติของเธอคือ  ‘เอาเงินไว้ก่อน’

หมายเหตุ - ล่าสุดได้ข่าวมาว่า BW ป่วยเป็นโรค Aphasia incurable disorder ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการแสดง  


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 145  เมื่อ 29 ก.ย. 22, 12:06

ท่ามกลางหนังที่เข้ามาฉายในปี 1998 มีหนังที่เมื่อผมดูจบแล้วบอกกับตัวเองว่าสุดยอด 2 เรื่อง เป็นหนังแนวแฟนตาซีทั้งคู่ 
 
เรื่องแรกชื่อ What dreams may come  มีคนทำ clip สรุปมาให้  เยี่ยมมาก  ถ้าเล่าคงต้องอธิบายยืดยาว

ขอขอบคุณ คุณSpoilGun


ขยายความจาก 3.04



ขยายความจาก 3.27





ขยายความจาก 4.00



ขยายความจาก 4.43



ขยายความจาก 5.34



ขยายความจาก 6.30



ขยายความจาก 8.13



ขยายความจาก 12.00



ตัวอย่างหนัง



หนังเรื่องนี้ได้เข้าชิง Oscar 2 สาขาคือ Art Direction และ Visual Effects สาขาที่ 2 คว้ารางวัลไปอย่างสมภาคภูมิ

ดูเรื่องนี้จบแล้วอดคิดถึงหลักศาสนาพุทธไม่ได้  มีจุดหนึ่งในหนังตรงกับที่พระพุทธเจ้าเคยบอกว่าจิตหม่นหมองคือจิตที่เคลือบด้วยอกุศล  เมื่อตายขณะนั้นก็ลงอบายภูมิ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33397

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 146  เมื่อ 29 ก.ย. 22, 20:19

หนังเรื่องนี้ดังในไทยมากเอาการ    เหตุผลหนึ่งคือมันมีแนวคิดกลมกลืนกับไทยๆ เรื่องนรกสวรรค์ เรื่องบุญบาป   ตอนแรกดูก็ตื่นตาตื่นใจกับเนื้อเรื่องพอสมควร   แต่พอดูเสร็จแล้ว  ทำไมลืมเกลี้ยงเลยก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 147  เมื่อ 30 ก.ย. 22, 12:26

หนังเรื่องโปรดอีกเรื่องที่เข้ามาในปีเดียวกันชื่อ Pleasantville  มีคนทำ clip สรุปมาให้เช่นกัน


ขอขอบคุณ คุณ Mozz video


ขยายความจาก 8.34



ขยายความจาก 9.57



ขยายความจาก 11.22



ขยายความจาก 11.42



ขยายความจาก 13.10



ขยายความจาก 14.10 เป็นฉาก climax ของเรื่อง



การสร้างหนังเรื่องนี้แต่เริ่มแรกออกมาเป็นสีทั้งเรื่อง  แล้วนำเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์มาเปลี่ยนจากภาพสีเป็นขาวดำ  นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรก  เป็นผลที่ทำให้ทีมงานได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Oscar  ผมชอบหนังเรื่องนี้มาก  ดูสนุกและคาดเดาไม่ได้ว่าเมื่อไรจะลงเอยและลงเอยตรงไหน

พอดูหนังจบแล้ว  ผมอดนำแก่นของเรื่องไปเปรียบกับศาสนาพุทธเหมือนเรื่องแรกไม่ได้  ผมมีความคิดว่าการที่ Pleasantville เป็นเมืองสงบปราศจากเรื่องใด ๆ ที่ไปก่อกวนให้เกิดการเบี่ยงเบนทางอารมณ์ (คือไม่มีการปรุงแต่ง) ก็เปรียบเสมือนว่าเมืองนี้ไม่มีกิเลส  คือ ไม่มีหลง-โลภ-โกรธ  ซึ่งก็เท่ากับว่า  เมืองนี้เปรียบเสมือนนิพพาน

