เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 6
  พิมพ์  
อ่าน: 1886 เรืองเล่าคนเก่าแก่
ภศุสรร
อสุรผัด
*
ตอบ: 0


 เมื่อ 14 มี.ค. 21, 17:22

ก่อนอื่นนั้นกระผมต้องขอกราบสวัสดีสมาชิกและอาจารย์ผู้มีเกียรติทุกท่านของเว็บเรือนไทยอีกครั้งนะครับ หลังจากที่ได้หายไปจากเว็บนี้
ไปซะนานเชียว ยิงฟันยิ้ม วันนี้ต้องขอรบกวนสมาชิกและอาจารย์ทุกท่านด้วยคำถามที่อาจจะดูไร้สาระไปนิดหน่อยนะครับ  กล่าวคือ ไม่ทราบว่าสมาชิกและอาจารย์ทุกท่านในวัยเด็กนั้นเคยได้มีโอกาสรู้จักและได้ยินเรื่องเล่าจากผู้สูงอายุและผู้อาวุโส คนเฒ่าคนแก่ในยุคนั้นสมัยกันมาบ้างรึเปล่าครับ ไม่ว่าจะเป็นคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายทีเคารพ หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุท่านอื่นฯเช่น(คุณยายข้างบ้าน) ที่ทุกท่านได้มีโอกาสรู้จักในอดีตที่ผ่านมา ส่วนตัวกระผมนั้นอยากทราบว่าผู้สูงอายุที่ทุกท่านได้รู้จักในสมัยก่อนนั้น ท่านทั้งหลายที่เคารพเหล่านั้น ได้มีการเล่าหรือกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา(เรื่องราวที่น่าสนใจไปจนถึงความเป็นของผู้คนในสมัยรัชกาลที่๕-๗เป็นต้น)กันบ้างหรือเปล่าครับซึ่งกระผมเองนั้นมีความเห็นส่วนตัวว่าการบันทึก’’ประวัติศาสตร์ปากเปล่า” (Oral history) เช่นนี้นั้นเป็นสิ่งที่สุดแสนจะล้ำค้าเลยละครับเป็นสิ่งที่ในความคิดเห็นของกระผมนั้นอาจจะน่าสนใจกว่าประวัติศาสตร์ในตำราเสียอีกเนื่องจากเรื่องราวเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเหตุจริงคนจริงทั่งสิ้น ดังนั้นการเล่าเรื่องราวดังกล่าวจึงสามารถเปรียบเทียบได้ว่าเปรียบเสมือนการได้นั่งไทม์มัชชินกลับไปในอดีดอีกครั่งหนึ่งผ่านเรื่องเล่าของคนเก่าคนแก่นั้นเองละครับ อีกทั้งตัวกระผมเองก็ยังไม่เคยได้เห็นว่ามีสมาชิกท่านไหนได้ตั้งกระทู้แนวนี้ลงในเรือนไทยมาก่อน จึงต้องขออนุญาตถามท่านสมาชิกทุกท่านในที่นี้ด้วยนะครับ ไม่ทรายว่าทุกท่านจะมีเรี่องราวอะไรมาเล่าบ้าง ส่วนตัวกระผมหวั่งว่ากระทู้
นี่จะทำน่าที่ในการช่วยอนุรักษ์ประวัติศาสตร์และเรื่องราวในอดีตไว้ได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ ส่วนตัวกระผมต้องขอกราบขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างมาก และต้องขออภัยด้วยนะครับหากคำถามนี้ยาวเกินควรนะครับ กระผมเองก็เป็นแค่เด็กวัยรุ่นคนนึ่ง หากมีอะไรไม่เหมาะสม ก็ต้องกราบขออภัยทุกท่านในที่นี้ด้วย ขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงสำหรับคำตอบนะครับกระผมเองต้องขอรอฟังด้วยแล้วล่ะครับ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32601

