เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 14
  พิมพ์  
อ่าน: 15245 ตำราเทวรูปพระไสยศาตร์
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 08:41

๏ พระนราย์นประทับบันลังค์นาค์ ๚


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 08:49

๏ พระนราย์นบันธมสินธุในกระเศียรสมุท๚


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 09:03

๏ พระนรายน์จำสถานนั่ง ๚ะ๛

๏ พระปรเมศวร ๚ะ๛


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 10:07

๏ พระนรายน์ทรงบาชปราบเอกทันท์ ๚ะ๛

ของไทยในนารายณ์สิบปาง ฉบับโรงพิมพ์หลวงว่า ในไตรดายุค พระอิศวรสถิตอยู่ ณ เขาไกรลาส ในวันที่พระเป็นเจ้าทั้งสามมาประชุมกัน ยังมีพรหมจำพวกหนึ่ง เห็นพระพรหมธาดาทรงหงส์เป็นพาหนะ พรหมจำพวกนั้นมีความริษยาแก่พระพรหมธาดา ผลกรรมอันนั้นจึงได้จุติลงมาบังเกิดเป็นช้างชื่อ เอกทันต์ มีงาเดียวงอกกลางเพดาน มีอำนาจมาก แทงเงาและรอยเท้ามนุษย์ให้ตาย เที่ยวกระทำยำยีเดือดร้อนไปทั้งสามโลก เหล่าพระสิทธิทั้งหลาย มีฤๅษีจุฬามหาพรหมเป็นต้น ปรึกษาพร้อมกันแล้วจึงขึ้นไปฟ้องพระอิศวร พระอิศวรจึงมีเทวโองการให้เทพยดาจัตุบทและจัตุบาท ไปเชิญเสด็จพระนารายณ์มา ณ เขาไกรลาส และให้ไปปราบช้างเอกทันต์ พระนารายณ์จึงกระทำเทวฤทธิ์มี ๖ กร เอากำลังพระอาทิตย์พระจันทร์มาทำเป็นเทพอาวุธชื่อว่า เสมา เอากำลังพระเพลิงพระคงคาทำเป็นเทพอาวุธชื่อว่า โสภา เอากำลังพระยามงคลสุบรรณมาทำเป็นเทพอาวุธชื่อว่า ชาลัก เอากำลังเขาพระเมรุมาทำเป็นเทพอาวุธชื่อว่า ตรี เอากำลังพระยานกอินทรีชื่อท้าวศรีพิลาไลยมาทำเป็นเทพอาวุธชื่อว่า พระเฆอ เอาพระยาอนันตนาคราชมาทำเป็นบ่วงบาศ แล้วเสด็จมาโลกมนุษย์ มาถึงทุ่งนาพบกับชาวนา ๔ พี่น้อง พี่ใหญ่ชื่อ โภควันดี พี่หญิงที่ ๒ ชื่อว่า สิระวัง (ศรีระวัง) น้องทั้ง ๒ ชื่อว่า คชศาสตร ๑ ศาสตรกรรม ๑ ทั้งสี่ฝากตัวขอเป็นศิษย์พระนารายณ์ นำทางพระนารายณ์มาถึงฝั่งนทีอันใหญ่ พระนารายณ์จึงเอาใบไม้แถลงสาร (ใบแสมสาร) โยนลงนทีเกิดเป็นเรือ พระนารายณ์และ ๔ พี่น้องข้ามฟากไปอีกฝั่ง ถึงป่าไม้คูน ไม้ยอเชิงภูเขาซึ่งเป็นที่อยู่ของช้างเอกทันต์ ๔ พี่น้องกลัวจึงขอให้พระนารายณ์คุ้มครอง พระนารายณ์จึงร่ายวิษณุมนตร์ ๓ คาบแล้วกระทำประทักษิณเป็นทักขิณาวัฏ ๓ รอบ เอาพระเฆอปักลงพื้นพระธรณี เอาพระรัศมีพระเพลิงมาประดิษฐานไว้ทั้งเฉวียงสดำ (ทั้งซ้ายทั้งขวา) และมีเทวโองการเรียกพระมหาวิฆเนศให้มาประจำพระเพลิงฝ่ายขวา แล้วถอดเอาสายธุรำของพระองค์อธิษฐานให้เป็นพระเทวกรรม นั่งประจำพระเพลิงฝ่ายซ้าย แล้วให้คนทั้ง ๔ สังวัธยายมนตร์พฤฒิบาศนั่งรักษาตัวอยู่ในที่นั้น พระนารายณ์กระทำเทวฤทธิ์ หักรุกข ๗ ประการมากวัดแกว่งเรียกเทพยดาชื่อมหาเมศว ให้ต้อนหมู่ช้างทั้งหลายมา พระมหาเมศวก็ไล่หมู่ช้างเถื่อนทั้งหลายมายังที่นั้นทั้งสิ้น แต่ช้างเอกทันต์เป็นพรหมมาบังเกิด เป็นชาติอิศรพงศ์ ไม่ได้มาโดยวิษณุโองการ พระนารายณ์พิโรธ จึงเอารุกขทั้ง ๗ ประการมาร่ายวิษณุมนตร์ ๓ คาบ ฟาดลงไปที่รอยปถวะลัญช์แห่งคชเอกทันต์ ถ้วนวาร ๓ หน เดชะอำนาจวิษณุมนตร์ บันดาลให้ช้างเอกทันต์ปวดศีรษะดังจะแตกออกเป็น ๗ ภาค ก็วิ่งมาด้วยกำลังโกรธเข้าต่อสู้ด้วยพระนารายณ์ พระนารายณ์ทรงเทพอาวุธทั้ง ๕ เข้าสู้กับเอกทันต์เป็นสามารถ เอกทันต์สิ้นกำลังก็บ่ายหน้าจะหนี พระนารายณ์จึงทรงบาศอุรเคนทร์ซัดถูกเท้าขวาอสุรเอกทันต์ แล้วเอาตรีปักลงบนพื้นพระธรณี อธิษฐานให้เป็นต้นไม้มะตูม แล้วเอาหางอุรเคนทร์กระหวัดไว้กับต้นไม้มะตูม แล้วเอาพระหัตถ์ขวาทึ้งเอามะลิวัลย์มาอธิษฐานให้เป็นทาม เป็นพับเฌอคล้องคอคชเอกทันต์เข้าไว้กับไม้คูน เมื่อเสร็จภารกิจพระนารายณ์ก็เสด็จมาอยู่ใต้ร่มไม้ยอ แล้วตรัสเรียกคนทั้ง ๔ ให้มาจากที่ซุ้มร่มอันนั้น เอาตำรับพฤฒิบาศประสิทธิ์ให้คนทั้ง ๔ เป็นประกรรมสำหรับได้ปราบหมู่ช้างทั้งหลายและสอนให้กระทำการคชกรรมต่อไป แล้วพระนารายณ์มีเทวโองการสั่งเทพคชนาคให้เอาช้างเอกทันต์ไปไว้เป็นพาหนะของพระอินทร์ แต่ให้รักษาไว้ที่ป่าพ้นมนุษย์ทั้งหลาย แล้วพระนารายณ์เป็นเจ้าเสด็จกลับไปประทมสินธุ์ในเกษียรสมุทร ครูประกรรมจึงได้ห้ามไม่ให้หมอช้างทั้งปวงหักกิ่ง ถากเปลือก เด็ดใบ ไม้มะตูม ไม้ยอ ไม้คูน เพราะเหตุพระนารายณ์ประสิทธิครูประกรรมในที่นั้น

