เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 11 12 [13] 14 15 ... 17
  พิมพ์  
อ่าน: 7568 ฉากประทับใจในหนังเก่า (4)
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33408

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 180  เมื่อ 03 พ.ย. 22, 08:38

 ร้องไห้


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33408

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 181  เมื่อ 03 พ.ย. 22, 08:38



บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 12519



ความคิดเห็นที่ 182  เมื่อ 03 พ.ย. 22, 09:13

ครูบ้านนอกในตำนาน ยิงฟันยิ้ม

ครูปิยะ และ ครูดวงดาว


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 183  เมื่อ 03 พ.ย. 22, 11:57

ขอคั่นด้วยข่าวเศร้าในวงการภาพยนตร์
ปิยะตระกูลราษฎร์   เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคมะเร็ง สิริอายุ 68 ปี


หายไป 'รับใช้ชาติ' 1 วัน  กลับมาเปิด  หน้าตาโผล่ขึ้นมาเห็นแล้วตกใจ  นึกว่าเกิดผิดพลาด  จิ้มผิดจิ้มถูก  ท่าจะเข้ามาผิดช่อง  ปิดแล้วเปิดใหม่  ก็หน้าตาแบบเดิม  อ๋อ... รายการเฉพาะกิจ  ยิงฟันยิ้ม

คุยเรื่องหนังผีต่อให้จบ...

หนังผีทั้ง 2 เรื่องที่เล่าไปนี้  ต้นฉบับเป็นของญี่ปุ่นที่อเมริกาไปซื้อลิขสิทธิ์มาสร้างใหม่  ต่อมาในปี 2008 อเมริกาก็ไปซื้อลิขสิทธิ์หนังผีอีกเรื่องหนึ่งมาสร้างใหม่  ต้นฉบับของหนังที่ว่าเป็นของคนไทย (ซึ่งผมภูมิใจมากกกกกก)

ฉบับสร้างใหม่ใช้ชื่อว่า Shutter



ต้นฉบับใช้ชื่อว่า ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ

(ขอบคุณ คุณ THUb - ทีฮับ)


ตัวอย่างหนัง



มีคนทำ clip เปรียบเทียบบางฉากมาให้ชมด้วย



ผมได้ดูทั้ง 2 ฉบับ  ผมว่าต้นฉบับน่ากลัวกว่าแม้นักแสดงจะแสดงได้แข็งเหมือนไม้กระดานตามมาตรฐานนักแสดงไทย

ส่วนฉบับสร้างใหม่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้อย่างงดงาม  แม้เสียงนักวิจารณ์จะด่ายับ "Being a remake of a Thai horror film instead of Japanese doesn't prevent Shutter from being another lame Asian horror remake."

ผมว่าพวกมันอิจฉาที่ประเทศมันต้องเสียดุลการค้า  หนัง (remake) ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่พวกมันรุมกันสับสักหน่อย

พูดถึงผี  ตอนเด็ก ๆ จำสัญลักษณ์ของผีเอเชียได้  ถ้าผีญี่ปุ่นจะอยู่ในชุดขาวผมยาวปิดหน้าปิดตา  ถ้าเป็นวิญญาณจะเป็นลูกไฟกลมลอยตุ๊บป่อง ๆ พร้อมเสียงเพลงหวีดหวิว  ถ้าผีจีนจะใส่เกี๊ยะ  ยืดตัวตรง  ยื่นมือไปข้างหน้าแล้วกระโดด  ถ้าผีไทยจะไม่อยู่ในชุดผ้าตราสังข์ก็ชุดปกติ  ถ้าอยู่ในชุดผ้าตราสังข์จะมีหน้าเละเทะ  แต่ถ้าอยู่ในชุดปกติ  หน้าจะขรึม ๆ ขอบตาคล้ำเหมือนโดนยมทูตชกมา  ทั้งคู่ปรากฏกายพร้อมกับเสียงหมาหอน



บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 184  เมื่อ 04 พ.ย. 22, 12:28

พูดง่าย ๆ ว่าผมเข้าโรงหนังไปดู Ishtar (1987) เพราะอยากดู Warren Beatty  อ่านจาก SP บอกว่าหนังที่เธอเล่นเป็นหนังตลก  เล่าเกี่ยวกับนักร้องนักแต่งเพลงทึ่ม ๆ 2 คนที่ได้รับการว่าจ้างให้ไปเปิดการแสดงในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ประเทศ Morocco  ระหว่างอยู่ที่นั่นทั้ง 2 คนก็จับพัดจับผลูไปอยู่ท่ามกลางการขัดแย้งทางการเมือง  จากนั้นเรื่องก็โอละพ่อ

อ่านดูก็นึกในใจว่าคงได้ขำกันกลิ้งชนกันไปมาอยู่ในโรงฯ  ซึ่งเอาเข้าจริงก็ตลกดี  แต่ไม่ถึงกับ ‘กลิ้ง’  ผมเห็นว่าฉากขำที่สุดไม่ใช่จากการแสดงของคน  แต่เป็นการแสดงของ อูฐตาบอด ทุกฉากที่มันโผล่ออกมาเป็นฮา

ต่อมา  ผมได้อ่านข่าวเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ (ทาง SP ฉบับต่อ ๆ มา) ก็ได้รู้ความจริงว่า  หนังสร้างความดังให้กับฮอลลีวู้ดทีเดียว  คือมันเป็นหนังห่วยแตก  หนังเจ๊งหูรูดเมื่อเทียบกับทุนสร้างอันมหาศาล รายละเอียดเพิ่มเติมมาจาก Wikiฯ ว่าลงทุนไป 51 ล้าน (ค่าในยุคนั้น) ได้กลับมา 14 ล้าน ส่วนนักวิจารณ์ก็รุมกันสับเละ  Roger Ebert หัวหอกนักวิจารณ์ชื่อดังแห่งยุคให้ไว้แค่ ครึ่งดาว  พร้อมด่าว่า "Ishtar is a truly dreadful film. A lifeless, massive, lumbering exercise in failed comedy."  งานนี้เป็น talk of the year เลยเชียว

หนังฯ เข้าทำเนียบตำนานหน้าหนึ่งของฮอลลีวู้ดไปอย่างสง่าผ่าเผย  แต่อยู่ในด้านลบ  เวลาใครเอ่ยถึงตัวอย่างหนังเฮงซวย  ชื่อ Ishtar จะเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่มีการยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างชั้นดี

จนกระทั่งการมาถึงของ อตน. และ Wikiฯ  ซึ่งเล่ารายละเอียดเบื้องลึกเบื้องหลัง ฯลฯ ของหนังเรื่องนี้อย่างสนุกสนานดุจอ่านนิยาย  ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่ได้ชื่อว่าห่วยสลบนี้จะสร้างตำนานให้อ่านได้ยาวเหยียดขนาดนั้น

2 นักร้องนักแต่งเพลง



เหล่านักวิจารณ์ล้วนบอกเหมือนกันว่า  นักแสดงที่เล่นเก่งที่สุดในหนังฯ คือ เหล่าอีแร้ง กับ อูฐตาบอด

(เล่นเก่งจริง ๆ)


เรื่องของเรื่องเกิดในฉากที่ ตัวละครคนหนึ่ง (WB) ต้องไปบอกชายชื่อ Mohamed ด้วยโค้ดลับว่า ‘I want to buy a blind camel’  ปรากฏว่าเธอไปเจอ Mohamed จริงแต่เป็นคนละคนกัน  Mohamed คนที่เธอเจอไม่รู้เรื่องรู้ราวใด ๆ   ก็เลยพาเธอไปซื้ออูฐตาบอด 1 ตัว

