เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 9
  พิมพ์  
อ่าน: 3111 หัวหินในอดีต (2)
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4743


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 13 ก.พ. 19, 18:39

ขอย้อนไปเรื่องข้าวผัดรถไฟและเมนูอาหารอื่นๆ ครับ

ด้วยที่อยู่เชียงรายแต่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ จนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่นจึงได้ย้ายมาอยู่ในกรุงเทพฯ  ในช่วงชีวิตนั้นได้ทำให้ต้องเดินทางด้วยรถไฟช่วงสถานีนครเขลางค์ (ชื่อเรียกในสมัยนั้น) กับ สถานีหัวลำโพง (ชื่อเรียกในสมัยนั้นเช่นกัน) ไปมาอย่างย้อยก็ปีละ 2 ครั้ง บางปีก็ 4 หรือ 6 ครั้ง ใช้รถตู้นอนโท บางครั้งก็รถตู้นอนเอก เปิดสองห้องเชื่อมต่อกัน   ขาขึ้นจากกรุงเทพฯรถออกเวลาประมาณ 17 น. ขาล่องออกจากลำปางเวลาประมาณ 19 น.  ก็นั่งรถไฟสายเหนือนี้ตั้งแต่ยังใช้หัวจักรไอน้ำจนกระทั่งเริ่มใช้หัวจักรดีเซลไฟฟ้ายี่ห้อ Davenport ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังคงเห็นใช้งานเป็นรถต่อตู้โบกี้ที่สถานีลำปางและอุตรดิตถ์ อายุของมันก็ประมาณ 60 ปีแล้ว  ก็มีหัวจักรหนึ่งไปตั้งโชว์อยู่ในตัวเมืองเชียงราย  คงจะเป็นการบอกว่าอีกไม่นานก็จะมีรถไฟแยกจากสถานีเด่นชัย (อ.เด่นชัย จ.แพร่) มายังเชียงราย อย่างที่คนเชียงรายได้รอคอยกันมาประมาณ 70 ปีแล้ว (ผมได้ยินเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อเริ่มเรียนหนังสือ) ผมเองก็รอคอยด้วยเช่นกัน ก็ยังอุตส่าห์ปีนขึ้นไปดูภายในหัวจักรที่จอดโชว์อยู่นั้น ด้วยความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4743


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 13 ก.พ. 19, 19:20

อาหารรถไฟในยุคที่ความเจริญยังไปไม่ทั่วถึงหรืออย่างทัดเทียมกันนั้น จัดได้ว่าเป็นอาหารมีระดับเลยทีเดียว จานหลักที่นิยมสั่งกันก็ได้แก่ ข้าวผัดไข่ดาว ต้มยำกุ้ง และไข่เจียว   มีแต่ข้าวผัดไข่ดาวที่อยู่ยงต่อมาจนช่วงประมาณ 2510++  พร้อมๆกับต้มยำกุ้งที่ดูจะหายไป เช่นกันก็มียำเนื้อและเนื้อ/หมูผัดพริกแทรกเข้ามา 

ข้าวผัดรถไฟมีเอกลักษณ์อยู่บางอย่าง คือ ออกสีชมพูสวย มีเม็ดถั่วลันเตากระป๋องสีเขียวอยู่ประปราย มีแฮมและใส้กรอกหั่นเป็นชิ้นเล็ก โปะด้วยไข่ดาวที่ทอดแบบไข่ดาวอาหารเช้า (sunny side up) การผัดข้าวใช้ซอสมะเขือเทศ แล้วก็ยังมีซอสแมกกี้ใส่ในถ้วยเล็กวางมาในจานเพื่อปรับรสอีกด้วย  ไม่แน่ใจนักว่ามีแตงกวาและต้นหอมสดวางเคียงมาด้วยหรือไม่