๏ พระอิศวรเหยียบองคุกะพรหม ๚

ของไทยในนารายณ์สิบปาง ฉบับโรงพิมพ์หลวงว่า ในไตรดายุค มีพรหมตนหนึ่งชื่ออังคุฐพรหม เห็นพระพรหมธาดาทรงหงส์เป็นพาหนะ อังคุฐพรหมมีความริษยาแก่พระพรหมธาดา จึงขึ้นไปย่ำยีบรรดาพรหมในสุทธาวาสมหาพรหม ท้าวมหาพรหมจึงให้พรหมสัทธาสิทธิ พรหมสัทธาสิบ พรหมสัทธาทิพ พรหมสัทธาเทพ ไปต่อสู้กับอังคุฐพรหม พรหมทั้ง ๔ สู้ไม่ได้ ท้าวมหาพรหมจึงทูลพระอิศวร พระอิศวรจึงเสด็จไปชั้นสุทธาวาสมหาพรหม อังคุฐพรหมเข้าต่อสู้ พระอิศวรกระทำเทวฤทธิ์ขึ้นเหยียบบ่าอังคุฐพรหม ถอดเอากุณฑลขว้างอังคุฐพรหมศีรษะแตกตาย พระอิศวรเสด็จกลับเขาไกรลาส ดวงจิตอังคุฐพรหมจุติยังโลกมนุษย์ เกิดเป็นม้าชื่ออสุรกัณฐะกะ เที่ยวเบียดเบียนสามโลก

