เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3]
  พิมพ์  
อ่าน: 888 สงครามเย็น ในยุค 1950s และหลังจากนั้น
superboy
พาลี
****
ตอบ: 205


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 12 ธ.ค. 19, 12:59

   

    ดูโฉมหน้าสายเหยี่ยวกันบ้างครับ ที่นั่งอยู่คือผู้บัญชาการทหารอากาศ ออกตัวว่าพร้อมโจมตีภายใน 3 วันขอให้สั่งมาเถอะ ส่วนที่ยืนคือผู้บัญชาการทหารบก (ยศจริงๆ ไม่ได้ตรงตามนี้แต่เข้าใจง่ายๆ แบบไทยก็ประมาณนี้) ซึ่งมีตำแหน่งเสนาธิการของรัฐบาลด้วย ออกตัวว่าทหารบกต้องเตรียมความพร้อม 1 อาทิตย์ ฉะนั้นประธานาธิบดียังมีเวลาคิดแต่ต้องรีบตัดสินใจ ระหว่างนี้เองทหารเริ่มมีการซ้อมรบและเตรียมกำลังพล แต่ต้องทำแบบเงียบๆ ซึ่งก็ยังเข้าหูนักข่าวตัวแสบ จึงเข้ามาป่วนภายในงานเลี้ยงเพื่อหาข่าวจากวงใน

   อเมริกามีคำสั่งพร้อมรบระดับต่างๆ ตามความรุนแรง เรียกว่าเดฟคอนไล่ลงไปจนถึงเดฟคอน 1 คือการทำสงคราม ประธานาธิบดีสั่งให้เตรียมพร้อมระดับเดฟคอน 3  แต่ทหารยังแอบเปลี่ยนเป็นเดฟคอน 2 ภายหลัง โดยอ้างเรื่องกฎอัยการศึกอะไรประมาณนี้ นี่คือเรื่องการเมืองและการงัดข้อประลองกำลัง เพราะประธานาธิบดีคนนี้ไม่เป็นที่โปรดปรานจากสายเหยี่ยว รวมทั้งยุคนั้นโซเวียตและวอซอร์ถูกสร้างภาพให้เป็นปีศาจร้าย หลายคนจึงมีแนวคิดใช้ความรุนแรงเข้าจัดการปัญหา แต่ปัญหาก็คือประธานาธิบดีดันไม่เล่นตามเกม

   เนื้อเรื่องช่วงนี้เป็นการหาทางแก้ปัญหาและการตัดสินใจ ง่ายที่สุดคือส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดในคิวบา แต่ไม่รับประกันว่าโซเวียตจะนำขีปนาวุธมาติดตั้งใหม่ เพราะฉะนั้นนอกจากทิ้งระเบิดแล้วยังต้องรุกรานด้วย โดยการส่งทหารเข้าคิวบาจัดการฟริเดล คาสโตรหอกข้างแคร่ไปในตัว ปัญหาก็คือทหารโซเวียตจำนวนมากโดนลูกหลงแน่นอน หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นนี่ต่างหากคือเรื่องใหญ่ที่สุด

   ลองคิดกันดูเล่นๆ ก่อนไหมครับ ส่งเครื่องบินไปถล่มเป็นอะไรที่ง่ายและสะใจสุดๆ การส่งทหารเข้าไปยึดครองก็ไม่ได้ยากเย็น เพราะอเมริกาเปิดหน้าเต็มตัวไม่ต้องเป็นอีแอบแบบคราวก่อน

   ความเห็นส่วนตัวสิ่งที่ตามมาทันทีก็คือ เสียกรุงเบอร์ลินฝั่งตะวันตกอย่างแน่นอน จากนั้นเกิดสงครามเต็มรูปแบบในยุโรป กระทั่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสู้ไม่ไหวงัดนิวเคลียร์ออกมาใช้ อีกฝ่ายเห็นเข้ารีบทำตามจากนั้นก็ตูม...เกิดเป็นโกโก้ครันซ์  อเมริกาปลอดภัยเหมือนเดิมแต่ทวีปยุโรปเละเป็นโจ๊ก โดยประเทศที่เป็นสนามรบไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย นายพลกองทัพอากาศตามท้องเรื่องบอกว่าโซเวียตจะไม่ทำอะไรเลย ประเด็นนี้แหละที่ประธานาธิบดีไม่เชื่อ เป็นผมก็ไม่เชื่อใครเชื่อก็บ้าแล้ว

