เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 10 11 [12]
  พิมพ์  
อ่าน: 4714 บ้านเมืองเมื่อ 50+ ปีก่อน
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31507

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 165  เมื่อ 14 มี.ค. 19, 15:18

   พวกที่สอบเทียบ 4 3 6 8  ถูกกำหนดข้อสอบเฉพาะบางวิชา ไม่ได้สอบทุกวิชาเหมือนเรียนตามหลักสูตรปกติ เพราะฉะนั้นพวกที่หัวดีท่องจำเก่ง ก็เลือกท่องเฉพาะวิชาที่สอบ    สอบได้ก็ลอยลำไปเรื่อยๆจนเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วยอายุที่น้อยกว่าพวกเรียนไปทีละชั้น    มีถึงขั้นตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังเป็นเด็กชายอยู่ก็มี 
   สอบเทียบแบบนี้ถูกยกเลิกไปยาวนาน จนมาถึงยุคเปิดเรียนกศน. เพื่อแก้ปัญหาการไม่รู้หนังสือของเด็กหนุ่มสาวในชนบท     ผลคือเด็กในเมืองหลวงมาสมัครเรียนเพื่อสมัครสอบข้ามชั้นเรียนไปเข้ามหาวิทยาลัย  บางคนเรียนอยู่ ม. 4 มาสมัครสอบ ม. 6   สอบได้ก็สอบเข้าปี 1 ไปเลย     แต่ส่วนใหญ่เรียนอยู่ม. 5  แล้วสมัครสอบม. 6 ได้ก็สอบเข้าคณะต่างๆไป  ทำให้บางร.ร.มีเด็กเรียนม. 6 กันโหรงเหรงแทบว่าจะต้องปิดห้องเรียน
   ขอเล่าถึงการเรียนในคณะอักษรศาสตร์เมื่อ 50+ ปีค่ะ  แต่ละคณะมีวิธีวัดคะแนนไม่เหมือนกัน     แต่เหมือนกันอยู่อย่างคือใช้ระบบ %  ไม่มีตัดเกรด A B C D F
   คณอักษรศาสตร์แบ่งวิชาเป็นกลุ่มๆ   เช่นวิชาภาษาไทย  ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส   ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ฯลฯ   แต่ละกลุ่มประกอบด้วยหลายวิชา เช่นวิชาภาษาไทยก็มีภาษา เช่นการเขียน   วรรณคดี แบ่งเป็นยุคต่างๆ รวมแล้วกลุ่มหนึ่งก็ 5-6 วิชา    ภาษาอังกฤษก็เช่นกัน
   นิสิตจะเรียนแต่ละวิชาได้คะแนนเท่าใดก็ตาม แต่ถ้านำวิชามารวมกันในแต่ละกลุ่มแล้ว  ต้องเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 60% ถึงจะผ่าน    ไม่งั้นก็ซ้ำชั้นไป ก้มหน้าก้มตาเรียนทุกวิชาไปอีก 1 ปี     
   ความโหดอยู่ที่ว่า บางวิชานิสิตทำคะแนนได้ดีถึง 80%  แต่ถ้าอีกวิชาคะแนนต่ำมาก ได้สัก 30%   มันก็จะฉุดวิชาที่ได้คะแนนดี หล่นกราวรูดลงมากันหมด    เคราะห์ร้ายกว่านี้  พอหารเฉลี่ยกันแล้ว เกิดได้ 59%   คณะไม่มีนโยบายปัดเศษ    59  ก็ 59  คือตก
   ตก 1 กลุ่มวิชา ให้รีเอ๊กแซม สอบแก้ตัวเฉพาะวิชาที่ไม่ถึง 60% แต่ไม่เกิน 2 วิชา   แต่ถ้าตกเกิน 1 กลุ่มเป็น 2 กลุ่ม ก็รีพีท หรือตกซ้ำชั้นไปเลย   ไม่มีอุทธรณ์ฎีกาใดๆ
   ถ้าซ้ำชั้นเป็นครั้งที่สอง ก็คือตกให้ออก  หรือรีไทร์
   มีรุ่นพี่คนหนึ่งเรียนอยู่ในคณะถึง 8 ปี   คือชั้นละ 2 ปี จนถึงปี 4 ที่เรียนมาเป็นครั้งที่สองแล้ว เกิดไม่ผ่าน 60% ก็ต้องรีไทร์ออกไป โดยไม่ได้อะไรติดมือไปเลย เพราะคณะไม่มีอนุปริญญา
   
บันทึกการเข้า
choo
มัจฉานุ
**
ตอบ: 70


ความคิดเห็นที่ 166  เมื่อ 14 มี.ค. 19, 15:56

ในสมัยก่อนไม่มีระบบสอบเทียบ คนที่เรียนแล้วได้ pass ชั้นบ่อยๆบางคนโดยเฉพาะเด็กชายเมื่อจบมัธยมบริบูรณ์เพิ่งจะเป็น"นาย"ได้ไม่กี่เดือนเอง ผมก็เคยเรียนมาด้วยระบบ % เช่นกันคือต่ำกว่า 60 %เป็น F, 85% ขึ้นไปเป็น A อะไรทำนองนี้ มีระยะหนึ่งรุ่นลูกๆเรียนเขาว่าวัดผลเป็นแบบอิงกลุ่มถามแล้วไม่ได้ความชัดว่าอย่างไรเอาคนที่ได้คะแนนวิชานั้นสูงสุด= 100% ใครได้รองๆลงมาก็เอาไปคิดเป็น % ถ้าเป็นแบบนี้จริงคนที่ได้คะแนนสูงสุด100%เมื่อวัดผลแบบเดิมมีความรู้ไม่ถึง 60% แล้วคนที่ได้  % รองๆลงมาจนถึง 50% พวกเขาจะมีความรู้อะไร ผมอาจไม่เข้าใจคำอธิบายและไม่เคยคิดเข้าไปค้นหาว่าจริงๆเป็นอย่างไรเพราะไม่เปิดใจรับกับการวัดผลแบบนี้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31507

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 167  เมื่อ 14 มี.ค. 19, 21:59

  อ่านที่คุณชูพูดถึงการวัดผลแบบอิงกลุ่ม  น่าจะหมายถึงการตัด curve  เป็นวิธีประเมินผลการสอบอีกแบบหนึ่งเพื่อตัดเกรด A B C D
  แบบเดิม    ครูจะกำหนดระดับว่า เปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ถึงจะจัดอยู่ในเกรดอะไร  
  เช่น   80-100  = A
          79-70   = B
          69-60   = C

  แต่การตัด curve นั้นดูว่าผลจากการสอน  ว่าเด็กทำข้อสอบได้มากน้อยแค่ไหน     เอาความสามารถของเด็กเป็นตัววัด  ไม่ใช่เอาความรู้ที่ครูถ่ายทอดให้เป็นตัววัด  
  ถ้าวัดแบบเดิม   ไม่มีเด็กคนไหนได้ถึง 80   ก็หมายความว่าวิชานั้นไม่มีเด็กได้ A  มีแต่ได้ B อย่างมากสุด
  แต่ถ้าวัดแบบอิงกลุ่ม     เอาเด็กที่ได้คะแนนสูงสุดในชั้นไว้ปลายข้างหนึ่ง   เด็กที่ได้ต่ำสุดไว้ปลายอีกข้างหนึ่ง   เด็กที่ได้คะแนนกลางๆไว้ตรงกลาง  ซึ่งส่วนใหญ่คะแนนจะเทไปอยู่ตรงกลุ่มตรงกลาง    มันจะออกมาเป็นรูปเส้นโค้ง
หรือ curve
  ตรงกลางนี้คือคะแนนระดับกลาง เช่น B หรือ C    ส่วนปลายข้างหนึ่งเป็น A   อีกข้างเป็น D  
  ดังนั้นกลุ่มเด็กที่ได้คะแนนสูงสุดในชั้นเรียน  แม้ว่าได้แค่ 60 จาก 100  ก็จะได้ A    เพราะไม่มีใครได้มากกว่านี้อีกแล้ว
  รองลงมาก็คือกลุ่ม B  อาจจะได้คะแนนประมาณ 50 จาก 100  ก็ได้
  ความจริงเขามีวิธีคำนวณกันละเอียดกว่านี้ ว่าใครเหมาะจะได้ A  หรือ B  เรียกว่าตัด curve  แต่ดิฉันอธิบายแล้วจะงงกันเปล่าๆ
  ขอบอกง่ายๆแบบนี้  ถ้าผิดเดี๋ยวคุณเพ็ญชมพูคงเข้ามาแก้ให้เองละค่ะ

  

บันทึกการเข้า
choo
มัจฉานุ
**
ตอบ: 70


ความคิดเห็นที่ 168  เมื่อ 14 มี.ค. 19, 22:32

ขอบคุณมากครับอาจารย์ พอจับเค้าได้ว่าถ้ากลุ่มที่เรียนไม่มีคนเก่งๆ(วัดแบบวิธีเก่า)มากคนที่ได้ A อาจไม่ใช่คนที่มีความรู้ในวิชานั้นมากก็ได้ วิธีการตอบข้อสอบของการเรียนสมัยนี้เป็นแบบปรนัยมีหลายตัวเลือกตามความคิดผมน่าจะง่ายและมีโอกาสทำคะแนนได้สูงกว่าที่ผมเคยเรียนซึ่งเป็นแบบอัตนัยต้องเขียนบรรยายคำตอบการได้คะแนนขึ้นอยู่กับอาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบ ดังนั้นผู้เรียนสมัยนี้ถ้าไม่แย่จริงๆจะมีโอกาสเรียนจบง่ายได้เกรดดีกว่า
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31507

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 169  เมื่อ วันนี้ เวลา 08:50

    สมัยก่อน นักเรียนตอบข้อสอบแบบอัตนัยตั้งแต่อยู่ชั้นประถม   ทำให้รู้จักการสร้างประโยค  ลำดับความคิด เริ่มต้น สรุปความ  เขียนอะไรยาวๆได้   พอเปลี่ยนระบบเป็นปรนัย  ติ๊กคำตอบอย่างเดียว  ทักษะของการเขียนแบบอัตนัยก็เลยหายไปมากค่ะ

    เมื่อ 50+ ปีก่อน  มีบทเรียนเป็นคำร้อยกรองง่ายๆ ให้ข้อคิดเตือนใจ   อย่างเรื่องนี้   ท่านฟ. ฮีแลร์แต่งได้ไพเราะมาก


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31507

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 170  เมื่อ วันนี้ เวลา 08:51

รำลึกถึงถนนในกรุงเทพ ที่เดี๋ยวนี้หาต้นไม้อย่างในรูปอีกไม่ได้แล้ว  คอนกรีตแย่งเนื้อที่หมด


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11056



ความคิดเห็นที่ 171  เมื่อ วันนี้ เวลา 10:23

เมื่อ 50+ ปีก่อน  มีบทเรียนเป็นคำร้อยกรองง่ายๆ ให้ข้อคิดเตือนใจ   อย่างเรื่องนี้   ท่านฟ. ฮีแลร์แต่งได้ไพเราะมาก

ท่านฟ. ฮีแลร์มิได้แต่ดอก แต่เป็นของโบราณนานมาแล้ว  ยิงฟันยิ้ม

http://www.human.nu.ac.th/jhnu/file/journal/2014_07_24_09_06_52-06%20รศ.ดร.สุภาพร.pdf
http://www.assumptionmuseum.com/th-th/content/ว-ชาเหม-อนส-นค-า-แต-ทว-า-ฟฮ-แลร-ไม-ได-แต-ง/



บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31507

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 172  เมื่อ วันนี้ เวลา 10:59

ความรู้ใหม่นะเนี่ย  ขอบคุณคุณเพ็ญชมพูค่ะ
บันทึกการเข้า
Naris
องคต
*****
ตอบ: 409


ความคิดเห็นที่ 173  เมื่อ วันนี้ เวลา 13:36

มีข้อสงสัยครับ

ตำแหน่ง "ล้าต้า" ผมลองค้นดูเบื้องต้น พบว่า เป็นตำแหน่ง ผู้ตรวจสอบบัญชีประจำเรือสำเภาครับ
การมอบหมายให้ผู้ตรวจบัญชีไปดูทิศทางลม ออกจะแปลกอยู่นะครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31507

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 174  เมื่อ วันนี้ เวลา 14:36

ล้าต้า   น. คนถือบัญชีเรือสำเภา.
ตั้งเข็ม, ตั้งเป้าหมาย   ก. กำหนดจุดมุ่งหมาย เช่น ล้าต้าต้นหนก็มุ่งมอง ตั้งเข็มส่องกล้องสลัด (ม. ร่ายยาว กุมาร).

https://dict.longdo.com/search/%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2
ตีความได้ 3  ทางค่ะ

1  เจ้าจงเอาหูตา...................เป็นล้าต้าฟังดูลม
    แปลว่า  เจ้าจงเอาหูตา มากำหนดจุดมุ่งหมาย  ดูลมทิศต่างๆ
2  ล้าต้าในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ทำหน้าที่ต้นหนด้วย
3  กวีเข้าใจผิด หรือแต่งผิด  เอาล้าต้ามาใช้ในความหมายของต้นหนเรือ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 10 11 [12]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.039 วินาที กับ 19 คำสั่ง