เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 63 64 [65] 66 67 ... 77
  พิมพ์  
อ่าน: 63132 ฉากประทับใจในหนังเก่า (3)
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 960  เมื่อ 17 ม.ค. 22, 09:08

ตั้งแต่ย้ายถิ่นออกมาอยู่บ้านนอก  ผมก็ยกเลิกสมาชิก UBC  เพราะนับวันรายการที่ชอบดูก็น้อยลง ๆ   แรก ๆ ก็กังวลว่าจะหาหนังฝรั่งดูจากที่ไหนดี  ปรากฏว่าผมได้ทางออกใหม่  เพื่อนต่างชาติคนหนึ่งเธอส่ง link สำหรับ ‘โหลด’ หนังมาให้พร้อมรหัสสมาชิก  ตานี้ผมก็สามารถหาหนังที่อยากดูจากการติดตามข่าวบันเทิงต่างประเทศได้อย่างสบาย

Website นี้มีหนังเยอะมากทั้งเก่าและใหม่  หลายเรื่องที่คนไทยไม่เคยรู้หรือรู้เรื่องน้อยมากอย่างเช่นเรื่องนี้

The Sapphires (2012) เป็นหนังอิงเรื่องจริงจาก Australia  เล่าเรื่องราวย้อนไปในยุค 60s  ของวงดนตรีหญิงล้วน  พวกเธอเป็นชนชาวดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ก่อนที่ชาวผิวขาวจะมารุกราน  เริ่มแรกแนวเพลงของพวกเธอออกไปทาง country/folk  แต่ต่อมาได้เจอหนุ่มที่ให้ความสนใจในฝีมือและแนะนำให้ปรับแนวเป็นเพลง soul  จากนั้นก็ตั้งตัวเป็นผู้จัดการให้  งานใหญ่คืองานไปเปิด concert  ให้ทหารฟังที่ประเทศเวียดนาม

ฉากดี ๆ เป็นฉากที่พวกเธอร้องเพลง  เพราะ ๆ ทั้งนั้น

ก่อนเปลี่ยนแนว


ฝึกซ้อม




ที่ไซ่ง่อน


ตัวอย่างหนัง



ในเรื่องจริง วง The Sapphires เริ่มต้นที่ 3 คนและไม่ใช่ทุกคนไปแสดงสดที่เวียดนาม

บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 961  เมื่อ 18 ม.ค. 22, 08:59

The Best Exotic Marigold Hotel เป็นหนังจากฝั่งอังกฤษออกฉายในปี 2011  เรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มผู้สูงอายุในวัยเกษียณมาเจอกันใน trip เที่ยวอินเดีย  ทั้งหมดเข้าพักที่ รร. ที่เรียกได้ว่าร้าง  โดยมีแขกหนุ่มกระตือรือร้นนายหนึ่งให้การต้อนรับขับสู้อย่างดี  เรื่องราวย่อย ๆ ก็หลากหลาย  มีตลกบ้าง ประทับใจบ้าง ฯลฯ ตอนออกฉายมันเป็นหนังฮิตที่คาดไม่ถึง

หนังเสนอภาพอินเดีย (ตอนเหนือ) ที่สวยมาก  ทุกฉากประทับใจหมด




ต่อมาปี 2015 ก็มีภาค 2 ออกฉายในชื่อ The Second Best Exotic Marigold Hotel




ของแถมของภาค 2



ผมรู้จักชื่อ Dev Patel (หนุ่มแขกในเรื่อง  ชีวิตจริงเกิดที่อังกฤษ) เป็นครั้งแรกจากหนังยอดเยี่ยม Oscar เรื่อง Slumdog Millionaire (2008) แต่ไม่เคยดู  ตอนนั้นเธอยังเด็กอยู่เลย  เธอเดินบนเส้นทางการแสดงสะสมประสบการณ์มากจนบัดนี้ขึ้นทำเนียบนักแสดงคุณภาพของฮอลลีวู้ดเมื่อได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Oscar สาขาประกอบชายในปี 2016


จากหนัง 2 เรื่องนี้  พอหาข้อมูลได้เรียบร้อยไม่มีขาดตก  ปีต่อมาผมก็ลากเพื่อนเหินฟ้าไปอินเดีย (ปกติผมจะเที่ยวต่างประเทศคนเดียว  แต่ที่อินเดียไม่กล้า  กลัวแขกปล้ำ) เพื่อพบว่าหนังก็คือหนัง  ของจริงก็คือของจริง

(หมายเหตุ - อย่างไรก็ตาม มีบางอย่างที่เหมือนในหนังคือการจราจรบนถนน  เกือบเอาชีวิตไม่รอดอยู่หลายหน  พอหันไปมองหน้าคนขับ  เธอผิวปากเป็นเพลงแขกอย่างระรื่นใจ  เวลาจะข้ามถนนต้องถลาไปเกาะแขกแถวนั้นแล้วบอกว่าพาฉันข้ามถนนไปด้วยนะจ๊ะ  อาหารอร่อยมาก (สำหรับคนที่ชอบอาหารแขก)  อยู่แบบราชาเพราะเงินเราแพงเป็น 2 เท่าของเงินบ้านเขา)

บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 962  เมื่อ 19 ม.ค. 22, 09:49

ปี 2015 เดียวกันนั้นอังกฤษก็ทำหนังคุณภาพอีกเรื่องออกฉายคือ The lady in the van  หนังสร้างจากบันทึกประจำวันช่วงหนึ่งในยุค 70s ของนักเขียนบทละคร/ภาพยนตร์ชื่อ Alan Bennett เล่าเรื่องราวของหญิงชราจรจัดที่อาศัยกินอยู่หลับนอนในรถตู้เน่า ๆ ที่จอดอยู่ในอาณาเขตบ้านของเขา  โดยตอนแรกสัญญากันว่าไม่นาน  แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็น 15 ปี




Maggie Smith อีกครั้งในบทน่ารัก ๆ แบบแสบ ๆ ตามถนัดในยุควัยชราของเธอ  ดูแล้วสนุกและสบายใจแม้ตอนจบจะเศร้า  ผมหาฉากตอนนักสังคมสงเคราะห์รับเธอพร้อมรถเข็นขึ้นรถไปอยู่ที่บ้านคนชราทาง Youtube ไม่ได้  นั่นเป็นฉากที่น่ารักที่สุดสำหรับผม

มีคนใจดีเอาหนังมาลงให้ทั้งเรื่อง (ตอนที่ผมเขียนเรื่องมันไม่ใช่ clip นี้  พอได้คิวลงปรากฏว่ามันโดนถอนออกไปแล้ว  clip ใหม่ที่หาได้นี้คุณภาพไม่ดีนัก)
ตอนจบหนังเล่าที่มาที่ไปของหญิงชราว่าเหตุไรจึงมาลงเอยกับการใช้ชีวิตเช่นนี้  ที่จริงแล้วเธอไม่ใช่คนธรรมดา ๆ เลย


(ฉากที่ผมเอ่ยถึงอยู่ที่ 1.03.50 ต้องดูพร้อมฟังเสียงตัวละครบรรยายไปด้วยจึงจะให้อารมณ์ความน่ารัก)

บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6346


ความคิดเห็นที่ 963  เมื่อ 20 ม.ค. 22, 10:17

             ข่าวการจากไปก่อนวัยอันควรชวนให้ใจหาย

         นักแสดงหนุ่มชาวฝรั่งเศส Gaspard Ulliel เสียชีวิตด้วยวัย 37 ปี หลังประสบอุบัติเหตุจากการเล่นสกี
ที่ เฟรนช์ แอลป์ส จนสมองกระทบกระเทือนรุนแรง
         แรกเห็นบนจอเงินในหนังจากฝรั่งเศส ที่ภาพสวย,นางเอกเด่นดัง(Audrey Tautou - Amelie) เรื่อง
A Very Long Engagement มาพร้อมการแสดงที่สดใหม่ใสซื่อจนส่งให้ได้รับรางวัล César Award สาขา
Most Promising Actor จากนั้นจึงตามด้วยผลงานต่างๆ เช่น Hannibal Rising ที่มีนักแสดงจีนชื่อดัง กง ลี่
ร่วมแสดง และ ผลงานซึ่งฝากไว้ให้ออกอากาศในปีนี้ เป็นซีรี่ส์ของ Marvel เรื่อง Moon Knight

ภาพจากเรื่อง A Very Long Engagement
(ในหนัง,นางเอกรอคอยการกลับมาของเขาอย่างไม่ยอมหมดหวัง แต่ครั้งนี้ สิ้นหวัง)


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33098

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 964  เมื่อ 20 ม.ค. 22, 11:17

     ดาวดวงสวยในอดีตของฮอลลีวู้ดลาลับฟ้าไปอีกดวง ในวัยสุกงอม 80 ปี  เธอชื่ออีเว็ตต์ มืมีเออซ์
     เธอสร้างชื่อเสียงในหนังเบาๆของหนุ่มสาวรุ่นเบบี้บูมเมอร์ เมื่อต้นทศวรรษ 1960s  ได้บทดีๆหลายเรื่อง เช่นเป็นสาวน้อยจากโลกอนาคตใน The Time Machine (1960) และลูกสาวพิการทางสมองของโอลิเวีย เดอ ฮาวิลแลนด์ใน Light in the Piazza (1962)  เมื่ออายุมากขึ้นก็หันไปเล่นบทรับเชิญในหนังทีวีหลายเรื่อง จนเกษียณตัวเองไปในที่สุด

   


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33098

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 965  เมื่อ 20 ม.ค. 22, 11:20

เรื่องแรกที่ส่งชื่อเสียงให้เธอ The Time Machine   เรื่องของนักวิทยาศาสตร์หนุ่มผู้เดินทางไปกับยานเวลาสู่อนาคต  ผลงานนิยายของ H.G. Wells

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33098

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 966  เมื่อ 20 ม.ค. 22, 11:22

บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 967  เมื่อ 20 ม.ค. 22, 11:22

             ข่าวการจากไปก่อนวัยอันควรชวนให้ใจหาย

         นักแสดงหนุ่มชาวฝรั่งเศส Gaspard Ulliel เสียชีวิตด้วยวัย 37 ปี หลังประสบอุบัติเหตุจากการเล่นสกี
ที่ เฟรนช์ แอลป์ส จนสมองกระทบกระเทือนรุนแรง
         แรกเห็นบนจอเงินในหนังจากฝรั่งเศส ที่ภาพสวย,นางเอกเด่นดัง(Audrey Tautou - Amelie) เรื่อง
A Very Long Engagement มาพร้อมการแสดงที่สดใหม่ใสซื่อจนส่งให้ได้รับรางวัล César Award สาขา
Most Promising Actor จากนั้นจึงตามด้วยผลงานต่างๆ เช่น Hannibal Rising ที่มีนักแสดงจีนชื่อดัง กง ลี่
ร่วมแสดง และ ผลงานซึ่งฝากไว้ให้ออกอากาศในปีนี้ เป็นซีรี่ส์ของ Marvel เรื่อง Moon Knight



แหม... นี่ถ้าไฟไม่ดับกลางคันเป็นชั่วโมง ๆ  ผมคงลงเรื่องนี้ไปตั้งแต่เช้าตามเวลาปกติของผมแล้ว  ฮึ...

ลัดคิวขึ้นมาให้ทันกับเหตุการณ์

ขอร่วมไว้อาลัยกับนักแสดงชื่อดัง (ทางฝั่งยุโรป) Gaspard Ulliel



นักดูหนังชาวเรือนไทยคงไม่รู้จัก (ขอถอนคำพูดครับ)  เผอิญผมโดนผีหนังสิงมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยยังอยู่ในแวดวงมาจนถึงบัดนี้  หนังที่จะคุยคือเรื่องนี้

ดีจังที่มีคนทำฉบับภาษาไทยเลยไม่ต้องพูด (เขียน) มาก




ตัวอย่างหนัง


สมัยยังก๋ากั่นทุกครั้งที่ไปเที่ยวต่างประเทศ  ของประเภทหนึ่งที่ต้องซื้อกลับมา (หมายถึงฝากซื้อ) คือพวกเครื่องสำอาง ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของผมเป็นเพศหญิงเสียส่วนใหญ่  พอได้เวลาก็จะได้รับรายการสั่งของซึ่งต้องเก็บไว้เป็นอย่างดีพอ ๆ กับเก็บ passport  ถ้าหายไปหมายถึงหายนะที่ผมต้องเจอตอนกลับมาบ้าน

ในรายการมีตั้งแต่แป้ง, eye shadow, น้ำหอม, รองพื้น ฯลฯ ในรายการนั้นที่สั่งกันเยอะคือ lipstick  ความที่เที่ยวมานานมากเลยพอจับความนิยมได้ว่าในช่วงแรก ๆ  ยี่ห้อที่ต้องซื้อเป็นประจำคือ Dior (นอกจากพวกผู้ใหญ่อย่างแม่ น้า ๆ จะผูกขาดกับยี่ห้อ Revlon กับ Estee Lauder)  

แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็น Yves Saint Laurent  แล้วก็เป็นยี่ห้อ YSL ตลอดจนกระทั่งผมเกษียณจากการท่องเที่ยว แสดงว่ายิ่งใหญ่จริงตามที่โฆษณาไว้ในหนัง

ตอนซื้อนี่สนุกมาก  คือไปยืนหน้าเคานเตอร์แล้วยื่นรายการให้  สาว BA ก็จะหยิบ ๆ มากองบนตู้  ระหว่างที่เจ้าหล่อนกำลังงมหา  ผมก็เปิดฝา lipstick แล้วหมุนดูว่ามีสีอะไรบ้าง  สีสันสดใสสวย ๆ ทั้งนั้น  มีเพื่อนสาวคนหนึ่งเธอไม่เจาะจงแต่จะให้ผมเลือกสีให้  ตรงนี้สนุกที่สุด  และสนุกมากเพราะเธอถูกใจสีที่เลือกทุกครั้ง  ครั้งหนึ่งผมเลือก YSL สีเปลือกมังคุดสดมาให้  เธอกรี๊ดสลบ  ตอนนั้นเมืองไทยไม่มีใครใช้สีนี้
 
ถ้าผมไปในช่วงลดราคาจะได้ของแถมมากมาย  เป็นของตั้งใจทำแถมทั้งนั้น  ส่วนใหญ่จะเป็นกระเป๋าแบบต่าง ๆ  ความที่ผมเป็นลูกค้ารายใหญ่  สาว BA บางแห่งก็จะให้น้ำหอมตัวอย่างที่ไม่ใช่แบบหลอด ๆ แต่เป็นขวดย่อม ๆ  ตอนนั้นน้ำหอมของ YSL ที่ดังสนั่นคือ Opium, Paris  ใช้น้ำหอมขวดตัวอย่างไม่ต้องจ่ายตังค์ซื้อขวดจริง

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 33098

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 968  เมื่อ 20 ม.ค. 22, 11:24

บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6346


ความคิดเห็นที่ 969  เมื่อ 20 ม.ค. 22, 14:32

           น่าจะจำคุณยายได้เพราะชื่อแปลกแตกต่างว่า Yvette Mimieux จากโฆษณาสบู่เจ้าเก่า Lux
แล้วผ่านตาจากหนังรวมดาวเรื่อง Skyjacked ที่มี่ดาราวัยรุ่นชื่อดัง Susan Dey ร่วมแสดงด้วย


บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 970  เมื่อ 21 ม.ค. 22, 09:09

ค้นหาอยู่หนึ่งเพลินว่าเคยดูหนังที่เธอเล่นในโรงฯ นะ  แต่นึกชื่อเรื่องไม่ออก  ตอนนี้นึกออกแล้ว  เรื่องนี้เอง ‘The Black Hole (1979)’ หนังแนววิทยาศาสตร์ที่ล้มเหลวเรื่องการทำรายได้  ประมาณว่ากระเป๋า Walt Disney Studio แหกไปเลย




จำได้ว่าชอบหุ่นยนต์ BOB กับ VINCENT มาก





ฉาก BOB ‘ตาย’ สะเทือนใจจัง



Special effects ของหนังไม่เนียนเท่าที่ควรทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นบริษัททำ SE ระดับโลกเกิดขึ้นแล้วคือ บ. ILM ที่ก่อตั้งโดย George Lucas ตั้งแต่ครั้งเธอสร้างหนัง Star wars ตอนแรก (ตอนแรกที่สร้าง  ไม่ใช่ตอนแรกของเรื่องราว) เมื่อปี 1977

ข่าวบอกว่าที่จริง WD สนใจและมีการเจรจาแต่ปรากฏว่าตกลงเรื่องราคาไม่ได้ (WD บอกว่าโคตรแพง)  WD ก็เลยกลับมาใช้ จนท. ในแผนก SE ของตนซึ่งยังมีชำนาญไม่เท่า  ผลก็เลยออกมาไม่เนียน

ผมว่าตอนสรุปว่าหนังเจ๊ง  WD คงโล่งอกไปหน่อยที่ไม่ทุ่มเงินไปกับ บ. ILM  ไม่งั้นกระเป๋าจะแหกมากกว่านี้

(หมายเหตุ – ข่าวบอกว่า... With the death of Yvette Mimieux on January 18 2022 , Joseph Bottoms [Charlie Pizer] is the last living main cast member)

...ต่ออาทิตย์หน้าครับ...
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 971  เมื่อ 24 ม.ค. 22, 09:30

ขอแทรกนิด  

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนเอาหนังประวัติของ Yves Saint Laurent มาปล่อยอีก  มองผ่าน ๆ นึกว่าเรื่องเดิมที่เคยดูมานานแล้ว  มองอีกที เอ๊ะ... คนละชื่อที่นา

เลยต้องกลับไปค้น  เรื่องที่เคยดูชื่อ Saint Laurent  ส่วนเรื่องที่เห็นเมื่อวานชื่อ Yves Saint Laurent

ด้วยความสอดรู้สอดเห็นอันเป็นกมลสันดานดั้งเดิม  เลย ‘ขุด’ สักหน่อย  ก็ได้ความที่น่าสนใจจังว่า 2 เรื่องนี้สร้างเพื่อออกฉายในปีเดียวกันคือ 2014  (แข่งกันนี่หว่า)

หนัง YSL สร้างโดยมีคู่ชีวิตของ YSL (Pierre Berge) มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย (ถือเป็นฉบับทางการ) ส่วนหนัง SL เป็นของผู้สร้างอิสระ (ฉบับไม่ทางการ) สร้างจากหนังสือประวัติของเธอ

น่าสนใจแบบนี้ก็เลยต้อง ‘โหลด’ มาดู  แล้วก็เลยต้องกลับไป ‘โหลด’ เรื่องแรกมาดูใหม่อีกครั้งด้วยเพื่อเปรียบเทียบกัน

อย่างแรกที่เห็นชัดเลย คือนักแสดงฉบับทางการ (Pierre Niney) ดูเหมือนตัวจริงมากกว่า  นักแสดงฉบับไม่ทางการ (Gaspard Ulliel) ผมว่าหล่อเกิน (ความจริงต้องเรียกว่าหน้าหวาน  หวานเจี๊ยบเลย)
 
ฉบับทางการเน้นบุคลิกนิ่มนวลไร้เดียงสา ในขณะที่ฉบับไม่ทางการ YSL มีบุคลิกเป็นแต๋วอย่างเด่นชัดแต่มีความเด็ดเดี่ยวกว่า  เลยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว บุคลิกของ YSL เป็นอย่างไร  อีกเรื่องที่แปลกใจมากคือ  ทั้ง 2 YSL ถนัดการใช้มือต่างกัน  คนหนึ่งถนัดขวา  อีกคนถนัดซ้าย


(แว่นแบบนี้คนไทยปราศจากดั้งใส่อย่างไรก็ไม่เท่เท่า)


ต่อมา  ฉบับทางการสั้นกว่าฉบับไม่ทางการมาก ฉบับทางการยาว 105 นาที  ฉบับไม่ทางการยาว 150 นาที  มีบางตอนผมว่านานเกิน  สามารถรวบรัดให้กระชับได้

ส่วนเนื้อเรื่องนั้น  เริ่มต้นในช่วงเวลาต่างกัน  ฉบับทางการเริ่มย้อนไปในยุค 50s  ตั้งแต่ครั้ง YSL ยังเป็นมือฝึกหัดที่ห้องเสื้อ Dior (พร้อมกับคู่แข่งคือ Karl Lagerfeld)  มีฉากสติแตกเมื่อโดนเกณฑ์เป็นทหาร  มีตอนพบรักครั้งแรกและเป็นรักเดียวของเธอคือ PB  มีตอนเธอเป็นอีแสบนอกใจ PB  แต่ฉบับไม่ทางการย้อนไปแค่ยุคปลาย 60s  ฉะนั้นจึงไม่มีการพาดพิงถึง Christian Dior, ช่วงพบรักกับ PB หรือช่วงเกณฑ์ทหาร  แต่ช่วงเป็นอีแสบนี่  ฉบับนี้ออกจะโหดกว่า

ทั้ง 2 ฉบับเน้นช่วงยาเสพย์ติด  การมั่วเซ็ก  เพราะเป็น highlight ของชีวิตเธอ  รวมทั้งภาพดังและอื้อฉาวที่บรรจุอยู่ในหนังทั้ง 2 ฉบับไม่มีตกหล่น




ต่อมาอันนี้ก็เห็นได้ชัด ฉบับทางการมีฉากแฟชั่นโชว์ออกมาให้เห็นเนือง ๆ  เนื่องจากคู่ชีวิตของเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้าง  จึงอนุญาตให้เอา collection เสื้อผ้าของจริงมาเข้าฉาก  น่าจะเกี่ยวกับ ‘การตลาด’ ด้วย
เป็นบุญตาที่ได้เห็นงานสวยเด่นไปตามยุคสมัย

1962 collection


1965 Mondrian collection (ผลงานชิ้นเอกของ YSL  ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพวาดของศิลปินชาวเนเธอร์แลนด์ Piet Mondrian ในยุคต้น 1900s)


ทั้ง 2 ฉบับมาจบลงตรงงาน The “Opéras - Ballets russes” collection (1976)  งานชิ้นโบว์แดงอีกชุด  นี่เป็นเบื้องหลังการถ่ายทำของฉบับทางการ



ส่วนฉบับไม่ทางการไม่เน้นเรื่องแฟชั่น  แต่ก็มีบ้างประปรายที่ต้องใช้ designers เฉพาะกิจ  ผลงานที่เลียนแบบจึงเทียบต้นฉบับไม่ได้

ส่วนหนึ่งที่หาได้จาก Youtube  งาน The “Opéras - Ballets russes” collection (1976)

ฉากแปลงโฉมนี้แสดงถึงสายตาที่กว้างไกลของ YSL (บรรยายโดย ผกก. Bertrand Bonello ผมพยายามเงี่ยหูฟังเธอพูดชื่อว่าอ่านว่าอย่างไร แต่จับไม่ได้ชัด)



พอดูฉบับทางการจบก็หารายละเอียดอ่าน  ก็พบว่ามีนักแสดงคนหนึ่งที่อ่านชื่อแล้วขนลุก  เธอชื่อ Dominique Sandra
 
ผมรู้จักเธอ (ชื่อ+ภาพนิ่ง) มาตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบโน่น  ก็ จาก นส.SP นั่นแหละ  แต่จำไม่ได้ว่าทำไม SP ถึงเล่าเรื่องเธอ (มีอีกคนที่ผมยังนึกชื่อไม่ออก  คอลัมนิสต์คงชอบหนังยุโรปมาก  ไม่รู้ว่าเป็นใคร)  จำภาพนิ่งได้ว่าสวยจัง  แล้วก็ชอบชื่อมาก (นี่คือสาเหตุว่าทำไมถึงจำชื่อเธอได้)  ในวัย 10 กว่าขวบ  ผมว่าชื่อ Dominique สุดจะคลาสสิก  ผมจำได้ว่าเคยบอกแม่ว่าอยากเปลี่ยนชื่อเป็น Dominique  แม่บอกว่า  อย่าเลย  ชื่อ ไอ้โหน่ง น่ะดีแล้ว

มีชื่อฝรั่งอีกชื่อที่ชื่นชอบคือ Nathaniel  พอมีโอกาสผมก็เลยเอามาใช้เป็น username  มันคล้องกับชื่อผมมากกว่า  คือ น. + น.

