The End of The Nile

<< < (5/6) > >>

นกข.:
ยินดีต้อนรับคุณพวงร้อยกลับมาครับ อย่าลืมสแกนรูปถ่ายมาแบ่งกันดูบ้างนะครับ

โมเสสกับฟาโรห์รามเสสเป็นเรื่องในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเก่า จะว่าเป็นบันทึกประวัติศาสตร์และความเชื่อทางศาสนาในสายตาชาวยิวก็ได้ ถ้าคุณเป็นชาวคริสต์ หรือชาวยิว คุณอาจจะมีแนวโน้มจะเห็นว่าเรื่องต่างๆ ในพระคัมภีร์เป็นความจริง (คนที่เขาเคร่งศาสนามากๆ เขาถือว่าเรื่องในพระคัมภีร์ได้รับการดลบันดาลใจจากองค์พระเจ้าเองด้วยซ้ำ ดังนั้นไม่ต้องสงสัยละว่าจะจริงหรือไม่)

แต่นักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาพระคัมภีร์อย่างเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่ง เขาก็พยายามจะศึกษาอย่างเป็นกลางนะครับ โดยตัดความรู้สึกทางศาสนาออกไป เขาพบว่าหลายเรื่องในพระคัมภีร์มีหลักฐานอื่นยืนยันสนับสนุนอยู่ แต่ก็เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่ คน เขียนขึ้น (เว้นแต่คุณจะเชื่อจริงๆ ว่าพระเจ้าเขียนไม่ใช่คนเขียน) คนก็ต้องมีมุมมอง มีความรู้สึกรักพวกพ้อง มีอคติ ตามประสาคน เหมือนเราเปิดประวัติศาสตร์ไทยกับพม่าหรือไทยกับลาว เรื่องเดียวกันจารึกไว้ไม่เหมือนกันเป๊ะ ตามแต่มุมมองของใคร อันนี้เป็นเรื่องธรรมดามากของประวัติศาสตร์  เรื่องในพระคัมภีร์ไบเบิลภาคเก่า พูดได้ง่ายๆ ว่าเป็นการมองโลกจากสายตาคนยิว ยิวจึงเป็นพระเอก หรืออย่างน้อยก็เป็นตัวละครเอก  อย่างเรื่องโมเสสเห็นชัดเลยว่าเป็นพระเอกแหงๆ และฟาโรห์อียิปต์เป็นผู้ร้ายแหงๆ เหมือนกัน อันนี้ยิวบอก (บอกไปถึงขั้นว่าพระเจ้าอยู่ข้างยิวด้วย) ถ้าไปดูบันทึกประวัติศาสตร์ของทางฝ่ายอียิปต์อาจจะบอกไว้ไม่เหมือนกันหรือไม่มีเรื่องนี้เลยก็ได้ หรืออาจมีคำอธิบายอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ และไม่เกี่ยวกับการที่พระเจ้าของยิวลงโทษทำลายพวกอียิปต์ก็ได้ (คุณจ้อหรือใครก็ได้ กรุณาค้นเรื่องของฟาโรห์รามเสสของฝั่งอียิปต์มาให้อ่านหน่อยสิครับ)

ขออภัยท่านผู้เป็นคริสตศาสนิกทุกท่านด้วย แต่เรื่องพระเจ้าเลือกที่รักมักที่ชังกับเผ่าหนึ่งเป็นพิเศษนี่แหละครับที่ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ กับพระคัมภีร์เก่า ผมว่าผมเลยชอบพระคัมภีร์ใหม่มากกว่าในจุดนี้