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 14 มี.ค. 21, 19:08

คำถามของคุณน่าสนใจ  เป็นคำถามที่กว้างมาก  เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เล่าหลายด้านหลายมุมไม่มีข้อจำกัด
ก็คงมีหลายท่านที่จดจำเรื่องราวเก่าๆ ที่ปู่ย่าตายายบอกเล่าได้     รอสักพักคงจะมีคนเข้ามาตอบนะคะ

ขอเชิญทุกท่านค่ะ  จะเล่าเรื่องอะไรก็ได้ ในอดีต
บันทึกการเข้า
Naris
องคต
*****
ตอบ: 416


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 17 มี.ค. 21, 09:18

เรื่องรุ่นพ่อของผม ก็เท่ากับเรื่องของรุ่นอาจารย์นั่นเองแหละครับ
เรื่องรุ่นปู่ย่า ก็.. เอ่ ย่าเคยเล่าอะไรให้ฟังบ้างหนอ เริ่มจำไม่ได้ครับ แหะๆ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32601

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 17 มี.ค. 21, 10:04

รออยู่นานหลายวัน ยังไม่มีใครเข้ามาเล่าอะไรให้ฟัง    คงยังนึกไม่ออกมั้งคะ
ถ้างั้นก็ขอเกริ่นด้วยการเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ของความเชื่อสมัยปู่ย่าตายาย  (ซึ่งคงจะตรงกับยุคทวดหรือเทียดของคุณเจ้าของกระทู้)  เป็นความเชื่อที่ปัจจุบันไม่มีใครเชื่อกันอีกแล้ว
- ผู้ใหญ่สอนเด็กให้กินข้าวมากๆ  กินกับข้าวน้อยๆ    ถ้ากินกับมาก แต่กินข้าวน้อย  จะเป็นตานขโมย
(ตานขโมย เป็นโรคเกิดจากพยาธิลำไส้  มักเป็นแก่เด็กอายุประมาณ ๕ ขวบขึ้นไป  ป่วยแล้วผอม ท้องป่อง ก้นปอด  ชอบกินอาหารได้มาก มีอาการปวดท้องและซึม)
- ในตอนค่ำๆ  ถ้าได้ยินเสียงเรียกชื่อ ห้ามขานรับ  เพราะอาจถูกคุณไสยที่ถูกปล่อยมาตามลม  ใครขานรับก็จะถูกอาคมเข้าตัวคนนั้น
- ห้ามเล่นซ่อนหาในเวลาโพล้เพล้   จะถูกผีลักซ่อน ทำให้หาตัวไม่เจอ
- ห้ามกินน้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำมะพร้าว ในเวลามีประจำเดือน จะป่วยเป็นไข้ทับระดู   คือปวดท้องอย่างหนักและเป็นไข้สูง   ถึงตายได้
  จริงๆก็คืออาการปีกมดลูกอักเสบ    ไม่เกี่ยวกับประจำเดือน
- เด็กทุกคนเกิดมามีขวัญอยู่บนหัว  (คือตรงที่ผมขึ้นเวียนเป็นก้นหอย) ต้องรักษาไว้ให้ดี 
  ถ้ามีเรื่องกระทบกระเทือนร่างกายหรือจิตใจ  ขวัญจะออกไปจากตัว  ต้องทำพิธีรับขวัญกันให้กลับคืนมา   
  วิธีรักษาขวัญไว้คือโกนศีรษะแต่ปล่อยผมตรงกลางหัวไว้คลุมขวัญให้มิดชิด  ไม่ให้อะไรมากระทบกระเทือนได้   ผมที่คลุมขวัญนี้เมื่อขมวดเป็นก้อนไว้ ไม่ปล่อยยาวรุงรัง เรียกว่า "ผมจุก" 
   เมื่ออายุพ้นวัยเด็กแล้ว  ไม่ต้องมีจุกอีก ก็จะมีพิธีโกนจุก   พิธีนี้เลิกไปสมัยรัชกาลที่ ๖ 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32601

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 17 มี.ค. 21, 10:07

คุณภศุสรร คือคุณชูพงศ์ หรือเปล่าคะนี่
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11547



ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 17 มี.ค. 21, 19:02

กระผมนั้นอยากทราบว่าผู้สูงอายุที่ทุกท่านได้รู้จักในสมัยก่อนนั้น ท่านทั้งหลายที่เคารพเหล่านั้น ได้มีการเล่าหรือกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา (เรื่องราวที่น่าสนใจไปจนถึงความเป็นของผู้คนในสมัยรัชกาลที่ ๕-๗ เป็นต้น) กันบ้างหรือเปล่าครับซึ่งกระผมเองนั้นมีความเห็นส่วนตัวว่าการบันทึก’’ประวัติศาสตร์ปากเปล่า” (Oral history) เช่นนี้นั้นเป็นสิ่งที่สุดแสนจะล้ำค้าเลยละครับเป็นสิ่งที่ในความคิดเห็นของกระผมนั้นอาจจะน่าสนใจกว่าประวัติศาสตร์ในตำราเสียอีก

คุณหมอศานติ วิบูลมงคล ศิษย์เก่าศิริราช รุ่น ๖๕ อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ผู้ผันตัวมาเป็นช่างไม้เขียนเล่า "ประวัติศาสตร์ปากเปล่า" ถึงเหตุการณ์ปลายรัชกาลที่ ๗ จนถึงรัชกาลที่ ๘ ผ่านประวัติของนักเรียนทุนไปศึกษาที่อเมริกาพบรักกับสาวชาวฝรั่งเศส มาตั้งหลักฐานกันในกรุงเทพ มีลูกชายเรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียล เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นบุกต้องหนีไปในชนบท

เรื่องทั้งหมด อยู่ในกระทู้ เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก ความคิดเห็นที่ ๗๘ ถึง ความคิดเห็นที่ ๑๑๑
บันทึกการเข้า
CVT
องคต
*****
ตอบ: 444


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 18 มี.ค. 21, 08:30

ผมเป็นคนหนึ่งที่มี oral history ที่ได้ฟังมาเต็มหัวเลยครับ
ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของบรรพบุรุษ และถิ่นกำเนิดที่ปัตตานี
จนผมต้องค่อย ๆ ถ่ายทอดมันออกมาเป็นตัวหนังสือ
บางครั้งก็ใช้วิธีการถ่ายทอดผ่านรูปถ่ายเก่า ๆ ครับ
บันทึกการเข้า
Naris
องคต
*****
ตอบ: 416


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 18 มี.ค. 21, 09:14

- ผู้ใหญ่สอนเด็กให้กินข้าวมากๆ  กินกับข้าวน้อยๆ    ถ้ากินกับมาก แต่กินข้าวน้อย  จะเป็นตานขโมย
(ตานขโมย เป็นโรคเกิดจากพยาธิลำไส้  มักเป็นแก่เด็กอายุประมาณ ๕ ขวบขึ้นไป  ป่วยแล้วผอม ท้องป่อง ก้นปอด  ชอบกินอาหารได้มาก มีอาการปวดท้องและซึม)
ข้อนี้ผมก็เคยได้ยินครับ แต่ตอนผม พ่อไม่ค่อยจะเชื่อแล้ว พ่อบอกตรงๆเลยว่า "มันเปลืองเว้ย"

- ในตอนค่ำๆ  ถ้าได้ยินเสียงเรียกชื่อ ห้ามขานรับ  เพราะอาจถูกคุณไสยที่ถูกปล่อยมาตามลม  ใครขานรับก็จะถูกอาคมเข้าตัวคนนั้น
เคยได้ยินเช่นกันครับ
สมัยนี้ ก็ยังมีอยู่แต่เปลี่ยนเป็น ถ้ามีคนไม่รู้จักทักมาในโซเชียล ห้ามกดรับ ไม่งั้น มัลแวร์อาจเข้าตัว

- ห้ามเล่นซ่อนหาในเวลาโพล้เพล้ จะถูกผีลักซ่อน ทำให้หาตัวไม่เจอ
อันนี้ตอนเด็กยังได้รับการเตือนอยู่ครับ

