เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 506 ขยะสีดำใต้พรมทำเนียบขาว
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32397

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 28 มิ.ย. 20, 08:36

 เศร้า


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32397

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 29 มิ.ย. 20, 09:06

   ความเป็นอยู่ของนายผิวขาวและทาสผิวดำในอาณาเขตบ้านเดียวกัน แตกต่างกันเหมือนสวรรค์และนรก    นายผิวขาวมีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์  ฟุ่มเฟือย  มีคนรองมือรองเท้าทุกกระดิก   คุณนายมาร์ธาเองมีบริวารหญิงเป็นโหลคอยทำงานบ้านให้ทุกชนิด รวมทั้งเลี้ยงคุณหนูน้อยๆ 4 คน   ไม่เคยรู้ว่าความลำบากลำบนเป็นอย่างไร
   ผิดกับทาสผิวดำที่ต้องทำงานสายตัวแทบขาดตั้งแต่ก่อนสว่างไปจนค่ำมืดดึกดื่น    ต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ผัวเมีย แล้วแต่นายจะสั่ง    ความกดดันจึงเพิ่มขึ้นมหาศาลในความรู้สึกของคนดำ
    หนึ่งในจำนวนนั้นเป็นหญิงผิวดำชื่อโอน่า จัดจ์   เธอไม่ใช่ผิวดำแท้ แต่เป็นลูกครึ่ง เรียกว่า Mulatto  มาจากภาษาสเปนแปลว่า "เลือดผสม"   เด็กมูลัตโตมักจะเกิดจากพ่อซึ่งเป็นชาวยุโรปผิวขาว  พวกนี้เดินทางมาอเมริกาแล้วได้ผู้หญิงผิวดำเป็นนางบำเรอ    เด็กเกิดออกมาเป็นลูกครึ่ง ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผิวขาวตามพ่อ แต่ถูกตัดสินว่าเป็นผิวดำตามแม่   
      พ่อของโอน่าเป็นช่างตัดเสื้อชื่อแอนดรูว์ จัดส์  ว่ากันว่าเขาเป็นช่างเสื้อประจำตัวของจอร์จ วอชิงตัน เป็นคนตัดเครื่องแบบให้    เมื่อได้นางทาสผิวดำเป็นนางบำเรอ จนเกิดลูกออกมา   แอนดรูว์ก็ไม่เคยดูดำดูดีลูกเมีย และไม่เข้ามาข้องแวะใดๆกับลูกสาวนอกกฎหมายของเขาตลอดชีวิต
      กฎหมายสมัยนั้นกำหนดให้ลูกทาสต้องเป็นทาส  ไม่ว่าพ่อจะเป็นอิสรชนหรือไม่ก็ตาม   แม่ของโอน่าเป็นทาสของแดเนียล ปาร์ค เคอร์ติส  สามีคนแรกของมาร์ธา วอชิงตัน ดังนั้นโอน่าจึงตกเป็นทรัพย์สินของนายของแม่   และตกทอดมาเป็นทรัพย์สินของมาร์ธา วอชิงตัน ภรรยาม่ายนายอีกทอดหนึ่ง
     เมื่อมาร์ธาแต่งงานกับจอร์จ วอชิงตัน โอน่าก็กลายมาเป็นทาสของตระกูลวอชิงตัน   
    เมื่อโตเป็นสาว  โอน่าตัดสินใจหนีออกจากบ้านของนาย ลงเรือหนีข้ามรัฐไปอยู่ที่นิวแฮมป์เชียร์   ณ ที่นั้นมีครอบครัวคนผิวดำที่เป็นไทแก่ตัวอาศัยอยู่มากพอจะเป็นที่พึ่งพิงของเธอได้   
     เมื่อรู้ว่าทาสหนีไป   ประธานาธิบดีผู้ประกาศอิสรภาพแก่คนผิวขาวก็ส่งคนมาไล่ล่าเอาตัวเธอกลับไปบ้านด้วยกลอุบายต่างๆ หลายครั้งหลายหน   แต่โชคดีทำไม่สำเร็จ   โอน่าจึงมีชีวิตเป็นไทแก่ตัว อยู่จนกระทั่งแก่ชราถึงแก่กรรม  แม้ยากจนค่นแค้นสาหัส เธอก็ไม่เคยอยากจะกลับไปเป็นทาส  ทั้งที่ชีวิตในบ้านนาย อย่างน้อยถึงลำบากแต่ทาสก็ไม่ถึงกับอดตาย   
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11330



ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 29 มิ.ย. 20, 12:00

ขยิบตา


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32397

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 01 ก.ค. 20, 07:57

   ย้อนกลับมาที่ จอร์จ วอชิงตัน  เกี่ยวกับการเลิกทาส
   มีหลักฐานเอกสารว่าจอร์จ วอชิงตันเคยเขียนจดหมาย แสดงความเห็นอกเห็นใจชะตากรรมของบรรดาทาสผู้รับใช้  มองเห็นความทารุณและอยุติธรรม   มีท่าทีเหมือนจะเป็นหนึ่งในผู้รณรงค์นโยบายยกเลิกทาส  แต่..เปล๊า  เอาเข้าจริงแล้วท่านประธานาธิบดีก็หาได้แตะต้องประเด็นนี้จริงจังไม่
   ที่เห็นชัดคือโดยส่วนตัวเขาก็ยังเป็นนายงานตัวใหญ่ที่ปกครองทาสกลุ่มมหึมา    ยังซื้อขายแลกเปลี่ยนทาส ไม่ต่างจากนายทุนอื่นๆ  ยังไล่ล่าทาสของเขาที่หลบหนี    ตามกฎหมายสมัยนั้นอีกด้วย   ความจริงกฎหมายไล่ล่าทาสที่หลบหนีออกมาเมื่อปี 1793  สมัยเขาเป็นประธานาธิบดี   เขาจะใช้สิทธิ์ยับยั้งก็ได้ แต่ก็ไม่ทำ   เอออวยให้กฎหมายนี้ผ่านออกมาใช้  เมื่อรัฐเพนซิลเวเนียส่งร่างกฎหมายยกเลิกทาสของ เมื่อปี 1790  ประธานาธิบดีก็ปล่อยให้โดนตีตกไป  ไม่สนับสนุน
   มองได้ในแง่หนึ่งว่า เอาเข้าจริงจอร์จ วอชิงตันก็ทุ่มเทอุทิศแรงกายแรงใจให้ประเทศ   เพียงแต่ว่าประเทศอย่ามาทำให้เขาเสียผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้นก็พอ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32397

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 01 ก.ค. 20, 08:15

     ธุรกิจการเกษตรของจอร์จต้องพึ่งแรงงานทาสเป็นหลัก      ดังนั้นต่อให้จอร์จทำตัวเป็นนักอุดมคติ ปลดปล่อยทาสทั้งหมดเพื่อมนุษยธรรม    ก็ต้องเจอแรงปะทะอย่างหนักจากลูกเมียอยู่ดี    โดยเฉพาะมาร์ธา  เพราะมันหมายถึงการล้มละลายของครอบครัว     จอร์จจึงตัดสินใจเก็บอุดมคติไว้ในลิ้นชัก  แล้วใช้แรงงานทาสต่อไป
    ทาสของจอร์จ วอชิงตันแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1  ทาสดั้งเดิมที่เขาได้รับเป็นมรดกตกทอดจากพ่อและพี่ชาย  ทาสพวกนี้เป็นสินส่วนตัว   2  ทาสที่ได้มาเมื่อสมรส คือเป็นทาสของมาร์ธาที่เธอนำมาด้วยเมื่อมาอยู่ที่บ้านเขา  3 ทาสที่เขาซื้อหามาเพิ่มเติมในภายหลัง
     ทาสของวอชิงตันประเภท 1 และ 3  เกือบทั้งหมดไปแต่งงานอยู่กินตั้งครอบครัวกับทาสประเภทที่ 2  ดังนั้นจอร์จจึงไม่อาจปล่อยทาสของเขาเป็นอิสระได้ทันที เนื่องจากความพัวพันอีรุงตุงนังในสภาพสมรสนี่เอง     เขาก็เลยปล่อยทาสได้คนเดียวคือคนรับใช้ส่วนตัวของเขา   ส่วนทาสของเขาคนอื่นๆนั้นเขาตั้งเงื่อนไขไว้ในพินัยกรรมว่า ให้เป็นอิสระได้หลังจากมาร์ธา ภรรยาของเขาตายไปแล้ว   
     จอร์จตายไปก่อนมาร์ธา     เขาไม่มีลูกกับเธอ  ส่วนลูกทั้งสี่จากสามีเก่านั้นล้วนแต่อายุสั้น ตายไปก่อนแม่   ดังนั้นเมื่อจอร์จตายจากไปก่อน   ในบ้านเหลือแต่นายผู้หญิง  กล่าวกันว่ามาร์ธากลัวมากว่าทาสจะลุกฮือขึ้นมาเมื่อไม่มีนายผู้ชายให้ยำเกรง   เธอก็เลยปล่อยทาสของจอร์จประเภทที่ 1 และ 3 เป็นอิสระ   ไม่รอให้เธอตายก่อนตามที่จอร์จสั่งไว้ในพินัยกรรม   
     แต่ทาสประเภทที่ 2  เป็นทาสมรดกตกทอดของตระกูลสามีเก่าของมาร์ธา    ตามกฎหมายจะต้องส่งต่อไปให้ทายาทรุ่นต่อๆไป    มาร์ธาไม่มีสิทธิ์ปล่อย   ทาสกลุ่มนี้ก็เลยไม่มีโอกาสรับอิสรภาพอย่างทาสอื่นๆ ยังต้องก้มหน้าก้มตาเป็นทาสของหลานย่าหลานยายของมาร์ธา วอชิงตัน ต่อไป
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32397