แต่ฝรั่งไม่ได้นับถือพุทธศาสนาก็เลยไม่เข้าใจแก่นแบบชาวพุทธ  เลยคิดว่า  ความไม่มีกิเลสคือความจืดชืดเหมาะแก่ภาพขาวดำ  ความมีกิเลสต่าง ๆ เช่น ทำให้แม่คิดมีชู้  มีการประท้วงก่อหวอด มีการชกต่อย  มีการโมโห/ผิดหวัง ฯลฯ  ต่างหากที่ทำให้โลกสดใสเหมาะกับการใช้ภาพสี

ผมว่าถ้าจะปรับให้เข้ากับหลักของพุทธศาสนา  หนังเรื่องนี้ต้องนำเสนอย้อนจากปลายเรื่องไปหาต้นเรื่อง (คือจากภาพสีกลายเป็นขาวดำ)
(หมายเหตุ - แค่รำพึงอ้ะ...)

ตัวอย่างหนัง


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 148  เมื่อ 03 ต.ค. 22, 12:28

เมื่อ 2 วันก่อน (นับจากวันที่เขียนเรื่องนี้) ได้ดูหนังชุดขนาดสั้น (mini series) สร้างออกฉายทางทีวีเรื่อง A Very English Scandal (2020) อ่านชื่อเรื่องก็เดาได้ว่าเป็นหนังสร้างจากอังกฤษ  เล่าเรื่องราวช่วงที่ฉาวโฉ่ของหัวหน้าพรรค British Liberal ชื่อ Jeremy Thorpe ที่มีส่วนพัวพันกับการฆาตกรรมหนุ่มชู้รักและถูกบังคับให้ต้องขึ้นศาลเหมือนบุคคลทั่วไป  เหตุเกิดในปี 1979

ดารานำในเรื่องนี้คือ Hugh Grant  ซึ่งดูสูงวัยจนน่าตกใจ (เธออ่อนกว่าผมอีกแน่ะ) แม้ในหนังจะมีการแปลงโฉมให้เข้ากับท้องเรื่องแต่ในฉากการให้สัมภาษณ์ซึ่งเป็นช่วงเวลาปกติ  เธอก็ยังคงดูสูงวัยไม่แพ้กัน




ดูแล้วก็มารำลึกได้ว่าเคยชอบเธอมาก ๆ จากหนัง Four weddings and a funeral (1994)  หนังตลกโรแมนติกชั้นดี  เล่าเรื่องชีวิตของ Charles (HG) กับพรรคพวกที่จะมารวมตัวกันแบบเฉพาะกิจในงานแต่งงาน 4 งานรวมถึงงานศพอีก 1 งาน ตามชื่อเรื่อง

งานที่ 1 เป็นงานแต่งงาน  Charles ได้พบสาวในฝัน (Andie MacDowell) ชื่อ Carrie เธอเป็นชาวอเมริกันที่มาร่วมงาน  ชื่อเสียงของเธอไม่ค่อยดีนักในหมู่เพื่อน ๆ ของ Charles … ‘She’s a slut’  อย่างไรก็ตาม  Charles ไม่ถือสา  2 คนเลยกระโดดขึ้นเตียงในคืนของวันที่ได้พบกันนั้น  วันรุ่งขึ้นเธอก็จากไป

เหตุการณ์ฮา ๆ ในงาน







งานแต่งงานที่ 2 เกิดขึ้นในอีก 3 เดือนต่อมา  Charles ได้พบกับ Carrie อีกครั้งในงาน  คราวนี้ Carrie พาคู่หมั้นมากด้วย  แต่ลงท้าย 2 หนุ่มสาวก็เกี่ยวก้อยกันขึ้นเตียงเพื่อทบทวนความหลังกันหน่อย

เหตุการณ์ฮา ๆ ในงาน

มี Rowan Atkinson มาร่วมรับประกันความฮา  RA กำลังดังจากหนังทีวีตลกของตัวเองชื่อ Mr. Bean   ประวัติส่วนตัวของเธออ่านแล้วทึ่งไม่มีที่ติ  เธอจบ ป. โท จาก Oxford ในด้านวิศวกรรมไฟฟ้า  ตอนกำลังเก็บดอกเตอร์  เธอเกิดไปติดใจกับการแสดงเลยทิ้ง ป.เอก ไปเลย
 
ฉากนี้ตลกสุดขีด  โชคดีที่มี clip ที่มีบรรยายแนบมาด้วย



มีต่อ...
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 149  เมื่อ 04 ต.ค. 22, 12:17

Four weddings and a funeral กันต่อ...

