เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 286 ใครเคยได้ยินชื่อ กรมเศรฐิ บ้าง
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30938

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
 เมื่อ 03 ก.ค. 18, 15:51

มีหลักฐานเพียงว่า  พระศรีวิโรจน์ เจ้ากรมเศรฐิ   ในรัชกาลที่ ๒

ใครเคยได้ยินชื่อกรมนี้บ้างคะ   ทำหน้าที่อะไร สังกัดอะไรในจตุสดมภ์?
ดิฉันเดาว่าสังกัดคลัง
บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 336


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 04 ก.ค. 18, 10:22

ผมหา กรมเศรฐิ ไม่พบครับ แต่พบพระศรีวิโรจน์ ในเรื่องเกี่ยวกับการตั้งโรงหวย ดังนี้ครับ

https://guru.sanook.com/4011/

วิธีเล่นหวยเกิดขึ้นในเมืองจีนดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เกิดขึ้นแล้วไม่ช้าก็เข้ามาถึงเมืองไทยเมื่อรัชกาลที่ ๓ เรื่องมูลเหตุที่จะเกิดการเล่นหวยในประเทศนี้ มีในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงไว้ดังนี้ว่า "เมื่อครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีเถาะ (พ.ศ. ๒๓๗๔) น้ำมาก เมื่อปีมะโรง (พ.ศ. ๒๓๗๕) น้ำน้อยข้าวแพงถึงต้องซื้อข้าวต่างประเทศมาจ่ายขาย คนก็ไม่มีเงินจะซื้อข้าวกิน ต้องมารับจ้างทำงานคิดเอาข้าวเป็นค่าจ้าง เจ้าภาษีนายอากรก็ไม่มีเงินจะส่งต้องเอาสินค้าใช้ค่าเงินหลวง ที่สุดจนจีนผูกเบี้ยก็ไม่มีเงินจะให้ ต้องเข้ารับทำงานในกรุงฯ จึงทรงพระราชดำริลงไปว่า เงินตราบัว เงินตราครุฑ เงินตราปราสาทได้ทำใช้ออกไปก็มาก หายไปเสียหมด ทรงสงสัยว่าคนจะเอาเงินไปซื้อฝิ่นมาเก็บไว้ขายในนี้ จึงโปรดฯให้จับฝิ่นเผาฝิ่นเสียเป็นอันมาก ตัวเงินก็ไม่มีขึ้นมา และจีนหงพระศรีไชยบาน(๓) จึงกราบทูลว่าเงินนั้นตกไปอยู่ที่ราษฎรเก็บฝังดินไว้มากไม่เอาออกใช้ ถ้าอย่างนี้ที่เมืองจีนตั้งหวยขึ้นจึงมีเงินมา จึงโปรดฯให้จีนหงตั้งหวยขึ้นเป็นอากรอีกอย่าง ๑ และมาในจดหมายเหตุ(๔)ฉบับ ๑ ว่าเจ๊สัวหง แรกออกหวยเมื่อเดือนยี่ ปีมะแม ก็ต้องด้วยกระแสพระราชนิพนธ์ จึงยุติได้เป็นแน่ว่า การเล่นหวยแรกมีขึ้นในเมืองไทยในรัชกาลที่ ๓ เมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๓๗๘

เรื่องตำนานของการอากรหวย ตามที่เล่ากันมาว่า เมื่อแรกเจ๊สัวหงทำอากรนั้น ตั้งโรงหวยที่ในกำแพงเมืองใกล้สะพานหัน แล้วเลื่อนมาอยู่ที่หน้าวังบูรพาภิรมย์เดี๋ยวนี้

เดิมเจ๊สัวหงออกหวยแต่เวลาเช้าวันละครั้ง ต่อมาไม่ช้าพระศรีวิโรจน์ดิศ เห็นเจ๊สัวหงมีกำไรมากจึงกราบบังคมทูลขอตั้งหวยขึ้นอีกโรง ๑ โรงหวยของพระศรีวิโรจน์ดิศอยู่ทางบางลำภู ออกหวยเวลาค่ำวันละครั้ง เพื่อมิให้พ้องเวลากับหวยโรงเจ๊สัวหง หวยจึงมีเป็น ๒ โรง เรียกกันว่าโรงเช้าโรง ๑ โรงค่ำโรง ๑