ต้มยำกุ้ง เป็นแบบน้ำใสแต่มีความข้นพอดีด้วยมันในหัวกุ้ง ใช้กุ้งตัวขนาดพอดีๆประมาณนิ้วหัวแม่มือ เครื่องข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ก็มีความพิถีพิถันในการทุบและหั่นพอสมควร มิใช่สักแต่ว่าทำแบบขอไปที
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 4743


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 13 ก.พ. 19, 19:36

คงจะนึกภาพออกนะครับ ว่าอยู่บ้านก็ยังเกือบจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารที่ใช้เครื่องปรุงของฝรั่ง หรือได้ลิ้มรสกุ้งน้ำจืดตัวโตของภาคกลาง และสูตรการทำอาหารแบบผู้มีอันจะกิน   เหล่านี้ก็คงจะเป็นเหตุให้อาหารบนรถไฟสองเมนูนี้มีชื่อเป็นที่เลื่องลือ

อันที่จริงแล้ว ก็คล้ายกับการเอาเมนูอาหารอร่อยประเภทอาหารจานเดียวของโรงแรมราชธานี หัวลำโพง นำขึ้นไปทำบนรถเสบียงขายในขบวนรถไฟ  โรงแรมนี้ในสมัยหนึ่งนั้นจัดว่าเป็นพวกโรงแรมหรูทีเดียว   
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31739

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 13 ก.พ. 19, 19:46

    เมื่อ 50+ ปีก่อน คำว่า "ตากอากาศ" ใช้กันแพร่หลาย เมื่อชาวกรุงยกโขยงไปพักที่ชายทะเล     ดูจากความหมายแล้วมันก็ตรงตัวจริงๆ     คือไม่มีใครเก็บตัวอยู่ในห้อง เปิดแอร์เปิดทีวีเหมือนสมัยนี้  (เนื่องจากทั้งสองอย่างยังไม่มีที่หัวหิน )
    ทุกคนอยู่ในห้องเฉพาะเวลานอน    พอตื่นก็ออกไปอยู่ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ชายทะเลกันตั้งแต่เช้าจนถึงมืดค่ำ    ไม่กลัวแดดแผดเผา   สาวๆ ผิวเกรียมแดดกลับกรุงเทพกันทั้งนั้น  โชว์ให้เห็นในทีว่า ไป "ตากอากาศ" มาแล้ว  
    คนไหนกลัวผิวเสียก็จะเลือกลงไปเล่นน้ำทะเลเมื่อแดดร่มลมตก ไปจนค่ำคืน    ไม่ต้องกลัวอันตรายใดๆ   ไม่เคยมีข่าวจี้ปล้น หรือแม้แต่วิ่งราว     อีกอย่าง คนที่ลงเล่นน้ำก็ลงกันเป็นกลุ่มใหญ่บ้างเล็กบ้าง   ไม่มีใครลงไปคนเดียว   บริเวณที่เล่นก็มักจะอยู่หน้าบ้านพักหรือหน้าโรงแรม ซึ่งไม่ใช่ที่เปลี่ยว
     พูดถึงอันตรายที่ชาวกรุงเจอจากทะเล มีอย่างเดียวคือจากแมงกะพรุนไฟ      แมงกะพรุนมีเยอะโดยเฉพาะเมื่อมีฝนลงในเดือนพฤษภาคม    มันจะถูกคลื่นซัดมานอนจมทรายอยู่ครึ่งๆ ที่ชายหาด  ตัวเป็นวุ้นสีขาวใสราวกับของเล่นพลาสติก    เด็กๆเจอเข้าก็จะโดดข้ามไปให้พ้น     แต่บางคนก็เอาไม้เขี่ยมันให้กลับลงทะเลไป
    แมงกะพรุนชนิดสีขาวไม่มีอันตราย แต่ชนิดสีแดงเรี่อๆเรียกว่าแมงกะพรุนไฟ  โดนเข้าปวดแสบปวดร้อน     ชาวหัวหินรู้ดีว่ารักษาอย่างไร   โดยมากบริกรของโรงแรมรถไฟนั่นแหละที่รู้ดี  คือใช้ผักบุ้งทะเล ผสมน้ำส้มสายชูราดถูไปมาให้พิษจางลงไป  


