เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 4
  พิมพ์  
อ่าน: 1813 ผีไทย ผีเทศ
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31739

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
 เมื่อ 07 ธ.ค. 18, 15:00

ในยุคไทยแลนด์ 4.0  กระสือก็ยังไม่ได้จากไปไหน

ผีกระสือ โผล่ คนพากันหลอน เฮี้ยนหนัก รปภ. เฝ้า ดับปริศนา บ้านถูกปิดตาย ทิ้งร้าง
กระสือ – วันที่ 6 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่ ม.4 ต.ท่างาม อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี ต่างพากันแตกตื่นกับ ผีกระสือ หลังจากที่มี ผู้คนพบเห็น ดวงไฟประหลาด เป็นแสงสีเขียวนวล ลอยสูง เหนือพื้นดินในช่วงหลังเที่ยงคืนของแต่ละวัน ที่บริเวณกลางทุ่งนาและบ้านร้าง ข้างที่ทำการ อบต.ท่างาม ตรงข้าม ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.ท่างาม ริมถ.สายปราจีนบุรี-ศรีมหาโพธิ

อ่านต่อได้ที่นี่ค่ะ
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_1919538
บันทึกการเข้า
superboy
ชมพูพาน
***
ตอบ: 179


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 08 ธ.ค. 18, 20:28

เรื่องกระสือปัจจุบันยังมีอยู่เยอะมากเลยนะครับ บางกลุ่มในเฟซบุ๊กคุยกันหลายร้อยความเห็น เสียดายว่าผมกลัวผีเลยไม่กล้าอ่าน เลี่ยงไปดูต้นไม้ใบหญ้าแทน  ลังเล
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11060



ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 09 ธ.ค. 18, 07:40

ชื่อ "กระสือ" นี้ปรากฎพร้อมกับชื่อผีอีก ๓ ตน คือ ฉมบ, จะกละ และกระหาง ในกฎหมายตราสามดวง หมวด ๗ ของ "พระอายการเบดสรจ" ลงมหาศักราช  ๑๑๔๖ ปีมะแม ตรงกับพุทธศักราช ๑๗๖๘ เก่ากว่าศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงเสียอีก  ยิงฟันยิ้ม

กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ เป็นชื่อเรียกตามความเข้าใจปัจจุบัน แต่ตัวเขียนในสมุดข่อยมีว่า "พระอายการเบดเสรจ" หมายถึง พระไอยการเบ็ดเสร็จ

คำว่า "เบ็ดเสร็จ" ตรงกับ "เบ็ดเตล็ด" ทุกวันนี้

เหตุที่เรียกชื่อกฎหมายฉบับนี้ว่า "เบ็ดเสร็จ" หรือ "เบ็ดเตล็ด" ก็เพราะเป็นกฎหมายต่าง ๆ หลายเรื่องเอามารวมไว้ในที่เดียวกัน และไม่อาจให้ความสำคัญเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ถนัด อันเนื่องเพราะเป็นเรื่องย่อย ๆ เบ็ดเตล็ดทั้งนั้น

กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ มี ๒ ตอน คือ

ตอนต้น ลงศักราช ๑๒๖๓ ปีมะแม ตรงกับ พ.ศ. ๑๘๘๖ ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา ๗ ปี ว่าด้วยลักษณะวิวาท เรื่องกระหนาบคาบเกี่ยวให้เป็นเสนียดแก่กัน

ตอนท้าย ลงศักราช ๑๑๔๖ ปีมะแม ซึ่งเป็นตอนเก่าแก่ที่สุด ว่าด้วยลักษณะวิวาทเรื่องกระทำกฤติยาคุณ มีฉมบ จะกละ กระสือ กระหาง เป็นต้นเหตุ

กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ (ตอนท้าย) ฉบับตัวเขียนในหอสมุดแห่งชาติบอกปีที่ตราเอาไว้ว่า "๑๑๔๖ ศกมแมนักสัตวเจตมาศปัญจมีดิถีรวิวาร" แต่ จิตร ภูมิศักดิ์ ยกเลขศักราช "๑๑๕๖" จากฉบับ ร. แลงกาต์ ซึ่งต่างจากฉบับตัวเขียน ๑๐ ปี (เข้าใจว่าจะผิดพลาดจากการพิสูจน์อักษรตอนพิมพ์เป็นเล่มโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒) ตรวจสอบและคำนวณเป็นคนแรกว่ากฎหมายฉบับนี้ปีที่ตราขึ้น "ตรงกับ พ.ศ. ๑๑๗๘ ปีมะแม ก่อนหน้าการสร้างกรุงศรีอยุธยา๑๐๐ ปีเศษ" ต่อมาอีก ล้อม เพ็งแก้ว ตรวจสอบและคำนวณซ้ำเพื่อให้รัดกุมมั่นคงขึ้น แล้วสรุปตรงกับ จิตร ภูมิศักดิ์ ว่าเป็น "ปีมะแม พ.ศ. ๑๗๗๘ วันตรากฎหมายตรงกับวันอาทิตย์ เดือนห้า ขึ้น ๕ ค่ำ ตรงกับสุริยคติ วันที่ ๒๕ มีนาคม" แต่ถ้ายึดเลขศักราช "๑๑๔๖" ตามฉบับตัวเขียนจะเป็น พ.ศ. ๑๗๖๘

สรุปได้แล้วว่ากฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ (ตอนท้าย) ตราขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๗๖๘ ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ ถึง๑๒๕ ปี ขณะนั้นกัมพูชาเป็นยุคหลังพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มีพระเจ้าอินทรวรมันที่ ๒ ขึ้นเสวยราชย์เมืองพระนครหลวง (นครธม) ระหว่าง พ.ศ. ๑๗๖๓-๑๗๘๖

กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ (ตอนท้าย) มีเนื้อหาเป็นเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับลักษณะ ผีร้าย มีชื่อเรียกในกฎหมายนี้ว่า "ฉมบ จะกละ กระสือ กระหาง" กับเรื่อง หมอผี ที่เรียกชื่อในกฎหมายนี้ว่า "แม่มดพ่อหมอ" คือคนผู้เรียนรู้เวทวิทยาคมและกฤติยาคุณอันทำให้ถึงตายฉิบหายด้วยอุบายต่าง ๆ

ฉมบ (อ่านว่า ฉะ-หมบ) เรียกผีผู้หญิง สิงอยู่ที่ตายในป่า ว่ามีรูปเห็นเป็นเงาๆ

จะกละ (อ่านว่า จะ-กละ) เรียกผีป่า ซึ่งหมอผีชาวป่าเลี้ยงไว้ให้ทำร้ายศัตรู, ผีพวกหนึ่งชอบกินของโสโครก

กระสือ (อ่านว่า กระ-สือ) เรียกผีที่สิงในกายหญิง ชอบกินของโสโครก ลักษณะเป็นดวงไฟแวม ๆ ในกลางคืน (คู่กับกระหัง ที่เข้าสิงในกายชาย)

กระหาง (อ่านว่า กระ-หาง) เรียกผีที่สิงในกายชาย หรือผีผู้ชาย ชอบกินของโสโครก บางทีก็เรียกกระหัง คู่กับกระสือ

ความรู้เรื่องคุณไสย และการใช้คุณไสยไปทำร้ายผู้อื่น ถือว่าเป็นความชั่วร้าย เป็นเสนียดเช่นเดียวกันกับเรื่องผีร้ายต่าง ๆ กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จจึงจัดไว้เป็นหมวดหมู่เดียวกัน ถือเป็นกรณีเหมือนกัน ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจริงหรือไม่จริง ซึ่งกฎหมายจะต้องให้ความเป็นธรรม โดยกำหนดเงื่อนไขเป็น ๒ อย่าง คือ

อย่างแรก เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ทั้งฉมบ จะกละ กระสือ กระหางมีจริง ถ้าพิสูจน์หรือสอบสวนได้ว่าเป็นจริงก็ต้องมีการลงโทษ

