เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10 ... 24
  พิมพ์  
อ่าน: 20102 สมบัติเจ้าคุณตา
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33146

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 105  เมื่อ 04 มิ.ย. 21, 09:23

ประมาณนี้ละค่ะ  คือเป็นกระโหลกเสือที่อ้าปากเห็นเขี้ยวใหญ่น่ากลัวมาก  มีบางส่วนหุ้มด้วยนากเพื่อเพิ่มมูลค่า
 
ขอบคุณคุณเพ็ญชมพูและคุณธสาคร  

ในยุคโน้น การได้ซากสัตว์ป่ามาประดับบ้านเป็นเรื่องธรรมดา   ตามฝาบ้านหลายแห่งมีเขากวางประดับไว้ เอาไว้แขวนหมวก    หนังเสือเอาไว้ทำพรมเป็นแผ่นใหญ่ปูบนไม้กระดานอีกที    กระดองกระก็แขวนไว้เป็นของแต่งผนังห้องเช่นกัน  


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 106  เมื่อ 05 มิ.ย. 21, 09:42

ประมาณนี้ละค่ะ  คือเป็นกระโหลกเสือที่อ้าปากเห็นเขี้ยวใหญ่น่ากลัวมาก  มีบางส่วนหุ้มด้วยนากเพื่อเพิ่มมูลค่า
 
ขอบคุณคุณเพ็ญชมพูและคุณธสาคร  

ในยุคโน้น การได้ซากสัตว์ป่ามาประดับบ้านเป็นเรื่องธรรมดา   ตามฝาบ้านหลายแห่งมีเขากวางประดับไว้ เอาไว้แขวนหมวก    หนังเสือเอาไว้ทำพรมเป็นแผ่นใหญ่ปูบนไม้กระดานอีกที    กระดองกระก็แขวนไว้เป็นของแต่งผนังห้องเช่นกัน  

จำได้ว่า  หลังบ้านคุณยายเป็นเรือนแถวไม้  ไว้ให้คนใช้อยู่  มี เขา 2 เขา ติดอยู่ที่ข้างฝา 2 ข้างเหนือประตูห้อง  ตอนนั้นไม่รู้ว่าเขาอะไร  เคยถามคุณยายถึงรู้ว่าเป็นเขาของ กระทิง

ถามต่อว่า ทำไมไม่เอามาโชว์บนบ้าน คุณยายบอกว่า ไม่ชอบ

ตอนนั้นเด็ก  สมองยังไม่พัฒนา  เลยไม่ได้ถามต่อว่าทำไมถึงไม่ชอบ

อ่านถึง อ. เล่าเรื่องหนังเสือ  ก็นึกได้อีกถึงในห้องรับแขกของบ้านคุณปู่  มีหนังเสือพร้อมหัวอ้าปากแสยะเขี้ยว  ไปเยี่ยมทีไร  ไม่กล้าสบตาเสือ

ตอนเห็นครั้งแรกในชีวิต  กลับมาเล่าให้คุณยายฟังอย่างตื่นเต้น  นึกว่าคุณยายจะร่วมตื่นเต้น  แต่ท่านเฉย ๆ  จำได้ลาง ๆ ว่า  ท่านถอนหายใจ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33146

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 107  เมื่อ 05 มิ.ย. 21, 10:52

เดาว่าคุณยายรู้สึกว่า เขาสัตว์และหนังสัตว์เป็นหลักฐานแสดงการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต  ท่านก็เลยไม่ชอบ  ผู้หญิงมักไม่เห็นการล่าสัตว์เป็นเรื่องสนุก  ผิดกับผู้ชายที่ถือว่าเข้าป่าล่าสัตว์คือการผจญภัยของลูกผู้ชาย

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงความเชื่อโบราณอย่างหนึ่ง   คือจะไม่เอาของป่าเข้าบ้าน  ไม่ว่าจะเป็นเขากวาง หนังหมี กะโหลกเสือฯลฯ   แม้แต่หินที่ขุดจากภูเขามาวางประดับสวน ก็อยู่ในข่ายต้องห้าม   ถือว่าสิ่งเหล่านี้มีวิญญาณสิงสู่อยู่  เอาเข้ามาในบ้านจะไม่ดีกับเจ้าของบ้าน 
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 108  เมื่อ 06 มิ.ย. 21, 09:42

เดาว่าคุณยายรู้สึกว่า เขาสัตว์และหนังสัตว์เป็นหลักฐานแสดงการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต  ท่านก็เลยไม่ชอบ  ผู้หญิงมักไม่เห็นการล่าสัตว์เป็นเรื่องสนุก  ผิดกับผู้ชายที่ถือว่าเข้าป่าล่าสัตว์คือการผจญภัยของลูกผู้ชาย