   ฉากส่วนใหญ่ในภาพยนตร์ตามภาพนี้เลยครับ ออกแนวสงครามก็ไม่ใช่ ออกแนวดราม่าก็ไม่ใช่ ออกแนววีระบุรุษก็ไม่ชัดเจน ไม่น่าแปลกใจที่จะทำรายได้ไม่ดีดั่งที่ตั้งใจ

บันทึกการเข้า
superboy
พาลี
****
ตอบ: 205


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 12 ธ.ค. 19, 14:17

   
   
   คราวนี้หันมาดูสายพิราบกันบ้าง ประธานาธิบดีหันหลังให้ อีกสองคนเป็นน้องชายกับเลขาส่วนตัว พวกเขาทั้งสามหลงเข้ามาในดินแดนมหัศจรรย์ ไม่มีใครคาดหวังพวกเขามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว บังเอิญคนที่หันหลังมีอำนาจสูงสุดในประเทศ การตัดสินใจจะชี้เป็นชี้ตายคนหลายพันล้านคนทั่วโลก เรื่องราวจึงวนเวียนอยู่กับ 3 คนนี้เป็นหลัก บางครั้งทะเลาะกันเองจนเกือบวางมวย บางครั้งผลึกกำลังกันแก้ไขปัญหา บางครั้งเป็นกำลังใจให้กันเมื่อต้องทำงานใหญ่ รวมทั้งฉากผิวปากที่ต้องบอกว่า...สาวสหภาพโซเวียตนี่สวยเด็ดขาดจริงๆ เลย

   แต่ในเนื้อเรื่องจะเน้นไปที่คนอเมริกาเป็นหลัก ตอนนี้มีภัยร้ายแรงมาจ่อถึงหน้าประตูบ้าน ประชาชน 300 ล้านคนต้องตายถ้าพวกเขามัวแต่ลังเล รวมทั้งลูกเมียของตัวเองซึ่งพักอาศัยอยู่ในวอชิงตัน เพราะเป็นครั้งแรกที่ทวีปอเมริกาต้องเจองานช้าง ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตื่นตระหนกและหวาดกลัวกว่ายิ่งสงครามอื่น แต่ดูจนจบถือว่าน้อยไม่เยอะเลย ภาพยนตร์ยุคสงครามเย็นอีกเรื่องไม่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ ยังมีฉากความตื่นตระหนกมากกว่านี้ด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะเนื้องเรื่องค่อนข้างยาวไม่มีช่องให้ใส่

   ในห้องพักผ่อนภาพประกอบเป็นเรือทั้งนั้น แม้กระทั่งตอนจบยังมีอะไรที่เกี่ยวกับเรือโผล่เข้ามา ไม่ทราบเหมือนกันว่าจำลองตามของจริงหรือตั้งใจทำเพิ่ม แต่ในยุคก่อนไล่เรื่อยมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพเรือมีความสำคัญที่สุดและได้งบประมาณมากที่สุด (รวมทั้งประเทศไทยด้วย) อเมริกาอยู่ห่างคนละซีกโลกกับยุโรปและเอเชีย จะทำอะไรสักอย่างต้องใช้เรือและกองทัพเรือมากที่สุด ถ้าภาพนี้จำลองจากของจริงก็ไม่น่าแปลกอะไร

   มีอยู่เรื่องผมสงสัยมานานแล้วว่า ภาพยนตร์ส่วนใหญ่มีฉากดื่มวิสกี้หรือบรั่นดีเพรียวๆ กันเป็นว่าเล่น บางเรื่องพระเอกไปเที่ยวผับสั่งมาทั้งขวด แต่ทำไมไม่มีกับแกล้มล้นโต๊ะแบบบ้านเรา อย่างดีก็ถั่วทอดจานเดียวแล้วจะไม่เมาได้อย่างไร จะว่าเป็นเพราะอากาศหนาวก็ไม่ได้หนาวตลอด ประธานาธิบดีกำลังจะออกโทรทัศน์เรื่องสำคัญอยู่แล้ว เลขายังพามานั่งพักให้ดื่มเหล้าย้อมใจสักหนึ่งเป๊ก ทำแบบนี้ก็ได้เหรอ?

บันทึกการเข้า
superboy
พาลี
****
ตอบ: 205


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 12 ธ.ค. 19, 14:19

   

   อีกฉากหนึ่งซึ่งภาพยนตร์จากฮอลลีวูดเพชรบุรีไม่เคยพลาด ระหว่างยังคงลังเลตัดสินใจเด็ดขาดลงไปไม่ได้ ประธานาธิบดีพาครอบครัวไปโบสถ์วันอาทิตย์ เป็นชาวคริสต์ที่ดีและเคร่งครัดตามยุคสมัย ลูกชายลูกสาวยังเล็กกันอยู่เลย เป็นบ้านเราพาไปวัดน่าจะวิ่งเล่นทำเสียงดังวุ่นวายไปหมด ส่วนเลขาก็พาครอบครัวมาด้วยเช่นกัน ลูกคนสุดท้องแม่ยังต้องอุ้มก็พามาด้วยแปลกดี เหตุผลอาจเป็นเพราะไม่มีคนเลี้ยงอยู่ที่บ้าน

   บ้านผมอยู่ห่างวัดไม่ถึง 100 เมตร แต่ไม่ค่อยได้ไปสักเท่าไรนอกจากมีงานสำคัญ ดูภาพยนตร์แล้วพาลนึกสงสัยขึ้นมาว่า คนอเมริกาไปแบบนี้จริงๆ หรือผู้กำกับพยายามวาดภาพออกสื่อ ดูเหมือนยุคนั้นประธานาธิบดีอยู่ใกล้ชิดประชาชนมาก ไม่มีการป้องกันยิ่งใหญ่อลังการแบบปัจจุบัน ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะโดนลอบสังหารเข้าสักวัน เพราะตัวแกเองเข้าไปขวางใครหลายคนมีตั้งหลายโจทย์ ผมว่าคนใกล้ตัวนี่แหละอันตรายกว่าโซเวียต
บันทึกการเข้า
superboy
พาลี
****
ตอบ: 205


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 12 ธ.ค. 19, 14:23

   


   ในที่สุดก็ถึงวันตัดสินใจ ประธานาธิบดีออกอากาศสดเพื่อบอกประชาชนทุกคนว่า เราตรวจพบขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ที่คิวบา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะทำก็คือ...ทำการปิดล้อมคิวบาด้วยกำลังทางเรือ ตรวจค้นเรือทุกลำจากโซเวียต ลำไหนบรรทุกอาวุธมาให้เดินทางกลับ ลำไหนไม่มีอาวุธถึงยอมปล่อยผ่าน ปฏิบัติการนี้เรียกสั้นๆ ว่า 'Blockade' จนกว่าโซเวียตจะถอนขีปนาวุธทั้งหมดออกไปจากคิวบา พร้อมสัญญาว่าจะไม่นำมาติดตั้งใหม่ แต่ถ้าคิวบาหรือโซเวียตใช้ขีปนาวุธโจมตีอเมริกาหรือชาติพันธมิตร อเมริกาก็พร้อมที่จะทำสงครามอย่างเต็มตัว

   เบื้องหลังผู้ที่นำเสนอแนวคิดนี้ คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โรเบิร์ต แมคนามารา (คนเล่นหน้าเหมือนใช้ได้เลย) ก่อนการประกาศมีการชิงไหวชิงพริบทั้งสองฝ่าย ประธานาธิบดีเสนอแผนโจมตีทางอากาศและปิดล้อมคิวบาให้กับสมาชิก EXCOMM หรือ Executive Committee of the National Security Council เรียกแบบไทยๆ ว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ได้มั้งครับ มีการล็อคผลโหวตให้เลือกปิดล้อมคิวบาด้วยคะแนนเอกฉันท์ จนนำมาสู่การปฏิบัติการจริงในวันนี้ 22 ตุลาคม 1962

   เท่ากับว่าประธานาธิบดีเลือกกองทัพเรือเป็นพระเอก ฝากความหวังและทุกอย่างไว้กับกองเรือเฉพาะกิจ ผู้บัญชาการกองทัพเรือเพิ่งมีบทโผล่ตอนนี้ ดูเป็นคนมั่นคงเอาจริงเอาจังไม่บ้าสงคราม แต่ก็อย่างที่รู้ว่าทหารก็คือทหาร ทำงานร่วมกับรัฐมนตรีซึ่งเป็นพลเรือนย่อมมีปัญหาตามมาอยู่แล้ว

   มีประเด็นเล็กน้อยเรื่องเครื่องแต่งกาย ประธานาธิบดีมีผ้าเช็ดหน้าโผล่รูปสามเหลี่ยมทุกครั้ง เข้าใจว่าสมัยก่อนนิยมกันเพราะปู่กับพ่อผมก็เคยทำ แต่ทำไปทำไมไม่ทราบจริงๆ ต้องถามท่านอาจารย์ทั้งหลาย ภาพยนตร์บางเรื่องมีสามเหลี่ยม 2 อันนะครับ แต่ไม่ใช่ทุกคนเพราะน้องชายกับเลขาไม่ได้ทำ  เรื่องนี้อยากรู้จริงๆ ครับไม่ได้แกล้ง

   เรื่องราวดำเนินมาได้ครึ่งเรื่องแล้ว แม้คนเล่าเรื่องจะกระโดดข้ามไปข้ามมาดูน่าเวียนหัว ผมขอตัวไปทำภารกิจสัก 3 วันก่อนนะครับ แล้วจะกลับมาต่อเรื่องความลับในทวีปเอเชีย จากนั้นค่อยย้อนกลับมาเจาะลึกบางประเด็นของวิกฤตขีปนาวุธนิวเคลียร์ แล้วค่อยโผล่มาที่ภาพยนตร์ส่วนที่เหลืออีกที
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32138

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 12 ธ.ค. 19, 15:29

  [
   มีประเด็นเล็กน้อยเรื่องเครื่องแต่งกาย ประธานาธิบดีมีผ้าเช็ดหน้าโผล่รูปสามเหลี่ยมทุกครั้ง เข้าใจว่าสมัยก่อนนิยมกันเพราะปู่กับพ่อผมก็เคยทำ แต่ทำไปทำไมไม่ทราบจริงๆ ต้องถามท่านอาจารย์ทั้งหลาย ภาพยนตร์บางเรื่องมีสามเหลี่ยม 2 อันนะครับ แต่ไม่ใช่ทุกคนเพราะน้องชายกับเลขาไม่ได้ทำ  เรื่องนี้อยากรู้จริงๆ ครับไม่ได้แกล้ง
   อ่านแล้วงงนิดหน่อย   ตีความได้ 2 ทาง
    1  ทำไมต้องมีผ้าเช็ดหน้าเหน็บกระเป๋า
    2  ทำไมผ้าเช็ดหน้าต้องโผล่มุมขึ้นมาเป็นรูปสามเหลี่ยม

    เดาว่าเป็นข้อที่ 2    มันคือวิธีพับผ้าเช็ดหน้าเวลาเหน็บกระเป๋าเสื้อนอกค่ะ    วิธีพับมีหลายแบบ   อย่างน้อยก็ 10 แบบ
   แบบที่พับปลายแหลมโผล่ขึ้นมา เรียกว่า One Corner Up Fold  ส่วนที่มีปลายสามเหลี่ยมสองอันเรียกว่า Two Corner Up Fold  
  ที่จริงวิธีพับแบบเป็นทางการที่สุดคือพับสี่เหลี่ยมเฉยๆ เห็นขอบโผล่เป็นเส้นขึ้นมานิดหน่อย เรียกว่า president fold     แต่ย้อนหลังไปในยุค 1960s  เขานิยมพับให้เห็นมุมแหลมค่ะ   จะแหลมเดียวหรือสองแหลมก็ตามแต่
   อ้อ  ผ้าเช็ดหน้าที่พับใส่กระเป๋าเสื้อนอก นิยมใช้สีขาวเท่านั้น  ไม่ใช่ผ้าเช็ดหน้าสีอื่นๆหรือมีลาย      
   ตอนดิฉันเด็กๆ  ไม่เคยเห็นผู้ชายสวมสูทเหน็บผ้าเช็ดหน้าแบบอื่นเลยนอกจากโชว์มุมแหลม   ไม่มีใครพับแบบ president fold   และถ้าสวมสูท(ท่อนบนเรียกว่าเสื้อนอก) แล้วไม่มีผ้าเช็ดหน้าเหน็บกระเป๋า  ถือว่าแต่งตัวไม่ครบเครื่อง
   ภาพนี้คือม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช สวมเสื้อนอกมีผ้าเช็ดหน้าพับมุมแหลม


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 32138

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 12 ธ.ค. 19, 15:33

แบบปัจจุบัน คือพับสี่เหลี่ยมธรรมดา  ใส่ลงไปในกระเป๋าให้ขอบโผล่มานิดหน่อย   เรียกว่า president fold  ถือว่าเป็นการเหน็บแบบเป็นพิธีรีตอง


บันทึกการเข้า
superboy
พาลี
****
ตอบ: 205


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 25 ธ.ค. 19, 08:53

   สวัสดีครับหลังจากหายไปนานมาก วันนี้ผมจะพาไปพบสิ่งที่เกิดขึ้นจากระเบิดนิวเคลียร์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงประมาณ 1 เดือน อเมริกาส่งทีมช่างภาพทหารเข้าไปในพื้นที่ เพื่อเก็บภาพถ่ายประเทศญี่ปุ่นในขณะนั้น หลังอยู่ในกรุงโตเกียวซึ่งมีแต่ซากปรักหักพังได้ไม่นาน จึงเดินทางต่อด้วยรถไฟไปจากเมืองนางาซากิ

   ระเบิดนิวเคลียร์ตกเหนือโซนโรงพยาบาลพอดี ทำให้หมอ 200 กว่าชีวิตยังปรกติสุขแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ โรงพยาบาลเหลือแค่เพียง 2-3 แห่ง หมอ 8 คนกับพยาบาล 8 คนต้องดูแลคนป่วยร่วม 1 หมื่นชีวิต การผ่าตัดโดยไม่มียาชาหรือยาสลบถือเป็นเรื่องปรกติ คนป่วยนอนอนอยู่ดีๆ ก็จากไปถือเป็นเรื่องประจำวัน นอกจากรับมือกับเรื่องความตายอยู่ทุกวี่วันแล้ว ยังต้องเผชิญผลกระทบจากอาวุธร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

   เมื่อหัวรบระเบิดนิวเคลียร์ถูกจุดชนวน สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือการแผ่คลื่นความร้อน เป็นความร้อนในระดับกะทะทองแดงยังเรียกลูกพี่ 2 วินาทีหลังจากนั้นระเบิดทำงานอย่างเต็มรูปแบบ เก็บกวาดทั้งอาคาร บ้านเรือน ที่พักอาศัย และมนุษย์ที่อยู่ในระยะทำการ ฉะนั้นคนนางาซากิจะเจอผลกระทบ 3 อย่างไล่หลังกันมา

   1.โดนความร้อนลวกร่างกายระดับต่างๆ ตามแต่ความใกล้ไกล อยู่ตรงไหน และหันหน้าไปทางทิศไหน

   2.โดนแรงระเบิดขนาดมหึมากวาดทุกอย่างราบเป็นนาบกลอง ถ้าตายไปเลยตอนนี้ถือว่าชีวิตโชคดีมาก แต่ถ้าไม่ยังต้องเผชิญกับผลกระทบจากข้อ 1 และข้อ 3

   3.ร่างกายได้รับสารกัมมันตรังสี ก่อนส่งผลกระทบในเวลาต่อมา

   ระเบิดชื่อ Fat  Man ทำให้ผู้พักอาศัยในเมืองนางาซากิเสียชีวิตประมาณ 39,000 ถึง 80,000 คน น้อยกว่าฮิโรชิม่าเพราะที่นี่มีกำลังทหารจำนวนน้อยนิด ทีมภาพถ่ายภาพเดินทางมาถึงก็พลันแปลกใจ ผู้คนที่ยังรอดชีวิตมีสภาพร่างกายแตกต่างจากเดิม พวกเขาผิวแดงตัวใสโปร่งกระทั่งมองเห็นเส้นเลือดภายใน มีผู้ป่วยจากแผลไฟลวกระดับร้ายแรงจำนวนมาก และดูเหมือนว่าเด็กๆ จะมีพลังต่อสู้ชีวิตมากกว่าผู้ใหญ่ หลายคนฟื้นตัวจากแผลไฟลวกกลับมาเป็นปรกติอย่างปาฏิหารย์ ขณะที่ผู้ใหญ่ค่อยๆ หายไปทีละคนสองคนแบบเงียบๆ แต่ทว่าพวกเขายังต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่โตกว่านี้