งานที่ 3 เกิดขึ้นในอีก 1 เดือนต่อมา  เป็นงานแต่งงานอีกเช่นกันแต่เป็นงานสุดแสบของ Charles  คืองานแต่งของสาว Carrie  ที่หนุ่ม Charles เคยหลงรักและขึ้นเตียงไปนอน ‘คุย’ กันเรียบร้อยแล้วถึง 2 ครั้ง

หนุ่ม Ch และแก๊งค์ได้รับการ์ดเชิญไปร่วมงาน  เธอก็เลยออกไปหาซื้อของขวัญแล้วก็ได้เผอิญเจอกับสาว Ca  clip นี้สาวเผยสถิติจำนวนผู้ชายที่หล่อนเคยขึ้นเตียงด้วย



ส่วน clip นี้ต่อเนื่องกัน  คุยไปได้พัก Ch ก็นึกได้ว่านัดกับน้องชายไว้  น้องชายของเธอเป็นใบ้  นักแสดงบทนี้ในชีวิตจริงก็เป็นใบ้เช่นกัน (David Bower)  เธอหน้าตาน่ารักที่สุด



ในที่สุดก็ฝืนเก็บความรู้สึกที่แท้จริงไม่ไหวเธอก็แจ้นไปสารภาพรักกับสาวซึ่งเป็นการโง่มากที่ไปสารภาพในตอนที่สาวกำลังจะแต่งงาน  ฉากนี้ HG หว่านเสน่ห์ให้กับคนดูสุดฤทธิ์

0.35 - ที่เธอพล่ามชื่อ David Cassidy, The Partridge Family, ‘I think I love you’  ทั้งหมดอยู่ในรายการหนังชุดทางทีวีในช่วงปลาย 1960s ชื่อ The Partridge Family มาฉายในบ้านเราด้วยชื่อ ‘แม่หม้ายลูกติด’

David Cassidy เล่นเป็นลูกชายคนโต  ครอบครัวนี้ตั้งวงดนตรีของตัวเองขึ้นมา  เป็นหนังตลกเบาสมอง  เพลงเพราะ ๆ ทั้งนั้น  วงนี้ออกแผ่นเสียงขายด้วย (ใช้แค่ชื่อเท่านั้น  ใน studio มี DC คนเดียวที่มีส่วนร่วมในการออกแผ่น)  เพลงที่ดังที่สุดคือ I think I love you  บ้านเราเปิดกระหน่ำเช้าถึงเย็น  ส่วน DC ก็กลายเป็นขวัญใจวัยรุ่นในยุคนั้น  นส. SP และ I.S. Song Hits + ฯลฯ ลงรูปของเธอทุกเล่ม (ตอนนี้ตายไปแล้ว)  อีกคนที่เข้าร่วมวงขวัญใจวัยรุ่นไปด้วยกันคือ Susan Dey  ส่วนบทคุณแม่แสดงโดย Shirley Jones ดาราระดับ Oscar ในยุคทองของฮอลลีวู้ด


ไตเติ้ลหนัง  เผื่อจะมีคนจำได้



Clip บรรยากาศงานแต่งงานที่ 3  เสียงอกหนุ่ม Ch หักดังเป๊าะ ได้ยินออกมาถึงหูคนดู



ในงานที่ 3 ก็เกิดงานที่ 4 ซ้อนขึ้นมา  คราวนี้เป็นงานศพ  คนตายเป็นเพื่อนในกลุ่ม



อีก 10 เดือนต่อมาก็เป็นงานที่ 5

มีต่อ...
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12 ... 14
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.067 วินาที กับ 20 คำสั่ง