๏ พระนรายน์จับระบำ


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 10:12

๏ พระพลเทพย์ไถนา ๚ะ๛

พระพลเทพ (बलदेव) หรือพระพลราม (बलराम) อินเดียว่าเป็นบุตรคนที่ ๗ ของวาสุเทพกับนางเทวกี พี่ชายของพระกฤษณะ เดิมเป็นอวตารของพระวิษณุปางที่ ๘ ในทศวาตารฉบับดั้งเดิม เมื่อเกิดพุทธาวตารจึงแก้ให้เป็นอวตารของเศษนาค (ในภาควัตปุราณะระบุว่าเป็นอวตารปางที่ ๑๙ ของพระวิษณุ) พระพลรามมีผิวกายสีขาว อาวุธคือกระบองและคันไถ มีนิสัยชอบดื่มสุราอย่างมาก ชายาชื่อนางเรวตี บุตรีท้าวกกุทมิน ส่วนไทยในนารายณ์สิบปาง ฉบับโรงพิมพ์หลวงว่า เป็นเทพยดาที่ตามเสด็จพระบรมจักกฤษณ์ไปปราบพาณาสูรที่กรุงรัตนา

๏ รูปพระฤๅษีเทวบิศ ๚

ยังไม่ทราบข้อมูล




เจอข้อมูลฤๅษีเทวบิดแล้วครับ ในนารายณ์สิบปาง ฉบับโรงพิมพ์หลวงว่าเมื่อดวงจิตอังคุฐพรหมจุติยังโลกมนุษย์ เกิดเป็นม้าชื่ออสุรกัณฐะกะ เที่ยวเบียดเบียนสามโลก มีจิตพยาบาทพระอิศวร จึงเหาะไปเชิงเขาไกรลาส ขณะนั้นพระฤๅษีเทวบิดเป็นพนักงานน้ำสรงพระอิศวรลงมาตักน้ำในสระอโนดาต อสุรกัณฐะกะไล่กัดขบฤๅษีเทวบิด ฤๅษีเทวบิดหนีไปเฝ้ากราบทูลพระอิศวร พระอิศวรจึงให้เทพยดาจัตุบท จัตุบาท ไปเชิญเสด็จพระนารายณ์มาปราบ
บันทึกการเข้า
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 11:37

๏ พระนรายน์เสด็จไปเมืองจิตตรํมะลำ

เมืองจิตตรํมะลำ หรือเมืองจิทัมพรัม (சிதம்பரம்) เป็นเมืองในรัฐทมิฬนาฑู ในโกยิลปุราณัมเล่าว่า หลังจากพระศิวะปราบพวกฤๅษีในป่าตารกะ พระยาอนันตนาคราชได้ฟังพระนารายณ์ทรงเล่าถึงการฟ้อนรำของพระศิวะในป่า ตารกะ  มีความประสงค์ที่จะได้ดูการฟ้อนรำของพระศิวะบ้าง พระยาอนันตนาคราชจึงทูลพระนารายณ์ให้ทรงทูลพระศิวะให้ทรงฟ้อนรำให้ด  พระนารายณ์จึงทรงแนะนำให้พญาอนันตนาคราชบำเพ็ญพรตบูชาพระศิวะเพื่อขอพรแล้วจะได้ทุกๆ อย่างที่ต้องการ  พญาอนันตนาคราชก็ทรงทำตาม และเมื่อได้เวลาทูลขอการฟ้อนรำ พระศิวะก็ทรงรับคำว่าจะลงมาฟ้อนรำให้ดูในโลกมนุษย์ ณ ตำบลจิทัมพรัม ให้พระยาอนันตนาคราชมาคอยดู ครั้นถึงวันที่กำหนดพระศิวะก็เสด็จลงมายังติลไล หรือจิทัมพรัม ทรงเนรมิตนฤตสภา (เทวสภา) ขึ้น แล้วจึงฟ้อนรำตามที่เคยทรงประทานสัญญาแก่พระยาอนันตนาคราชอีกครั้งหนึ่ง  และมีพระบัญชาให้ภรตมุนี ซีงอยู่ใน ณ ที่นั้นด้วย บันทึกสร้างเป็นตำราการฟ้อนรำขึ้น

