เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 10
  พิมพ์  
อ่าน: 3816 ฉากประทับใจในหนังเก่า (4)
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6348


 เมื่อ 30 พ.ค. 22, 14:15

เปิดกระทู้ใหม่ ด้วย

             เข่า(ข่าว + เขา) ว่า Top Gun: Maverick ได้รับการตอบรับอย่างดี ทั้งที่บ้านเขาและบ้านเรา
             ย้อนนึกกลับไป 36 ปี ก่อน, ความทรงจำเกี่ยวกับ Top Gun ก็คือหนังพาฝัน ฉันจะบิน ของหนุ่มสมัยนั้น
นำเสนอภาพนักบินเท่ ฉากบินเฟี้ยวเฟี้ยร์ซ ผ่านพล็อตง่ายๆ ถ่ายภาพสวย และโดดเด่นด้วยเพลงประกอบที่ฮิทติดหูเพลงนี้ 

         
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6348


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 30 พ.ค. 22, 14:16

               เพราะภาคต่อเรื่องนี้ ทำให้ได้เพิ่งทราบข่าวเกี่ยวกับ Val Kilmer ซึ่งกลับมาปรากฏในหนังช่วงสั้นๆ ว่า
ป่วยด้วยมะเร็งลำคอ ได้รับการผ่าตัดเปิดหลอดลม ทำให้ไม่สามารถออกเสียงได้ปกติ
               หนังเรื่องนี้จึงน่าจะเป็น "เพลงหงส์" ของเขา

https://edition.cnn.com/2022/05/26/media/val-kilmer-top-gun-maverick/index.html

            "Top Gun: Maverick" is a likely swan song for Kilmer, who underwent a tracheotomy
that has completely altered his voice. Kilmer revealed he had throat cancer in 2017, and has largely
stepped away from acting.
และ
             จำต้องใช้ - A.I. to craft a computer-generated replica of the actor's voice that could read his lines.

ส่วน อดีตนางเอก Kelly McGillis นั้นก็ขอเก็บภาพเธอจากในคลิปเพลงข้างต้นนั้นไว้ในความทรงจำ


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 31 พ.ค. 22, 08:30

เปิดกระทู้ใหม่ ด้วย

             เข่า(ข่าว + เขา) ว่า Top Gun: Maverick ได้รับการตอบรับอย่างดี ทั้งที่บ้านเขาและบ้านเรา
             ย้อนนึกกลับไป 36 ปี ก่อน, ความทรงจำเกี่ยวกับ Top Gun ก็คือหนังพาฝัน ฉันจะบิน ของหนุ่มสมัยนั้น
นำเสนอภาพนักบินเท่ ฉากบินเฟี้ยวเฟี้ยร์ซ ผ่านพล็อตง่ายๆ ถ่ายภาพสวย และโดดเด่นด้วยเพลงประกอบที่ฮิทติดหูเพลงนี้  
      

อดเสริมไม่ได้ว่า... ในเรื่องนี้ สุดหล่อของผม Kenny Loggins ร้องเพลงดังอันดับ 2 คือ Danger Zone ฟังด้วยเครื่องเสียงในโรงฯ จังหวะชวนขยับขาเป็นที่สุด




ในยุคนั้น (70s) ผมว่า KL เป็น 1 ในนักร้อง (เอาเฉพาะแขนงนี้) ที่หล่อที่สุด  ผมรู้จักเพลงของเธอเยอะแยะ  แต่ไม่เคยซื้อแผ่นเสียงของเธอเลยสักแผ่น


ยิ่งอายุมากยิ่งหล่อ  (ไม่นับตอน แก่ นะ) ... ต้นฉบับ เธอจะร้องคู่กับ Stevie Nicks จากวง Fleetwood Mac



แต่เพื่อนสาวของผมจะแย้งว่า Glenn Frey หล่อกว่าย่ะ  แม้จะเห็นต่างแต่ปรากฏว่าผมมีแผ่นของ Eagles เยอะแยะ




บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 31 พ.ค. 22, 08:59

ฝอยเรื่องหนังต่อ...

Mars Attack! (1996) อ่านชื่อก็รู้แล้วว่าเนื้อเรื่องเกี่ยวกับอะไร  เป็นหนังแนวสยองขวัญปนตลกตามแนว ผกก. Tim Burton

การเผชิญหน้า



บุกทำเนียบขาวและจุดจบของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง



จุดจบของประธานาธิบดี Jack Nicholson



แล้วเริ่มบุกโลก



จุดอ่อนของชาวดาวอังคารซึ่งนำไปสูจุดจบ





ชอบฉากนี้ที่สุด อยู่ในช่วงที่มนุษย์ดาวอังคารบุกทำเนียบขาวเพื่อหวังสังหารประธานาธิบดี Jack Nicholson และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง Glenn Close





ตัวอย่างหนัง



เพลงที่ลวงชาวอังคารไปสู่จุดจบมีชื่อว่า Indian love call ร้องโดย Slim Whitman

เป็นเพลงดังอันดับ 2 ในปี 1952

บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 01 มิ.ย. 22, 08:45

ใครที่เสพย์เรื่องบันเทิงต่างประเทศมาโดยตลอดจะรู้ว่า  ในยุค 70s มีหนังดราม่าดี ๆ ที่ได้รับทั้งคำชมและรางวัลมากมายมาฉายในบ้านเรา เช่น  Network, Nashville, Papillon, Godfather 2 ภาคแรก, All the president’s men, The French connection ฯลฯ