บันทึกการเข้า
Mr.Fame
มัจฉานุ
**
ตอบ: 61


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 13 ก.พ. 19, 22:08

ขออนุญาตแสดงความเห็นหลังจากที่ตามอ่านเงียบๆ มานานครับ  ยิงฟันยิ้ม

พออ่านกระทู้นี้ในช่วงที่เกี่ยวกับความนิยมของชาวกรุงรุ่นคุณปู่คุณย่าในการไปตากอากาศที่หัวหิน ผมก็นึกถึงนวนิยายเรื่อง "เทวาพาคู่ฝัน" ของ ว. วินิจฉัยกุล ขึ้นมาทันทีเลยครับ เพราะจะมีตอนที่กล่าวถึงการไปเที่ยวตากอากาศที่หัวหินของคุณหญิงเกดและลูกๆ ซึ่งการบรรยายฉายให้เห็นภาพบรรยากาศดังกล่าวชัดเจนมากครับ

ปล. ชอบตอนพระเอกใช้หาดทรายหัวหิน ทั้งปลอบทั้งขู่นางเอกให้สารภาพความจริงเกี่ยวกับฐานะที่แท้จริงมากเลยครับ  ยิ้มเท่ห์

ต้องขออนุญาตท่านเจ้าของบทประพันธ์ที่นำผลงานเขียนของท่านมากล่าวอ้างถึงในที่นี้ เพราะรู้สึกว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการสะท้อนภาพวิถีชีวิตของผู้ดีชาวกรุงในช่วงสมัยหนึ่งครับ  ยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31739

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 14 ก.พ. 19, 09:11

ขอบคุณที่จำได้ค่ะ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11287


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 14 ก.พ. 19, 09:28

อาหารรถไฟในยุคที่ความเจริญยังไปไม่ทั่วถึงหรืออย่างทัดเทียมกันนั้น จัดได้ว่าเป็นอาหารมีระดับเลยทีเดียว จานหลักที่นิยมสั่งกันก็ได้แก่ ข้าวผัดไข่ดาว ต้มยำกุ้ง และไข่เจียว   มีแต่ข้าวผัดไข่ดาวที่อยู่ยงต่อมาจนช่วงประมาณ 2510++  พร้อมๆกับต้มยำกุ้งที่ดูจะหายไป เช่นกันก็มียำเนื้อและเนื้อ/หมูผัดพริกแทรกเข้ามา 

ข้าวผัดรถไฟมีเอกลักษณ์อยู่บางอย่าง คือ ออกสีชมพูสวย มีเม็ดถั่วลันเตากระป๋องสีเขียวอยู่ประปราย มีแฮมและใส้กรอกหั่นเป็นชิ้นเล็ก โปะด้วยไข่ดาวที่ทอดแบบไข่ดาวอาหารเช้า (sunny side up) การผัดข้าวใช้ซอสมะเขือเทศ แล้วก็ยังมีซอสแมกกี้ใส่ในถ้วยเล็กวางมาในจานเพื่อปรับรสอีกด้วย  ไม่แน่ใจนักว่ามีแตงกวาและต้นหอมสดวางเคียงมาด้วยหรือไม่

ต้มยำกุ้ง เป็นแบบน้ำใสแต่มีความข้นพอดีด้วยมันในหัวกุ้ง ใช้กุ้งตัวขนาดพอดีๆประมาณนิ้วหัวแม่มือ เครื่องข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ก็มีความพิถีพิถันในการทุบและหั่นพอสมควร มิใช่สักแต่ว่าทำแบบขอไปที