พอรู้ว่ามีชื่อ DS อยู่ในหนัง แต่เล่นเป็นใครก็ไม่รู้  เลยต้องถาม อากู๋  ก็ได้ข้อมูลว่าเธอเล่นเป็นแม่ YSL  ได้ข้อมูลแล้วก็ย้อนกลับไปดูใหม่  


ผมว่าเธอสวยสมวัยนะ  ดูสง่าจัง  จนบัดนี้ยังมีงานทำแสดงว่าเธอเป็นนักแสดงคร่ำหวอดของฝรั่งเศสคนหนึ่ง




ตัวอย่างฉบับทางการ (0.20 คือฉากที่ห้องเสื้อ Dior (คนแก่ ๆ นั่น หนุ่มอีกคนคือ Karl Lagerfeld))


ตัวอย่างฉบับไม่ทางการ





การอ่านชื่อ Yves Saint Laurent


(เป็นไงล่ะ  มึนไปเลย  มิน่าตอนดูหนัง  ผมเงี่ยแล้วเงี่ยอีกว่า  ทำไมเสียงที่เค้าออกชื่อเธอไม่เหมือนที่เคยได้ยินทั่วไปเลย)

สมัยยังไร้เดียงสา  ผมอ่านชื่อเธอว่า อีฟ เซ้น ลอเล้น  นี่ถ้า YSL มาได้ยินเข้าเป็นด่ายับ

(หมายเหตุ 2 ภาพข้างล่างเอามาฝาก ‘จาร ครับ  ทายเล่น ๆ ยามว่างว่าใครเป็นใคร)





บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 972  เมื่อ 25 ม.ค. 22, 08:32

ในหนังเรื่อง The Black Hole ที่ได้เล่าไป  มีการพูดถึง Joseph Bottoms เธอเป็นหนึ่งในพี่น้องตระกูล Bottoms ที่ล้วนเป็นนักแสดง  ผมว่าเธอหล่อที่สุด  




ก่อนหน้า The Black Hole ผมเคยดูหนังที่เธอเล่นคือ The Dove (1974 – โรงฮอลลีวู้ด)  เล่าเรื่องราวในชีวิตจริงของเด็กหนุ่มวัย 16 ที่ตัดสินใจออกท่องทะเลไปตามลำพังกับเรือชื่อเดียวกับชื่อหนัง  หนังตามการผจญภัยของเธอไปตามสถานที่สวยงามต่าง ๆ  จนกระทั่งเธอโตเป็นหนุ่ม  ได้เข้าใจชีวิตของตนและได้พบรัก

สาเหตุที่ดูเพราะโฆษณาทางทีวี  ถึงทีวีผม (หมายถึงของคุณยายน่ะ) จะเป็นขาวดำแต่วิวสวย มหาสมุทรเวิ้งว้าง  อีกทั้ง SP โปรโมทนักแสดงหญิง Deborah Raffin  ลงหน้าสี ใบหน้าสวยหวานอยู่ 2-3 ฉบับ  จนจำชื่อเธอ (กับหนังเรื่องนี้) ได้ไม่มีลืม  ปีต่อมาชื่อเธอก็กลับมาเข้าหูบ้านเราอีกครั้งกับหนังเรื่อง Once is not enough หรือ ครั้งหนึ่งไม่เคยพอ

แต่ที่ทำให้ตัดสินใจไปซื้อตั๋วหนังดูเพราะสถานีวิทยุคลื่นประจำ (มีคลื่นประจำหลายคลื่นตามช่วงเวลาของวัน) เล่นเพลงเอกของหนังชื่อ Sail the summer winds ร้องโดยนักร้องหญิงจากคณะ The New Seekers ชื่อ Lyn Paul  ฟังทางวิทยุก็ว่าเพราะแล้ว  มาฟังในโรงพร้อมกับภาพสีของหนังยิ่งเพราะเข้าไปใหญ่

เพลงนี้ไม่ดังโครมครามทางวิทยุ  (บัดนี้จึงหาคนจำได้ยากส์  เมืองนอกบ้านเขายิ่งไม่รู้จักเลยเพราะมันไม่ใช่ single  แสดงว่าเหล่าดีเจวิทยุบ้านเขาไม่มีสิทธิเอาเพลงมากระจายเสียง)  บ้านเราฟังได้ไม่บ่อยก็หายไป  จะหาฟังจากแหล่งอื่นก็ไม่มี  ผมไปตามหาแผ่นเสียงแผ่นเล็กของ 4 Tracks ก็ไม่มี

สมัยนั้นเพลงนี้จึงหาฟังยากมาก คนเลยลืมกันหมด มันบรรจุอยู่ในแผ่นเสียง soundtracks เท่านั้นซึ่งไม่ดังแล้วก็ไม่มีขายในเมืองไทย  ช่วงที่ youtube ยังตั้งไข่ก็ไม่มีใครเอามาปล่อย  ฮู้ย... เป็นสิบ ๆ ปีเชียวกว่าจะมีคนเอามาปล่อยให้ฟัง  แรก ๆ ก็คุณภาพแย่  แต่ก็ยังได้ฟัง  เดี๋ยวนี้คุณภาพดีมาก ๆ เลย


(ใน youtube มีแต่ clip เพลงนี้  แสดงว่าคนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า  ส่วนของหนังที่น่าจดจำที่สุดคือเพลง)


clip ส่วนหนึ่งของการผจญภัยที่หาได้ใน youtube


ตัวอย่างหนัง



บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6346


ความคิดเห็นที่ 973  เมื่อ 25 ม.ค. 22, 09:44

แว่บมา,
          
อ้างถึง
Once is not enough หรือ ครั้งหนึ่งไม่เคยพอ

      ชื่อไทยที่เคยคุ้น คือ ครั้งเดียวไม่เคยพอ "นิดา" แปลเป็นตอนๆ ลง ลลนา แล้ว
สนพ.ดวงตาของลลนารวมเป็นเล่ม พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง
บันทึกการเข้า
nathanielnong
อสุรผัด
*
ตอบ: 12


ความคิดเห็นที่ 974  เมื่อ 26 ม.ค. 22, 10:08

ขอต่อเรื่องเพลงในหนังอีกหน่อย

ผมว่าในยุคที่ผมเติบโตเป็นวัยรุ่นวุ่นรักอกหักก็ฟังเพลงนั้น หนังเพลงที่น่าจดจำที่สุดคือ Grease (1978)  มันเป็นหนังที่ดังมากทั้งในบ้านเขาและบ้านเรา
 
ความจริงมันควรจะเป็นหนัง Saturday night fever (1977) เพราะออกมาลุยตลาดก่อน  แต่หนังไม่มาฉายในบ้านเรา  มาแต่เพลงซึ่งเป็นเพลง disco  ซึ่งเป็นแนวใหม่ของคณะ Bee Gees ที่ผมไม่เคยชอบ  ผมชอบแนว ballad สมัยเก่าของพวกเขามากกว่า

ความจริงหนังมาฉายบ้านเรา  แต่หลังจากนั้นหลายปีมาก  น่าจะ 4-5 ปีนะผมว่า  เป็นช่วงที่ผมทำงานแล้ว  แล้วก็หมดยุค disco เปลี่ยนเป็น dance music  บรรยากาศหนังก็เลยล้าสมัย  หนังเข้ามาเงียบมาก  เพื่อนถามว่าจะไปดูรึเปล่า  ผมบอกไม่อาวววว

เรื่อง Grease นี่  ในบ้านเราเพลงเข้ามาก่อน มาเป็นชุดเลย  เปิดกันกระหึ่มตามคลื่นวิทยุต่าง ๆ

แต่สำหรับผม  ผมรู้เรื่องหนังจาก SP ซี้เก่าก่อนที่เพลงจะเข้ามาเสียอีก  แค่อ่านก็อยากดู  อยากดู Olivia Newton John ‘in motion’  ในยุคนั้นเห็นเธอแต่เพียงภาพนิ่งตามสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ แล้วก็หน้าปกแผ่นเสียง

ในช่วงเวลานั้นเหล่าดีเจกระหน่ำเปิดเพลง Don’t stop believin’ กับ Sam ของเธอ  แล้ววันหนึ่งก็ได้ยินเพลงใหม่จังหวะติดหูของเธอ You’re the one that I want   จังหวะมันมาก  จากนั้นก็ตามมาอีกหลายเพลง

ตอนแรกผมไม่รู้หรอกว่าเพลงเหล่านี้มาจากหนังเรื่อง Grease  นส. SP ไม่ได้ให้รายละเอียดขนาดนั้น  บรรดาดีเจวิทยุเป็นผู้ให้รายละเอียด  ผมว่าความอยากดูหนังเรื่องนี้ของผมมีมากกว่าใคร ๆ คงด้วยประการฉะนี้  สรุปแล้วผมดูตั้ง 2 รอบ
 
แค่ฉากเพลงเปิดเรื่องซึ่งดังมากทางคลื่นวิทยุก็ตื่นตาตื่นใจแล้ว


ตอนอยู่ในโรง ฯ ผมสงสัยว่าเพลง You’re ฯ จะโผล่ออกมาในฉากไหน  โอ้โฮ... ท้ายเรื่องโน่นแน่ะ


เพลงดังที่ได้ยินทางคลื่นวิทยุที่โผล่ออกมาในหนังเป็นเพลงแรกกลับเป็น Summer night ที่ออกขายในตลาดหลังเพลงอื่น ๆ


อีก 1 เพลงดัง Hopelessly devoted to you  แนวของ ONJ เธอเลยละ  ที่จริงในต้นฉบับไม่มีเพลงนี้ในหนัง  แต่ ผจก. ของ ONJ แต่งและเอาไปเสนอ



4 เพลงนี้ไม่ใช่ดังทางคลื่นวิทยุเท่านั้น  ยอดขายมากขนาดกวาดแผ่นเสียงทองคำบ้าง  ทองคำขาวบ้าง

เพลงนี้ Greased Lightin’ ดังน้อยที่สุด  จังหวะแนววง Sha na na  ข่าวบอกว่าตะแรก Jeff Conaway ตัวรองเป็นผู้ร้องซึ่งเธอรับบทนี้มาตั้งแต่เป็นละครเวที  แต่แล้ว John Travolta ไปลอบบี้ผู้สร้างดึงมาให้ตัวเองร้องแทน (ผมละไม่เคยชอบหน้าหมอนี่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว  ยิ่งมาได้ข่าวแบบนี้ยิ่งไม่ชอบใหญ่)


เพลง Greased Lightin’ นี้ข้ามไปดังกว่ามากในฝั่งอังกฤษ  รวมถึงเพลง Sandy ที่ดังในอังกฤษเช่นกันแต่ไม่ได้ปล่อยขายในอเมริกา




ฉากน่ารักที่ผมติดใจของ ผอ. McGee กับเลขา  นักแสดงที่รับบท ผอ. คือ Eve Arden ดาราระดับยักษ์คนหนึ่ง (ได้ชิง Oscar) ในยุคทองของฮอลลีวู้ด


พอดูแล้ว 2 รอบ  ตัวละครในหนังที่ผมชื่นชอบกลับไม่ใช่คู่ ONJ-JT (แบบว่าไม่ชอบ JT เป็นทุนอยู่แล้วน่ะ) แต่เป็นคู่รองคือ Stockard Channing กับ Jeff Conaway  บุคลิกของทั้งคู่มีสีสันมากกว่า และผมว่า JC เท่เป็นแมนกว่า JT


SC ได้ร้องเพลงด้วยคือ There are worse things I could do ผมว่าเสียงของเธอเพราะมาก  เธอเป็นนักแสดงระดับคุณภาพ Oscar (เข้าชิง) คนหนึ่ง



ส่วน JC เป็นนักแสดงที่โชคร้ายที่สุดในกลุ่มนักแสดง  ข่าวเล่าว่าระหว่างการถ่ายทำฉากเพลง Greased Lightin’  เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับหลังของเธอ  ความเจ็บปวดทำให้เธอต้องกินยาแก้ปวดเพื่อให้การถ่ายทำดำเนินต่อไป  กว่าจะเสร็จสิ้นเธอก็กลายเป็นคนต้องพึ่งยาและในที่สุดก็ติดยาเมื่อเธอไปยกกล่องขนาดหนักถึงกับทำให้หลังเดี้ยง  ในบั้นปลายเธอกลายสภาพจากหนุ่มหล่อเป็นคนกึ่งพิการ  และตายก่อนวัยอันควร (60 ขวบ – กรุณาหารูปดูเอาเอง  ไม่อยากไปกวนภาพหล่อ ๆ ในใจ)




นักแสดงทุกคนแก่เกินกว่าอายุของตัวละครจริงในเรื่องซึ่งอยู่ในวัย ม. ปลาย  SC นำโด่งด้วยวัย 33 ที่รับบทเด็ก ม. ปลายอายุ 17

ข่าวบอกอีกว่าแรกเริ่ม ONJ ไม่ใช่ตัวเลือกแรก  ตัวเลือกแรกคือ Susan Dey ไม่ก็ Deborah Raffin  แต่พอผู้สร้างไปร่วมงานเลี้ยงที่จัดโดย Helen Reddy ซึ่งเชิญ ONJ มางาน  พอได้เห็นบุคลิกของ ONJ ผู้สร้างก็เปลี่ยนใจกะทันหัน  แต่เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ HR ซึ่งเป็นเจ้าภาพงาน จึงต้องปรับความเข้าใจกับ HR ซึ่งเธอก็ยอมรับว่าบุคลิกของตัวเองเป็นผู้ใหญ่มากเกินกว่าที่จะมาปรับเป็นตัวละครเด็ก ม. ปลายในเรื่อง (แล้วตอนนั้นเธอก็มีลูกโตแล้วด้วย)


ตัวอย่างหนัง



เกร็ดเซ็ง ๆ คือ  หลังดูหนังจบรอบแรกด้วยความประทับใจ  ผมก็ร่อนไปร้านแผ่นเสียงเจ้าประจำที่บางรักเพื่อสั่งซื้อแผ่น  พอแผ่นมาก็ไปรับ  ปรากฏว่ามันเป็นแผ่นคู่  ความด้อยประสบการณ์ทำให้ผมลืมไปว่า singles มากมายขนาดนั้นมันไปรวมอยู่ในแผ่นเสียงแผ่นเดียวได้อย่างไร  

สรุปว่าผมเอาตังค์ไปไม่พอ  แผ่นคู่ราคาตั้ง +/-500 บาท  แพงหูตูบ  ในขณะที่แม่ให้เงินใช้เดือนละ 800 บาท  ผมไม่ใช่ลูกเศรษฐีจะได้พกเงินเป็นฟ่อน

ผมเลยต้องกระโดดขึ้นรถเมล์กลับไปบ้านสะพานควายเพื่อไปทุบกระปุกเอาเงินเพิ่มแล้วกลับไปใหม่  หมดเวลาไปครึ่งค่อนวัน  แต่ก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเมื่อวางเข็มลงบนแผ่นแล้วเริ่มฟังเพลงโปรดนานาพร้อมกับดูภาพสวย ๆ บนปกแผ่นประกอบกัน


(หมายเหตุ - ถึงจะเป็นแผ่นคู่ราคาแพง  แต่ยอดขายพุ่งเป็นพลุ  ติดอันดับ 1 ของ Billboard อยู่ถึง 12 อาทิตย์แน่ะ)


จบด้วยฉากจบของหนัง  เพลง We go together


(ขอนินทานิด  เด็ก ม.ปลาย พวกนี้คงเรียนซ้ำชั้นกันหลายปีเลยดูแก่แรดกันหมด)

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 63 64 [65] 66 67 ... 77
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.058 วินาที กับ 19 คำสั่ง