ผมเป็นคนหนึ่งที่รู้ข่าวคราวของหนังเหล่านี้มาโดยตลอด  แต่ทว่าในช่วงเวลานั้นอายุผมอยู่ในช่วงต้นวัยรุ่น  เป็นช่วงที่ไม่ได้สนใจหนังเนื้อหาหนัก ๆ แบบนี้  ก็เลยไม่เคยได้จ่ายเงินเข้าโรงฯ ไปดูสักเรื่อง  นี่ถ้าผมเกิดก่อนสัก 10 ปี  หนังเหล่านี้ไม่มีทางพลาดสายตา (ถั่ว ๆ)

อย่างไรก็ตามพอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่  ประสบการณ์ชีวิตทำให้ความสนใจในเนื้อหาของหนังเปลี่ยนไป  ผมก็ตามเก็บหนังดีที่ไม่เคยสนใจในสมัยก่อนไปเรื่อย ๆ
 
Chinatown (1974) ก็เป็นอีกเรื่องที่ในตอนนั้นไม่เคยคิดที่จะดู  ผมรู้แต่ว่าหนังดังถล่มทลาย  ได้ทั้งเงินและกล่อง (เข้าชิง 11 Oscars)  ความดังของมัน  ขนาดที่ผมไม่เคยสนใจ  แต่ยังจำภาพบางภาพได้ติดตา  เช่น poster หนัง  และรูป Jack Nicholson มีปลาสเตอร์ปะไว้ที่จมูก  ซึ่งอย่างมากก็สงสัยว่า  แกไปทำอีท่าไหนมาละหว่า




เมื่อวาน (ไม่ใช่เวลา ณ ปัจจุบัน) ก็มีคนเอาหนังเรื่องนี้มาปล่อย  เห็นภาพตัวอย่างที่ติดตามาแต่เด็กประกอบกับตอนนี้แก่แล้ว  ทำให้คิดอยากดู  ก็เลยไปดูดมาดู (เพื่อเก็บคะแนนความเป็นนักดูหนังมืออาชีพ)

หนังเล่าเรื่องได้สนุกมาก  โดยเริ่มจากมีผู้หญิงคนหนึ่งมาว่าจ้างนักสืบ Jake ให้สืบว่าผัวตัวเองซึ่งเป็นผู้มีหน้ามีตาในวงสังคมคือมีตำแหน่งเป็น Chief Engineer ของ Water and Power Department ของเมือง LA นั้นมีอีหนูซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่ง  Jake รับค่าจ้างแล้วดำเนินการสืบสวน  แต่จากเรื่องธรรมดา ๆ มันบานปลายขึ้นไปเรื่อย ๆ กลายเป็นเรื่องฆาตกรรมอำพรางโดยมีเรื่องการเมืองอยู่เบื้องหลัง  เนื้อเรื่องมีรายละเอียดยิบ  เล่าคร่าว ๆ ได้เท่านี้…
 
สืบไปได้หน่อยก็งานเข้าเมื่อพบว่าผู้หญิงคนที่มาว่าจ้างแต่แรกนั้นเป็นใครก็ไม่รู้  คนนี้ต่างหากที่เป็นเมีย Chief Engineer ที่แท้จริง



เมื่อสืบต่อไปเรื่องถลำลึกลงไปเรื่อย ๆ บางครั้งก็ชนตอ… อันเป็นต้นเหตุของภาพดังติดตาผมมาตั้งแต่เด็ก

4.20 – คนตัวเล็กคือ Roman Polanski ผกก. หนังที่นึกสนุกลงมาร่วมเล่นด้วย (ไม่รู้คิดค่าตัวในฐานะนักแสดงด้วยรึเปล่า) หนังเรื่องนี้เป็นงานที่ทำในอเมริกาเป็นเรื่องสุดท้ายก่อนเกิดเรื่องอื้อฉาว (เคยเล่าให้ฟังแล้ว) ทำให้ต้องระเห็จหนีออกไปนอกประเทศและไม่สามารถกลับเข้ามาได้อีก


แล้วออกโชว์โฉมนี้กับคนดูไปหลาย 10 นาที



ฉากเด็ด ๆ

(ข่าวเล่าว่าฉากนี้ถ่ายซ้ำหลายครั้งเพราะ JN ไม่กล้าตบแรง ๆ กลัว FD จะเจ็บ  กลับเป็นว่า FD รำคาญและสั่งให้ JN ตบจริงๆ ไปเลยจะได้จบ ๆ ไป  ผลคือภาพที่เห็นใน clip ซึ่ง JN มาเปรยทีหลังว่า  รู้สึกผิดอย่างมากทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่การตัดสินใจของเขา... ดูฉากนี้แบบงง ๆ ไปก่อน  พรุ่งนี้จะเฉลย)


มีต่อ...
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 02 มิ.ย. 22, 08:34

Chinatown ต่อ...