   
บันทึกการเข้า
superboy
พาลี
****
ตอบ: 205


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 25 ธ.ค. 19, 08:58

      

 

    ประมาณ 3 เดือนหลังโดนโจมตีด้วยระเบิด เหยื่อไฟไหม้เริ่มมีแผลเป็นเหมือนยางแดงใสๆ ตามร่างกาย มีอาการเจ็บปวดและคันตามติดมา ทางการแพทย์ยังสรุปไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร เป็นเหมือนกันทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ หลังจากนั้นอีกไม่นานหลายคนตาบอดจากต้อกระจกระเบิดปรมาณู สาเหตุเกิดจากได้รับสารกัมมันตรังสีนั่นเอง หลายคนมีผลกระทบทำให้เซื่องซืม เลื่อนลอย มีชีวิตไปวันๆ จนกว่าถึงวาระสุดท้าย นอกจากนี้ยังมีคนเป็นมะเร็งอีกเป็นจำนวนมาก ส่งผลในภายหลังทีมงานถ่ายภาพเดินทางกลับแล้ว

   80,000 คนไม่ได้เสียชีวิตใน 1 อาทิตย์นะครับ มากันเรื่อยๆ ครึ่งปีผ่านไปแล้วก็ยังมีไม่ขาด ผู้เสียชีวิตจะถูกนำร่างไปเผา เถ้ากระดูกที่เหลือใส่กล่องเล็กๆ นำมามอบให้กับญาติ มีพิธีเก็บเถ้ากระดูกแบบเรียบง่าย ญาติผู้เสียชีวิตมอบกล่องบรรจุเถ้ากระดูกให้กับสาวพรหมจรรย์ เธอจะนำมาวางในอาคารหลังหนึ่งใช้เก็บสิ่งนี้โดยเฉพาะ มีการเขียนสัญลักษณ์บนกล่องเพื่อความสะดวกในการแยกแยะ

 

   จากนั้นจะเป็นพิธีฝังแยกไปจัดตามภูเขาห่างไกลจากตัวเมือง มีพิธีแห่ง่ายๆ แบบญี่ปุ่นนั่นแหละครับ ผมเข้าใจว่าคนญี่ปุ่นนิยมเก็บเถ้ากระดูกคนตายไว้ในบ้านส่วนหนึ่ง จัดเป็นซุ้มเล็กๆ มีของเซ่นไหว้ตามพิธี เคยเห็นบางบ้านมีเถ้ากระดูกสุนัขที่เลี้ยงไว้ด้วยเช่นกัน ส่วนบ้านเราเดี๋ยวนี้ไม่นิยมแล้วน่าจะเป็นเช่นนั้น

   ข้อมูลเรื่องนี้มีเพียงอเมริกาชาติเดียวที่ได้รับ การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ของจริงมีเพียง 2 ครั้งในญี่่ปุ่น เพราะฉะนั้นประเทศที่พัฒนานิวเคลียร์ตามหลังอย่างโซเวียตไม่รู้เรื่องเลย ของจำลองจะสู้ของจริงได้อย่างไร การพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์จึงมุ่งไปทางประสิทธิภาพอย่างเดียว (จริงๆ ทุกชาตินั่นแหละ) ภาพถ่ายทั้งหมดถูกเก็บเป็นความลับสุดยอดของสุดยอด ทีมงานถ่ายทำทุกคนถูกสั่งห้ามพูดอย่างเด็ดขาด กระทั่ง 30 ปีต่อมาจึงได้มีการเปิดเผยเป็นครั้งแรก เมื่อสภาคองเกรสบังคับให้ทางกองทัพแงะข้อเท็จจริงออกมาแสดง

   ฉะนั้นแล้วตั้งแต่ปี 1945-1975 ระเบิดนิวเคลียร์คือของขวัญจากพระเจ้ามอบให้กับชาวอเมริกา ไม่น่าแปลกใจที่คนในชาติจะเจอลูกหลงจำนวนนับไม่ถ้วน ผมลงแต่ภาพถ่ายที่ค่อนข้างดีเท่านั้นนะครับ ไม่อยากให้เป็นเรื่องสยองขวัญมากเกินไป ตามไปชมเรื่องราวเต็มๆ ในสารคดีด้านล่างแล้วกันนะครับ

 

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.034 วินาที กับ 19 คำสั่ง