(0.49 – ‘What the hell’s the matter with him? Is he blind?’…‘Well, yeah! He is but he’s in perfect condition’
1.11 - ‘Oh, God. I got a feeling something went wrong and now I own a blind camel’
4.07 – ‘Move the camel. Move the camel! The camel. Move the camel’… ‘Move the camel. Where?’…‘Anywhere. He's on my foot’… ‘Oh, Sorry’… ‘What the hell's the matter with that camel? Is he blind?’…‘Yeah’)

ความจริงยังมีฉากน่ารัก ๆ ของอูฐตาบอดดาวเด่นอีก  เช่นตอนผู้ก่อการร้ายสะกดรอยมันทางเครื่องเรดาร์  บนจอจะเห็นรอยตีนมันเดินสะเปะสะปะ (ก็เพราะว่ามันตาบอด)  ผู้ก่อการร้ายที่กำลังดูก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับมันละหว่า ฉากนี้ขำมาก  น่าเสียดายที่มันหายไปจาก youtube เสียแล้ว


ตัวอย่างหนัง


หมายเหตุ – ผมตามหารายละเอียด (มานาน) ของอูฐตัวที่ว่าว่ามันตาบอดจริงรึเปล่า  ก็ได้พบเกร็ดขำ ๆ ว่า...  And then there is the story of the blind camel on which Beatty and Hoffman trek across the desert. Of course, they couldn't use a real blind camel (too much trouble), so the camel trainers took off across the desert themselves in search of a rare blue-eyed camel that would photograph blind. (In fact, several rare blue-eyed camels were needed, since you never know when your No. 1 camel will break a leg)

"There's nowhere in Morocco to look at camels," says one crew member who took part in the search. "They have camel markets, but they're few and far between. So we ended up traveling in increasingly concentric circles around the location, trying to bump into nomadic tribesmen who had these camels."

It so happened that the first camel they found fit the bill. But it was like buying the first house you look at. You want to look at more. But after vainly checking out several more camel dealerships, they returned to the first one

"Here we are again. We want to buy your camel."
"Sorry," said the dealer, "You're too late. We ate it"


คุยถึง อูฐ แล้วทำให้นึกถึงครั้งที่ผมไปเที่ยวอินเดีย (เคยเกริ่นไปแล้วในช่วงหนัง The best exotic Marigold Hotel)  วันที่ไปถึงเมือง Jaisalmer เมืองที่มีชื่อเล่นว่า Gold City  เราไปเดินเล่นในตลาด  ผมเดินไปถึงร้านขายเครื่องหนังที่มีสินค้าโชว์อยู่เต็มร้าน  ส่วนใหญ่เป็นกระเป๋าหนังหลากหลายรูปแบบ
  
ขณะเดินชมอย่างเพลิดเพลิน  ผมเกิดความสงสัยจึงถามคนขายที่ยืนรอการต่อรองราคาอยู่ใกล้ ๆ ว่า  ใช้หนังอะไรทำ  คนขายตอบว่า ‘Camel’s (จริง ๆ แล้วเธอพูดว่า Camel เฉย ๆ คนขายเป็นชาวบ้านธรรมดา  คนอินเดียไม่ใช่ทุกคนที่คล่องภาษาอังกฤษ  แล้วก็ไม่ใช่ทุกคนที่พูดภาษาอังกฤษได้)’
 
ผมฟังแล้วก็ไม่ได้ติดใจอะไร  แค่อยากรู้  แต่อีกเพียงเสี้ยวอึดใจต่อมา  คนขายก็เสริมต่อว่า ‘Dead camel’

ผมหันไปมองหน้าคนขาย  คิดว่าคงเจอมุกฯ  ปรากฏว่าเธอหน้าตาบ้องแบ๊ว  

แหม... ใครวะจะบ้าถลกหนังอูฐเป็น ๆ มาทำกระเป๋า  ไม่เห็นต้องเน้นเลย


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 12519



ความคิดเห็นที่ 185  เมื่อ 04 พ.ย. 22, 18:35

ครูบ้านนอกในตำนาน

ขออนุญาตต่ออีกสักนิดหนา คุณโหน่ง ยิงฟันยิ้ม

พลังของครูบ้านนอก

ขอบคุณครูคำหมาน คนไค
เขียนครูบ้านนอกให้คนได้อ่าน
ขอบคุณ ปิยะ ตระกูลราษฎร์ ผู้เบิกบาน
ที่เปิดภาพทุกด้านของครูไทย

ยังจำพลังของหนังเรื่องนี้แม่น
เสียน้ำตาคับแค้นทั้งเด็กผู้ใหญ่
ปลุกอุดมการณ์ครูคนหนึ่งซึ้งสุดใจ
เรียนจบแล้วล้วนอยากไปไปเป็นครู
 
แม้วันนี้จะมีครูอยู่ทุกหน
แต่ครูคนชื่อปิยะยังจำอยู่
ครูบ้านนอกคนนั้น โปรดได้รู้
บุญของครูส่งพลันสวรรค์เทอญ

ชมัยภร แสงกระจ่าง
๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๕
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 186  เมื่อ 07 พ.ย. 22, 12:23

ขอโอกาสพิเศษบ้างครับ...   ยิ้ม

คั่นรายการตรงนี้ด้วย clip งานประกาศ Rock and Roll Hall of Fame ประจำปีนี้  ที่นำมาเสนอเพราะนักร้องคนโปรดตลอดกาลของผมนาม Carly Simon ได้รับการรับเลือก  มันเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดของวงการเพลง  แต่ละปีจะมีศิลปินได้รับการคัดเลือกเข้า Hall of Fame น้อยมาก  ไม่เกินหนึ่งโหล  อีกทั้งศิลปินที่ได้รับการพิจารณาไม่ใช่ศิลปินที่มีผลงานในปีนั้น ๆ แบบรางวัล Grammy  แต่เป็นศิลปินรวมทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่แรกเริ่มมาเลย เช่น Richie Valens ที่ตายไปตั้งแต่ปี 1959  ได้รับเลือกในปี  2001 เพราะฉะนั้นยิ่งนานปีโอกาสก็จะยากขึ้น


CS ไม่ได้มาร่วมเพราะกำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์เนื่องจากพี่สาว 2 คนของเธอเสียชีวิตแทบจะพร้อมกัน  คือในเวลาห่างกันเพียงแค่ 1 วัน  










บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 187  เมื่อ 08 พ.ย. 22, 13:01

ควันหลง...

พูดถึง Carly Simon แล้วต้องตามด้วย Linda Ronstadt  ทั้ง 2 คุ้นเคยกันเพราะเป็นศิลปินร่วมยุคและอยู่ค่ายเดียวกัน  ในยุคนั้นเรียกกันรวม ๆ ว่า west coast artists เป็นกลุ่มใหญ่และใกล้ชิดกัน  ตอนนั้นล้วนดัง ๆ  แก่น ๆ ที่เกาะกันเหนียวแน่นก็เช่น LR, วง Eagles, วง Doobie Brothers, James Taylor, J.D. Souther, Jackson Browne, Crosby - Still - Nash and Young, Nicolette Larson, Emmylou Harris, Karla Bonoff ฯลฯ  นอกเหนือจากนั้นก็เช่น Rita Coolidge, Carole King, Warren Zevon ฯลฯ แนวดนตรีของศิลปินพวกนี้คล้ายกัน  แต่ผมว่าแนวของ CS ต่างออกไป  ออกไปทาง pop/rock ไม่ใช่ country/rock