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 02 ก.ค. 20, 08:53

 รายต่อไปที่เข้าคิวอยู่ในกระทู้นี้คือประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ๊คสัน   ผู้นำลำดับที่ 7 ของสหรัฐอเมริกา  ได้รับเกียรติให้มีภาพอยู่ในธนบัตรใบละ 20 ดอลล่าร์จนปัจจุบัน
  แอนดรูว์เกิดในยุคที่อเมริกายังเป็นอาณานิคม    พ่อแม่เป็นชาวไอริสกับสก๊อต อพยพมาจากไอร์แลนด์    เติบโตมาด้วยความยากจนค่นแค้น  แต่มานะสร้างตัวเองขึ้นมาจนได้ด้วยการเป็นนักกฎหมาย จากนั้นเข้าสู่การรบกับอังกฤษ เพื่อปลดเปลื้องอาณานิคมให้เป็นอิสระ    แล้วก็เข้าสู่วงการเมือง ตั้งพรรคเดโมแครตขึ้นจนยั่งยืนมาถึงทุกวันนี้   ในที่สุดก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 7
ผลงานของแอนดรูว์ แจ๊คสันมีหลายเรื่อง ล้วนเป็นเกียรติประวัติให้เด็กนักเรียนอเมริกันได้เรียนกันจนถึงปัจจุบัน   อย่างหนึ่งคือสนับสนุนเสรีภาพของประชาชน    และอีกเรื่องคือสนับสนุนให้ชาวอาณานิคมไม่กระจุกตัวอยู่แค่ 13 รัฐ  แต่อพยพไปตั้งถิ่นฐานทางตะวันตกของอเมริกาให้มากขึ้น
เขาบอกว่าดินแดนทางตะวันตกนั้นกว้างใหญ่ไพศาล อุดมสมบูรณ์    มีพื้นที่มากมายที่จับจองได้ตามใจชอบ     ผู้คนก็เลยเฮละโลเดินทางไปตะวันตกกันยกใหญ่  ทำให้ดินแดนของประเทศกว้างใหญ่ขึ้นทันตาเห็น


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32397

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 03 ก.ค. 20, 08:41

  แอนดรูว์สร้างตัวจนเป็นเศรษฐีขึ้นมาได้ นอกจากด้วยอาชีพนักกฎหมาย   เขายังทำธุรกิจการเกษตรเช่นเดียวกับจอร์จ วอชิงตัน   เขามีคฤหาสน์หลังงามบนที่ดินผืนมหึมา เป็นไร่ฝ้ายที่ทำรายได้มหาศาล      ด้วยเหตุนี้จึงต้องอาศัยแรงงานทาสจำนวนหลายร้อย    แอนดรูว์นอกจากใช้แรงงานทาสแล้ว เขายังซื้อขายแลกเปลี่ยนทาสซึ่งเป็นการค้าที่ได้ผลกำไรงาม
  ในเมื่อกฎหมายระบุว่าเด็กที่เกิดจากทาสต้องเป็นทาสโดยกำเนิด     ดังนั้นการซื้อทาสเอาไว้ จึงไม่ต่างอะไรกับซื้อม้า วัวหรือแกะ  เพราะระบบทาสทำให้เกิดการผลิตลูกไว้ให้ขายได้ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด     นายทาสอย่างแอนดรูว์ก็เลยมั่งคั่งอู้ฟู่ขึ้นมาจากการค้าทาสนอกเหนือจากค้าฝ้าย  ว่ากันว่าตลอดชีวิตเขามีทาสไม่ต่ำกว่า 300 คน
  แอนดรูว์เลี้ยงทาสของเขาค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับนายงานอื่นๆในยุคนั้น     ทาสมีที่อยู่อาศัยเป็นสัดเป็นส่วนในกระท่อมรายรอบคฤหาสน์ของนาย    ได้รับเครื่องมือสำหรับเลี้ยงชีพ เช่นปืนไว้ล่าสัตว์  เครื่องมือจับปลา เป็นต้น  แต่เขาก็เป็นนายงานที่เข้มงวด  ทาสต้องทำงานหนักโงหัวไม่ขึ้นเพื่อให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมาย     ใครก็ตามที่ทำงานไม่เป็นที่พอใจจะถูกโบยตี    ทาสที่หนีจะถูกประกาศไล่จับตัวด้วยรางวัลงาม และมีรางวัลแถมให้ด้วยสำหรับคนจับได้แล้วเฆี่ยนตีซ้ำ

ภาพข้างล่างคือคฤหาสน์ The Hermitage ของแอนตรูว์ แจ๊คสัน   ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมได้

 


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32397

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 03 ก.ค. 20, 08:42

ภาพวาดแสดงถึงคฤหาสน์ในยุคของเขา


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.03 วินาที กับ 20 คำสั่ง