๏ พระนราย์ทรงขลุ่ย

สันนิษฐานว่าคือพระกฤษณะ (कृष्ण) ของไทยในนารายณ์สิบปาง ฉบับโรงพิมพ์หลวงว่าชื่อพระบรมจักรกฤษณ์

พระนราย์นนนทุกข

ของไทยในนารายณ์สิบปาง ฉบับโรงพิมพ์หลวงว่า อสุรนนกทุกพรหม เป็นพนักงานตักน้ำล้างเท้าเทวดา (ฉบับโรงพิมพ์วัชรินทร์ว่ามีอสุรพรหมตนหนึ่งมาไม่ทันประชุม จึงถูกพระอิศวรสาปให้เป็นนนทุก รามเกียรติ์ฉบับสยามรัฐว่าอนันตพรหม อิจฉาพรหมธาดารุ่นน้องที่พระอิศวรตั้งให้ปกครองพรหมทั้งปวง จึงไม่เข้าเทวสมาคม ไม่เข้าเฝ้าพระอิศวร พระอิศวรจึงสาปให้เป็นนนทุก) นนทุกถูกเหล่าเทพยดาโขกทุบถอนศีรษะจนหัวล้าน นนทุกพรหมโกรธจึงทูลขอนิ้วเพชร ชี้ผู้ใดก็ตายจากพระอิศวร นนทุกพรหมใช้นิ้วเพชรชี้เหล่าเทพยดาตายจำนวนมาก พระอิศวรจึงให้พระนารายณ์มาปราบ พระนารายณ์อวตารมาเป็นนางอัปสรกัญญา (อัปสรอวตาร โคลงนารายณ์สิบปางว่าอัปสราวตาร ฉบับโรงพิมพ์วัชรินทร์ว่าเทพอัปสรอวตาร) นนทุกเห็นจึงเกี้ยวพาราสี นางอัปสรว่าถ้ารักจริงต้องรำตาม นนทุกตกลง นางอัปสรจึงรำเพลงเทพนม เพลงประถม พรหมสี่หน้า สร้อยมาลา กวางเดินดง หงส์บิน กินนรเลียบถ้ำ ช้านางนอน ภมรเคล้า แขกเต้า ผาลาเพียงไหล่ เมขลาโยนแก้ว มรุยาฟ้อน ลมพัดยอดตอง พรหมนิมิต พิสมัยเรียงหมอน มัจฉาชมสมุทร นารายณ์ขว้างจักร เมื่อถึงท่านาคราชฟ้อนหาง (รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในร.๑ ว่านาคาม้วนหาง) ชี้นิ้วตรงเพลา กระดูกขาก็พินทนาการทำลายออก ล้มลงทันใด พระนารายณ์จึงคืนร่างเหยียบอกนนทุก นนทุกถามว่าตนทำสิ่งใดผิด พระนารายณ์จึงว่านนทุกชี้เทพยดาตายมากมาย นนทุกว่าพระนารายณ์กลัวนิ้วเพชรตนจึงแปลงเป็นนางอัปสร พระนารายณ์ว่าไม่กลัวแต่เพราะนนทุกจะตายเพราะกิเลส นนทุกจึงขอพรพระนารายณ์ว่าให้ตนไปเกิดเป็นอุปปาติกะเชิงเขาไกรลาส พระนารายณ์อนุญาตแล้วตัดศีรษะนนทุกไป นนทุกเกิดเป็นอุปปาติกะ จึงทำความเพียรบูชาพระอิศวรด้วยกายดุริยางค์ เอากระบอกศีรษะทำกะลาซอ เอากระดูกสันหลังทำท่อนซอ เอาหนังศีรษะเป็นหนังขึงซอ เอาเอ็นในกายเป็นสายซอสีถวายพระอิศวร พระอิศวรเป็นเจ้าได้ฟังเพลงที่ไพเราะก็โปรดประทานพรให้ อุปปาติกะนนทุกจึงขอให้ไปเกิดเป็นอสูรพงศ์พรหมในลงกาทวีป มีสิบเศียร ยี่สิบกร ทรงเทพอาวุธครบหัตถ์ มีมหิธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่ พระอิศวรประทานพร อุปปาติกะจึงจุติลงมาเข้าครรภ์นางรัชฎา มเหสีของท้าวลัสเตียน เมื่อประสูติได้ชื่อว่าทศกัณฐ์ สันนิษฐานว่าเรื่องนนทุกอาจมีที่มาจากภัสสมาสูร (भस्मासुर) ที่บำเพ็ญตบะแรงกล้าแล้วได้รับพรจากพระศิวะ พระศิวะให้ภัสมาสูรขอพร ภัสมาสูรได้ขอให้ไม่มีวันตาย แต่พระศิวะว่าไม่มีอำนาจที่จะให้ไม่ตาย ดังนั้นภัสมาสูรจึงขอให้มีฤทธิ์ทำให้คนอื่นตายโดยใช้มือแตะบนศีรษะของผู้ใด ผู้นั้นจะไหม้เป็นเถ้าถ่าน (ภัสมะ) ครั้นให้พรแล้วภัสมาสูรจึงพยายามแตะศีรษะของพระศิวะ เพราะเห็นนางปารวตีแล้วต้องการนางเป็นภรรยา พระศิวะหนีไปหาพระวิษณุ พระวิษณุจึงแปลงเป็นนางโมหิณี (मोहिनी) ซึ่งทำให้ภัสมาสูรลุ่มหลงในความงดงาม ภัสมาสูรได้ขอนางแต่งงาน นางโมหิณีได้บอกว่าจะแต่งงานด้วยถ้าภัสสมาสูรเต้นด้วยกัน แล้วทั้งสองก็เริ่มเต้นรำ นางโมหิณียกมือไว้บนหัว ภัสมาสูรหลงกลก็เลียนแบบ จึงกลายเป็นเถ้าถ่าน