เวลาศิลปินพวกนี้จะทำเพลงออกมา  ศิลปินคนอื่น ๆ ถ้าว่างจะรีบมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ  บางทีให้เนื้อเพลงมาร้อง  บางทีมาร่วมเล่นดนตรี  บางทีมาร้อง backup ให้  บางทีมาช่วยในการผลิต  โน่นนี่  ที่ผมรู้เพราะนอกจากได้ความรู้จาก SP แล้ว  เวลาซื้อแผ่นเสียงของศิลปินเหล่านี้  ซองในหรือปกหลังจะบอกรายละเอียดในการผลิตแผ่นนั้น ๆ  อ่านแล้วจะพบชื่อศิลปินต่าง ๆ มากมายมาช่วยกันทำแผ่น (แผ่นของ LR ที่คนมาช่วยเยอะมาก  มาช่วยทุกแผ่นเลย  ความว่าเธอเป็นที่รักของทุก ๆ คน) เห็นแล้วเกิดอารมณ์สนุกร่วมไปด้วย

ตอนนี้หมดยุคที่ว่าไปแล้ว  แต่ละคนก็แก่ ๆ กันไป อายุแตะ 80 กันทั้งนั้น  บางคนก็ป่วย  บางคนก็ตายไปแล้ว  


ล่าสุดได้ดูสารคดีเรื่อง Linda Ronstadt: the sound of my voice (2019) เป็นสารคดีเรื่องยาวชั่วโมงครึ่งเล่าเรื่องการเดินทางของนักร้องหญิง LR ตั้งแต่เริ่มเข้าวงการในปลายยุค 60s  แล้วค่อย ๆ ไต่เต้าขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รับสมญานามว่า Queen of country rock ในยุค 70s  จากนั้นเธอก็กลายเป็นดาวค้างฟ้าของวงการเพลงมาตลอด  ไม่ว่าเธอจะจับอะไรเป็นดีงามไปหมด  เมื่อเปลี่ยนแนว rock มาเป็นแนว standard pop คนก็สนับสนุน  เปลี่ยนเป็น country แท้ ๆ คนก็ตามซื้อแผ่น  ย้อนกลับมาร้องเพลงแห่งรากเหง้าของตัวเอง (Mexican)  คนก็สรรเสริญ  แม้จะลองมาเล่นหนังก็เล่นได้ดีได้รับคำชม

อาชีพของเธอพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่มีแนวโน้มว่าจะหมดพลัง  แต่แล้ววันหนึ่งในปลายปี 2000s  เธอก็พบว่าจู่ ๆ เธอก็ไม่สามารถร้องเพลงในระดับคีย์โน้ตที่ร้องอยู่เป็นประจำได้

เธอรีบไปพบหมอและได้รับคำตอบชวนใจหายว่า  เธอกำลังเป็นโรค Parkinson  ตั้งแต่นั้นเธอก็รีบจัดการงานที่ค้างคาให้เรียบร้อย  เมื่อถึงปี 2011  เธอก็ออกประกาศเรื่องเกษียณอายุจากงานร้องเพลง  ในปี 2013 เธอให้สัมภาษณ์  ในช่วงหนึ่งเธอสารภาพว่า ‘… I can no longer sing a note…’

ผมว่าชีวิตของเธอน่าสงสาร  ทำงานหามรุ่งหามค่ำมาตลอด  แทนที่จะได้สนุกสนานกับเวลาส่วนตัวในวัยเกษียณ  กลับต้องมาป่วยอย่างชนิดที่ไม่มีทางหาย

LR ชอบเดินสายมาก  ในช่วงกำลังไต่เต้าเธอต้องการวงสนับสนุนเป็นของตัวเอง  ในฉากนี้เธอเล่าถึงตอนที่เธอพบกับ Don Henley (และ Glenn Frey) แล้วเกี้ยวให้มาร่วมงานกับเธอ  

DH และ GF ต่อมาแยกออกมาก่อตั้งวง rock ที่โด่งดังที่สุดวงหนึ่งของโลกคือ The Eagles (ถ้าเป็นเมืองไทยละก็  ในยุคนั้นไม่มีใครที่ไม่รู้จักเพลง Lyin’ Eyes  แม้แต่แม่ผมยังชอบฟัง)

การแยกตัวของคู่หูออกมานี้เป็นไปอย่างประทับใจคือ  ไปขออนุญาต LR ก่อน  ปรากฏว่านอกจากอนุญาตแล้วเธอยังทำหน้าที่เจ๊ดัน  สนันสนุนวง Eagles ในตอนต้นในทุกทาง



จุดกำเนิดแผ่นเสียงดังชื่อ Trio (Linda Ronstadt, Dolly Parton, Emmylou Harris) เป็นแนว country แท้ ๆ  ที่ข้ามไปดังทางฝั่งเพลง pop



ตัวอย่างสารคดี





ไม่มีใครย่อย clip เลย  ยังดีที่มีคนลงตัวสารคดีมาให้ชม



ตามประสบการณ์ผมว่านักฟังเพลงฝรั่งชาวไทยรู้จัก LR ครั้งแรกจากเพลง You’re no good  เพลงนี้ดังสนั่นไปทั่วทุกคลื่นวิทยุจนกลายเป็นเพลงโหล  หลังจากนั้นก็มีเพลง Tracks of my tears, Blue bayou ฯลฯ แต่ไม่มีเพลงไหนดังเท่า You’reฯ  

(นักดนตรีที่เธอแนะนำ  เป็นขาประจำในการผลิตเพลงในแผ่นเสียงของเธอด้วย  ผมรู้จักคุ้นเคย (ตอนนั้น (70s) แค่ชื่อ  ไม่เคยเห็นหน้า) เหมือนเป็นพี่ชายข้างบ้าน)


ผมเริ่มซื้อแผ่นเสียงของเธอแผ่นแรกก็เพราะเพลง You’reฯ นี้เช่นกัน  พอฟังแล้ว แหม... แนวเพลงถูกใจ  จากนั้นผมก็ตามซื้อแผ่นของเธอมาตลอด

ช่วงที่ผมโดนผีเข้าแล้วเขียนจดหมายไปหา Helen Reddy และ Carly Simon นั้น  ผมเขียนไปถึง LR ด้วย  ผมได้รูปพร้อมลายเซ็นจาก HR 1 ใบ  จาก CS 2 ใบ (ต่างช่วงเวลากัน)  แต่ไม่มีวี่แววจาก LR เลย

ผมแสนจะเสียใจ  ผมเป็นแฟนเพลงจากแดนไกล  ภาษาอังกฤษก็งู ๆ ปลา ๆ เธอน่าจะเห็นใจ

อย่างไรก็ตาม การดูสารคดีเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สาเหตุว่าทำไมผมถึงไม่ได้รับจดหมายตอบจากเธอ  เธอเล่าว่าเธอชอบเดินสายมาก  แล้วก็ไม่เคยจ้าง ผจก. ประจำตัว  เธอทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง  ตั้งแต่จัดตารางทัวร์  เตรียมเพลง (ออกแผ่นฯ) ฯลฯ  เวลาออกทัวร์ทีก็กินเวลาหลายเดือนเพราะอเมริกาใหญ่มาก  พอจบทัวร์ก็กลับมาทำงานบ้านซักเสื้อผ้า จัดเก็บข้าวของ แล้วก็เตรียมออกแผ่นเสียงแผ่นใหม่  เลือกเพลง  ซ้อมเพลง ฯลฯ  ซึ่งก็เหนื่อยแฮ่กแล้ว  ตอน จนท. บ.แผ่นเสียงให้เธอดูจำนวนจดหมายจากแฟนเพลง (ของผมก็คงรวมอยู่ในนั้น) ซึ่งกองเป็นภูเขาเลากา  เธอไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี  ก็เลยเฉยไปเลย