- ห้ามกินน้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำมะพร้าว ในเวลามีประจำเดือน จะป่วยเป็นไข้ทับระดู   คือปวดท้องอย่างหนักและเป็นไข้สูง   ถึงตายได้
  จริงๆก็คืออาการปีกมดลูกอักเสบ    ไม่เกี่ยวกับประจำเดือน
คงเป็นเพราะว่าบ้านผมมีแต่ลูกชาย จึงไม่เคยได้ยินครับ

- เด็กทุกคนเกิดมามีขวัญอยู่บนหัว  (คือตรงที่ผมขึ้นเวียนเป็นก้นหอย) ต้องรักษาไว้ให้ดี
  ถ้ามีเรื่องกระทบกระเทือนร่างกายหรือจิตใจ  ขวัญจะออกไปจากตัว  ต้องทำพิธีรับขวัญกันให้กลับคืนมา
เคยได้ยินแน่นอนครับ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11547



ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 18 มี.ค. 21, 09:46

เด็กทุกคนเกิดมามีขวัญอยู่บนหัว  (คือตรงที่ผมขึ้นเวียนเป็นก้นหอย)

ขวัญที่อยู่บนหัวที่พบบ่อย ๆ จะมีอยู่ ๑ ขวัญ รองลงมาก็เป็น ๒ ขวัญ  มีคำพูดเกี่ยวกับเรื่องจำนวนขวัญได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่า "ขวัญเดียวอีเปี้ยวขายปู สองขวัญขยันหาเมีย"

คุณกิเลน ประลองเชิง เขียนเล่าไว้ในไทยรัฐว่า เด็กปากอ่าวแม่กลองบ้านผมร้องล้อ “ขวัญเดียวลูกอีเปี้ยวขายพลู สองขวัญขยันหาผัว” ส่วนคุณสมัคร บุราวาศเล่าไว้ในหนังสือ วัฒนธรรมไต-จีน ว่า คำร้อง “เล่นหัว” ของเด็ก ๆ มีสองอย่างคือ "ขวัญเดียวลูกไอ้เบี้ยวขายหมู สองขวัญลูกไอ้จันทร์ธนู"

ชาวเรือนไทยเคยได้ยินคำร้องเกี่ยวกับเรื่อง "ขวัญเดียว สองขวัญ" อย่างไรกันบ้าง


บันทึกการเข้า
ภศุสรร
อสุรผัด
*
ตอบ: 0


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 18 มี.ค. 21, 10:10

ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านสำหรับคำตอบนะครับ ความเชื่อพวกผมเองถึงแม่เป็นคนรุ่นใหม่ก็ยังมีโอกาสได้ยินมาจากคนเก่าคนแก่อยู่เหมือนกัน
สำหรับความเชื่อเกี่ยวกับกับขวัญบนหัวที่ท่านอาจารย์เทาชมพูได้พูดถึงนั้น ผู้ใหญ่ที่บ้านได้เคยเล่าอีกว่าจำนวนขวัญบนหัวสามารถกำกับนิสัยของเด็กได้เหมือนกัน
เกล่าคือ เด็กผู้ชายถ้ามีขวัญอยู่กระจุกเดียวจะเรียบร้อย ถ้ามีสองกระจุกจะซน ผมเองมีสองกระจุกพอดี ยิ้ม ตอนเด็กก็ดันซนเอามากซะด้วย ยิ้ม
บันทึกการเข้า
ภศุสรร
อสุรผัด
*
ตอบ: 0


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 18 มี.ค. 21, 10:17

อีกตวามเชื่อของผู้ใหญ่ในบ้านคือ เวลากลางคืนห้ามนั้งบนขั้นบันได อาจทำให้แม่ซื้อโกรธได้แม่ซื้อในที่นี้อาจจะหมายถึงเจ้าที่มากกว่าผีแม่ซื้อที่คุมครองเด็ก
ส่วนตัวกระผมเองก็ไม่เคยได้ยินความเชื่อเกี่ยวกับขันบันไดนี้จากใครที่ไหนอีกเลย ไม่ทราบว่ามีสมาท่านไหนเคยได้ยินอีกบ้างล่ะครับ?
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32601