ต่อมาหวยโรงพระศรีวิโรจน์ทำการไม่เรียบร้อย ที่สุดอากรหวยจึงไปรวมอยู่อยู่ที่โรงเจ๊สัวหงแห่งเดียว เลยเป็นเหตุให้ออกหวยได้ ๒ เวลา แต่คงเรียกตามมูลเหตุเดิมว่า หวยโรงเช้าเวลา ๑ หวยโรงค่ำเวลา ๑ มาจนกระทั่งเลิกอากรหวย เงินอากรหวยนั้นได้ยินว่าเมื่อแรกตั้งอากรหวยในรัชกาลที่ ๓ เงินอากรราวปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท เจ๊สัวหงจะได้ทำอยู่กี่ปี และผู้ใดจะได้ทำต่อมาหาทราบไม่ ปรากฏแต่ว่า ต่อมาจัดให้ว่าประมูลกันคราวละปีเหมือนอากรบ่อยเบี้ย เมื่อการออกหวยมีการประมูลกันเป็นอากร เงินหลวงก็เพิ่มทวีขึ้นโดยลำดับ
บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 336


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 04 ก.ค. 18, 10:23

จะใช่ท่านเดียวกันหรือไม่ครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30938

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 04 ก.ค. 18, 11:00

คนละคนค่ะ
ขอบคุณที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ   พระศรีวิโรจน์ดิศ น่าจะมีฐานะดีมาแต่เดิม ถึงมีทุนพอจะขอตั้งโรงหวยได้
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10809



ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 05 ก.ค. 18, 14:04

น่าจะเป็นพระศรีวิโรจน์ (อ่อน) ผู้นี้

มีบันทึกอยู่ในหนังสือ "ราชินิกุลรัชกาลที่ ๓" ของ สมเด็จฯเจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ ข้อมูลที่มีอยู่ในมือตอนนี้ คือ

หน้า ๙ : "ท่านทองคำ คือท้าวทรงกันดาร (ทองมอญ) เปนภรรยาหม่อมเจ้าองค์ ๑ ในราชตระกูลครั้งกรุงศรีอยุธยา …มีบุตรและธิดา ๔ คน คือ ที่ ๑ ช. ชื่อ หม่อมอ่อน เปนพระศรีวิโรจน์ ที่ ๒ ช. ชื่อ หม่อมทับ เปนพระอักษรสมบัติ ...ที่ ๔ หม่อม (ไม่ทราบชื่อ) เปนภรรยานายนาคบุตรพระชนกจัน"

ท้าวทรงกันดาล (ทองมอญ) มีบุตรธิดารวม ๔ คน ได้แก่ หม่อมอ่อน (ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ที่พระศรีวิโรจน์ รับราชการในกรมพระคลังมหาสมบัติ) หม่อมทับ (ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ที่พระอักษรสมบัติ เสมียนตรากรมพระคลังมหาสมบัติ ซึ่งเป็นบิดาของเจ้าจอมมารดาทรัพย์ในรัชกาลที่ ๓) หม่อมทิม (ได้เป็นเจ้าจอมมารดาในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หม่อมทิมผู้นี้เองที่มีผู้สืบเชื้อสายคือหม่อมแสง หม่อมในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ ต้นราชสกุลกุญชร และเป็นย่าของเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร)) และหม่อมอีกท่านหนึ่งไม่ทราบนาม)

จาก https://www.facebook.com/HRHPrinceNaris/posts/'ห้ามกินปลาสีเสีย%EF%BF%BD/820680598072045/
บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 336


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 05 ก.ค. 18, 16:02

เช่นนี้ก็แสดงว่า ตำแหน่ง พระศรีวิโรจน์ เป็นตำแหน่งในสังกัดคลัง กรมเศรฐิ ก็ต้องเป็นกรมในสังกัดคลังด้วยหนะซีครับ
แต่กรมนี้จะทำหน้าที่อะไร และอาจจะได้พัฒนามาเป็นกรมหรือส่วนราชการอะไรในปัจจุบัน ยังไม่รู้ 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30938

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 05 ก.ค. 18, 17:43

ขอบคุณค่ะ  คุณเพ็ญชมพู  นึกแล้วว่าต้องหาเจอ
ไปเช็คกรมต่างๆที่สังกัดพระคลังแล้ว  ไม่มีกรมเสฏฐิ

         สมัยต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระคลังได้แบ่งการบริหารราชการออกเป็น 8 หน่วยงาน แต่ละหน่วยงานมีหน้าที่เก็บภาษีอากรต่างชนิดกันไป และมีงานที่นอกเหนือออกไปจากการเก็บภาษีอากร คือ

         1. พระคลังมหาสมบัติ มีหน้าที่เรียกเร่งพระราชทรัพย์และว่าความที่เกี่ยวข้องด้วยพระราชทรัพย์หลวง
         2. พระคลังสินค้า มีหน้าที่ผูกขาดการค้าขายของรัฐ
         3. พระคลังในซ้าย พระคลังในขวา มีหน้าที่ในการจัดซื้อของสำหรับงานโยธาเพื่อจ่ายให้แก่ทางราชการ
         4. กรมท่าซ้าย กรมท่าขวา มีหน้าที่ว่าการต่างประเทศกรมท่าซ้าย พระยาโชฏึกราชเศรษฐีเป็นหัวหน้าว่าการเกี่ยวกับเรื่องคนจีน กรมท่าขวาพระยาจุฬาราชมนตรีเป็นหัวหน้าว่าการเกี่ยวกับเรื่องคนแขก
         5. พระคลังราชการ มีหน้าที่รับส่งส่วยซึ่งมาจากหัวเมืองที่ขึ้นอยู่กับกรมท่า
         6. พระคลังวิเสศ เป็นคลังผ้าทั้งหมด ยกเว้นผ้าเหลือง
         7. พระคลังศุภรัตน์ เป็นคลังผ้าเหลืองสำหรับพระสงฆ์
         8. พระคลังสวน มีหน้าที่เก็บเงินอากรสวนตามหน้าโฉนด

        นอกจากนี้ยังมีพระคลังอีกคลังหนึ่งเป็นสาขาของพระคลังมหาสมบัติ มีท้าวทรงกันดารเป็นผู้ดูแล ทำหน้าที่รักษาเงินสำหรับใช้จ่ายในพระราชนิเวศน์

       ทีนี้ พระศรีวิโรจน์(อ่อน) อยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๒  การแบ่งส่วนราชการอาจไม่เหมือนสมัยรัชกาลที่ ๕  เป๊ะๆนัก
แต่ยังไงก็ตาม กรมเสฏฐิน่าจะสังกัดพระคลัง   เพราะดูชื่อแล้วไม่น่าจะสังกัดเวียง วัง หรือนา
      หันไปถาม ท่านรอยอิน   ได้คำตอบมาว่า  คำว่าเสฏฐิ   มาจากภาษาบาลี    สันสกฤตใช้ว่า เศรษฐี  แปลว่า ประมุขพ่อค้า

      เศรษฐี
      (๑)  [เสดถี] น. คนมั่งมี (ส. ว่า ประมุขพ่อค้า; ป. เสฏฺฐิ).

      (๒) น. ชื่อหนึ่งของดาวฤกษ์ธนิษฐา มี ๔ ดวง, ดาวกา ดาวไซ ดาวศรวิษฐา หรือ ดาวธนิษฐะ ก็เรียก. (ส. ว่า ประมุขพ่อค้า; ป. เสฏฺฐิ).           

      กรมเสฏฐิ น่าจะเกี่ยวกับพ่อค้าในสยาม  มีหน้าที่เก็บภาษีจากพ่อค้า เป็นไปได้ไหมคะ? 
      คงไม่ใช่กรมที่ชุมนุมของบรรดาเถ้าแก่เจ้าสัวในสยาม

      ทีแรกคิดว่ากรมเสฏฐิ ต่อมาอาจจะพัฒนามาเป็นกระทรวงเศรษฐการ ซึ่งก็คือกระทรวงพาณิชย์ในปัจจุบัน
แต่ถ้ามีไว้เก็บภาษีพ่อค้า อาจจะกลายมาเป็นกรมสรรพากร 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.031 วินาที กับ 19 คำสั่ง