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงความเชื่อโบราณอย่างหนึ่ง   คือจะไม่เอาของป่าเข้าบ้าน  ไม่ว่าจะเป็นเขากวาง หนังหมี กะโหลกเสือฯลฯ   แม้แต่หินที่ขุดจากภูเขามาวางประดับสวน ก็อยู่ในข่ายต้องห้าม   ถือว่าสิ่งเหล่านี้มีวิญญาณสิงสู่อยู่  เอาเข้ามาในบ้านจะไม่ดีกับเจ้าของบ้าน  

โอ้ อ. ครับ  ถูกต้องเป็นที่สุด

ขออนุญาตเล่าเรื่อง  เป็นบทความที่เขียนไว้นานแล้วครับ

'... มีครั้งหนึ่งผมไปเที่ยวอียิปต์  ระหว่างที่เดินเที่ยวอยู่ที่ปิรามิดขั้นบันไดที่เมือง Sakkara ผมเก็บหิน alabaster ก้อนเล็ก ๆ กลับมาบ้านเป็นที่ระลึก  ผมได้ยินคำเตือนมานักต่อนักว่าไปเที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์แบบนี้อย่ามือบอนเก็บไอ้นู่นไอ้นี่กลับมาบ้านเดี๋ยวจะเกิดเรื่อง  ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อ  แต่ผมอยากลองดู

หลังจากกลับมาบ้านเรียบร้อย  ผมก็เริ่มทดสอบ  

ปกติผมจะนั่งสมาธิเป็นประจำอยู่แล้ว  เป็นการนั่งแบบไม่มีครูสอนจึงไม่รู้ว่าหลักการเป็นอย่างไร  ในเวลานั้นผมยังไม่รู้จัก ‘อานาปานสติ’  การนั่งสมาธิของผมจึงเป็นการนั่งไปเรื่อย ๆ  คิดเรื่อยเปื่อยบ้างไม่คิดบ้าง  จนถึงจุดหนึ่งสมองคงล้ามันก็เลิกคิดแล้วก็นิ่งเงียบ  ต่อจากนั้นผมจะรู้สึกเคลิ้ม ๆ เหมือนกับจะหลับแต่ยังไม่หลับ  มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ ตอนนี้แหละผมจะเห็นอะไรต่อมิอะไรมากมายล้วนจับต้นชนปลายไม่ถูก  ที่บ่อยที่สุดคือไปอยู่ในสถานที่แปลก ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  หรือเห็นผู้คนมากมายซึ่งก็ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเช่นกัน
  
ตอนแรกผมนึกว่าสมองเริ่มต้นคิดใหม่เกิดเป็นภาพ  แต่จากนิมิตผู้คนที่ผมเห็นนั้นช่วยยืนยันว่าผมไม่น่าจะคิดเอง  เป็นต้นว่า  ผมเห็นผู้คนมากมายเดินไปมาแล้วจู่ ๆ ก็มีคน ๆ หนึ่งหยุดกลางคันแล้วหันมามองผมจากนั้นก็เดินเข้ามาหาแล้วจ้องหน้าผมแบบสำรวจตรวจตราแต่ไม่ได้พูดว่าอะไรก่อนจะเดินจากไป  หรือบางทีก็เห็นคนเดินตรงมาแล้วยื่นจานใส่อาหารให้แบบเงียบ ๆ ก่อนจะเดินจากไป  แล้วก็มีอีกครั้งหนึ่งที่ขณะนั่งสมาธิอยู่ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดไทยสีเขียวไพลเดินมาถึงก็ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบต่อหน้าแล้วก้มหน้ามองพื้น  ไม่พูดไม่จา ฯลฯ

สำหรับการนั่งในครั้งนี้เป็นการนั่งแบบมีจุดประสงค์  พอมีจุดประสงค์ผมก็ไม่มั่นใจว่านั่ง ๆ ไปแล้วสมองจะเล่นกลกับผมรึเปล่า  แต่ผมก็ลองดู  ผมนั่งขัดสมาธิ  มือข้างหนึ่งกำหิน alabaster ไว้

พอถึงจุดที่สมองเริ่มเบื่อกับการคิดฟุ้งซ่านแล้วมันก็เลิกคิดอย่างที่เกิดขึ้นทุกที  ผมก็เริ่มง่วง  แล้วผมก็พบว่าตัวเองไปอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง  จะเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจากที่อียิปต์โบราณ  ผมมองไปรอบ ๆ เห็นชาวบ้านกำลังทำงานประจำวัน  บางคนตำหญ้าบางอย่างในครกขนาดใหญ่  บางคนให้อาหารเป็ดไก่  มีเด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน อากาศร้อนและแห้งแล้ง