ถึงได้รู้ว่าเธอไม่ได้สนใจเฉพาะผม  แต่เธอไม่สามารถตอบสนองแฟนเพลงทุกคนเลย

หลงน้อยใจอยู่เกือบ 50 ปีแน่ะ


แนบตัวอย่างแผ่นเสียงของ LR มาให้ชม  ในช่วง peak (เธอออกแผ่นฯ ปีละครั้ง) แผ่นเสียงของเธอสวย ๆ ทั้งนั้น  ซื้อแล้วต้องรีบกลับบ้านมาแกะเปิดดู (แผ่นฯ ทุกแผ่นจะ seal ด้วยพลาสติก)  ทุกแผ่นจะเปิดกางได้แบบกางหนังสือเรียกว่า gatefold 

















บางแผ่น  ซองใน (ซองใส่แผ่น) ยังมีรูปสวย ๆ แถมมาให้ชมอีก  รวมถึงเนื้อเพลง  อย่าง 2 แผ่นข้างบน




แผ่นนี้ไม่มี gatefold แต่ออกแบบสวย  และได้รับรางวัล grammy สาขาออกแบบปกยอดเยี่ยม










บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 188  เมื่อ 08 พ.ย. 22, 14:07

เกิดความผิดพลาดอะไรบางอย่างครับ
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 189  เมื่อ 10 พ.ย. 22, 13:07

ตั้งแต่ย้ายกลับมา ‘รับใช้ชาติ’ นี่ยุ่งขิง  เวลาผ่านไปแสนจะรวดเร็ว  ทำให้ลืมหรือไม่ได้ทำโน่นนี่ที่คิดเอาไว้ นี่ก็ลืมปรับปรุงข้อมูลเดิมให้ทันสมัย  ลงไปแล้วเป็นวันเพิ่งมีเวลานึกได้  อ้าว... ลืม...


Linda Ronstadt ได้รับเลือกเข้าสู่ Rock and Roll Hall of Fame ในปี 2014  เธอไม่สามารถมาร่วมงานได้เพราะอาการป่วยอย่างที่บอก  แต่ในงานประกาศในช่วงของเธอมีศิลปินมากมายมาร่วมให้เกียรติ  แสดงถึงความยิ่งใหญ่บวกกับบุคลิกอันเป็นที่รักใคร่ของทุกคนจากทุกรุ่น



ศิลปินที่มาร่วมร้องเพลงของเธอมีตั้งแต่เพื่อนสนิทเก่าแก่คือ Emmylou Harris นักร้องแนว country หัวหอกคนหนึ่งของยุค  2 คนนี้รู้จักกันมาตั้งแต่ต่างยังกำลังเตาะแตะคือต้น 70s  รายละเอียดบนปกแผ่นเสียงแผ่นแรกของ LR ที่ผมเริ่มซื้อ (ไม่ใช่แผ่นแรกของอาชีพเธอ) คือ Don't Cry Now (1973) ก็มีชื่อ EH มาปรากฏในรายชื่อแขกรับเชิญแล้ว  เป็นชื่อที่ผมคุ้นเคยมากเพราะเห็นมาช่วยในงานของทุกแผ่นฯ ของ LR  จนกระทั่งผมเริ่มสนใจโดยเจาะจงและออกหาซื้อแผ่นฯ ส่วนตัวของเธอมาฟัง  แผ่นฯ หาซื้อยากเพราะคนไทยไม่นิยมเพลงฝรั่งแนว country  เพลงของเธอที่ออกอากาศในเมืองไทยจึงหาฟังยาก  ถ้าไม่ใช่สาวกหูติดลำโพงวิทยุแบบผมไม่มีทางเคยได้ยินเพลงของเธอ  เพลงของเธอที่ ‘ดัง’ ในบ้านเราคือเพลงนี้ (1981)

เป็นเพลงนำมาร้องใหม่  ต้นฉบับ (1954) เป็นของวงประสานเสียงรุ่นคุณแม่ (เทียบกับผม) คือ The Chordettes ที่โด่งดัง



ส่วนอีกเพลงของ EH ที่นักฟังเพลงฝรั่งชาวไทยประเภทหูติดลำโพงวิทยุจำได้  เป็นเพลงเฉพาะกิจเพราะเป็นเพลงเปิดรายการของ Nite Spots ช่วงที่ดำเนินรายการโดยคุณวาสนา วีรชาติพลี  ดีเจชื่อดังที่ดุสุดโคตร  แฟนรายการผู้ใดที่ถามปัญหาที่เธอคิดว่า ‘คำถามแบบนี้ไม่เห็นต้องมาถามชั้นเลย’ เป็นโดนเธอวี้ดออกลำโพงวิทยุให้ได้ยินกันทั่วประเทศ ผมได้ยินเป็นประจำ (แต่ไม่เคยมีประสบการณ์)  เพลงของ EH ที่ว่าคือเพลงนี้ (1976)



ศิลปินเก่าแก่ที่มาร่วมร้องเพลงเป็นเกียรติให้ LR ในงาน RRHF ที่เห็นใน clip ยังมี Bonnie Raitt  คนนี้ผมไม่เคยเห็นชื่อในรายชื่อแขกรับเชิญบนปกแผ่นเสียงของ LR อาจมาช่วยทีหลัง (หลังจากหมดยุคของเธอไปแล้ว) หรือมาช่วยทางการแสดงสด ฯลฯ  BR ได้รับเสนอชื่อเข้า RRHF ในปี 2000

ส่วนอีกคนใน clip ที่ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าสนิทกับ LR  คือ Stevie Nicks   คนนี้โดยส่วนตัวก็ดังสนั่นวงการเพลงร่วมยุคกัน  เธอเป็นนักร้องนำของวง Fleetwood Mac   นักฟังเพลงฝรั่งบ้านเราคุ้นเคยกับวงนี้ดี  ไม่ต้องโฆษณาอะไรมากมาย  วงฯ ได้รับเสนอชื่อเข้า RRHF ในปี 1998  

สมัยสาว ๆ SN สวยน่ารักไม่มีที่ติ  เป็นตัวเสริมความดังให้กับเธอ ผมไม่เคยติดตามงานของวงนี้  แต่มีช่วงหนึ่งที่เธอแยกออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว  แผ่นเสียงส่วนตัวแผ่นแรกของเธอกระหึ่มวงการเพลงทั้งที่บ้านเขาและบ้านเราจนผมอดไปหาซื้อมาฟังไม่ได้   เพลงของเธอในแผ่นนี้เพราะเสนาะหูทุกเพลง  ขออนุญาตนำเสนอ (เพราะไม่รู้จะไประบายที่ไหนให้ใครดี)

เพลงออกในปี 1981  นักร้องคู่คือ Tom Petty (ตายไปแล้ว  เป็นข่าวใหญ่ระดับหนึ่ง) จากวง Tom Petty & The Heartbreakers  ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้า RRHF ในปี  2002


อีกเพลงในแผ่นฯ ที่เพราะมาก

(จะเห็นความน่ารักของ SN อย่างจุใจ  ผมว่าเธอน่ารักมากกว่าสวย)


SN สร้างประวัติศาสตร์ให้กับ RRHF เนื่องจากได้รับการเสนอชื่อเข้าถึง 2 ครั้ง  คือในปี 1998 ในฐานะสมาชิกหนึ่งของวง Fleetwood Mac และในปี 2019 ในฐานะศิลปินเดี่ยว  เป็นสถิติที่ยังไม่มีศิลปินหญิงคนไหนทำได้

ส่วนนักร้องหญิงอีก 2 คนคือ Sheryl Crow ศิลปินรุ่นน้องออกไปทางลูกกับ Carrie Underwood ศิลปินรุ่นหลาน  ที่ผลงานของพวกเธอได้รับอิทธิพลจากแนวงานของ LR  ช่วงเวลาของนักร้องทั้ง 2 นี้อยู่นอกวงจรของผม  เลยไม่รู้จะคุยอะไร