ฉากเบา ๆ ก็มี



หนังดำเนินเรื่องไปอีกนาน  จนผมชักเริ่มสงสัยว่า  ทำไมยังไม่เห็นฉากหรือเนื้อหาเกี่ยวข้องกับชื่อเรื่องคือ Chinatown  เลย  ปรากฏว่ามันมาโผล่ในฉากจบ

0.04 – นี่คือ John Huston เป็น ผกก. มือทำเงินและนักล่ารางวัลในยุคทองของฮอลลีวู้ด  ผลงานของเขา (ทั้งกำกับ – เขียนบท – แสดง) ได้เข้าชิง Oscar เป็นว่าเล่น  และคว้ามาได้ 2 ตัว
 
ในปี 1948 เขากำกับหนังเรื่อง The treasure of the Sierra Madre จนได้รับ Oscar  ในเรื่องนี้เขายังกำกับพ่อของตัวเองคือ Walter Huston จนได้รับ Oscar นักแสดงประกอบชายยอดเยี่ยมด้วย

มาปี 1985 เขาก็กำกับหนัง Prizzi’s honor  ซึ่งได้เข้าชิง Oscar 8 สาขารวมทั้งสาขา ผกก.  ซึ่งพลาดไป  แต่ที่ไม่พลาดและเป็นรางวัลเดียวของหนังที่ได้ Oscar คือบทนักแสดงประกอบฝ่ายหญิงซึ่งได้แก่ลูกสาวของเขาเองคือ Anjelica Huston  ความสามารถในการกำกับ พ่อและลูก ของตัวเองจนได้รางวัล  ทำให้ตัวเขามีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของเวที Oscar

ในด้านการแสดง  ตัวเขาเองก็เคยได้เข้าชิง Oscar สาขาการแสดง (ประกอบ) ในปี 1964  แต่พลาดไป

ในเรื่อง Chinatown นี้ JH เล่นเป็นพ่อของเมียตัวจริง (ที่เล่นโดย Faye Dunaway) ของ Chief Engineer ที่ต่อมาโดนฆาตกรรม เป็นคนมีจิตใจโสมม  คือเคยข่มขืนลูกสาวตัวเอง (FD) จนท้องและออกลูกเป็นสาวคนที่เห็นในฉาก  สาว Katharine คนนี้จึงเป็นทั้งน้องสาวและลูกสาวของ FD (คือสาเหตุของฉากกระหน่ำตบของ Jake เพราะคิดว่า FD ตอแหลจนต้องตบล้างน้ำ)
 
หนังจบด้วยประโยค "forget it Jake, it's Chinatown."  ประโยคนี้  ถ้านั่งดูในโรงในยุคนั้น  ไม่มีทางรู้ที่มาที่ไปของมันหรอก  แต่ในยุคจรวด อตน. ที่ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของคำว่า ‘ไม่รู้’  ค้นหาได้ง่ายว่า  มันเป็นอุปมาอุปมัย ‘It has become a mantra for those who have been burned or snubbed by the entertainment industry, the implication being that it's better to "let it go" than make an issue of it, because that's just how the industry works’


ย้อนกลับไปตอนนั่งดูหนังเรื่องนี้ไปได้หน่อยก็ชะงักชั่วคราวแล้วกลับไปค้นว่าเคยดูหนังของ Jack Nicholson เรื่องแรกในชีวิตเมื่อไร (ขออีกนิด... ถ้าไม่ใช่ยุค อตน. ก็นั่งคิดไปเถิด) ก็พบว่าเป็นปี 1981  เธอเล่นใน The postman always ring twice (1981 – หนัง remake ของต้นฉบับปี 1946) คู่กับ Jessica Lange  จำได้ว่าดูที่โรง EMI  ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วก็ไม่ได้ติดใจอะไร  นอกจากฉาก ‘กระหน่ำเซ็กส์’ บนโต๊ะทำอาหารในครัวที่ติดตามาหนึ่งเพลิน  ผมไม่เคยคิดว่า JN หล่อเลย  อีกทั้งไม่ชอบแววตา  เป็นแววตาของคนเจ้าเล่ห์  คบไม่ได้

แต่ในหนัง Chinatown นี่  เอ... ทำไมท่านหล่อจัง  แววตาที่สรุปไว้ว่าร้ายกาจกลับดูเหมาะกับเธอในวัยหนุ่ม (ใหญ่... 37)  พอดูมาถึงฉาก love scene ใน clip นี้ (1.29) สรุปได้ว่าตอนหนุ่ม ๆ เธอหล่อ (และเซ็กซี่) เต็มพิกัด  พิจารณาแล้ว  ผมชอบจมูกของเธอจัง  โด่งเป็นสันได้รูปเข้ากับโหนกแก้ม





หนังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Oscar 11 สาขารวมถึงหนังยอดเยี่ยม ผกก. ยอดเยี่ยม ดารานำชาย-หญิงยอดเยี่ยม  แต่ได้มารางวัลเดียวคือ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบทหนังที่สมบูรณ์ที่สุดบทหนึ่งเท่าที่มีการเขียนกันมา  บทหนังเรื่องนี้ใช้เป็นตัวอย่างหลักในวิชาสอนการเขียนบทหนังในทั่วทุกสถาบันการศึกษาและงานสัมมนาทั้งในและนอกอเมริกา

ตัวอย่างหนัง


(Fun fact: เนื้อเรื่องของหนังเกิดในปี 1937  JN เกิดในปี 1937  ขณะเล่นเรื่องนี้ (1974) เขามีอายุ 37 ปีพอดี)

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33340

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 02 มิ.ย. 22, 09:30

ดาราแก่ๆหลายคนที่ร่วงโรย หน้าตาดูไม่ได้     ลองย้อนกลับไปตอนหนุ่มตอนสาวเถอะ  หล่อสวยอย่างไม่น่าเชื่อกันทั้งนั้นค่ะ

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33340

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 02 มิ.ย. 22, 09:31

หน้าหล่อๆในยุค 70s

บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 03 มิ.ย. 22, 08:43

ตอนที่ช่อง TCM โฆษณาว่าจะมีหนังเรื่องหนึ่งมาฉาย  มันชื่อว่า Strawberry blonde (1941)  พอเห็นชื่อนักแสดงนำแล้ว  ผมวงเอาไว้เลย  อย่าพลาดนะแก