อย่างที่สอง เป็นเรื่องของการกล่าวหา (Accusation) เพราะเป็นเรื่องที่อาจใส่ร้ายป้ายสีและกล่าวหากันได้ง่าย ๆ เหตุนี้ในกฎหมายจึงกำชับไม่ให้พวกเจ้าเมือง กรมการที่ทำหน้าที่ตัดสินคดีความทำการลงโทษตามลำพัง โดยไม่แจ้งเข้ามายังกรุง แต่ให้ทางกรุงตัดสิน ผู้ที่ละเมิดในเรื่องนี้อาจถูกตัดสินประหารชีวิตได้

อ่านเพิ่มเติมได้ใน ภาพสะท้อนของกฎหมายตราสามดวงในเรื่องเวทย์มนต์และอาถรรพ์ต่าง ๆ



บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31739

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 09 ธ.ค. 18, 11:08

กระสือปราจีณถูกตามล่าเสียแล้ว

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11060



ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 11 ธ.ค. 18, 10:09

เรื่องผีกระสือ เสฐียรโกเศศได้เล่าไว้ใน หนังสือเรื่องผีสาง เทวดา หน้า ๕๓-๕๕





บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31739

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 11 ธ.ค. 18, 12:48

ผีกระสือน่าจะเป็นเผ่าพันธุ์อินเตอร์    ย่ากระสือแกมีญาติอยู่ทั่วโลกค่ะ

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11060



ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 11 ธ.ค. 18, 14:07

ฝรั่งมีกระสือเหมือนกันเรียกว่า Will o'the Wisp เป็นดวงไฟกลมๆล่องลอยวับๆ ในที่มืด   มักจะล่อนักเดินทางให้หลงคิดว่ามีคนหยุดพักแรม ก่อกองไฟ  ก็จะแวะจากถนนเข้าไปสมทบ  แล้วก็หลงทางสาบสูญไป

ผีกระสือน่าจะเป็นเผ่าพันธุ์อินเตอร์    ย่ากระสือแกมีญาติอยู่ทั่วโลกค่ะ

ชื่อ Will-o'-the-wisp  คำว่า Will มาจาก William ซึ่งเป็นชื่อผู้ชาย

กระสือฝรั่งน่าจะเป็นปู่กระสือมากกว่าย่ากระสือ
  ยิงฟันยิ้ม



จาก https://www.merriam-webster.com/dictionary/will-o'-the-wisp


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11060



ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 12 ธ.ค. 18, 07:25

Will-o'-the-wisp หรือ กระสือฝรั่ง  น่าจะอยู่ในสปีชีส์เดียวกับผีโขมดของไทย  ยิงฟันยิ้ม

รอยอินท่านอธิบายว่า คำว่า โขนด มาจากภาษาเขมรว่า โขฺมจ แปลว่า ผี คนไทยนำมาใช้เป็นชื่อผีอยู่ในพวกผีกระสือหรือผีโพง เห็นเป็นแสงเรืองวาวในเวลากลางคืน ทำให้หลงผิดนึกว่ามีคนถือไฟหรือจุดไฟอยู่ข้างหน้า พอเข้าไปใกล้ก็หายไป แท้จริงแล้วคือแก๊สมีเทน (methane) ที่เกิดจากการเน่าเปื่อยผุพังของสารอินทรีย์แล้วติดไฟในอากาศ เป็นแสงวอบแวบในที่มืด

ส่วนเสฐียรโกเศศเล่าไว้ทำนองเดียวกันใน หนังสือเรื่องผีสาง เทวดา หน้า ๕๗



บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11060



ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 12 ธ.ค. 18, 11:08

เรื่องผีกระสือผีโขมดนี้ มีคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ แล้ว ในหนังสือ แสดงกิจจานุกิตย์ แต่งโดยเจ้าพระยาทิพากรวงษมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) โดยท่านได้บอกจุดมุ่งหมายในการแต่งหนังสือเล่มนี้เอาไว้ว่า