สำหรับพิธีกรชาย  บางคนอาจคุ้นหน้า  เธอคือ Glenn Frey (อ่านว่า ฟราย) แกนนำของวง The Eagles  วงนี้ก็ได้รับการเสนอชื่อเข้า RRHF ในปี 1998  ปีเดียวกับ วง Fleetwood Mac  สมัยหนุ่ม ๆ  GF หล่อและเท่มาก  ยุคนั้นเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า  สื่อฯ ในบ้านเรามีแค่หนังสือ (สำหรับผมยังมีรูปจากแผ่นเสียงมานั่งพิจารณาเสริม) แค่เห็นภาพนิ่งก็กลืนน้ำลายแล้ว  GF ตายในปี 2016

ตบท้ายด้วย  ข่าวล่าสุดของ LR  

เธอได้ชื่อว่าเป็นคนเปิดเผย ไม่มีลับลมคมใน (ถึงเป็นที่รักของทุกคน)  บางคนถ้าป่วยแบบนี้ต้องเก็บตัวไม่ยอมออกข่าวด้วยกลัวเสียภาพพจน์ที่สั่งสมมานาน  ส่วนคนสัมภาษณ์คือ Maria Shriver เป็นสมาชิกหนึ่งของครอบครัว Kennedy (สืบจากทางแม่) เป็นอดีตเมียของ ลุง ‘Arnold’ เป็นแม่ของหนุ่มหล่อเห็นแล้วคลั่ง Patrick Schwarฯ


เอ... ลืมอะไรอีกรึเปล่าหว่า
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 190  เมื่อ 11 พ.ย. 22, 13:46

Inside Llewyn Davis (2013) หนังย้อนยุคกลับไปปี 1961 เล่าเรื่องราวชีวิตของนาย Llewyn Davis นักร้องเพลง folk ที่กำลังดิ้นรนหาทางที่จะสร้างชื่อเสียงและเก็บเกี่ยวความสำเร็จทางการเงินอีกครั้งหลังจากความล้มเหลวของอัลบั้มเปิดตัวของเขา Inside Llewyn Davis


นำเสนอในเรื่องเพลง folk เพราะ ๆ







ฉากตลกก็มี  คือฉากนี้เมื่อ LD พาแมวของเพื่อนบ้านไปเยี่ยมเพื่อนสาว  แล้วถือโอกาสค้างคืน  ตื่นเช้ามาก็ทำซุ่มซ่ามเผลอเปิดหน้าต่างห้องพักไว้ทำให้แมวหลบหนีออกไป  ระหว่างนั้นก็ได้รับข่าวว่า  เพื่อนสาวกำลังท้อง  แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อระหว่างตัวเขาเองหรือผัวเธอที่ตายไปแล้ว

เพื่อนสาวก็เลยตัดสินใจจะทำแท้งเพราะไม่อยากได้ลูกถ้าเกิด LD เป็นพ่อ (คือเป็นคนเฮงซวย) โดยให้ LD เป็นคนออกเงิน  ระหว่างกำลังโดนด่า (ที่เห็นใน clip)  จู่ ๆ LD ก็ขอร้องเพื่อนสาวให้ทำอะไรอย่างหนึ่ง  คือพอกลับไปถึง apartment แล้วช่วยแง้มหน้าต่างไว้เผื่อแมวมันคิดจะกลับมา

เพื่อนสาวก็ด่าว่าแมวมาอยู่แค่ 6 ชม.  มันจะกลับมาทำไม  แล้วตอนนี้ก็หน้าหนาวจะเปิดหน้าต่างให้แข็งตายหรือไง  LD ก็หงุดหงิดแล้วแว้ดว่า  ไม่รู้โว้ย  ชั้นไม่ใช่แมว  ทำแมวชาวบ้านหายก็รู้สึกผิดอยู่แล้ว

เพื่อนสาวมองหน้าแบบไม่เชื่อหูก่อนจะเหน็บว่า  แค่แกทำแมวชาวบ้านหายก็รู้สึกผิดแล้วเหรอ (แล้วทีแกทำชั้นท้องล่ะ)

ผมดูแล้วขำกลิ้ง  เลยส่ง clip ไปให้เพื่อนดู  เพื่อนบอกไม่เห็นขำเลย  คนเฮงซวยแบบนี้  ก็สมควรโดนด่า  อ้าว...



หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ดารา no name ชื่อ Oscar Isaac ดังขึ้นมา หลังจากนั้นเขาก็ได้รับบทดี ๆ มาตลอด

บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 191  เมื่อ 14 พ.ย. 22, 12:32

อยากเล่าเรื่องหนังชุดทางทีวีไม่ใช่หนังโรง  ที่เอามาเล่าตรงนี้เพราะมันเกี่ยวข้องกับหนังโรงที่ฉายมานานแล้ว  ดูแล้วอดเอามาเล่าไม่ได้

หนังชุดเรื่องที่ว่าชื่อ The Offer  (April – June 2022) เป็นหนังชุดขนาดสั้น (mini-series) ความยาว 10 ตอนจบ  เล่าเรื่องเบื้องหลังของการถ่ายทำหนังมหากาพย์เรื่องดังเรื่องหนึ่งของวงการบันเทิงคือ The Godfather (1972)

ผมไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะภาคไหน ด้วยเหตุผลว่าผมเป็นสัตว์รักสงบไม่ชอบเรื่องยิงกันเลือดสาดซึ่งฉากที่ว่ามีอยู่หนาแน่นในหนังเรื่องที่ว่า นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุที่ผมไม่สามารถอ้างตัวเองว่าเป็นนักดูหนังมืออาชีพ แม้จะแหกตาดูหนังมาเป็นพัน ๆ เรื่องแต่เป็นเรื่องที่ตามใจกิเลสความอยากดูของตัวเองเสียมากกว่า

พอเห็นหนังชุดเรื่องนี้มาฉาย  ตอนแรกบอกผ่าน จะไปดูทำไมในเมื่อตัวหนังเองฉันยังไม่เคยดู  แต่ช่วงนั้น reviews ของหนังชุดนี้ครึกโครมมาก  บอกว่าเรื่องราวของเบื้องหลังการสร้างหนังสนุกพอ ๆ กับตัวหนัง  อ่านแล้วทนฝืนความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองไม่ไหว  ก็เลยดูดมาดูซะหน่อยคิดว่าถ้ารับไม่ได้ก็ลบทิ้ง

พอได้ชิมแล้วปรากฏว่า โอ้โฮ... หนังสนุกอย่างที่มีคนคุยไว้จริง ๆ  นึกไม่ถึงว่าการสร้างหนังเรื่องนี้มีอุปสรรคมากมายและน่าตื่นเต้นจนสามารถแยกออกมาสร้างเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งได้

หนัง The Godfather เรื่องนี้สร้างโดย Paramount Studio ซึ่งในช่วงเวลานั้นหมดยุค ‘ยุคทองของฮอลลีวู้ด’ แล้ว  และสถานภาพของ Studio ก็กำลังย่ำแย่  บ. โดนซื้อเข้าไปอยู่ใต้ปีกของ บ. Gulf & Western ฯ อันเป็น บ. แม่  และในขณะนั้นก็กำลังเหงื่อแตกเพราะยังไม่มีหนังทำเงินมากู้หน้า  ทำให้ บ. แม่ร่ำ ๆ จะตัดเชือก

ผู้บริหารของ PS ตอนนั้นคือ Robert Evans ได้ตัดสินใจเฮือกสุดท้ายทำหนังออกมาเรื่องหนึ่งโดยหวังจะให้เป็นอัศวินม้าขาวกอบกู้สถานภาพของ บ.  หนังเรื่องที่ว่าเป็นหนังรักรันทดอันมีพื้นเพมากจากนิยายดังในช่วงนั้น  เพื่อถนอมต้นทุนให้ บ. ยังคงเอ็นดูอยู่เขาจึงให้เมียของตัวเองเล่นเป็นนางเอก  หนังเรื่องที่ว่าก็คือ




ผลในเวลาต่อมาปรากฏว่า ‘โป๊ะเช้ะ’  หนังดังถล่มทลาย   มาถึงตอนนี้ PS ต้องออกแรงอีกครั้งเพื่อสร้างหนังฮิตอีกเรื่องเพื่อพิสูจน์ให้ บ. แม่รู้ว่า ที่เรื่องแรกดังนั้น ไม่ได้ฟลุ้ค และนี่คือจุดกำเนิดของหนัง The Godfather  ซึ่งเข้ามาในวงจรบันเทิงอย่างไม่ราบรื่นเอาเลย  

เรื่องเริ่มจาก ผู้อำนวยการผลิตหนังทีวี Al Ruddy  เกิดเบื่อหน่ายอยากจะหาความก้าวหน้าทางจอใหญ่  กับนักเขียนไส้แห้งนาม Mario Puzo ที่เขียนเรื่องอะไรก็ไม่ดังจนกระทั่งเพื่อนแนะนำให้ลองเขียนเรื่องราวรอบตัวของเขา  หนังสือ The Godfather ก็ออกสู่ร้านหนังสือและกลายเป็นหนังสือขายดีตลอดกาลเรื่องหนึ่ง  

หนังสือฯ เตะตา AR  เขาอยากสร้างหนังจากหนังสือฯ นี้  แต่ก่อนอื่นต้องหาค่ายจัดจำหน่าย ต้นทุน ฯลฯ  เขาเล็งไปที่ RE แห่ง PS  การเจรจาสัมฤทธ์ผลด้วยดี  แต่บรรยากาศนั้นไม่ดีเนื่องจากเนื้อหาในหนังสือเกี่ยวข้องกับความโหดร้ายของกลุ่มมาเฟียอิตาลีในอเมริกา  แค่ฉบับหนังสือก็ทำให้ชื่อเสียงของชาวอิตาลีพลัดถิ่นในอเมริกาด่างพร้อยแล้ว  ยังจะมีการสร้างหนังออกมาตอกย้ำอีก

ตัวตั้งตัวตีในการก่อหวอดประท้วงก็คือ Frank Sinatra ซึ่งมีเชื้อสายอิตาเลียนและหลังจากได้ลองอ่านหนังสือแล้วพบว่าตัวละครเอกตัวหนึ่งในเรื่องเป็นนักร้องชื่อ Johnny Fontane มีบุคลิกเหมือนเขา  FS เริ่มกลยุทธ์ที่จะระงับการสร้างหนังเรื่องนี้ด้วยการเข้าหาแก๊งค์มาเฟียของจริงซึ่งมีทั้งหมด 5 แก๊งค์  มี Joe Columbo เป็นประธาน  

ข่าวนี้ดังกระหึ่มอเมริกา  บ. G&W ร้อนตัวกลัวบรรลัยเพราะไปยุ่งกับนักเลง  จึงเรียก ผอ. RE ของค่าย PS มาแล้วบอกให้ระงับการสร้างหนังฯ  RE กลับมาบอก AR แต่ ผอ. AR ไม่ยอมเพราะเห็นว่านี่คือการตลาดอย่างหนึ่งที่จะส่งผลให้กับความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ถ้าสามารถสร้างออกมาได้  และความสำเร็จก็จะส่งผลให้กับค่าย PS ด้วย

ระหว่างนี้  หัวหน้ามาเฟีย JC เริ่มการปกป้องพิทักษ์สิทธิ์ให้กับชุมชนของเขา  ถึงขนาดลักพาตัวผอ. AR ไปจับเข่าคุยแกมขู่ให้ล้มเลิกการสร้างหนังเรื่องนี้  แต่ AR มีจิตวิทยา  เขากล่อม JC โดยอ้างว่าเนื้อหาของหนังให้บรรยากาศคนละแบบกับในหนังสือฯ  ในหนังสือฯ โหดร้ายจริงอยู่  แต่ในหนังนั้นเป็นเรื่องภายในครอบครัว (ตรงนี้ไม่รู้จริงแค่ไหนเพราะไม่เคยอ่านและไม่เคยดู  แต่น่าจะจริงเพราะไม่งั้นผู้เกี่ยวข้องในการทำหนังชุด The Offer นี้เป็นโดนฟ้องตูดแหกไปตาม ๆ กันแล้ว) แถมยังชักชวน JC ให้ไปที่สนง. PS เพื่ออ่านบทหนัง (ฉากในหนังชุดช่วงนี้สนุกสุดขีด  เพราะ มาเฟียใหญ่เข้ามาบุก Studio)
 
JC ทำตามแต่พอได้เห็นบทหนังหนาเกือบ 200 หน้าก็เลิกสนใจที่จะอ่านประกอบกับเห็นความจริงใจของ AR  ก็เลยอะลุ้มอะล่วย  ขอแต่เพียงให้ลบคำว่า mafia ออกให้หมด  ส่วนเรื่องคัดง้างกับนักร้อง FS  ก็ขอให้มีการปรับบทใหม่ให้มีบทของนักร้อง JF เหลือน้อยที่สุด  ซึ่ง FS ก็พอใจ  บทนี้ตอนแรกนักร้อง crooner ชื่อ Vic Damone รับปากอย่างดิบดีแต่แล้วต้องรีบถอนตัวหลังจากถูกอำนาจมืดขู่  ส่วนใครมารับบทในที่สุดให้การบ้านไปหาชื่อเอาเอง  

และไม่ใช่แค่นั้น JC ยังสนับสนุนช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ แบบอยู่ในฉากหลังให้ด้วย  เนื่องจากทั้งผู้บริหาร G&W และ PS ไม่รู้เรื่องนี้ สรุปหนังผ่านไฟเขียวได้สร้าง  มี AR เป็น ผอ.  เขาเลือก ผกก. Francis Ford Coppola มาเป็น ผกก. เพราะมีเชื้อสายอิตาเลียน  และให้ MP ที่เขียนหนังสือเล่มนี้มาทำหน้าที่เขียนบทร่วมกับ FFC ด้วย


(L-R) Screenwriter Mario Puzo, director Francis F. Coppola, Paramount’s head of production Robert Evans and producer Albert S. Ruddy at the announcement event held to announce the filming of The Godfather

อุปสรรคยังมีต่อหลากหลาย  เป็นต้นว่า ต้องบริหารต้นทุนที่ บ.แม่ ให้มาแบบจิ๊บจ้อย  ในขณะที่ ผอ. AR ก็ต้องหันรีหันขวางตลอดเวลาเพราะแม้ว่า หน.แก๊งค์ JC จะสนับสนุน  แต่นี่เป็นกลุ่มนักเลง  การหักหลังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  และการนองเลือดก็เกิดขึ้นจนได้  ฯลฯ รวมถึงในที่สุด เมื่อความลับไม่มีในโลก ผู้บริหาร G&W และ PS ก็รู้เรื่องว่ามีแก๊งค์มาเฟียอยู่เบื้องหลังการทำหนังเรื่องนี้ทำให้เรื่องราวของหนังชุด The Offer สนุกขึ้นไปอีก

มีต่อ...
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 192  เมื่อ 15 พ.ย. 22, 12:41

ต่อ...

จะเล่าปัญหาในการสร้างหนัง The Godfather เฉพาะช่วงที่มีคนเอา clip ย่อยมาปล่อย

ฉาก หัวหน้าแก๊งค์ JC ลักพาตัว ผอ. AR มาเจรจาให้ล้มเลิกการสร้างหนัง



หลังจากได้รับความจริงใจจาก ผอ. AR หัวหน้าแก๊งค์ JC ก็ตอบแทนด้วยความจริงใจของตนโดยการช่วยเหลือให้งานสร้างหนังดำเนินไปได้โดยไม่ขลุกขลัก ฉากนี้เป็น 1 ในหลายปัญหาที่ JC ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ



ปัญหาเรื่องใหญ่ที่สุดแต่ JC ก็สามารถแก้ไขให้ได้เกิดขึ้นเมื่อในที่สุด ผอ. AR โดนไล่ออก และห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการสร้างหนัง  ก็เลยวุ่นวายไปหมดเพราะ AR เป็นหัวเรือใหญ่  การแก้ปัญหาของ JC มันมาก  คือใช้นโยบายแบบนักเลง ๆ  เสียดายไม่มี clip ย่อย

เพราะหนังได้รับอนุมัติทุนสร้างเพียงจิ๊บจ้อย  จึงไม่สามารถไปจ้างนักแสดงดัง ๆ ได้  บทหัวเรือใหญ่ของตระกูล Corleone คือ Don Vito C. นั้น  นักแสดงในฝันของ MP คือ Marlon Brando  แต่ก็ทำใจว่าคงไม่มีปัญญาจ้างอีกทั้ง PS ก็รู้สึกไม่ดีกับนักแสดงผู้นี้เพราะหนังเรื่องหลัง ๆ ไม่มีเรื่องไหนทำเงินเลย  อย่างไรก็ตาม MP เสี่ยงส่งหนังสือฯ ไปให้ MB อ่าน  ผลปรากฏว่า MB แจ้งกลับมาหน้าตาเฉยว่าอยากรับเล่นบทนี้

Clip นี้เป็นตอนที่ทีมงานหลักคือ AR, FFC, MP ไปหา MB ที่บ้านตามคำเชิญ  หลังจากคุยถูกคอ MB ก็สวมบท DVC ที่เขาคิดว่าควรจะเป็นให้ทีมงานดู  ผลคือ อ้าปากค้างกันหมด (clip ลากไปไม่ถึง  น่าเสียดาย)

(นักแสดง Justin Chambers สวมบท MB ได้น่าเชื่อถือมาก)


ในการถ่ายทำฉากของ DVC (ไม่รู้ฉากเปิดตัวป่าว)  ขณะเตรียมความพร้อมทีมงานก็เห็น MB กำลังเล่นกับแมวอยู่ที่ที่โต๊ะทำงาน  ผอ. AR สงสัยเพราะใน script ไม่มีแมว  ปรากฏว่าเป็นไปตามนั้น  แต่ขณะรอ MB เหลือบไปเห็นแมวจรจัดก็เลยอุ้มมาเล่น  ผกก. FFC เห็นเก๋ดีก็เลยคงไว้  แต่ความจริงไม่มีใครกล้าบอก MB ว่าให้โยนแมวทิ้งไปเพราะไม่อยู่ใน script  พอถ่ายเสร็จก็เกิดปัญหาเพราะเสียงแมวกรนดังสั่นหวั่นไหวกลบเสียงสนทนา  เลยต้องมีการตัดต่อเสียง


ไม่มีใครย่อย clip นี้เลย  น่ารักจะตาย


สำหรับผม  ปัญหาเด่นที่สุดในการสร้างเรื่อง The Godfather นี้อยู่ที่การหาตัวนักแสดงที่จะมารับบทตัวละครเอก Michael Corleone  แรกเริ่มเลย ผกก. FFC หมายตาที่นักแสดงโนเนมจากเวทีละครนามว่า Al  Pacino ที่ตอนนั้นเพิ่งเล่นหนังมาเพียง 2-3 เรื่อง  พอผู้บริหารทุกระดับรู้ข่าวก็พร้อมใจกันคัดค้านด้วยเหตุผลหลักคือ  ตัวเตี้ยจะตาย  แถมยังมีท่าทางตื่น ๆ  แล้วจะมีบารมีเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นเจ้าพ่อได้อย่างไร  ผกก. FFC ไม่ย่อท้อ  เขาเกลี้ยกล่อมเพื่อนซี้ ผอ. AR จนเป็นผลสำเร็จ

ฉากนัดเจอตัว AP



กว่าจะเกลี้ยกล่อมผู้บริหารต่าง ๆให้ยอมตกลงจ้าง AP  เล่นเอาหืดขึ้นคอ  พอเสียงออกมาเป็นเอกฉันท์  ปรากฏว่า AP ดันไปรับเล่นหนังเรื่องอื่นเสียแล้ว  ผอ. AR เลยต้องออกแรงอีกเฮือกไปเกลี้ยกล่อม ผอ. RE ผู้บริหาร PS ให้ใช้กำลังภายในไปกระชากตัว AP มาให้ได้



ตอนเข้าฉากถ่ายทำฉากแรกเป็นช่วงเวลา Christmas  เบื้องหลังกองถ่ายมองเห็นปัญหาในการเลือกตัว AP อย่างเด่นชัด ‘He is barely seen above that pile of presents he is carrying’  ไม่มี clip ย่อย  ผมเลยหาของจริงมาให้ดูพอเป็นแนว



ในระหว่างการถ่ายทำก็มักหาตัว AP ไม่ค่อยเจอ  ไม่ใช่เพราะเกเร  แต่ความที่ตัวเตี้ยทำให้กลืนหายไปกับคนอื่น ๆ ที่ตัวสูงกว่า  (ฉากนี้ตลกดิ้น – FFC: Where the fuck is Pacino? I can’t find him’ / AR: He’s right over there)

อย่างไรก็ตาม  ตัวอย่างการถ่ายทำฉากนี้ไม่เป็นที่ประทับใจผู้บริหารทั้งหลาย  เสียงลือออกมาว่าจำต้องเปลี่ยนตัว (ในหนังฯ ใช้คำว่า fire)  ผกก. FFC ร้อนตัวที่สุดเลยร่วมมือกับ ผอ. AR ดึงฉากที่คิดว่าผู้บริหารระดับสูงได้ดูแล้วจะต้องอึ้งในฝีมือของ AP  ออกมาถ่ายทำก่อน  ฉากนี้โป๊ะเช้ะ  ทุกคนอึ้งไปตาม ๆ กัน

ซ้ายสุดใส่แว่นที่นั่งไม่ติดคือ ผอ. ระดับสูงของ G&W บ. แม่ของ PS  


นี่คือฉากจริง ๆ ของหนัง



ยังมีปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย  แต่เล่าได้ไม่มันถ้าไม่มี Clip เสริม  รวมถึงฉากเบื้องหลังที่ผมว่าเยี่ยมมาก  คืองานเลี้ยงอาหารเย็นก่อนวันถ่ายทำหนัง  ผอ. AR และ ผกก. FFC เชิญนักแสดงทุกคนที่รับบทเป็นสมาชิกและคนใกล้ชิดของครอบครัว Corleone มากินข้าวร่วมกัน  ร่วมพูดคุยให้ครื้นเครง (break the ice)

พอถึงเวลาเข้าประทำที่นั่งรอบโต๊ะอาหารปรากฏว่านักแสดงเหล่านั้นต่างพร้อมใจกันสวมบทเป็นสมาชิกของครอบครัวฯ ในเรื่อง และเลือกที่นั่งตามตำแหน่งในครอบครัวฯ  ทุกคนแสดงบุคลิกที่ตัวเองจะต้องแสดงในหนัง  มีการทะเลาะเบาะแว้ง  ขัดคอกันระหว่างกินข้าว  โดยเอาบทที่ตัวเองอ่านมาแสดง ฯลฯ  เป็นฉากที่ทำเอา AR และ FFC อ้าปากค้างไปเลย  ส่วนคนดูหนังชุด The Offer เช่น ผม ก็จะได้เห็นนักแสดงของหนังชุด The Offer  แสดงเป็นนักแสดงจริง ๆ (AP, MB, James Caan ฯลฯ) ที่กำลังสวมบทสมาชิกของครอบครัว Corleone  เล่นเอาขนลุก

เมื่อหนังเสร็จเรียบร้อย ผอ. AR แสดงความจริงใจอีกครั้งโดยแอบเอาม้วนหนังที่ยังไม่มีใครได้ชมไปปิดโรงฉายให้แก๊งค์มาเฟียดูโดยเฉพาะ  อันเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อภาพพจน์ของ ‘เบื้องบน’ มาก  

นี่คือฉากรอบ premiere

RE ผอ. โรงถ่าย PS มากับ AM ที่ตอนนี้กลายเป็นอดีตเมียเพราะความบ้างานทำให้ AM หนีไปมีชู้กับ Steve McQueen ระหว่างการถ่ายทำหนัง The Getaway


สรุปแล้ว The Offer เป็นหนังชุดที่สนุกมาก  (แต่นักวิจารณ์ไม่ชอบ  'ชั่ง' มันปะไร  ฉันชอบซะอย่าง) บรรยากาศไม่เครียดเหมือนหนัง GF  มีความตลกออกมาเนือง ๆ  แต่ฉากยิงกัน (เช่น หัวหน้ามาเฟีย JC โดนยิงเพราะสมาชิกเห็นว่า 'อ่อน'  และหันไปโปรดวงการบันเทิง  จำต้องกำจัด) ก็ทำเอาช็อคเหมือนกัน


ตัวอย่างหนังชุด


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 193  เมื่อ 17 พ.ย. 22, 11:51

Lilting เป็นหนังเล็ก ๆ จากเกาะอังกฤษออกฉายในวงแคบเมื่อปี 2014  หนังเข้าประกวดในงานเทศกาล Sundance อันเปรียบเสมือนงานประกวดหนัง Oscar สำหรับผู้สร้างอิสระและได้รับรางวัล "Cinematography Award: World Cinema Dramatic"

เนื้อเรื่องของหนังเล่าถึงครอบครัวชาวจีนในอังกฤษ  ประกอบด้วยแม่และลูกชายวัยรุ่น  โดยปกติวัยรุ่นเป็นวัยที่สงวนความเป็นส่วนตัว  แม่ลูกคู่นี้ก็เช่นกัน  ลูกแยกไปอยู่ต่างหาก  แต่จะกลับมาเยี่ยมแม่เป็นประจำ  แต่แล้ววันหนึ่งลูกก็หายหน้าไป  และไม่มาเยี่ยมแม่อีกเลย  นั่นเป็นเพราะว่าวันนั้นขณะเดินทางไปเยี่ยมแม่ตามปกติ  เกิดอุบัติเหตุเธอโดนรถชนตาย (ผมจำไม่ได้ว่าเธอรู้ข่าวตอนไหน...)

แม่หัวใจสลาย  วัน ๆ เธอพยายามรำลึกถึงความทรงจำระหว่างตัวเองกับลูก  วันหนึ่งก็มีชายหนุ่มมาตามหา  จากนั้นความเป็นส่วนตัวของลูกก็เผยออกมาว่า  ลูกมีแฟนเรียบร้อยแล้วโดยที่ไม่เคยแพร่งพรายให้เธอรู้เลย  แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงนั่นคือ  ชายหนุ่มคนนั้นเป็นคู่ของลูกชาย
 
คน 2 คนสูญเสียคนที่ตัวเองรักที่สุดอันเป็นคน ๆ เดียวกันไป  ต่างจึงพยามยามทำความเข้าใจ  ปัญหาอยู่ที่แม่เป็นคนจีนโบราณพูดภาษาอังกฤษไม่ได้  และไม่สามารถทำใจให้เข้าใจในวัฒนธรรมฝั่งตะวันตกได้ ตัวละครที่ตายในเรื่องปรากฏอยู่ในหนังอยู่เนืองๆ  แต่อยู่ในภาคความทรงจำทั้งของแม่และแฟนตัวเอง



การพบกันระหว่างแม่กับแฟนลูกต้องอาศัยล่าม



(1.16 –- แม่: ‘He was my only child’ / แฟนลูก: ‘He was my life. He was my half. Don’t translate that. She doesn’t know that we were together’)


ฉากทรงพลังอยู่ท้ายเรื่องซึ่งไม่ใครย่อย clip มาปล่อยเลย  น่าเสียดาย

ตัวอย่างหนัง

(1.26 เป็นฉากท้าย ๆ เรื่องที่แม่พยามยามลดทิฐิมานะลงเพื่อพยายามเข้าใจลูกชาย  เธอตัดสินใจเดินทางมาพบแฟนลูกชายที่บ้านเพื่อดูว่า 2 คนนี้ใช้ชีวิตกันอย่างไร  แม่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษแต่เมื่อเห็นสีหน้าบอกความทุกข์ของแฟนลูกเธอก็ใจอ่อนลง  ‘…I know you miss him' แฟนลูกชายบอก 'I don’t know what to do. I miss him tremendously…’


เป็นหนังดราม่าหนัก ๆ ที่น่าติดตาม  หลังจากดูจบก็รู้ว่านอกจากนักแสดงนำชาย Ben Whishaw แล้ว  บทแม่ก็เด่นมาก ๆ  อ่านจาก credit ท้ายเรื่องเขียนว่าเธอชื่อ Chen Pei-Pei   ชื่อช่างคุ้นหู  แล้วผมก็ย้อนกลับดูฉากของเธอในหนังแล้วความทรงจำก็ผุดขึ้นมาว่า  เธอคือ ‘เจิ้ง เพ่ย เพ่ย’ ดาราดังของค่าย Shaw Brothers นั่นเอง




ในสมัยเด็ก ๆ ผมเคยดูหนังของเธอในโรงฯ  ป้าสะใภ้ผู้ฝักใฝ่ในหนังไทย/จีนเป็นคนพาไป  ผมจำได้ว่าหนังของเธอที่เคยดูเป็นหนังฟันดาบแต่จำอะไรนอกเหนือจากนั้นไม่ได้เลย  จำได้ว่าในยุคนั้นมีดาราจีนฝ่ายหญิงที่ดังมาก ๆ ก็ หลินปอ หลีชิง แล้วก็ เจิ้ง เพ่ย เพ่ย นี่แหละ

ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เห็นเธออีก



บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33408

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 194  เมื่อ 17 พ.ย. 22, 13:11

จำเจิ้งเพ่ยเพ่ยได้จากหนังกำลังภายในยุคแรกๆของชอว์บราเธอร์   ตอนนั้นยังไม่มี TVB และ ATV ทางโทรทัศน์   เรื่องที่ดังมากคือ หงษ์ทองคะนองศึก  มีภาค 1  แล้วก็ทำภาค 2 ต่อมา

เธอเป็นดาราดังของชอว์   หลังจากเล่นหนังไปหลายเรื่องก็แต่งงาน ได้ข่าวว่าย้ายไปอยู่อเมริกากับครอบครัว  ผ่านไปหลายสิบปี ลูกเต้าคงโตๆไปหมดแล้ว  ก็ย้อนกลับมาเล่นหนังฮ่องกงอีกในบทป้าบทยาย

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 11 12 [13] 14 15 ... 17
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.073 วินาที กับ 19 คำสั่ง