ข้าวผ้ดรถไฟในความทรงจำของผมคือข้าวสีแดงๆ (เหมือนผัดกับซ๊อสเยนโตโฟมากกว่าซ๊อสมะเขือเทศ) มีเนื้อดำๆเหนียวหนึบสงสัยจะเนื้อควาย กับไข่ดาว บ๋อยจะเอาใส่ถาดมาทีละเยอะๆเดินขายไปทุกโบกี้ ระยะหลังๆผมคิดว่าคุณภาพต่ำลงมากแต่ก็เอื้อมมือไปหยิบมาทุกที แล้วก็หมดจานจริงๆด้วย

ตามที่ ป.อินทรปาลิตเขียน คนกรุงมีพวกขี้เบ่งเยอะก็จริง แต่คนหัวหินคงไม่ได้มีความรู้สึกดังที่บรรยาย ถ้าจะมีก็คนกรุงกับคนกรุงนี่แหละที่ขบขัน และสมเพชเวทนาพวกเศรษฐีชาวกรุงที่เบ่งเข้าหากัน พยายามโอ้อวดว่าตนร่ำรวยกว่าคนอื่น" นี่ว่าถึงสนามกอล์ฟเล็กตอนกลางคืนของโรงแรมรถไฟ ที่สาวผู้ดีชาวกรุงจะต้องนุ่งกางเกงขาสั้นจุ๊ดจู๋ไปเดินอวดโฉมให้พวกหนุ่มๆได้เห็นขาอ่อนชัดๆ  ปีแรกๆก็เบ่งไปเบ่งมาเรียกความสนใจจากสาว แต่ไม่ค่อยมีเรื่อง
หลังๆสังคมมันเปลี่ยน เห็นว่ามีตีกันแทบทุกคืน พ่อแม่ไม่อนุญาตให้ลูกสาวไปเที่ยวเดินเล่นอีก กิจการสนามกอล์ฟเล็กเลยเจ้งไป
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31739

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 14 ก.พ. 19, 09:45

    ขอต้อนรับท่านอาจารย์ใหญ่กว่ามาฟื้นความหลังค่ะ
    หัวหินยังรุ่งเรืองเฟื่องฟูในช่วง 2500s  เป็นช่วงที่เหล่าเบบี้บูมเมอร์(หมายถึงเด็กที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) เข้าสู่วัยรุ่น    หัวหินเป็นความฝันของหนุ่มสาวเหล่าวัยรุ่นว่าจะต้องไปให้เห็นจนได้อย่างน้อยหนึ่งครั้ง  หรือเห็นหนึ่งครั้งแล้วก็ต้องมีหนสอง หนสามอีกจนได้
    บริเวณชายหาดหน้าโรงแรมรถไฟ มีบาร์ มีเพลง โต๊ะ เก้าอี้ผ้าใบ ให้นั่งจิบเครื่องดื่ม  คุยกัน เฮกัน ในเวลาเย็นแดดร่มลมตก   ใครอยากเจอคนรู้จักก็ไปกันตรงนี้แหละค่ะ    เดี๋ยวๆก็ต้องเจอเพื่อนร่วมโรงเรียน  เพื่อนต่างโรงเรียน  เพื่อนบ้าน  ญาติใกล้ชิดหรือญาติห่างๆ    ยังไงก็ต้องเจอไม่ใครก็ใครเข้าสักคน 
    สักพักก็ลงเล่นน้ำทะเลกัน     สระว่ายน้ำในโรงแรมยังไม่มี    จะสร้างทำไมในเมื่อทะเลน่าเล่นกว่าเป็นไหนๆ  น้ำทะเลเขียวครามใสดูสะอาด  ฟองคลื่นขาว ทรายนุ่มเท้า    โต้คลื่นมันสนุกอย่าบอกใครเชียว 
    ริมหาดมีเด็กเอาห่วงยางในของรถยนต์มาให้เช่าด้วยค่ะ   นอกจากนี้ก็มีม้าแกลบให้ขี่เป็นรายช.ม.   อย่างหลังนี้ปัจจุบันก็ยังมีอยู่     
    ตอนพิมพ์ข้อความ ยังแว่วเสียงเพลงของเอลวิสกลับมาจากวันวานอยู่เลยค่ะ   

   
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31739

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 14 ก.พ. 19, 09:52

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31739

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 14 ก.พ. 19, 09:55

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31739

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 14 ก.พ. 19, 10:14

   พอพ้นวัยรุ่นเข้าสู่วัยเรียนหนัก สู่วัยทำงาน และมีครอบครัว   ก็ไม่ได้กลับไปหัวหินอีกนานหลายปีมาก  จนกระทั่งวันหนึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าน่าจะพาลูกไปรู้จักหัวหินไว้บ้าง    ก็เลยตกลงใจไปกันทั้งครอบครัว  ขับรถไปอย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องพึ่งรถไฟแล้ว
   จองโรงแรมรถไฟแห่งเดิม ด้วยความหวังว่าจะพาลูกไปรู้จักบรรยากาศเดิมๆ   พบว่าโรงแรมรถไฟเปลี่ยนชื่อไปแล้ว แต่อาคารเดิมยังอยู่   
   บรรยากาศเดิมเกือบไม่เหลืออยู่   หาดทรายหน้าโรงแรมว่างเปล่า   ไม่มีบาร์ ไม่มีดนตรีหรือนักท่องเที่ยว   หัวหินเหงาเงียบ   
  คืนนั้นลงจากห้องเดินไปที่เขื่อนริมหาด  ทุกอย่างว่างเปล่า  ค่อนข้างมืด   ไม่มีผู้คนให้เห็น  มีแต่เสียงคลื่นซัดหาดเบาๆ   ทั้งๆเป็นคืนเดือนเพ็ญ แต่ใจกลับไปนึกถึงหนัง thriller มากกว่าหนังโรแมนติค จนต้องเดินกลับห้องอย่างเซ็งๆ
   ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พัทยาเฟื่องฟูขึ้นมาแทนที่    บรรยากาศคึกคักมีแสงสีกว่ามาก    นักท่องเที่ยวก็เลยไปทางโน้นกันเป็นส่วนใหญ่
   นานกว่าสองทศวรรษ จึงกลับไปอีก   คราวนี้หัวหินค่อยกลับมาสู่ชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่ก็เปลี่ยนไป ตึกรามบ้านช่องเยอะมาก    ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วค่ะ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11060



ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 14 ก.พ. 19, 10:48

ชายหาดหัวหินเมื่อปีชื่นเดือนสุข  ยิงฟันยิ้ม

พอแดดอ่อนหลังจาก ๑๖.๓๐ น. ล่วงแล้ว ชายหาดหัวหินก็คราคร่ำไปด้วยหนุ่มสาว ชาวพระนครที่ล้วนแต่เป็นเศรษฐีเดินกรีดกรายหาหอย, เก็บหอย บ้างก็นั่งสนทนากันเป็นคู่ ๆ บ้างก็ขี่ม้าเล่น เด็ก ๆ ชาวหัวหินนำม้ามาให้เช่าขี่ชั่วโมงละ ๑๐ บาท นอกจากนี้ยังมียางในรถยนต์บรรทุกสูบลมเต็มที่มาให้เช่าชั่วโมงละ ๓ บาท บาร์ลอยน้ำหน้าโรงแรมเต็มไปด้วยชาวพระนคร ผู้ชายสวมเสื้อฮาวายลวดลายต่าง ๆ วางท่าทางให้ภาคภูมิสมเป็นคนมีเงิน พวกผู้หญิงสวมเสื้อกางเกงอาบน้ำฟิตเปรี๊ยะ เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งถนัดตาเป็นที่น่าเสียวไส้ยิ่งนัก