ดูเหมือนใน "เทศนาเสือป่า"  ในหลวง ร.6 ท่านทรงตั้งข้อสังเกตไว้เหมือนกันตรงนี้ว่า ตอนที่โมเสสพาพวกอิสราเอลแยกน้ำข้ามทะเลแดงไปนั้น พระเจ้าโปรดให้รอด แต่พอฟาโรห์พาพลพวกอิยิปต์ไล่ตามไปพระเจ้าก็บันดาลให้น้ำทะเลแดงท่วมกองทัพอิยิปต์ตายหมด ท่านทรงถามว่า พระเจ้าสากลน่ะเป็นพระเจ้าของคนยิวเหมือนๆ กับที่เป็นพระเจ้าของคนอียิปต์ใช่ไหม แล้วทำไมปล่อยพวกหนึ่งทำลายพวกหนึ่งล่ะ จำรายละเอียดไม่ได้แล้วครับแต่เป็นทำนองนั้น แต่ก็อีกแหละ นี่ก็เป็นเพียงมุมมองจากคนที่เป็นพุทธ (ทั้งพระองค์ท่านและผม) ซึ่งคนที่เป็นคริสตศาสนิกอาจไม่เห็นด้วยก็ได้

มีบางคนไม่เห็นว่าเรื่องในพระคัมภีร์เก่าตั้งใจจะให้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์หรือพงศาวดาร แต่ถือว่ามีคุณค่าทางจิตใจมากกว่า (ในลักษณะนี้ผมว่าอาจจะคล้ายกับนิทานชาดกของทางพุทธ) คือไม่ต้องไปสนใจว่าบุคคลในเรื่องมีจริงหรือไม่ อยู่ในช่วงไหนของประวัติศาสตร์จริง มีเหตุการณ์อย่างนั้นจริงหรือ สำคัญแต่ว่าอ่านแล้วคุณได้สาระอะไรจากเรื่องดังกล่าว อย่างเรื่องโมเสส แก่นของเรื่องตามที่หนังการ์ตูนเรื่องหนึ่งตีความคือการต่อสู้ระหว่างจิตวิญญานเสรีกับการกดขี่ของทรราช และในที่สุดทรราชแพ้ ฝ่ายที่รักเสรีภาพชนะ โดยมีศรัทธาในศาสนาประคับประคองช่วยเหลืออยู่ เป็นเรื่องหรือนิทานที่งดงาม และถ้าคุณรู้สึกอย่างนั้นก็พอแล้ว เหมือนได้เสพวรรณกรรมดีๆ สักเรื่อง (แม้วรรณกรรมนั้นจะเป็นเรื่องแต่งหรือเรื่องจริงก็ไม่สำคัญ)

นกข.:
กำลังจะติดเรทครับ

เมืองคนบาปโสดอมและกอมมอราห์ที่มัวเมาในบาปจนถูกพระเจ้าลงโทษให้เมืองถล่มไปทั้ง 2 เมืองนั้น ชาวเมืองคงจะทำบาปหลายอย่างหลายชนิด แต่บาปผิดประการหนึ่งที่ถือว่าเป็นเรื่องต่ำช้าลามกที่คนเมืองโสดอมหมกมุ่นอยู่กับมันเสียจนพระเจ้าทนไม่ไหว คือการ .... เอ้อ... การ "เข้าประตูหลัง"  ครับ การมีความสัมพันธ์ทางเพศกันทางก้น ยังเป็นคำติดอยู่ในภาษาอังกฤษจนเดี๋ยวนี้ว่า sodomy sodomize มาจากชื่อเมือง Sodom

เมืองปอมเปอีของโรมันที่ถูกภูเขาไฟวิสุเวียสถล่มไปนั้น ก็ว่าเป็นเมืองบาปที่หมกมุ่นกะเรื่องเพศมากจนพระเจ้าทนไม่ไหวส่งไฟภูเขาไฟมาล้าง (คาว?) เหมือนกัน แต่ปอมเปอีไม่ได้มีชื่ออยู่ในไบเบิล

เรื่องความผิดบาปของชาวเมืองที่ทำให้เทพพิโรธ จนทำให้เมืองทั้งเมืองถล่มหายไปนั้น คงเป็นคำอธิบายที่คนสมัยก่อนพยายามคิดหาเหตุผลให้กับปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาเช่น แผ่นดินถล่ม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ในทางไทยก็มี ตำนานหนองหานก็ว่า ลูกชายพญานาคแปลงเป็นกระอกเผือกขึ้นมาเที่ยวเมืองมนุษย์ ถูกยิงตายกลายเป็นกระรอกยักษ์ ชาวเมืองตั้งแต่พระราชาลงมาจนถึงประชาชนทั่วไปมากินเนื้อกะรอกเผือกกันทั้งเมือง พญานาคผู้พ่อโกรธเลยถล่มเมืองทั้งเมือง กลายเป็นหนองน้ำไป นี่ก็คล้ายๆ กัน