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 11:52

ข้อความขาดไป เมื่อเปรียบเทียบกับตำราเทวรูปเล่มอื่นแล้ว อาจเป็นรูปพระนารายณ์กระแสพยาม

๏ พระนรายน์จำสถานยืน ๚

๏ พระนรายน์เสดจจะไปปราบนนทุกขพรหม ฯ


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 13:43

๏ พระลัศมีคือองค์ศิดา

พระลักษมี लक्ष्मी เป็นมเหสีของพระวิษณุ

๏ พระมเหศวาริย์

พระมเหศวรี माहेश्वरी ของอินเดียคือชื่อหนึ่งของพระนางปารวตี หรือศักติของพระศิวะ แต่ของไทยในในนารายณ์สิบปาง ฉบับโรงพิมพ์หลวงว่า เป็นคนละองค์ และว่าพระมเหศวรีเป็นมเหสีของพระนารายณ์ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ กรุงเทพมหานคร ในโบสถ์พระนารายณ์ได้ประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์กับพระลักษมี พระมเหศวรี ซึ่งควรจะเป็นภูมิเทวี (भूमी देवी) ตามแบบอินเดียใต้ที่นิยมประดิษฐานเทวรูปพระวิษณุคู่กับพระลักษมีและภูมิเทวี

๏ พระอุมาภัควดี

พระอุมาภัควดี उमा भगवती ชื่อหนึ่งของพระนางปารวตี เป็นมเหสีของพระศิวะ


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 13:50

พระนรายน์ทรงสิงหภาหน์


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 14:23

พระขันธกุมารทรงมยุรภาหน์

พระขันทกุมาร स्कंद कुमार เป็นโอรสของพระศิวะ ของอินเดียนิยมเรียกว่าการติเกยะ (कार्तिकेय) เกิดจากพระศิวะทรงขว้างเชื้อของพระองค์ลงไปในไฟเกิดเป็นกุมารขึ้น พระคงคา (บ้างก็ว่านางบรรพตี) ก็รับเป็นมารดา ต่อมานางกฤติกาทั้ง ๖ (เทวดาประจำดาวลูกไก่) เอาไปเลี้ยงไว้และมี ๖ เศียรตามจำนวนนางกฤติกาซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดู บางคัมภีร์ว่ามารดาของพระขันทกุมารคือพระอุมา ส่วนไทยในนารายณ์สิบปาง ฉบับโรงพิมพ์หลวงว่า หลังจากพระอิศวรปราบมูลาคะนีแล้วเสด็จกลับไกรลาส เสด็จไปทรงศีลอยู่เหนือยอดเขารัชดากูฏ ให้หมู่อุรเคนทร์รักษาพระองค์ แล้วดื่มกินพระโลหิตในแม่นิ้วพระบาท กระทำด้วยเทวฤทธิ์ บังเกิดกุมารองค์หนึ่งออกจากอุทรประเทศ มี ๖ พักตร์ ๑๒ กร ให้นามว่าพระขันทกุมารเทวโอรส และเสกมนยุรปักษาให้เป็นพาหนะ เมื่อจะให้ไปปราบอสุรภังคีได้ทำพิธีโสกันต์แต่เกิดเรื่องหัวหายเสียก่อน พระขันธกุมารของไทยจึงถูกรวมเป็นองค์เดียวกับพระมหาวิฆเนศ


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 14:33

ภาพยังวาดไม่เสร็จ ไม่มีข้อความระบุกำกับว่าคือเทพองค์ใด แต่มีความคล้ายคลึงกับรูปพระขันทกุมารทรงนกยูงบนบานหน้าต่างของพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) รูปนี้อาจเป็นรูปพระขันทกุมารต้นแบบ


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 16:02

๏ พระพรหม์นารถ

๏ พระพรหมธาดา

พระพรหมธาดา ‎ब्रह्मधाता = พรหมผู้สร้าง คือพระพรหม ของอินเดียในคัมภีร์ศตปภะพราหมณะว่า ในสมัยที่จักรวาลยังว่างเปล่า พระปรมาตมัน (परमात्मन्) มีพระประสงค์ที่จะสร้างโลกและจักรวาลขึ้น จึงทรงสร้างน้ำขึ้นมาก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นก็ทรงหว่านพืชลงไปในน้ำนั้น กำเนิดเป็นไข่ทองคำขึ้นในน้ำนั้น เมื่อเวลาผ่านไปก็ปรากฏว่าไข่นั้นได้แตกออกเป็น 2 ซีก ซีกบนปรากฏเป็นท้องฟ้า ส่วนซีกล่างปรากฏเป็นแผ่นดิน ภายในไข่ทองคำที่แตกออกมา มีพระพรหมที่มีรูปร่างปรากฏ และได้ทำการสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้น ส่วนของไทยในนารายณ์สิบปาง ฉบับโรงพิมพ์หลวงว่า หลังเพลิงบรรลัยกัลปล้างโลกแล้ว ครั้งนั้นพรเวทพระธรรมมาประชุมกันเป็นสยมภูวญาน คือพระอิศวร พระอิศวรเอาพระหัตถ์ลูบพระอุระเกิดเป็นพระอุมาภควดี เอาพระหัตถ์เบื้องซ้ายลูบพระหัตถ์เบื้องขวาเกิดเป็นพระนารายณ์ เอาพระหัตถ์เบื้องขวาลูบพระหัตถ์เบื้องซ้ายเกิดเป็นพระพรหม

๏ พระพรหมนารถ




คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 18:08

๏ พระทระริงค์มัดอสุรสัตวบาพด้วยบ่วงเชือกบาช ๚

พระเทวริงค์ ยังไม่ทราบความเป็นมา มีภาพของพระเทวริงค์ปรากฏบนบานหน้าต่างของพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) และบานหน้าต่างวัดสุทัศนเทพวราราม ในหนังสือเทพฮินดูผู้พิทักษ์พุทธสถาน ของอรุณศักดิ์ กิ่งมณี ว่ามีการค้นพบภาพวาดกุลกุมารในลังกา ซึ่งคล้ายคลึงกับภาพพระเทวริงค์มาก สันนิษฐานว่าพระเทวริงค์อาจเป็นองค์เดียวกันกับกุลกุมาร กุลกุมาร (කළු කුමාරයා) เดิมเป็นเจ้าชายของอาณาจักรแคนดี ทรงถูกพระบิดาประหาร บ้างว่าพระองค์ทรงบำเพ็ญพรตจนเหาะได้ วันหนึ่งทรงเหาะไปเห็นเจ้าหญิงงามและเกิดหลงรัก จึงตกลงมาตายและกลายเป็นปีศาจที่อาฆาตผู้หญิงทุกคน จะมาสิงให้เป็นบ้าหรือเจ็บไข้ตาย และมักทำร้ายหญิงมีครรภ์ด้วย บางตำราว่าเป็นตนเดียวกับเททิมุณฑะ (දැඩිමුණ්ඩ) เทพเจ้าชั้นรองของลังกา หัวหน้าของพวกยักษ์และพัณฑาร เป็นเทพผู้พิทักษ์พุทธสถาน แต่ภาพที่ปรากฏมักแต่งกายเป็นเจ้าชายถืออาวุธ ไม่ใช่ภาพกินคน

๏ พระอินศวรทร้างมหาธนูโมลิด้วยลำไม้ศรีสุกขซึ่งศุกขวัฒนดาบศถวายพระอิศวรผู้เปนเจ้า ๚

ของไทยในนารายณ์สิบปาง ฉบับโรงพิมพ์หลวงว่า พระฤๅษีสุขวัฒน บำเพ็ญพรตอยู่เขาพระสุเมรุ (ฉบับโรงพิมพ์วัชรินทร์ว่าเชิงเขาไกรลาส) มีต้นไม้ไผ่ต้นหนึ่งสูงครอบหลังคาอาศรม พระฤๅษีสุขวัฒนจึงเอาไม้ไผ่ลำนั้นมาถวายพระอิศวร พระอิศวรจึงหักไม้ไผ่เป็นสองท่อนทิ้งลงมา ท่อนปลายเกิดเป็นกระบี่ชื่อชามภูวราช ท่อนต้นเกิดเป็นยักษ์ชื่ออสุรเวรำ ต้นโคตรวงศ์ฝ่ายมารดาของทศกัณฐ์ (ฉบับโรงพิมพ์วัชรินทร์ว่าพระอิศวรเอาไม้ไผ่มาทำธนู เมื่อน้าวธนูหักกลางคัน พระอิศวรเอาทิ้งเสีย ท่อนเบื้องบนเกิดเป็นวานรชื่อนิเกสรหรือชามพูวราช ท่อนเบื้องต่ำเกิดเป็นอสูรชื่อเวรำพาย ต้นโคตรวงศ์ฝ่ายมารดาของทศกัณฐ์ พระอิศวรทำนายว่าต่อไปวานรกับอสูรจะทำสงครามกัน วานรเกิดข้างหัวธนูจะชนะอสูร) ฤๅษีสุขวัฒนเฝ้าอยู่จนพลบค่ำ นางวานรินเทพอัปสรพนักงานประทีปหลงด้วยเพื่อนลืมจุดประทีป พระอิศวรกริ้วสาปให้ลงมาอยู่ในถ้ำเขาอังกาบ คอยท่าทหารพระนารายณ์ (รามเกียรติ์  พระราชนิพนธ์ในร.๑ ว่านางวานรินทร์) ไม้ไผ่นั้นจึงได้ชื่อว่าไม้ไผ่ฤๅษีสุข (ไผ่สีสุก)


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 18:16

ภาพกุลกุมาร (කළු කුමාරයා) ของลังกา มีความคล้ายคลึงกับภาพพระเทวริงค์มาก


บันทึกการเข้า
นโม ตสฺส
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 09 มิ.ย. 20, 20:05