เรื่องราวของหนังย้อนยุคไปปลาย 1800s  ที่เหล่าหญิงสาวยังรักนวลสงวนตัวอยู่  หนุ่มชาวนิวยอร์คคนหนึ่งไปหลงรักสาวผม strawberry-blonde  แต่อ่อยเหยื่อไม่ติด  เหยื่อดันไปหลงใหลเพื่อนของหนุ่มแทน  เจ้าตัวเลยจับพลัดจับผลูไปได้เพื่อนของสาวที่น่าหลงใหลน้อยกว่า  อย่างไรก็ตามกาลเวลาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า  สาวคนนี้แหละคือ the right one

Plot หนังสมัยก่อนเบา ๆ  มาปัจจุบันมีหนังออกฉายไปแล้วเป็นล้านเรื่อง  plot หนังปัจจุบันจึงต้องซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ  ไม่งั้นคนดูเบื่อกันหมด

นักแสดงนำระดับแม่เหล็กขนาดโต  หนุ่มพระเอกคือ James Cagney (เคยเล่าถึงไปแล้ว)  สาวผม strawberry-blonde คือ Rita Hayworth  เพื่อนหนุ่มคือ Jack Carson  เพื่อนสาวคือ Olivia de Havilland

สิ่งแรกที่ทำให้ต้องดูเพราะอยากเห็น ODH  ผมหลงใหลเธอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว  หน้าเธอสวยหวานมาก  (แม้ภาพเธอใน Gone with the wind จะไม่สวยเลย)
 
แต่ที่อยากเห็นมากกว่าเพราะไม่เคยเห็นเธอในระบบ action มาก่อนคือ Rita Hayworth  รู้มานานแล้วว่าเธอเป็นดาราใหญ่มากในยุค 40s  ถึงฝีมือการแสดงของเธอจะสู้ความเป็นดาราไม่ได้  อีกสิ่งหนึ่งที่ติดอยู่ในสมองมาตลอดคือ รู้มาว่าวันหนึ่งเธอได้แต่งงานกับเจ้าชาย (Aly Khan) เลยกลายเป็นเจ้าหญิง (ก่อน Grace Kelly)  ตอนเด็ก ๆ ได้ยินชื่อเจ้าหญิงสวยชื่อ Yasmin Aga Khan  มาประติดประต่อในภายหลังว่าคือลูกสาวของทั้ง 2 นี่เอง

เอาแค่นี้ละกัน  เราคุยกันเรื่องหนังนิ  ไม่ใช่ประวัติดารา


RH กับ JC



ฉากนี้ดูแล้วอิ่มใจจัง  สวยสูสีกัน

(0.14 - ดู รอบเอว ของ 2 สาวดิ  ตรงกับพังเพยโบราณว่า เอวเล็กเหมือนมดตะนอย  น้าคนสวยเคยเล่าว่าตอนสาว ๆ รอบเอววัดได้ 20 นิ้ว  รอบเอวสาวสมัยนี้... โอ้...)


ยังผิดฝาผิดตัวอยู่



We are meant for each other…

(หนังผสมสีซึ่งออกมาสวยมากโดยเฉพาะ ODH)


ตอนจบ  ดูแรก ๆ นึกว่า RH จะเป็นตัวนำ  ปรากฏว่าไม่ใช่



ตัวอย่างหนัง



ความสามารถที่ Rita Hayworth ทำได้ดีมาก  และมากกว่าการแสดงคือการร้องและเต้นรำ  Fred Astaire เคยบอกว่าเธอเป็นคู่เต้นคนโปรดเลยแหละ  







น้าสาวคนสวยของผมเคยเล่ามาตั้งแต่ผมยังเด็ก ๆ ว่า RH เต้นรำในเรื่อง Salome ได้วาบหวามมาก



RH เป็นดาราที่มีคุณสมบัติสมกับคำจำกัดความของ ‘ดารา = ดาว’ คืออยู่สูงเกินเอื้อม  เลยไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วดาวดวงนั้นมันเป็นอย่างไร  กล่าวคือ ชีวิตจริงของเธอมีแต่ความทุกข์  แต่งงาน 5 ครั้ง  เพราะหาความสุขไม่ได้เลย  ลงท้ายก็อยู่คนเดียว  ติดเหล้าและตายด้วยโรคความจำเสื่อม



บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 06 มิ.ย. 22, 08:26

หนังที่กำกับโดย Tim Burton ล้วนมี plot แปลก ๆ น่าสนใจมากมายรวมทั้งเรื่องนี้ Sleepy hollow (1999) เล่าเรื่องย้อนยุคไปปี 1799  เกี่ยวกับตำรวจหนุ่ม Ichabod Crane มาสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญชื่อ Sleepy Hollow และพบว่าฆาตกรคือปีศาจ

จุดกำเนิดของปีศาจ



Ichabod เป็นตำรวจหนุ่มไฟแรง



การเผชิญหน้าระหว่าง Ichabod กับปีศาจ



ที่พำนักของปีศาจ





สาเหตุที่ทำให้ปีศาจต้องเป็นฆาตกรและตอนจบ



ตัวอย่างหนัง





บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 07 มิ.ย. 22, 09:01

Gone girl (2014)  เป็นหนังลึกลับนำมาซึ่งการสืบสวนหาความจริง  ตอนออกฉายหนังสร้างปรากฏการณ์สามารถทำเงินไปได้ 369 ล้านเหรียญทั่วโลกจากต้นทุนเพียง 61 ล้านเหรียญ  แม้หนังจะยาวกว่า 2 ชม.  แต่สนุกและน่าติดตามทุกขณะ  สมควรนำมากล่าวถึง