"ข้าพเจ้าจึ่งคิดเรื่องราวกล่าวเหตุผลต่าง ๆ แก้ในทางโลกยบ้างทางสาศนาบ้าง ที่มีพยานก็ชักมากล่าวไว้ ที่ไม่มีพยานเปนของที่ไม่เหนจริง ก็คัดค้านเสียบ้าง ว่าไว้แต่ภอปัญญาเด็กรู้ ผู้ที่เรียนหนังสือรู้แล้ว จะได้อ่านหนังสือนี้แทนหนังสือสวด แลหนังสือเรื่องลคอน เหนจะเปนประโยชน์รู้การเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง ถ้าเขาถามสิ่งใด เด็กทั้งหลายจะได้แก้ไขตามสำนวนนี้ ว่าไว้เปนข้อถามข้อแก้ กล่าวแต่ภอจำได้ ให้ชื่อว่าหนังสือแสดงกิจจานุกิตย์ ถ้าท่านผู้ใดดูหนังสือนี้ เหนผิดพลั้งประการใด ฃอให้ช่วยแก้ไขให้ถูกต้องด้วย แต่ภอสมควรแก่ปัญญาเด็ก ถ้าเด็กผู้ใดอ่านหนังสือนี้แล้ว อยากจะรู้ความให้วิเสศโดยพิศฎาร ก็ให้หาครูเรียนโหราสาตร ธรรมสาตรต่าง ๆ ก็จะรู้ได้โดยเลอียด"

ในหนังสือแสดงกิจจานุกิตย์ มีอยู่ตอนหนึ่งที่พูดถึงปรากฏการณ์เกี่ยวกับแสงต่าง ๆ เช่น แสงเลื่อนลอยในอากาศ ที่เกิดจากพระธาตุเสด็จ, ผีพุ่งไต้ ที่เชื่อกันว่าเป็นเทวดาจุติ และดวงไฟบนยอดกระโดงเรือ ที่เชื่อกันว่าเป็นพรายน้ำ รวมทั้ง "แสงกระสือ" ด้วย

"ที่เรียกว่าผีกระสือผีโขมด เหตุนี้เขาได้ทดลองแล้ว เปนขึ้นด้วยของโสโครกของน่าวในแผ่นดิน ผีโขมดก็เปนด้วยน้ำน่าวในท้องทุ่ง จึ่งปรากฏให้เหนเปนดวง ๆ ไป ของนี้ไปไม่ได้ด้วยกำลังอายดินแลอายนขับเท่าไหร่ ก็เปนอยู่เพียงเท่านั้น ที่ว่าปลาน่าวเปนเรือง ๆ ก็เหมือนกันกับเหนผีกระสือผีโขมด"

หนังสือแสดงกิจจานุกิตย์พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๑๐ หรือเมื่อ ๑๕๐ ปีมาแล้ว ความบางอย่างก็เป็นวิทยาศาสตร์ แต่บางอย่างจะใช่หรือไม่ โปรดอ่านและใช้วิจารณญาณตัดสินเทอญ  ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
superboy
ชมพูพาน
***
ตอบ: 179


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 13 ธ.ค. 18, 21:51

แสงสีเขียวนวลถ้ามาทางสายวัด เขาว่าอาจเป็นดวงใจพระเก่าหรือพระธาตุเสด็จก็ได้นะครับ

แต่ก็เหมือนเรื่องผีอีกนั่นแหละครับ เรื่องวัดผมเองก็ไม่สันทัดอะไรเลย ก็เลยไม่รู้จะอธิบายว่าคืออะไรกันแน่ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าพระหรือผี...ผมวิ่งหนีอย่างเดียวครับ  ร้องไห้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31739

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 15 ธ.ค. 18, 10:05

รวบรวมผีไทยมาให้อ่านค่ะ   ถ้าคุณ superboy เจอพวกนี้ชุมนุมมีตติ้งกันอยู่ละก็  วิ่งหนีไม่ทันแน่
บางส่วนมาจาก วิกิพีเดีย
กระสือ   กระหัง   
กองกอย
กุมารทอง
โขมด โขมดป่า/โขมดดง
เงือกงู
เจ้าป่าเจ้าเขา
นางตะเคียน
นางตานี
ปอบ
ปู่เจ้าสมิงพราย
เปรต
ผีตาโขน
ผีพราย
ผีถ้วยแก้ว
ลูกกรอก