ระยะเวลาที่เห็นเพียงแค่ 2-3 อึดใจแล้วผมก็กลับมาสู่ปัจจุบัน

ผมลองอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น  คราวนี้มีชาวอียิปต์แต่งตัวเหมือนคนงานเดินมาหาผม  เขาดึงผมให้ลุกขึ้นแล้วเดินนำหน้าไปยังกลุ่มคนงานที่เดินอยู่ข้างหน้า  ผมเดินปะปนไปกับกลุ่มคนเหล่านั้น  ตามพวกเขาไปเรื่อย ๆ  จนในที่สุดก็ถึงปากทางเข้าปิรามิด  ชายคนที่พาผมมาแต่ต้นหันมาบอกว่าจะพาไปดูของดี ๆ ข้างในกัน  เขาไม่ได้พูดภาษาไทยแต่ผมกลับเข้าใจเป็นอย่างดี  แต่อนิจจาพอเดินเข้าไปภายในปิรามิดผมก็กลับมาสู่ปัจจุบัน  รวมระยะเวลาที่เห็นประมาณ 2-3 อึดใจเช่นกัน

ผมไม่มีบทสรุปสำหรับการทดลองนี้ว่าผมถอดจิตออกไปจริงหรือว่าสมองเล่นกล  อย่างไรก็ตาม  ทดลองได้เพียง 2 ครั้งผมก็เลิก

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งที่ 3 นี้ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างนั่งสมาธิแต่เกิดในความฝันในตอนกลางคืน  ผมฝันว่าอยู่ในดินแดนอียิปต์โบราณ  ในขณะนั้นเกิดแผ่นดินไหวส่งเสียงระเบิดดังกัมปนาทเกิดความโกลาหลไปทั่ว  ผมเองก็วิ่งหนีตายหัวซุกหัวซุน  ตอนตกใจตื่นหัวใจยังเต้นแรงอยู่เลย

หลังจากคราวนั้นผมกับหินก็เลิกคบหากัน  แต่ผมไม่ได้ทิ้งขว้าง  เอาเขามาแล้วต้องรับผิดชอบ  ผมก็เก็บเอาไว้ในลิ้นชัก  แล้วทำลืม

ผมคิดว่าถ้าหินยังแสดงอภินิหารอีกก็คงต้องเอาไปไว้ที่วัด  แบบที่ชาวบ้านทำกัน  แต่หลังจากคืนนั้นหินก็ไม่ได้มามีบทบาทอะไรอีก

วันเวลาผ่านไป  ซึ่งระหว่างนั้น  ตรงตามที่ ‘คุณตาที่สาม’ เคยบอกไว้  ธรรมะเข้ามาจัดสรร  จาก ‘ลูกเทวทัต’ ผมก็กลายมาเป็น ‘ลูกพระพุทธเจ้า’  และวันหนึ่งผมก็ได้พบกับพระสุปฏิปันโน
 
เอาแบบย่นย่อ  ผมเล่าเรื่องหินที่ว่าให้ฟัง  พระท่านขอดูหิน  ท่านกำหินแล้วหลับตา  แป๊บนึงก็ลืมตาแล้วยิ้ม

ผมถามว่า  หินมีตัวมั้ย  ท่านบอกว่า มี

แสดงว่าการที่ผมลองดีในช่วงนั้น  ผมเจอของจริง  ไม่ใช่ฟุ้งซ่าน

ผมถามว่า เค้าเป็นใคร

ท่านบอกว่า เค้าไม่บอก  แต่ตอนนี้เค้าสงบเพราะโยมสวดมนต์ให้เค้าฟังทุกวัน

เป็นไงล่ะ  ศาสนาพุทธของเรา ...'

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 12227



ความคิดเห็นที่ 109  เมื่อ 06 มิ.ย. 21, 10:09

ขออนุญาตส่งเรื่องนี้ไปกระทู้ เรื่องผีๆ และสิ่งลึกลับไร้คำอธิบาย เป็นเรื่องที่ ๒
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 110  เมื่อ 07 มิ.ย. 21, 09:08

ขออนุญาตส่งเรื่องนี้ไปกระทู้ เรื่องผีๆ และสิ่งลึกลับไร้คำอธิบาย เป็นเรื่องที่ ๒

ขอบคุณครับ 
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 111  เมื่อ 07 มิ.ย. 21, 09:11

เครื่องเสริมความหล่อของคุณตา

สงสัยนิ้ดว่า  มีแปรงไปทำไมตั้ง 2-3 อัน  น่าจะมี หวี บ้าง  กลับไม่มี

แล้วก็  เค้าเริ่มใช้ ซิป กันตั้งแต่เมื่อไร

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33146

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 112  เมื่อ 07 มิ.ย. 21, 13:39