จ้อ:
โหะๆๆ บาปหนักจริงครับ เมืองโสดอมและกอมมอราห์ นี่ โหะๆๆ



เรื่องโมเสสกับฟาร์โรห์รามเสสที่ว่า โมเสสแยกมหาสมุทรข้ามทะเลแดงนี่ผมยังค้นไม่เจอครับ

แต่รู้สึกว่า ฟาร์โรห์รามเสสในตำนานคือคนเดียวกันกับฟาร์โรห์รามเสสที่สอง (Rameses II )

หรือที่เรียกว่า The Great Rameses เป็นฟาร์โรห์ที่มีชื่อเสียงที่สุดองค์หนึ่งของอิยิปต์อยู่ในราชวงค์ที่ 19

รามเสสนั้นยกพลลงไปผนวกดินแดนทางใต้ที่เรียกว่า Nubia ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นประเทศซูดานในปัจจุบัน (อาจรวมไปถึงบางส่วนของประเทศเอธิโอเปีย?)

เท่าที่ค้นเรื่องของโมเสสคร่าวๆ พบว่าใบเบิลบอกว่าโมเสสร่วมรบในสงครามกับพวกเอธิโอเปียไว้ด้วย

ดังนั้นจึงน่าจะเป็นหนึ่งในแม่ทัพของรามเสส



ความจริงน่าจะย้อนกลับไปช่วงที่พวกฮิปบรู หรือ ยิว เริ่มเข้ามาในอียิปต์ก่อนดีกว่าครับ

ตามตำนานว่า จาคอบและครอบครัวพาชาวยิวอพยบจากเอเชียเข้ามาในอียิปต์ และฟาร์โรห์แห่งอียิปต์

ยกดินแดนให้ครอบครองที่เรียกว่า Goshen แปลว่า Best of Land  (หรือบางทีก็เรียกว่า The land of Rameses

ซึ่งก็เป็น Rameses  เดียวกันกับรามเสสที่สองแหละครับ แต่ชื่อนี้ได้มาครั้งหลัง) อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไคโร

( http://www.christiananswers.net/q-abr/abr-a027.html )



ถ้าเทียบตามประวัติศาสตร์ของอียิปต์แล้ว จาคอปและพวกยิวน่าจะเข้ามาในช่วงที่เรียกว่า Second Intermediat Period ซึ่งอยู่ละหว่างปี 1640 ถึง 1540 ก่อน ค.ศ. ช่วง  Second Intermediat Period นี้เกิดหลังจากที่ ราชวงค์ที่ 13 ของอียิปต์ เริ่มเสื่อมอำนาจลง และมีชนอีกเผ่าหนึ่งที่เรียกว่า พวก Hyksos ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากทวีปเอเชียแถวๆปาเลสไตน์

พวก Hyksos ได้ครอบครองดินแดนแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ทั้งหมดไว้ได้ คาดว่าคนอียิปต์คงไม่ค่อยชอบ Hyksos

เท่าไหร่นัก สังเกตุได้จากคำแปลของคำว่า Hyksos ในภาษาอียิปต์ที่แปลว่า The rulers of the foreign countries บอกชัดเจนว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน  พวก Hyksos น่าจะชำนาณใจการรบ เพราะมีหลักฐานว่าเป็นพวกแรกที่ใช้รถศึก ที่เรียกว่า  chariot

ในช่วงนี้เองที่พวกยิวเริ่มอพยบเข้ามา ซึ่งคาดว่าฟาร์โรห์ที่ให้ที่กับพวกยิวก็คือ ฟาร์โรห์ Apopi (หรือ Apepi) ซึ่งเป็นฟาร์โรห์ของพวก Hyksos นี่เอง



พอปลายช่วง Second Intermediat Period พวกอียิปต์ก็สามารถขับไล่พวก Hyksos ออกไปได้

แล้วตั้งราชวงค์ที่  18 ขึ้น ( ราชวงค์เดียวกับฟาร์โรห์ดังๆ เช่น ฟาร์โรห์ TUTANKHAMUN  กับ QUEENS NEFERTITI