ยังมีผีท้องถิ่นอีกมาก แต่ไม่ได้เอามารวมด้วยค่ะ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11060



ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 15 ธ.ค. 18, 14:09

กองกอย

ผีกองกอยในความรับรู้ของเสฐียรโกเศศ จาก หนังสือเรื่องผีสาง เทวดา หน้า ๕๗ - ๕๘



บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31739

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 15 ธ.ค. 18, 14:17

จะให้แยกกระทู้เป็นผีไทย-ผีเทศ ไหมคะ
จะได้แยกเลย
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11060



ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 17 ธ.ค. 18, 10:20

จะให้แยกกระทู้เป็นผีไทย-ผีเทศ ไหมคะ
จะได้แยกเลย

ยกให้อยู่ในดุลยพินิจของท่านอาจารย์ใหญ่ ยิงฟันยิ้ม


มีตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องพระอภัยมณีคือ ย่องตอด ซึ่งว่ากันว่ามีส่วนคล้ายกอลลัมและผีกองกอย

เมื่อนางละเวงนั่งรถเทียมม้าผ่านมากับ ยุพาผกากับสุลาลีวรรณได้จอดรถพักผ่อน
ย่องตอดจับม้ามากินทั้ง  ๑๒ ตัว  ที่กินเหลือเอาไปฝากผีในถ้ำ

นางละเวงมีตราราหูคุ้มครองจึงไม่หลับ  ได้ต่อสู้กัน  พอตีย่องตอดสลบ ยุพาผกาและสุลาลีวรรณก็ตื่นมาช่วย

สามนางดู ย่องตอด


ต่างพิศดูผู้ตายคล้ายคุลา                     มีแต่ตาข้างเดียวดูเขี้ยวโง้ง
ทั้งหน้าลายรายเรี่ยรอยเมียข่วน              ผมแต่ล้วนผีผูกจมูกโด่ง
ใบไม้นุ่งรุงรังสันหลังโกง                      ดังผีโป่งปากเหม็นเช่นกุมภา


คุลา   คือคนชาติหนึ่ง  ตัวมันดำ  ฟันมันขาวคล้ายกับกลาสี
(อักขราภิธานศรับท์   อาจารริย์ ทัด  คัดแปล   บรัดเลพิมพ์)



จากประวัติและรูปลักษณ์ของย่องตอด ดูจะมีส่วนคล้าย Gollum แห่ง The Lord of the Rings ของ  J. R. R. Tolkien อยู่หลายส่วน

ฤๅ Tolkien จะเคยรู้จักย่องตอดแห่งพระอภัยมณี


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 11060



ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 17 ธ.ค. 18, 10:23

ท่าน Cinephile ได้เขียนไว้ใน พันทิป ว่าผีกองกอยในความรับรู้ของท่านก็มีส่วนคล้ายกับกอลลัมเหมือนกัน

"ทำไมเราไม่ Cat ตัวโกลัม มาเป็นตัวผีกองกอยล่ะ ขนาดความสูงต่ำของโกลัมกับผีกองกอยก็มีขนาดใกล้เคียงกัน คือขนาดเท่ากับเด็ก ๆ หน้าตาเหี่ยวย่นพอ ๆ กัน เพียงแต่ว่าโกลัมไม่มีขนแต่ผีกองกอยมีขน ฟันของโกลัมไม่แหลม ๆ เหมือนผีกองกอย เล็บไม่ยาวเป็นเล็บเหยี่ยว แต่ตาโตเป็นประกายเหมือนกัน เพียงแต่ว่าผีกองกอยสกดจิตได้แต่โกลัมสกดจิตไม่ได้"

พอจะโยงผีกองกอยไปทางผีฝรั่งได้บ้างเหมือนกัน  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.046 วินาที กับ 19 คำสั่ง