ห่างจากเขื่อนหน้าโรงแรมไปทางใต้เป็นที่อาบน้ำเพราะปราศจากก้อนหิน หนุ่มสาวหลายร้อยคนดำผุดดำว่ายโต้คลื่นกันอย่างสนุกสนาน แต่อนินจา....หัวหินราวกับดินแดนของชนต่างชาติ  เพราะ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นชาวจีนอาเสี่ยกระเป๋าหนัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็นแขกหนวดเครารุ่มร่าม มีคนไทยเพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ชาวยุโรปและอเมริกันอีก ๕ เปอร์เซนต์


มนต์รักที่หัวหิน (เจ้าเก่า)

http://www.samgler.com/archives/book105.pdf หน้า ๒๖-๒๗
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11060



ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 14 ก.พ. 19, 11:28

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31739

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 14 ก.พ. 19, 11:30

น่าจะเป็นช่วงทศวรรษ  2490s

อ้างถึง
พวกผู้หญิงสวมเสื้อกางเกงอาบน้ำฟิตเปรี๊ยะ เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งถนัดตาเป็นที่น่าเสียวไส้ยิ่งนัก

แฟชั่นชุดว่ายน้ำที่ยังมี "เสื้อ" และ "กางเกง" เป็นของยุค 1950s   ถ้าเป็นยุคนี้คงถือว่ามิดชิด พอๆกับชุดเดินตามศูนย์การค้า


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31739

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 14 ก.พ. 19, 11:54

แต่อนินจา....หัวหินราวกับดินแดนของชนต่างชาติ  เพราะ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นชาวจีนอาเสี่ยกระเป๋าหนัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็นแขกหนวดเครารุ่มร่าม มีคนไทยเพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ชาวยุโรปและอเมริกันอีก ๕ เปอร์เซนต

ขอขยายความค่ะ
ในยุค 60+ ปีก่อน    ชาวจีนและอินเดียที่คุณป.เอ่ยถึง ไม่ใช่นักท่องเที่ยวจากจีนหรืออินเดีย  ยุคนั้นการท่องเที่ยวข้ามประเทศยังไม่มี  เพราะการคมนาคมทางอากาศยังลำบากมาก     ยิ่งจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยแล้ว เป็นยุคเริ่มปิดประเทศ ประชาชนไม่ออกมาสมาคมกับชาติอื่นๆ  
คนที่คุณป.แบ่งแยกเชื้อชาติว่าไม่ใช่คนไทย  คือคนไทยเชื้อสายจีนและอินเดีย ที่ลงหลักปักฐานในประเทศไทย  
พวกนี้ยึดอาชีพค้าขาย จึงร่ำรวยขึ้นมาจากการค้า     ผิดกับคนไทยที่ยังนิยมรับราชการกันอยู่

ส่วนฝรั่งอีก 5%  ไม่ใช่นักท่องเที่ยว   น่าจะเป็นฝรั่งที่มาทำงานในประเทศไทย    อย่างพวกที่ทำงานสถานทูต  หรือหน่วยงานต่างๆของอเมริกาที่เข้ามามีบทบาทหลังสงครามโลก เช่นหน่วยทหารจัสแมก 

คนจีนที่ร่ำรวย เรียกกันว่า "อาเสี่ย"   อาเสี่ยกิมหงวนเป็นตัวอย่างของคนไทยเชื้อสายจีนที่รวยมหาศาลที่สุดในบรรดาตัวละครไทย   ศัพท์นี้ใช้สำหรับเศรษฐีจีนวัยหนุ่มหรือกลางคน       ถ้าเป็นเศรษฐีสูงวัย เรียกว่า เจ้าสัวบ้าง เถ้าแก่ บ้าง ค่ะ
ส่วนชาวไทยเชื้อสายอินเดีย ที่ส่วนใหญ่ขายผ้าอยู่แถวพาหุรัด   ถ้ามีฐานะร่ำรวย คนไทยเรียกว่า "นายห้าง"
ศัพท์นี้รวมคนไทยเชื้อสายจีนที่เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้า หรือห้างขายสินค้าจนรวย ก็เป็น "นายห้าง" เช่นกัน
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.038 วินาที กับ 19 คำสั่ง