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 18 มี.ค. 21, 11:08

ผมเป็นคนหนึ่งที่มี oral history ที่ได้ฟังมาเต็มหัวเลยครับ
ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของบรรพบุรุษ และถิ่นกำเนิดที่ปัตตานี
จนผมต้องค่อย ๆ ถ่ายทอดมันออกมาเป็นตัวหนังสือ
บางครั้งก็ใช้วิธีการถ่ายทอดผ่านรูปถ่ายเก่า ๆ ครับ
อยากได้เป็นความรู้ในเรือนไทยมากค่ะ   ถึงคุณหมอเคยเล่าที่อื่นมาแล้ว ก็คงไม่รังเกียจที่จะเล่าอีกนะคะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32601

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 18 มี.ค. 21, 11:10

เด็กทุกคนเกิดมามีขวัญอยู่บนหัว  (คือตรงที่ผมขึ้นเวียนเป็นก้นหอย)

ขวัญที่อยู่บนหัวที่พบบ่อย ๆ จะมีอยู่ ๑ ขวัญ รองลงมาก็เป็น ๒ ขวัญ  มีคำพูดเกี่ยวกับเรื่องจำนวนขวัญได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่า "ขวัญเดียวอีเปี้ยวขายปู สองขวัญขยันหาเมีย"
ไม่เคยได้ยินทั้งสองอย่าง 
แต่จำนวนขวัญทำให้นึกถึงชื่อเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่ง ชื่อ "สามขวัญ"   ไม่รู้ว่าเขามีขวัญเดียวหรือสามขวัญจริงๆ   เป็นชื่อที่แปลกไม่ซ้ำใคร เลยจำได้จนบัดนี้ค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32601

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 18 มี.ค. 21, 11:59

ความเชื่อเรื่องสุริยุปราคา
- ถ้าผู้หญิงตั้งครรภ์อยู่  เมื่อเกิดสุริยุปราคา ให้รีบเอาเข็มกลัดกลัดผ้านุ่งไว้    มิฉะนั้นลูกในท้องจะออกมาตาเหล่
- เมื่อเกิดสุริยุปราคา  ให้เอาไม้ไปเคาะตามต้นไม้ที่มีผล   เมื่อถึงเวลาออกลูก ลูกจะดกมาก

เรื่องผี
- อย่าตากผ้าค้างราวไว้ตอนกลางคืน  ผีกระสือจะมาเช็ดปากเป็นดวงๆบนผ้า
- บ้านไหนมีผู้หญิงกำลังจะคลอดลูก  ให้เอาไม้มีหนามอย่างไม้พุงดอ มาสะไว้ตรงร่องพื้นบ้าน  ไม่ให้ผีกระสือขึ้นมากินของสดคาว คือเลือดกับรกเด็ก 
- อย่าให้แมวดำกระโดดข้ามโลง   คนตายจะฟื้นขึ้นมาได้

เรื่องของขลัง
- ห้ามผู้ชายเดินลอดราวตากผ้า  เพราะถ้าลอดผ้านุ่งผู้หญิง ของขลังในตัวจะเสื่อม
- ประจำเดือนของผู้หญิง ทำให้อาคมและของขลังเสื่อมได้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32601

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 19 มี.ค. 21, 08:03

  - เมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีก่อน  สวนทุเรียนไม่ได้อยู่แถวนนทบุรี   แต่อยู่ที่คลองสาน   บริเวณถัดจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาไปจนถึงลาดหญ้า เป็นสวนทุเรียนทั้งนั้น
  - แถวถนนสุขุมวิท ตั้งแต่พ้นทางรถไฟช่องนนทรีไป   เมื่อก่อนเรียกว่า "บางกะปิ"
  - บางกะปิไปสิ้นสุดที่เชิงสะพานพระโขนง  พ้นจากตรงนั้นไปเป็นทุ่งนา
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.04 วินาที กับ 19 คำสั่ง