มองเห็นไม่ถนัดว่าเป็นแปรงมีด้ามหรือไม่    ถ้าไม่มี เป็นอันกลมๆหรือรีเป็นรูปไข่   เคยเห็นเขาเอาไว้แปรงเสื้อนอกค่ะ
ถ้ารีๆ แล้วขนแข็งหน่อยก็เอาไว้ปัดแปรงรองเท้า

แปรงเป็นผลิตภัณฑ์ของใช้จากตะวันตก   ออกแบบมาหลายแบบ   ใช้ตั้งแต่แปรงผมคน ไปจนแปรงขนม้า ขนหมา   ปัดแปรงหมวก เสื้อนอก รองเท้า ของฝรั่งที่ไม่ต้องซักบ่อยอย่างของคนไทย 

ภาพข้างล่างนี้เป็นแปรงสำหรับแปรงเสื้อนอกและกางเกง


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 113  เมื่อ 08 มิ.ย. 21, 08:47

มองเห็นไม่ถนัดว่าเป็นแปรงมีด้ามหรือไม่    ถ้าไม่มี เป็นอันกลมๆหรือรีเป็นรูปไข่   เคยเห็นเขาเอาไว้แปรงเสื้อนอกค่ะ
ถ้ารีๆ แล้วขนแข็งหน่อยก็เอาไว้ปัดแปรงรองเท้า

แปรงเป็นผลิตภัณฑ์ของใช้จากตะวันตก   ออกแบบมาหลายแบบ   ใช้ตั้งแต่แปรงผมคน ไปจนแปรงขนม้า ขนหมา   ปัดแปรงหมวก เสื้อนอก รองเท้า ของฝรั่งที่ไม่ต้องซักบ่อยอย่างของคนไทย  

ภาพข้างล่างนี้เป็นแปรงสำหรับแปรงเสื้อนอกและกางเกง

แปรงไม่มีด้ามทั้งคู่ครับ

เอ... ชักสงสัยว่านี่คืออุปกรณ์เสริมความหล่อรึเปล่า  โหน่งเห็นกล่องใส่สบู่ ขวดแก้วใส่ผงยาสีฟัน อีก 2 ขวดไม่รู้ใส่อะไร  หลอดยาว ๆ น่าจะใส่แปรงสีฟัน  แต่ก็ดูใหญ่เกิน

แล้วแปรงปัดเสื้อนอกทำไมมาอยู่ในนี้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33146

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 114  เมื่อ 08 มิ.ย. 21, 12:56

คนไทยยุคคุณตาคุณโหน่ง ถ้าหวีผมน่าจะใช่หวีมากกว่าแปรง  เพราะยุคนั้นเวลาแต่งตัวออกจากบ้าน  ต้องใส่น้ำมันใส่ผมให้เรียบเป็นเงางาม ผมเรียบแน่นไม่กระดิก ไม่ยุ่งเพราะแรงลม 
ใช้หวีน่าจะสะดวกกว่าใช้แปรง
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 12227



ความคิดเห็นที่ 115  เมื่อ 08 มิ.ย. 21, 19:08

น่าจะเป็นชุดขัดและทำความสะอาดรองเท้าหนัง ประกอบด้วยแปรงปัด น้ำยาทำความสะอาด (ในขวด) และผ้าขัดรองเท้า (ในกระบอก)


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 116  เมื่อ 09 มิ.ย. 21, 09:26

คนไทยยุคคุณตาคุณโหน่ง ถ้าหวีผมน่าจะใช่หวีมากกว่าแปรง  เพราะยุคนั้นเวลาแต่งตัวออกจากบ้าน  ต้องใส่น้ำมันใส่ผมให้เรียบเป็นเงางาม ผมเรียบแน่นไม่กระดิก ไม่ยุ่งเพราะแรงลม 
ใช้หวีน่าจะสะดวกกว่าใช้แปรง

นึกถึงน้ำมันใส่ผมยี่ห้อ ตันโจ ครับ

บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6346


ความคิดเห็นที่ 117  เมื่อ 09 มิ.ย. 21, 09:29

เคยเห็นแปรงผมแบบนี้ในหนังพีเรียด ใช้แปรงผมโดยตัวละครซึ่งเป็นนายทหารอังกฤษ

ในเว็บก็มีขาย men's hair brushes, military styles


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 118  เมื่อ 09 มิ.ย. 21, 09:29

น่าจะเป็นชุดขัดและทำความสะอาดรองเท้าหนัง ประกอบด้วยแปรงปัด น้ำยาทำความสะอาด (ในขวด) และผ้าขัดรองเท้า (ในกระบอก)

ไม่เคยคิดถึงคำตอบตัวนี้เลยครับ  นึกไปไม่ถึง
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 119  เมื่อ 09 มิ.ย. 21, 09:32

ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็นครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10 ... 24
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.07 วินาที กับ 20 คำสั่ง