และฟาร์โรห์ AKHENATEN เป็นต้น ) ระหว่างนี้พวกยิวก็ยังคงอยู่ในดินแดนของอียิปต์ต่อไป แต่เดาว่าคงเริ่มไม่ค่อยสบายใจเท่าใหร่นัก ผมว่าชาวอียิปต์ช่วงนั้นก็คงไม่ค่อยชอบยิวเท่าไหร่นัก เพราะน่าจะมองว่าเป็นพวกเดียวกันกับ พวกHyksos ซึ่งเข้ามายึดดินแดนของอียิปต์ แต่ยิวมาโดนทารุณมากๆ ก็ตอนราชวงคืที่ 19 ตามข้อมูลว่าน่าจะเป็นสมัยฟาร์โรห์ Seti ที่เชื่อว่าเป็นฟาร์โรห์ในตำนานของยิว ที่เป็นคนสั่งสังหารเด็กชายชาวยิวทั้งหมด จนเป็นเหตุให้มีคนจับโมเสสใส่ตระกร้าลอยแม่น้ำ และเริ่มต้นตำนานเกี่ยวกับตัวเขา ชื่อของโมเสสนั้นก็แปลว่า Saved from the water เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ชาวยิว อพยบเข้ามาในอียิปต์แล้วประมาณ 350 ปี



หลังจากที่ Seti  สวรรคตแล้วก็เป็น รามเสสที่สอง ที่ขึ้นเป็นฟาร์โรห์ ตามประวัติศาสตร์น่าจะเป็นยุคที่เกียงไกรที่สุดยุคหนึ่งของอียิปต์ ในไบเบิลนั้นกล่าวว่า โมเสสร่วมรบกับรามเสสด้วย และเป็นนายพลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งทีเดียว แต่ชาวอียิปต์ก็ยังไม่ลืมว่าโมเสสนั้นมีเชื้อสายยิว ด้วยเหตุนี้โมเสสเลยต้องหนีจากอียิปต์ แล้วก็เริ่มเรื่องราวมหัศจรรย์ในตำนาน



ยังคนไม่เจอเรื่องของโมเสสในเว็ปประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณครับ โดยความเห็นส่วนตัวนั้นผมว่าตำนานโมเสสนั้น น่าจะถูกแต่งเติมเข้าไปมาก เป็นไปได้ว่าโมเสสอาจจะเป็นนักรบที่เก่งมาก เพราะถ้าไม่เก่งคงไม่รอดมือรามเสสมาได้ ความเก่งของโมเสสอาจทำให้ลูกหลาน ชื่นชมในวีรกรรม จนยกย่องว่าเป็นความเก่งที่ได้มาจากพระเจ้า แล้วเมื่อเวลาผ่านไปหลายพันปี เลยดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อไป อันนี้ผมเดาล้วนๆนะครับ



รูปข้างล่างเป็นรูปรามเสสออกรบ นั่งอยู่บน chariot

ส่วนเรื่องของโมเสสอ่านเพิ่มได้จากเว็ปนี้ครับ http://www.christiananswers.net/dictionary/moses.html