๏ พระวิสณุ ๚ะ๛

พระวิษณุ विष्णु = แผ่ซ่านไปทั่ว

๏ พระศิวา ๚ะ๛

พระศิวะ शिव =ดีงาม เป็นมงคล

๏ พุทธาวตาลเพื่อจะถือเอาซึ่งพระศิวะลึงค์แต่อสูรตรีบุรำ ๚ะ๛

ของอินเดียในศิวมหาปุราณะว่า ตรีปุราสูร (त्रिपुरासुर) เป็นนามของอสูร ๓ ตน คือ ตารกักษะ (तारकाक्ष) วิทยุนมาลี (विद्युन्माली) และวีรยาวณะ (विरववाना) บุตรของตารกาสูร ที่ถูกพระขันทกุมารสังหาร ตรีปุราสูรบำเพ็ญตบะถึงพระพรหมเป็นเวลา ๓,๐๐๐ ปี พระพรหมประทานพรให้ ทั้ง ๓ ได้ขอความเป็นอมตะ แต่พระพรหมไม่มีอำนาจที่จะทำได้ ตรีปุราสูรจึงขอปราสาท ๓ แห่ง ปราสาททองคำตั้งอยู่บนสวรรค์ สำหรับตารกักษะ ปราสาทเงินตั้งอยู่บนฟ้า สำหรับวีรยาวณะ ปราสาทโลหะ ตั้งบนโลกมนุษย์ สำหรับวิทยุนมาลี เรียกรวมกันว่าตรีปุระ (สามเมือง) โดยให้เมืองทั้ง ๓ จะโคจรมาเรียงกันทุก ๑,๐๐๐ ปี ถ้าจะสังหารตรีปุราสูรได้ต้องยิงธนูดอกเดียวแล้วทำลาย ๓ เมืองพร้อมกัน พระพรหมประทานพรให้ และสั่งให้มายาสูรไปสร้างเมืองให้ เมืองตรีปุระยิ่งใหญ่และสวยงาม เหล่าอสูรจึงไปอาศัยในเมืองตรีปุระ เหล่าเทวดารู้สึกไม่พอใจที่อสูรอวดความยิ่งใหญ่ จึงไปขอให้พระพรหมช่วย แต่พระพรหมปฏิเสธ เหล่าเทวดาจึงไปขอให้พระศิวะช่วย แต่พระศิวะปฏิเสธเพราะอสูรยังไม่ได้ทำความชั่วอะไร เหล่าเทวดาจึงไปพึ่งพระวิษณุ พระวิษณุกล่าวว่าจะจัดการหากอสูรเริ่มทำความชั่ว พระวิษณุจึงเนรมิตสมณะผู้หนึ่งที่หัวโล้น นุ่งห่มผ้าดำ และถือหม้อน้ำทำจากไม้ พระวิษณุให้ไปเผยแผ่ศาสนาใหม่ที่สอนว่านรก-สวรรค์มีจริงในชีวิตปัจจุบัน ไม่ใช่หลังจากตายไปแล้ว และสาวก ๔ คนได้ไปเผยแผ่คำสอนนี้ที่ป่าบริเวณใกล้กับเมืองโลหะของวิทยุนมาลี มีผู้คนศรัทธาในคำสอนของเขามากมาย และฤาษีนารัทได้แกล้งไปหลงเชื่อคำสอนลัทธินี้ด้วย วิทยุนมาลีเมื่อเห็นเทวฤาษีนารัทเชื่อในลัทธินี้แล้ว จึงเชื่อตาม พร้อมทั้งชักชวนให้ตารกักษะกับวีรยาวณะเชื่อตามตนเอง ตรีปุราสูรจึงเลิกบูชาศิวลึงค์ เหล่าเทวดาจึงได้โอกาสไปทูลพระศิวะว่าอสูรเลิกบูชาศิวลึงค์และเริ่มทำความชั่วเเล้ว พระศิวะจึงสั่งให้พระวิศวกรรมสร้างรถม้าจากทองคำ ให้พระพรหมเป็นสารถี และสร้างธนูกับลูกศรปาศุปัตอันมีพระวิษณุและพระอัคนีสถิตอยู่ให้พระศิวะ พระศิวะและเหล่าเทพจึงบุกไปที่เมืองตรีปุระ เมื่อทั้ง ๓ เมืองเรียงตรงกัน พระศิวะจึงยิงธนูใส่เมืองทั้ง ๓ ให้พังพินาศ ของไทยในนารายณ์สิบปาง ฉบับโรงพิมพ์หลวงว่ามีอสุรตนหนึ่งชื่อตรีบุรัม เจ้าเมืองโสฬส ได้พรพระอิศวรว่ามิให้ผู้ใดฆ่าตาย และยังได้พระศิวลึงค์จากแม่น้ำสรภู ตรีบุรัมเอาทูนเศียรไว้ เที่ยวย่ำยีไปทั่วสามโลก พระอิศวรจึงยกทัพจะมาปราบอสุรตรีบุรัม เอากำลังเขาพระสุเมรุเป็นคันศร เอากำลังพญาอนันตนาคราชเป็นสายศร เอาพระนารายณ์เป็นลูกศร เอากำลังพระพรหมและพระอิศวรเป็นเกราะเพชร แผลงไปเพื่อจะสังหารตรีบุรัม  แต่ด้วยกำลังพรพระอิศวรกับพระศิวลึงค์ทำให้พระนารายณ์หลับไป พระอิศวรปรึกษาพระนารายณ์ พระนารายณ์จึงอวตารเป็นพระ เรียกว่าสมณวตาร (ฉบับโรงพิมพ์วัชรินทร์ว่าสมณอวตาร) ไปขอบิณฑบาตพระศิวลึงค์จากตรีบุรัม ตรีบุรัมหลงกล พระอิศวรจึงเอากล้องแก้วส่องอสุรตรีบุรัมละเอียดเป็นจุลไป แล้วเอามหาธนูโมลีทิ้งลงเมืองมิถิลาแล้วสาปว่า ผู้ใดเป็นนารายณ์แบ่งภาคแล้ว จึงยกมหาธนูโมลีได้ ถ้าไม่ใช่ถึงจะมีกำลังเท่าใดก็อย่ายกขึ้นได้ (รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ใน ร.๑ ไม่มีเรื่องศิวลึงค์)


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 14
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.041 วินาที กับ 19 คำสั่ง