เนื้อเรื่องว่าด้วยวันหนึ่ง ครูสอนการเขียนนิยายกลับมาบ้านก็พบว่าเมียตัวเองหายไป  เธอหายไปได้อย่างไร  อะไรหรือใครเป็นต้นเหตุให้เธอหายไป  เรื่องที่แย่กว่านั้นคือการที่เธอหายไปนานอย่างไร้ร่องรอยทำให้ผู้คนตั้งเป้าสงสัยว่าเป็นการฆาตกรรม  และตัวเขาคือผู้ต้องสงสัยคนแรก

ถ้าเล่าต้องยาวยืด  มาฟังคุณ‘Morble Channel’ สรุปดีกว่า


(ขอบคุณคุณ‘Morble Channel’)


ตัวอย่างหนัง


(หมายเหตุ – clip ที่คนย่อยลง youtube ไม่แสดงนัยสำคัญของตัวหนังเท่าไรเลยไม่เอามาลง อย่างไรก็ตาม มีฉากที่ 'มัน' มากคือฉากน้องสาวของพระเอก  ที่พอรู้ว่าพี่ชาย 'หน้าหม้อ' ขี่นักเรียนของตัวเอง  เธอด่าเช็ด  ฮู้ย... สำนวนเด็ดมันจนต้องทำสำเนาส่วนตัวเก็บไว้ดู  เอาไว้ศึกษาเผื่ออยากด่าใคร (ฝรั่ง))

บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 08 มิ.ย. 22, 09:38

Mini series 3 ตอนจบ (ย่อยเป็นตอนสั้น ๆ ท่านผู้อ่านจะได้ไม่หนักใจที่จะอ่าน)...

ตอนเขียนถึง Gods and Monsters  จำได้ว่า ‘จาร เอ่ยว่าชอบ Brendan Frazer  แล้วก็เอ่ยว่าเคยเห็นครั้งแรก (ถ้าจำไม่ผิด) จากเรื่อง Bedazzled  ทำให้นึกได้ว่าผมเคยเห็นเธอมาก่อนหน้านั้น  แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าเธอเป็นใครเพราะยังไม่ดัง

เช็คชื่อเรื่องไปแป๊บก็ได้คำตอบ  สมัย อตน. นี่หาอะไร ๆ ได้ง้ายง่าย  ง่ายจนไม่รู้สึกภูมิใจในความพยายามของตัวเองเลย  ถ้าเป็นสมัยก่อนหน้า  งมไปเหอะ  พลิก Starpics หาไปเถอะ  วันหนึ่งคงเจอ  แต่ถ้าเจอแล้วมันภูมิใจจัง  เฮ้อ... เจอจนได้  ประมาณนี้  แล้วก็คิดถึง ทิวลิบ กูรูตอบปัญหาของ SP  แสดงว่าเธอต้องเก็บข้อมูลไว้เยอะมาก  ใครถามอะไร  เธอตอบได้หมด  ทั้งหนังและเพลง  เก่งที่สุด

คำตอบของคำถามที่ว่าคือเรื่อง School ties (1992)  แล้วความทรงจำก็ผุดขึ้นมาว่าได้ดูในยุควิดีโอ  เป็นของ บ. CVD ฯ  แสดงว่านานมากกกกก  นานเข้าข่ายที่สุดจะปะติดปะต่อรายละเอียดใด ๆ  ได้  พอเปิด Wikiฯ อ่านก็จำได้แบบกระท่อนกระแท่น  เปิด Youtube ก็รู้เรื่องเฉพาะฉากที่คนลงต้องการนำเสนอ  แต่เอามาเกี่ยวโยงกันไม่ได้  clip ไหนมาก่อนมาหลังก็จำไม่ได้

ลงท้ายก็เลยไปดูดหนังมาดูใหม่ให้มันรู้เรื่องรู้ราวไปเลย  เอามาเล่าแบบมั่วนิ่ม  ไม่ปะติดปะต่อ  ก็จะเป็นการมักง่าย  ไม่ให้เกียรติท่านผู้อ่านที่ให้ความกรุณาติดตามผลงาน


เรื่องราวของหนังย้อนไปในยุค 1955 เล่าถึง David (Brendan Frazer) หนุ่มจากครอบครัวชาวยิวชั้นแรงงานที่ได้ทุนการศึกษาด้านการกีฬาเข้าไปเรียนในโรงเรียนประจำระดับมัธยมปลายที่มีชื่อเสียงของรัฐ Massachusetts  เป็นการเดินตามความฝันที่จะได้มีโอกาสเรียนต่อใน Harvard  เธอเข้าไปเรียนในปีสุดท้าย  ดังนั้นจึงเป็นที่สนใจของทุกคนทุกระดับในโรงเรียน

แต่ความเป็นเด็กยิวทำให้ชีวิตของเธอใน 1 ปีสุดท้ายนั้นไม่สดใสเอาเลย

เปิดเรื่องด้วยทิวทัศน์ย้อนยุค

(เพลง Ain't that a shame ของ Fats Domino  บ้านเราเปิดแต่เพลง Blueberry Hill)



หนังปูพื้นให้คนดูรับทราบว่าหนุ่มยิว David ผู้นี้ ‘ไม่ใช่เด็กแหย’



คนที่พาพ่อหนุ่มเข้าโรงเรียนคือโค้ชกีฬาของโรงเรียน  



พอไปถึงก็มีการเตือนล่วงหน้าหน่อยว่า...

แสดงว่าหนุ่ม David พอระแคะระคายแต่ไม่ได้ตระหนักเรื่องปัญหาของการเหยียดเชื้อชาติ

(รถ Ford Country Squire Woody สุดเจ๋ง)



มีต่อ...
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 09 มิ.ย. 22, 08:22

School Ties - ต่อ...

หนุ่ม David ได้รู้จักเพื่อนร่วมชั้นอันเป็นกลุ่มเด็กที่ล้วนมาจากครอบครัวชั้นแนวหน้าของสังคม (ในฉากนี้จะเห็นนักแสดงหนุ่มหน้าใสคุ้นตามากมาย  ในปี 1992 ที่หนังออกฉายนั้นไม่มีใครรู้ว่าต่อไปในภายภาคหน้า  นักแสดงเหล่านี้บางคนจะไปได้ดีในวงการแสดงจนมีชื่อเสียงหรือมีชื่อเสียงติดหูคนเกือบทั่วโลก  มีหนังที่ตัวเองเล่นในบทนำทำเงินมากมาย เช่น  Chris O’Donnell กับ Matt Damon  ส่วนอีก 2 คน  ตัวเล็กกว่าคือ Cole Hauser เคยดูหนังที่เธอเล่นมาบ้าง ไม่ดังเท่า 2 คนแรก  ส่วนตัวโย่งคือ Randall Batinkoff  นี่เงียบกริบ  เห็นหน้าแล้วจำได้ว่าครั้งดูทางวิดีโอชอบมาก  สูงดีจัง – 193  บทในหนังเธอคือ Head Prefect ของชั้นเรียน)



แรก ๆ ก็เข้ากันได้ดีกับคนอื่น ๆ  ถึงกับ (บางครั้ง) เป็นหัวโจกในการล้อเลียนครู

หนุ่มน้อยถอดเสื้อโชว์กล้ามนี่  ตอนนี้ทุกคนรู้จักดีว่าคือใคร  ในเรื่องนี้บทของเธอมีความสำคัญเป็นรอง

ที่ 0.52 - หนุ่ม David เริ่มจะระแคะระคายได้ว่าเพื่อนของเขาล้วนเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติ

ที่ 0.57 - ผู้ที่เข้ามาขัดจังหวะคือ Mr. Clearly เป็นครูสอนวิชาฝรั่งเศสและเป็น House Master ของตึก  ผู้สวมบทคือ Željko Ivanek นักแสดงชาวอเมริกัน  ผมจำชื่อนี้ได้ไม่มีลืม  เพราะไม่เคยอ่านชื่อออก  นั่นเป็นเพราะครอบครัวเธออพยพมาจาก Yugoslavia  จากหนังเรื่องนี้ต่อมาเธอมาโด่งดังทางหนังทีวี  ได้รางวัลทางการแสดงมากมาย  อ้อ... เธอจบจาก Yale  น่าภูมิใจแทนจัง

เพลงในฉากนี้คือ Smokey Joe’s Café ของ The Coasters เป็นเพลงที่ผมก็เพิ่งเคยได้ยิน  ตอนเด็ก ๆ วิทยุบ้านเราเคยเปิดเพลงของวงนี้มาบ้าง  ที่ดังแบบสุดกู่คือเพลงนี้…
)


การแก้แค้นของ Mr. Clearly ต่อหนุ่มใส่แว่นดำที่ไม่ยอมปิดเพลงใน clip ที่แล้ว



ผลคือพ่อหนุ่มได้รับความอับอายและคิดมากจนสติแตก  ต้องนำส่งโรงพยาบาล และต้องออกจากโรงเรียนในที่สุด



กลับมาที่ David หลังจากได้ระแคะระคายว่าพรรคพวกของตนล้วนฝักใฝ่การเหยียดเชื้อชาติ  เธอก็เริ่มระวังตัว  สัญชาตญาณเตือนสติว่าควรจะทำตัวอย่างไร



ในเรื่องกีฬา David พิสูจน์ได้ว่าการที่เธอได้ทุนเข้ามาเรียนนี้ไม่ใช่เรื่องฟลุ้ค  เธอกลายเป็นดาวดังทำชื่อเสียงให้กับโรงเรียนและเป็นที่หมายปองของสาว ๆ หนึ่งในนั้นเป็นของหวงของ Matt Damon  เธอเคยโดน David หักหน้าตอนเล่นกีฬาโรงเรียน (ไม่ใช่เพราะแกล้งแต่เพราะ MD ฝีมืออ่อนอันจะทำให้โรงเรียนแพ้เกม)  และหลังจากสาวสลัดรักโดยไม่ใยดีไปหา David แทน  ความแค้นที่สั่งสมก็สูงขึ้นเป็นทวีคูณ

โอกาสแก้แค้นมาถึงเร็วกว่าที่คาดเมื่อจู่ ๆ เธอก็พบว่า David เป็นยิวแต่ปกปิดไว้โดยตลอด  เธอไม่รอช้าที่จะกระจายข่าว

(มุขแก้แค้นนี้ผมฟังแล้วไม่เข้าใจ  ท่าจะเป็นโจ๊กเกี่ยวกับการเยาะเย้ยชาวยิวที่อยู่ห่างไกลจากสังคมของเรา
1.31 – ไม่ใช่ backstabbing kite  ต้องเป็น backstabbing kike  คำว่า kike เป็นแสลงของคนอเมริกันผิวขาวใช้พูดเพื่อเหยียดหยามคนยิว)


มีต่อ....
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 10 มิ.ย. 22, 08:53

School Ties – ต่อ...


หลังจากความลับเปิดเผยแล้ว  ก็ไม่จำเป็นต้องหลบๆ ซ่อนๆ  ดูเหมือนคนที่ทำให้เสียใจที่สุดคือ roommate ของตัวเอง (Chris O’Donnell)



ปฏิกิริยาลูกโซ่ตามมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่สาวบอกเลิกรักด้วยเหตุผลเพราะเป็นคนยิว  จนมาถึงฉากเหล่านี้

(เจ้าแว่นเริ่มกวนตีนด้วยการแกล้งฮัดเช้ยว่า Ah-Jew   ส่วน roommate ของ David เตือนว่า Would you grow up, for Christ’s sake? แสดงว่าเธอก็อนาทรร้อนใจแทนเพื่อนร่วมห้องไม่น้อย
0.43 – เจ้าแว่น: Look… My name is Richard Collins. What's yours, Reece-berg?  … เจ้าแว่นถากถาง roommate ของ David (ในหนัง  ตัวละครที่ CD สวมบทนี้ชื่อ Chris Reece) ว่าฝักใฝ่ในยิว (เธอเอานามสกุลมาล้อโดยเติมคำว่า ‘berg’ อันเป็นสร้อยที่ชาวยิวในเยอรมันชอบเอาไปรวมกับนามสกุลของเผ่าพันธุ์ของตน ลงไป)  ถ้าผมเป็น Reece  ไอ้นี่ต้องโดนผมตบแว่นกระเด็นหวือไปแล้ว  แล้วตามด้วยชกหน้า (หล่อๆ ของ)  Ben Affleck โทษฐานเสือกไม่เข้าเรื่อง)

 
หนังมาถึงช่วงใกล้จะจบ เมื่อถึงวิชาสอบไล่วิชาหนึ่ง  จากการสังเกตลักษณะตัวละครนี้มาแต่ต้นแล้วพบว่าตัวละคร (MD สวมบท) เรียนไม่เก่งเท่าไร  แต่ความที่อยู่ในครอบครัวชั้นสูง  พ่อพี่ล้วนเรียนเก่ง ๆ ทั้งนั้นก็เกิดการเครียดกลัวไปไม่รอดจึงคิดจะโกง

(roommate ของเธอคือ RB ตำแหน่ง head prefect เจ้าโย่งสูง 193 ขวัญใจของผม)


จาก clip ที่แล้ว  MD สัพเพร่าทำให้ครูจับได้ว่ามีการโกงเกิดขึ้นเพียงแต่ไม่รู้ว่าใครทำเพราะในโพยเขียนเป็นอักษรตัว block (อักษรตัวใหญ่เช่น A-S-D-F ฯลฯ เป็นต้น)  เลยเทียบลายมือไม่ได้  อ. เลยคาดโทษว่าถ้าส่งตัวผู้ทำผิดมาให้ไม่ได้  จะปรับตกทั้งชั้น

ทุกคนก็ร้อนตัวกลัวเรียนไม่จบกัน เลยต้องพยายามหาว่าใครคือตัวก่อเหตุ  ในขณะที่ David ซึ่งแอบเห็น (2.22 ของ clip ที่แล้ว) และหาทางบอก MD ให้มอบตัวเสีย  แต่ MD ไม่ยอม  เธอขอร้องต่าง ๆ นานาจนถึงการติดสินบน David


เมื่อไม่มีใครยอมรับ  เลยต้องเข้าที่ประชุมโหวตเสียงว่าควรจะเป็นใคร

(0.47 – Dillan (MD) ทำแสบสุด)


ฉากต่อ ๆ มาคือ...


“Alright. I'll go to the headmaster and I'll lie”



“I've come to confess that I was cheating on the exam”



“No, David. You did no such thing. I saw Dillan (MD) cheat on the exam. He was my roommate for four years. I am sorry (ที่ไม่ได้ช่วยนายก่อนหน้านี้)”


เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย  บรรดาครูก็ขอให้ David อยู่เรียนต่อจนจบ  พ่อหนุ่มพยักหน้า


Headmaster: Then it’s settled. I’d like to forget this ever happened.
David: No, Sir. You’re never going to forget it happened because I’m going to stay and every day you see me, you’ll remember it happened.
You used me for football. I’ll use you to get into Harvard.
นั่นเป็นเพราะตัว Headmaster เองก็เคยเหยียดหยาม David มาก่อนในตอนต้นเรื่อง  แต่ต้องพยายามทำใจเพื่อชื่อเสียงของโรงเรียน (ทางด้านกีฬา)


ตอนจบ… สะใจดี



Brendan Frazer เล่นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 3 อายุ 20 แก่ ๆ  หน้าตามีทั้งความหล่อและสวย  แต่บุคลิกเป็นแมนมาก การแสดงของเธอเด่นจนได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์  แต่ไม่แรงพอที่จะส่งให้มันเป็นหนังทำเงิน  



ไม่รู้เพราะไม่ชอบแสดงบทดราม่ารึเปล่า  บทในหนังเรื่องต่อ ๆ มาจึงเป็นบทเบา ๆ เสียส่วนใหญ่ แต่ก็ไปได้ดี  แสดงว่าเป็นตัดสินใจที่ถูกต้อง

บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 13 มิ.ย. 22, 08:30

กว่าจะก้าวมาถึงวันนี้ได้...




Making Love (1982) เป็นหนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับชนชาวเกย์โดยตรงเป็นเรื่องแรกที่ผลิตโดย Major Studio (คือ 20th Century Fox) ของฮอลลีวู้ด

เนื้อเรื่องเล่าถึงชายที่มีครอบครัวแล้ว  ได้ไปเจอหนุ่มเกย์แบบเปิดเผย  การพบกันนี้ไปปลดกลอนประตู ‘ตู้เสื้อผ้า’ ของเขาให้เปิดออกในที่สุด  กลายเป็นรัก 3 เส้า  หนังจบแบบให้บรรยากาศที่ ‘เศร้า’


(แต่ก่อนมี clip ย่อย ๆ มากมาย  บัดนี้หายไปหมดแล้ว)


หนังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเพราะยุคนั้น  อย่าว่าแต่มีใครเอา plot มาทำหนังฉายให้ชาวบ้านดูเลย  เรื่องจริง ๆ ยังเก็บซ่อนอยู่มิดชิด แต่ Studio อยากลองของแปลกใหม่  ทุกอย่างมีอุปสรรคกันหมดโดยเฉพาะการหาตัวนักแสดงชายมาเล่นบทนำ 
 
Harry Hamlin ผู้รับบทเกย์หนุ่มแบบเปิดเผยเล่าไว้เนื่องในโอกาสที่หนัง ‘pioneer’ เรื่องนี้ครบรอบการฉายมานาน 40 ปีซึ่งเป็นการสร้างก่อนโรคเอดส์ระบาดใหญ่ ว่า  เพราะเป็นหนังจาก major studio  จึงต้องหานักแสดงให้สมกับสถานะภาพของ studio  แต่นักแสดงชั้นนำระดับหัวแถวในขณะนั้นเช่น William Hurt, Michael Douglas, Harrison Ford ฯลฯ  ต่างปฏิเสธโดยไม่ต้องคิดซ้ำสอง  เพราะเป็นห่วงภาพพจน์ของตน

บทที่ว่ามาถึงเธอซึ่งก็เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงของยุคคนหนึ่ง  agent ให้กำลังใจว่าไม่ต้องกลัวเสียภาพพจน์  ไม่มีใครเชื่อว่า HH จะเป็นเกย์เพราะว่าตอนนั้นเธอมีข่าวดังคับวงการว่ามีลูกแล้วกับ Sex bomb ชื่อ Ursula Andreas

HH เล่าต่อว่า Studio หวังไว้เหลือเกินว่าคนจะมาซื้อตั๋วดูดาราชายที่มีชื่อเสียงจูบกัน (อีกคนคือ Michael Ontkean อีกหนึ่งนักแสดงที่มีชื่อเสียงในขณะนั้น)  เป็นครั้งแรกของวงการฮอลลีวู้ด  เธอบอกว่าฉากจูบกันเป็นของจริงซึ่งในสมัยนั้นไม่มีใครกล้าแสดง  แต่ฉาก ‘บนเตียง’ ใช้นักแสดงแทน



เมื่อหนังสร้างเสร็จก็เอาออกฉายเป็นการภายในก่อน

ข่าวเล่าว่า เมื่อ Marvin Davis มหาเศรษฐีน้ำมันชาวเดนเวอร์ซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าของ 20th Century-Fox เมื่อได้ดูถึงกับโว้กว้ากว่า ‘You made a goddamn faggot movie!' แล้วก็ผลุนผลันเดินออกไปจากห้องฉายโดยที่หนังยังไม่จบ 

ทาง Studio อ้าปากค้าง ‘ฉิบหายแล้ว ทำไงดีละหว่า  สร้างออกมาแล้วด้วย’ นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ Studio ไม่รู้จะทำอย่างไรกับหนังดี  เลยดองไว้เกือบ 1 ปีเพื่อหากลยุทธทางการตลาดก่อนจะตัดสินใจเอาออกฉาย  แต่ผลลัพธ์คือคนดูรับ plot แหวกแนวนี้ไม่ได้  จากปากต่อปาก  คนเลยไม่ไปดูกัน  หนังก็เลยเจ๊ง  ความซวยแผ่มาถึงนักแสดงนำชายแท้ 2 คนที่หางานคุณภาพทำไม่ได้อีกเลยหลังจากหนังเรื่องนี้ออกฉาย

เวลาผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบันที่เรื่องเกย์เป็นเรื่องสาธารณะ  มีคนทำหนังเกย์คุณภาพต่าง ๆ ออกมาให้ชมดาษดามากมาย  ทั้งหญิง/หญิงและชาย/ชาย  วงการบันเทิงของอเมริกาจึงมองย้อนกลับไปและยกให้หนัง Making Love เรื่องนี้เป็น ‘The mark of the beginning of a turning of the tide for depictions of gay characters in movies and on television’


Soundtrack ของหนัง  ส่วนที่เป็นเพลงร้อง  เป็นเสียงของ Roberta Flack  เพลงชื่อเดียวกับชื่อหนัง  ปรากฏในตอนจบของเรื่อง (clip โดนถอดออกไปแล้ว) ผมว่าเป็นเพลงที่เพราะมาก  แนวถนัดของเธอเลยแหละ  เสียดายที่หนังไม่ดังและไม่ทำเงิน  เพลงของเธอเลยไม่มีแรงสนับสนุน  ขึ้นไปถึงแค่อันดับ 13 ก็ร่วง



(หมายเหตุ – ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ทางวิดีโอ เป็นหนังเกย์เรื่องแรกในชีวิต ก่อนเปิดดูรู้สึกตื่นเต้นมาก  พอได้ดูแล้วความตื่นเต้นลดลง  สาเหตุมาจากมันเป็นวิดีโอผี  ภาพไม่ชัด  คุณภาพแย่กว่า clip ที่เอามาให้ชมนี้เสียอีก  ไหนจะต้องเงี่ยหูฟัง  ไหนจะต้องเขม้นตามอง)

บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 10
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.063 วินาที กับ 19 คำสั่ง