วรณัย:
สนุกมากครับ
กระผมเป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชอบอารยธรรมโบราณทั่วโลก
โดยเฉพาะที่อียิปต์นี่ ดูจะสนุก ตื่นเต้นและเร้าใจกว่าอารยธรรมอื่น ๆ
......
การเริ่มต้นและล่มสลายของอียิปต์ที่หลาย ๆ คนมักจะมองแต่เงื่อนไขทางการปกครอง สังคมและวัฒนธรรมเป็นหลักสำคัญ
ทำให้เรามองว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่หลาย ๆแห่งสบสูญไป
ในความเห็นของผม เรามักจะมองข้ามปัจจัยที่สำคัญ..นั่นคือสภาพความอุดมสมบูรณ์ในการตั้งถิ่นฐาน หรือที่เรียกกันว่า สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เอื่อต่อการคงอยู่ของวัฒนธรรมและสังคมของมนุษย์
สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ในทางมานุษยวิทยาเราอาจจะเรียกกันว่า  "นิเวศวัฒนธรรม"
สภาพที่อียิปต์ในยุคอาณาจักรเก่าเผชิญ ก็คือปัญหาจากสภาพแวดล้อมมากกว่าปัญหาทางการเมืองและสงคราม
สภาพของแม่น้ำไนล์ก็เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดไม่ว่าจะแห้ง - ไหลเปลี่ยนเส้นทาง - หรือสารพิษโรคระบาดปนเปื้อนในน้ำ
สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แปรปวน
เช่นฝนตกหนัก หนาวจัดและร้อนจัด
เหตุผลทางนิเวศวัฒนธรรมจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วัฒนธรรมของมนุษย์ เกิดและล่มสลาย
ตัวอย่างของการเกิด มีอารยธรรมมากมาย สนธิขึ้นตามลุ่มแม่น้ำและสภาพภูมิประเทศและอากาศเอื้ออำนวยต่อการตั้งถิ่นฐาน
ส่วนตัวอย่างการล่มสลายของอารยธรรมกลับมีมากกว่า ดังเช่น
ตำนานน้ำท่วมโลก - เรือโนอา -แอสแลนตีส
แยงซีเกียง - ฮวงโห  - น้ำท่วม - โคลนถล่ม
ภูเขาไฟ - ปอมเปอี - ก๊าซพิษ(กำมะถัน)
แผ่นดินไหว   - แผ่นดินทรุด - แผ่นดินจม - แผ่นดินแยก - แผ่นดินยกตัว
พายุ - ฝน
ความแห้งแล้ง - แม่น้ำเปลี่ยนเส้นทางเดิน
แมลงศัตรูพืช - โรคระบาด
สารพิษ  
สภาวะอากาศ หนาวจัด  ร้อนจัด ชื้นจัด
และอีกมากมาย

อาณาจักรเก่าจึงเป็นตัวอย่างอันดีในการศึกษาเรื่องสภาพแวดล้อมและบทเรียนในอดีตของมนุษยชาติ
เพื่อตอบตัวเองในปัจจุบันว่า เตรียมพร้อมรับมือกับมันอย่างถูกต้อง สมดุลหรือยัง

จ้อ:
ขอบคุณครับคุณวรณัย

อ่านเรื่องตำนานหนองหานที่ว่าเมืองทั้งเมืองกลายเป็นหนองน้ำ
ทำให้นึกถึงปรากฎการณ์ทางธรณีวิทยาที่เรียกว่า Liquefaction ครับ
เป็นปรากฎการณืที่แผ่นดินเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวได้เมื่อเกิดแผ่นดินใหวใหญ่ๆ
ซึ่งจะเกิดขึ้นในที่ๆตั้งอยู่บนพื้นดินที่ค่อนข้างพรุน และมีน้ำขังอยู่ตามรูพรุนนั้นเยอะๆ
พอเกิดแผ่นดินใหวขึ้น ดินที่เคยพรุนๆก็ถูกอัดลงไปข้างล่าง น้ำทีอยู่ในดินก็ทะลักขึ้นมา
ลองนึกภาพถึงทรายตามชายทะเลที่ชุ่มน้ำ พอเรากดเท้าลงไปย่ำบนพื้นทรายมันก็บุ๋มลงไป
เป็นทรายเละๆ คล้ายเจลลี่ แล้วน้ำก็ทะลักขึ้นมา
ปรากฎการณ์Liquefaction พบเห็นบ่อยในแผ่นดินใหวคร้ังใหญ่ๆ 5-6 ริตเตอร์ก็เกิดได้
นักโบราณคดีก็สันนิฐานว่าเมืองคุณตุ๋ย...เอ้ยไม่ใช่ครับ เมืองคนบาปโสดอมและกอมมอราห์
ก็ถล่มลงทะเลสาบโดยปรากฎการณ์นี้เช่นกัน
ดังนั้นที่ว่าเมืองทั้งเมืองกลายเป็นหนองน้ำก็ไม่เหลือเชื่อนักครับ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว