เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 14 15 [16] 17 18
  พิมพ์  
อ่าน: 11072 ความคิดแหวกแนวของเนติวิทย์
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 225  เมื่อ 08 ก.ย. 17, 14:31

อาจารย์เพ็ญชมพูครับ ถ้ายังงั้น ในแง่หลักการที่ว่า  ถ้าจุฬาได้เตรียมพื้่นที่สำหรับคนเห็นต่างได้ทำความเคารพในแบบของตนไว้จริงๆ ก็ถือว่าทางจุฬาไม่ได้ปิดกั้นเสรีภาพทางความคิด ไม่ได้ผิดตามข้อกล่าวหาต่างๆที่ทั้งในและนอกประเทศเขาว่ากัน ใช่มั้ยครับ?

เพียงแต่ อจ เพ็ญฯ อาจจะติดใจว่าที่จุฬาแถลงว่ามีการจัดพื้นที่ให้นั้น เป็นความจริงหรือไม่เท่านั้น ใช่มั้ยครับ?
เพราะฟังจากปากนิสิตเขาบอกว่าไม่มีหรือถึงมีก็ไม่รู้ (เอ๊ะ เวลาเราทำผิดกฏหมายแล้วอ้างว่าไม่รู้กฏหมายเราจะพ้นโทษได้มั้ย?)
สรุปว่า ไม่เชื่อที่ว่าจุฬาได้จัดเตรียมพื้นที่เห็นต่างไว้ และจุฬาออกแถลงการณ์ที่ไม่พูดความจริง? ซึ่งต้องแสวงหาความจริงกันต่อไป(เพราะผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันเพราะไม่อยู่ในเหตุการณ์)  

แต่ถ้ามีข้อเท็จจริงว่าจุฬาได้จัดเตรียมไว้ อจ เพ็ญฯ ก็น่าจะเห็นด้วยว่าจุฬาไม่ได้ผิดอะไร ข้อกล่าวหาที่เหล่าโปรเฟสเซ่อร์ทั้งหลายมีต่อจุฬาน่าจะเป็นเพราะเข้าใจผิด ใช่มั้ยครับ?

ข้อมูลจากอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

กิจกรรมนี้ ไม่ได้เป็นการบังคับให้นิสิตปี 1 ทุกคนต้องเข้าแต่อย่างไร สามารถเลือกที่จะไม่เข้าก็ได้ หรือถ้าอยากจะเข้าร่วมโดยอยู่ในเต้นท์ด้านข้างที่เสริมเข้ามาทั้ง 2 ข้างก็ทำได้ (เหมาะกับคนที่นับถือบางศาสนา ที่ไม่สะดวกใจในการทำพิธีเช่นนี้) .. ในมุมของทางจุฬาฯ บอกด้วยว่า จะมีจัดรอบต่างหากให้กับคนที่อยากทำความเคารพด้วยการถวายคำนับ (ยืน) แต่ผมไม่คอนเฟิร์มเพราะไม่มีขั้นตอนนี้เกิดขึ้น  

อาจารย์เจษฎาคอนเฟิร์มว่าพื้นที่ที่จัดไว้เป็นเต็นท์ ๒ ข้างที่เสริมเข้ามา เหมาะกับคนที่นับถือบางศาสนา ที่ไม่สะดวกใจในการทำพิธีเช่นนี้ (ไม่ได้พูดถึงคนที่มีความคิดต่าง)  และที่อาจารย์เจษฎาบอกว่าไม่มีขั้นตอนการถวายความเคารพด้วยการคำนับเกิดขึ้น อาจเป็นเพราะว่า

๑. นิสิตทุกคนทราบเป็นอย่างดีว่าพื้นที่ในเต็นท์นั้นนอกจากจัดไว้สำหรับคนที่ไม่สะดวกเพราะปัญหาด้านศาสนา ยังจัดสำหรับคนคิดต่างด้วย มีนิสิตใหม่เพียง ๓ คนเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว (อาจจะด้วยเหตุผลทางศาสนาอิสลามซึ่งห้ามทำความเคารพรูปปั้น) ไม่มีคนคิดต่างสักคน จึงไม่มีคนที่คิดต่างเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว ขั้นตอนที่ว่าจึงไม่เกิดขึ้น

๒. นิสิตไม่ทราบกันทั่วถึงว่าในพื้นที่สำหรับคนที่มีปัญหาด้านศาสนา ยังจัดสำหรับคนคิดต่างด้วย (เพราะมีการประชาสัมพันธ์น้อยหรือไม่มี โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ?) คนคิดต่างซึ่งต้องการถวายความเคารพด้วยการคำนับไม่ทราบเรื่องนี้ จึงไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว ขั้นตอนที่ว่าจึงไม่เกิดขึ้น

คุณผกานินิคิดว่าน่าจะเป็นข้อไหน  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
srinaka
อสุรผัด
*
ตอบ: 27


ความคิดเห็นที่ 226  เมื่อ 08 ก.ย. 17, 15:21

คัดมาจากแถลงการณ์...
(http://www.chula.ac.th/th/archive/65905)

ทางผู้จัดได้มีการกำหนดพื้นที่ในการแสดงความเคารพด้วยวิธีอื่นเช่น การถวายคำนับ สำหรับนิสิตที่มีข้อจำกัดด้านสภาพร่างกายที่เป็นอุปสรรคต่อการคุกเข่าและถวายบังคม และสำหรับนิสิตที่มีความเชื่อทางศาสนา ทัศนคติทางการเมือง และอุดมการณ์ที่ไม่เห็นด้วยกับวิถีปฏิบัตินี้ ทั้งนี้นิสิตที่เข้าร่วมพิธีในวันนั้นได้รับทราบถึงพื้นที่ที่ว่านี้อย่างทั่วถึง

แล้วจะผิดจากนี้ไปได้อย่างไรครับ
บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 430

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 227  เมื่อ 08 ก.ย. 17, 15:49

เรียน อจ เพ็ญชมพูครับ ผมก็ไม่ทราบน่ะสิครับว่าเป็นข้อไหนเพราะไม่ได้อยู่ในสถานที่ในวันเกิดเหตุ.เลยฟันธงไม่ได้ครับ

แต่ถ้ามีสถานที่จัดไว้ มีจริง จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ไม่ว่าเข้าใจผิด สื่อสารไม่ดี จนทำให้นิสิตไม่ทราบ หรือนิสิตทราบแต่จงใจไม่ทำตาม ฯลฯ มันก็ลบล้างความจริงที่ว่า จุฬาได้เปิดพื้นที่ให้คนเห็นต่างไว้แล้ว ใช่มั้ยครับ

ยกเว้นเสียแต่ว่า ทีจุฬาแถลงว่า "เตรียมพื้นที่ไว้แล้ว" เป็นเรื่องที่โกหกทั้งหมด

อันนี้ผมวิจารณ์ วิเคราะห์ วิแคะ ตามข้อมูลแะเหตุผลนะครับ มีตรงไหนที่ตรรกะผิดพลาดน้อมรับคำชี้แนะครับ อจ เพ็ญฯ และท่านอื่นๆ
บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 430

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 228  เมื่อ 08 ก.ย. 17, 16:07

ปี 2536 หนึ่งปีหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มีการจัดงานจุฬาวิชาการ หัวข้อในตอนนั้นคือ "สิทธิมนุษยชน" ตอนนั้นผมเรียนอยู่ปี 2 อาสาสมัครทำงาน รปภ. และอำนวยการจราจร มีหตุการณ์หนึ่งคือ มีคนที่มาเที่ยวงานรายหนึ่งพยายามจะจอดรถตรงวงเวียนหน้าตึกจุล ซึ่งบริเวณนั้นไม่ใช่พื้นที่ที่จัดไว้ให้จอดรถ เมื่อทีม รปภ. ไปขอให้เขาย้ายรถ เขาก็อ้างว่า "งานนี้คืองานสิทธิมนุษยชนไม่ใช่หรือ ดังนั้น ในฐานะมนุษย์เขามีสิทธิที่จะจอดรถตรงไหนก็ได้"

เรื่องนี้อยู่ในความจำผมมา 20 กว่าปีครับ ทำให้ผมเกิดความรู้สึกว่า คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคำว่า "สิทธิ" จึงมักมีผู้นำคำว่าสิทธิไปใช้กล่าวอ้างเมื่อต้องการทำอะไรตามใจตัวเองอยู่เสมอๆ ราวกับว่า คนไทยเราชอบแบบนี้ แต่ทุกครั้งที่มีการพูดถึงความไร้ระเบียบวินัยในสังคมไทยเรา ไม่ว่าจะเรื่องวินัยจราจร เรื่องการเข้าคิว เรื่องการทิ้งขยะ เรื่องมารยาทในโรงหนัง หรือเรื่องอื่นๆ ก็จะมีเสียงสะท้องมาจากอีกทางด้านหนึ่งว่าเพราะคนไทยไม่ได้รับการปลูกฝังให้มีระเบียบวินัย

ก็แปลกครับ จะไปปลูกฝังกันตอนไหน ในเมื่อทุกวันนี้ ครูบาอาจารย์ไม่สามารถอบรมสั่งสอนศิษย์ได้ การอบรมสั่งสอนศิษย์กลายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปซะยังงั้น

คุณ Naris ยกตัวอย่างได้ดีครับ คนไทยเราบางส่วนอาจจะถูกสอนให้อ้างแต่สิทธิของตัวเองจนลืมไปว่า หลังคำว่าสิทธิมนุษยชน มันตามมาด้วยเงื่อนไขว่า "ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น และไม่ละเมิดกฎหมาย"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 229  เมื่อ 08 ก.ย. 17, 17:39

อ้างจาก: เทาชมพู ที่  04 ส.ค. 17, 16:00
กิจกรรมนี้ ไม่ได้เป็นการบังคับให้นิสิตปี 1 ทุกคนต้องเข้าแต่อย่างไร สามารถเลือกที่จะไม่เข้าก็ได้ หรือถ้าอยากจะเข้าร่วมโดยอยู่ในเต้นท์ด้านข้างที่เสริมเข้ามาทั้ง 2 ข้างก็ทำได้ (เหมาะกับคนที่นับถือบางศาสนา ที่ไม่สะดวกใจในการทำพิธีเช่นนี้) .. ในมุมของทางจุฬาฯ บอกด้วยว่า จะมีจัดรอบต่างหากให้กับคนที่อยากทำความเคารพด้วยการถวายคำนับ (ยืน) แต่ผมไม่คอนเฟิร์มเพราะไม่มีขั้นตอนนี้เกิดขึ้น 

อาจารย์เจษฎาคอนเฟิร์มว่าพื้นที่ที่จัดไว้เป็นเต็นท์ ๒ ข้างที่เสริมเข้ามา เหมาะกับคนที่นับถือบางศาสนา ที่ไม่สะดวกใจในการทำพิธีเช่นนี้ (ไม่ได้พูดถึงคนที่มีความคิดต่าง)  และที่อาจารย์เจษฎาบอกว่าไม่มีขั้นตอนการถวายความเคารพด้วยการคำนับเกิดขึ้น

คุณเพ็ญชมพูอ่านไม่เข้าใจหรือเปล่า  หรือว่าดิฉันอ่านผิดเอง
สิ่งที่อ.เจษฎาพูดคือ  "จะมีการจัดรอบต่างหาก"  แต่ไม่มี    หมายความแต่แรกว่าจะจัดเป็นคนละเวลากับการถวายบังคม  คือถวายบังคมเสร็จแล้วค่อยจัดการโค้งคำนับ  หรือบางพวกโค้งคำนับก่อนแล้วอีกพวกถวายบังคม
แต่ถ้าทำยังงั้น จะดูไม่งามเลย  อย่างน้อยก็ไม่พร้อมเพรียงกัน    ผู้จัดเปลี่ยนเป็นแยกสถานที่ดูเหมาะสมกว่า   ใครอยากคำนับก็ไปยืนในเต๊นท์  จะด้วยศาสนา หรืออะไรก็ตาม    ใครอยากถวายบังคมก็อยู่ที่สนาม
แต่เนเน่กับพวกไม่ทำตามระเบียบนี้ ทั้งๆรู้แล้วว่าจุฬาจัดไว้ให้แบบนี้      แต่จะทำตามใจฉัน    อาจารย์จึงไปคว้าตัวเอาไว้ ไม่ให้ทำตามใจชอบ 
จากนั้นก็ยังเถียงไม่จบมาจนเดี๋ยวนี้

ส่วนเรื่องฝรั่งที่ยื่นจมูกเข้ามาในสถาบันของประเทศอื่น      ลองนึกกลับกันดู ถ้าการลงโทษนักศึกษาที่ทำผิดเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ว่าจีน อินเดีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย หรือที่ใดก็ตามในโลก  แล้วตาแก่ไทยบางคนไปแถลงแบบเดียวกันนี้   คิดว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยนั้นๆเขาจะหยุดชะงัก รวนเรระส่ำระสาย ไม่กล้าดำเนินการต่อ หรือถอนข้อหาเด็กไหมคะ
บันทึกการเข้า
V_Mee
สุครีพ
******
ตอบ: 1431


ความคิดเห็นที่ 230  เมื่อ 08 ก.ย. 17, 18:46

เห็นว่านักวิชาการต่างประเทศมาแสดงความคิดเห็นเรื่องขนบประเพณีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ทำให้ถึงพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานไว้ในงานประจำปีของโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย  เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๕  ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน  และก่อนพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ เกือบๆ ๑ เดือน  ความตอนหนึ่งในกระแสพระราชดำรัสมีดังนี้ครับ


พระบรมราชาธิบายในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องประชาธิปไตยและขนบประเพณี พระราชทานในงานประจำปีของโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๕

"การปกครองที่จะดีขึ้นยิ่งเป็นแบบรัฐสภาหรือแบบปาลิเมนต์ด้วยแล้ว ถ้าจะดีได้ก็ต้องอาศัยความดีของประชาชน ต้องอาศัยน้ำใจและนิสสัยของประชาชนเป็นใหญ่ ถ้าประเทศใดมีประชาชนมีน้ำใจดี รู้จักวิธีการที่จะปกครองตนเองโดยแบบมีรัฐสภาจริงๆ แล้ว การปกครองนั้นก็จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศเป็นอันมาก วิธีที่จะให้พลเมืองมีน้ำใจนั้นอยู่ที่การศึกษาฝึกฝน ก็การฝึกฝนน้ำใจคนของอังกฤษนั้นเขาถือวิธีของปับลิคสกูลเป็นตัวแบบที่ใช้ทั่วไป ในที่นี้เราจึงควรพิจารณาว่าวิธีฝึกฝนแบบปับลิคสกูลนั้น ให้ผลดีแก่การปกครองแบบเดโมคราซีอย่างใด จะขอหยิบยกในข้อต่างๆ ที่เคยกล่าวแล้วมากล่าวพอเป็นเลาๆ ในวันนี้

ประการที่หนึ่ง ปับลิกสูกลนั้นเขาย่อมสอนให้รักขนบธรรมเนียมของโรงเรียนและของประเทศเป็นอันมาก ขนบธรรมเนียมอย่างใดที่มีมาแต่เดิม แม้จะคร่ำคร่าไม่มีประโยชน์ก็ตาม ถ้าไม่เสียหายก็รักษาไว้ เพื่อให้นักเรียนภาคภูมิใจ ให้นึกถึงความเจริญของโรงเรียนที่มีมาแล้วแต่ก่อน เป็นโรงเรียนอีตันยังใส่หมวกสูงจนบัดนี้ ที่จริงหมวกสูงนั้นไม่เป็นของวิเศษอะไร และใส่ก็ไม่สบาย แต่ทำให้เตือนใจให้นักเรียนนึกถึงความรุ่งเรืองของโรงเรียนที่เป็นมาแล้ว นี่เป็นตัวอย่างที่ขอยกมาให้เห็นแต่อย่างเดียวเท่านั้น ผลนั้นเมื่อเด็กอังกฤษเติบโตขึ้นแล้วก็มีน้ำใจรักขนบธรรมเนียมของบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเราสังเกตดูกิจการในประเทศอังกฤษ เราจะเห็นว่าเขารักษาขนบธรรมเนียมของเขาอย่างเข้มงวดดียิ่ง ถึงแม้ขนบธรรมเนียมนั้นจะไม่สู้เป็นประโยชน์ก็คงรักษาไว้ เช่นเป็นต้นว่า ผู้พิพากษายังสวมผมขาวปลอมมาจนทุกวันนี้ ว่าที่จริงไม่มีประโยชน์อะไร แต่ทำให้ระลึกถึงเกียรติคุณของผู้พิพากษาที่มีมาแต่เดิม การที่อังกฤษรักขนบธรรมเนียมหรือ Tradition ไม่ได้ทำให้ประเทศอังกฤษล้าหลังประเทศอื่นในความเจริญเลย สิ่งใดที่ควรเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งใดที่ยังดีอยู่ไม่เสียหายเขาก็คงรักษาไว้เพื่อนึกถึงความเจริญของประเทศที่มีมาแล้วในปางก่อน ถึงแม้ว่าเขาจะคิดทำงานใดๆ เพื่อมุ่งหาความเจริญในทางอนาคตก็จริง แต่เขาก็ไม่ยอมหันหลังให้อดีตเสียเลย ข้อนี้เองทำให้อังกฤษเปลี่ยนแปลงแบบแผนการปกครองได้อย่างเรียบร้อยราบคาบ ไม่ต้องมีการจลาจลมากมายนัก นั่นเป็นผลของการรักษาขนบธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ตัวอย่างในเร็วๆ นี้ คือประเทศอังกฤษได้มีคณะรัฐบาลกรรมกรซึ่งเป็นโสเชียลลิสต์แต่ก็หาได้มีการเปลี่ยนแปลงตูมตามกลับหน้ามือเป็นหลังมืออย่างใดไม่ เพราะกรรมกรก็เป็นชาวอังกฤษที่มีนิสสัยยังรักขนบธรรมเนียม การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นไปทีละนิดละหน่อยไม่มีใครรู้สึก ข้อนี้ในประเทศสยามควรเอาอย่างแน่นอนทีเดียว นึกถึงอนาคตว่าเราจะทำอย่างไรให้เจริญได้ก็ทำไป แต่สิ่งที่ดีงามที่เป็นมาแล้วก็ไม่ควรจะทิ้งเสีย ต้องนึกถึงบรรพบุรุษของเราที่ได้นำชาติของเรามาสู่ความเจริญนั้นด้วย...

หลักที่สามที่ปับลิกสกูลเขาใช้ก็คือ  เขาฝึกหัดให้นักเรียนมีน้ำใจเป็นนักกีฬาแท้ที่เรียกว่า สปอร์ตสแมน  การฝึกหัดน้ำใจนั้นเป็นของสำคัญมาก  ยิ่งเราจะปกครองแบบเดโมคราซียิ่งสำคัญขึ้นอีก  ในที่นี้จะขอหยิบยกหลัก ๒ – ๓ อย่างที่ว่าน้ำใจเป็นนักกีฬานั้นคืออะไร  ประการที่หนึ่งนักกีฬาแท้จะเล่นเกมอะไรก็ตาม  ต้องเล่นให้ถูกต้องตามกฎข้อบังคับของเกมนั้น  ไม่ใช้วิธีโกงเล็กโกงน้อยอย่างใดเลย  จึงจะสนุกจึงจะเป็นประโยชน์  ประการที่สอง ถ้าเกมที่เล่นนั้นเล่นหลายคน  ต้องเล่นเพื่อความชะนะของฝ่ายของตน ไม่ใช่เล่นเพื่อตัวตนเดียว  ไม่ใช่เพื่อแสดงความเก่งของตัวคนเดียว  ประการที่สาม นักกีฬาแท้นั้นต้องรู้จักชะนะและรู้จักแพ้  ถ้าชะนะก็ต้องไม่อวดดีทำภูมิ์  ถ้าแพ้ก็ต้องไม่พยาบาทผู้ชะนะเป็นต้น  หลักสามอย่างนี้สำคัญมาก  ย่อมใช้เป็นประโยชน์ได้ในการเมืองด้วย  เมื่อเราจะปกครองแบบรัฐสภาแล้ว  ก็ต้องมีคณะการเมืองเป็นธรรมดา  เกมการเมืองก็ย่อมต้องมีกฎของเกมเหมือนกัน  ถ้าเราเล่นผิดกฎการเมืองก็ย่อมจะมีผลเสียหายได้มากทีเดียว  เพราะการปกครองแบบเดโมคราซีย่อมต้องมีการแพ้และชะนะ  ซึ่งถือเอาตามเสียงของหมู่มากว่าฝ่ายใดแพ้และชะนะ  เพราะคณะการเมืองย่อมมีความเห็นต่างๆ กันเป็นธรรมดา  ตางฝ่ายก็ต้องมุ่งที่จะให้หมู่มากเห็นด้วยกับตน  และเลือกตนเข้าเป็นรัฐบาล  ฝ่ายไหนประชาชนส่วนมากเห็นด้วยฝ่ายนั้นก็เป็นผู้ชะนะ  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เมื่อเวลาจะพูดชักชวนให้ประชาชนลงความเห็นด้วยกับตนนั้น  ถ้าเราใช้วิธีโกงต่างๆ เช่นติดสินบนหรือข่มขืนน้ำใจก็ต้องเรียกว่าเล่นผิดเกมการเมืองโดยแท้  ต้องพูดให้คนอื่นเห็นตามโดยโวหารและโดยขอบธรรมจึงจะถูกกฎของเกม  การปกครองแบบเดโมคราซีนั้น  ผู้ที่ชะนะแล้วได้เข้ามาปกครองบ้านเมือง  ก็ควรจะต้องนึกถึงน้ำใจของฝ่ายน้อยที่แพ้เหมือนกัน  ไม่ใช่ว่าเราชะนะแล้วก็จะหาวิธีกดขี่ข่มเหงผู้ที่เป็นฝ่ายแพ้ต่างๆ นานาหาได้ไม่  ย่อมต้องมุ่งปกครองเพื่อประโยชน์ของคณะต่างๆ ทั้งหมด  ส่วนผู้ที่แพ้ก็เหมือนกัน  เมื่อแพ้แล้วก็ต้องยอมรับว่าตนแพ้ในความคิดในโวหาร  แพ้เพราะประชาชนส่วนมากไม่เห็นด้วย  เมื่อแพ้แล้วถ้าตั้งกองวิวาทเรื่อย  บอกว่าถึงแม้คะแนนโว้ตแพ้กำหมัดยังไม่แพ้เช่นนั้นแล้วความเรียบร้อยจะมีไม่ได้  คงได้เกิดตีกันหัวแตกเต็มไป  ฝ่ายผู้แพ้ควรต้องนึกว่า  คราวนี้เราแพ้แล้วต้องไม่ขัดขวางหรือขัดคอพวกที่ชะนะอย่างใดเลย  ต้องปล่อยให้เขาดำเนิรการตามความเห็นชอบของเขา  ต่อไปภายหน้าเราอาจเป็นฝ่ายที่ชะนะได้เหมือนกัน  น้ำใจที่เป็นนักกีฬาที่เป็นของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง  ก็คือว่าเราต้องเล่นสำหรับคณะเป็นส่วนรวม  แม้ในโรงเรียนเรานี้แบ่งออกเป็นคณะต่างๆ  เมื่อเล่นแข่งขันในระหว่างคณะ  เราก็เล่นสำหรับคณะของเราเพื่อให้คณะของเราชะนะ  แต่เมื่อโรงเรียนทั้งโรงเรียนไปเล่นเกมกับโรงเรียนอื่น  ไม่ว่าคณะใดก็ตามต้องร่วมใจกันเล่นเพื่อโรงเรียนอย่างเดียวเท่านั้น  เวลานั้นต้องลืมว่าเราเคยแบ่งเป็นคณะ  เคยแข่งขันกันมาในระหว่างคณะอย่างไรต้องลืมหมด  ต้องมุ่งเล่นเพื่อโรงเรียนอย่างเดียวเท่านั้น  สำหรับประเทศชาติความข้อนี้เป็นของสำคัญอย่างยิ่งเหมือนกัน  เพราะตามธรรมดาย่อมต้องมีคณะการเมืองคณะต่างๆ ซึ่งมีความเห็นต่างๆ กัน  แต่เมื่อถึงคราวที่จะต้องนึกถึงประเทศแล้ว  ต่างคณะต้องต่างร่วมใจกันนึกถึงประโยชน์ของประเทศอย่างเดียวเป็นใหญ่  ต้องลืมความเห็นที่แตกต่างกันนั้นหมด  ถึงจะเคยน้อยอกน้อยใจกันมาอย่างไร  ต้องลืมหมด  ต้องฝังเสียหมด  ต้องนึกถึงประโยชน์ของประเทศของตนเท่านั้น  จะนึกเห็นแก่ตัวไม่ได้  อย่างนี้จึงจะเรียกว่ามีใจเป็นนักกีฬาแท้  เป็นของจำเป็นที่จะต้องปลูกให้คนมีน้ำใจอย่างนั้น  จึงจะปกครองอย่างแบบเดโมคราซีได้ดี"   
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 231  เมื่อ 09 ก.ย. 17, 13:58

ขอบคุณคุณ V_Mee มากค่ะ
สมควรที่อนุชนรุ่นหลังจะรับพระราชดำรัสใส่เกล้าฯ  ไม่เฉพาะแต่นักเรียนเก่าร.ร.วชิราวุธเท่านั้น

ขอนำบทความของ เฉลิมชัย ยอดมาลัย จากนสพ.แนวหน้ามาเพิ่มในกระทู้นี้
(ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัยเป็นนิสิตเก่าคณะสิงห์ดำ   ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำที่ม.รังสิตและเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง  )
http://www.naewna.com/politic/columnist/31294

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีอายุครบ 100 ปี ในปีนี้ แต่ในวาระหนึ่งศตวรรษของจุฬาฯ นั้น ก็มีเรื่องน่าอดสูเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เนื่องจากมีเด็กรายหนึ่งได้ใช้โอกาส 100 ปีจุฬาฯ ก่อเรื่องน่าสมเพช และน่าสังเวชขึ้นภายในรั้วของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นระยะๆ จนเรื่องเลวๆ ของเด็กรายดังกล่าวสามารถถูกขยายแล้วโหมกระพือให้เป็นข่าวเลวข่าวลบ จนกลบความดีความงามหลายสิ่งหลายอย่างของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยลงได้
     ทำไมจุฬาฯ หรือถ้าจะถามให้ถูกต้อง ต้องถามว่า ทำไมผู้บริหารจุฬาฯ จึงปล่อยให้เรื่องไม่เป็นเรื่องอันมีมูลเหตุมาจากเด็กอยากดังรายเดียวเท่านั้น กลายเป็นประเด็นที่ส่งผลให้จุฬาฯ เกิดความระส่ำระสายไปได้ ทั้งๆ ที่สถาบันการศึกษาแห่งนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานกว่าศตวรรษ

      ทำไมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งมีกฎ มีระเบียบ และมีแบบแผนที่ชัดเจน จึงไม่สามารถจัดการโดยอาศัยกฎระเบียบของตนกับเด็กที่หลายๆ คน อาจจะเรียกว่าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมรายดังกล่าวนี้ได้ ทั้งๆ ที่เด็กอยากดังรายที่ว่านั้น ทำสิ่งที่ไร้สาระมาโดยตลอด

      ผู้บริหารของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยควรจะต้องทบทวนการทำงานเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้ของตนโดยเร่งด่วน และจำเป็นต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เหตุใดจึงปล่อยให้เรื่องไม่เป็นเรื่องและไร้สาระเช่นนี้ลุกลามบานปลายได้ถึงเพียงนี้

       แน่นอนว่าคนที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเด็กอยากดังรายนี้ ต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่าใครหน้าไหน ชื่ออะไร มีตัวตนและความประพฤติสามานย์เพียงใดอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมประหลาดเชิงอุบาทว์ของเด็กรายนี้ และในวงการสื่อสารมวลชนก็รู้ดีเช่นกันว่ามีสื่อ รายไหน ใครเป็นเจ้าของสื่อ   เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเด็กอยากดังรายนี้ เรื่องแบบนี้คนทั่วไปต่างรู้กันทั่วเมือง คำถามคือผู้บริหารของจุฬาฯ ยุคนี้มีข้อมูลเรื่องเหล่านี้หรือไม่ หรือเคยคิดจะหาข้อมูลเหล่านี้บ้างไหม

       นอกจากสื่อ และคนภายนอกจุฬาฯ ที่คอยบงการเด็กอยากดังรายนี้แล้ว ก็ยังมีกลุ่มคนสอนหนังสือบางรายในจุฬาฯ ที่มีความคิดประหลาดเชิงอุบาทว์คอยหนุนหลังและคอยยุยงให้เด็กอยากดังรายนี้กระทำพฤติกรรมประหลาด ๆ เสมอๆ คนสอนหนังสือจำพวกดังกล่าวในจุฬาฯ ถือได้ว่าเป็นคนที่น่ารังเกียจ เพราะขี้ขลาดตาขาว ทั้งๆ ที่ตนเองมีความไม่พอใจสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นทุนเดิม แต่กลับไม่กล้าแสดงออกด้วยตัวเอง เพราะเกรงกลัวความผิดและหวาดกลัวเรื่องภัยอันตรายที่จะมาถึงตน ดังนั้นพวกขี้ขลาดแต่จบปริญญาเอกเหล่านั้นจึงหลอกใช้เด็กเป็นเครื่องมือ ส่วนเด็กก็คิดด้วยความหลงคะนองว่าตนเองนั้นเก่งฉกาจ ราวกับตนเองเป็นเสมือนกับพระเอก จึงหลงกลกลายเป็นเหยื่อของผู้จงใจหลอกใช้ แล้วก็หลงเหลิงไปกับข่าวต่างๆ นานาที่เขียนถึงตัวเอง

     เป็นเรื่องที่น่าสมเพช และผิดหวังมากที่ในวาระครบรอบ 100 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสมควรจะมีแต่เรื่องดีงามปรากฏต่อสาธารณชน แต่ทว่าในกาลสำคัญเช่นนี้กลับเกิดเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นภายในรั้วของจุฬาฯ เรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนี้ผู้บริหารจุฬาฯ จะโทษเด็กอยากดังเพียงถ่ายเดียวมิได้ แต่ต้องพิจารณาตนเองด้วยว่ามีส่วนทำให้เรื่องไม่เป็นเรื่องบังเกิดขึ้นในสถาบันที่ใช้ชื่อพระนาม “จุฬาลงกรณ์” ด้วยหรือไม่
บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 430

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 232  เมื่อ 09 ก.ย. 17, 21:15

ขอบพระคุณคุณ V_Mee ครับ พระบรมราชาธิบายในเรื่องประชาธิปไตยเป็นเนื้่อความที่จับใจและใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ควรเป็นที่รับรู้กันทั่วไปมากกว่านี้จริงๆ

ฟังความเห็นแบบมึนๆ ของนักวิชาการต่างประเทศแล้ว ยังไม่ทราบเลยว่าคณาจารย์ทั่วประเทศไทยที่ออกแรงแข็งขันเรียกร้องจุฬาฯ ก่อนหน้านี้จะว่าไงกันมั่ง
โดยเฉพาะรายชื่ออันโดดเด่นเหล่านี้ (ขออนุญาตก๊อปมาจากข้อความของคุณ Koratian ครับ)

***************************************************************
ลองดูรายชื่อ
คณาจารย์และนักวิชาการไทย
7. เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
49. ประภัสสร์ ชูวิเชียร คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
60. พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
61. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
62. พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
70. ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
97. สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระ
100. สายชล สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
102. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
107. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
112. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตนายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 233  เมื่อ 10 ก.ย. 17, 08:31

ที่ผมเรียนว่าสงสารคุณครูฝ่ายปกครองท่านนั้นเพราะ ถ้าโดนวินัยตามข่าวนั้นมันหนักแน่

จุฬาฯ จะหาทางออกอย่างไร ลูกน้องบันดาลโทสะ โดนเด็กนัดหมายยั่วยุออกสื่อ ชี้เป้าให้ลงโทษ
คนเป็นครูมาจนครึ่งชีวิตแล้ว จะให้เขาไปทำอะไรกินอย่างอื่นได้อีก
ครู อาจารย์ก็คนเหมือนกัน ไม่ได้โกงกินอะไรแต่โดนเล่นวินัยเพราะฟิวส์ขาด หลักฐานรูปถ่าย ภาพนิ่ง วิดีโอชัด

แถลงการณ์ จุฬาฯ บอกเป็นเรื่องน่าอับอายก็ชี้ชัดอยู่แล้ว
สภาคณาจารย์คงต้องช่วยให้คำแนะนำถ่วงดุลเรื่องนี้ด้วย

คุณครูคนโคราชคงเบาใจลงได้บ้าง เพราะแถลงการณ์จุฬาฯ ฉบับแก้ไข ลงวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๐ แก้เนื้อความเกี่ยวกับพฤติกรรมของท่านอาจารย์ผู้นี้ให้ดูดีขึ้นเยอะ นอกจากนั้นยังตัดข้อความเกี่ยวกับความคาดหวังการตอบสนองจากสื่อต่างประเทศอีกด้วย   ยิงฟันยิ้ม

ในขณะนี้ ทางมหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการกระบวนการสอบสวนทางวินัยสำหรับอาจารย์ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์และได้การแสดงออกอย่างไม่สมควรยิ่งกับนิสิตคนหนึ่งในเหตุการณ์วันที่ ๓ สิงหาคมดังปรากฏเป็นข่าวไปกว้างขวาง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจและน่าอับอายยิ่งสำหรับมหาวิทยาลัย แต่เป็นการกระทำของบุคคลเพียงคนเดียวและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับนโยบายของมหาวิทยาลัย  อาจารย์ท่านนี้ลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต ตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ไม่กี่วันหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว....

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีประวัติอันยาวนานที่ผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งความเชื่อและประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดกันมานี้อาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับผู้ที่ยึดถือในแนวคิดเสรีนิยมแบบตะวันตก แม้ว่าจุฬาฯ จะสนับสนุนความคิดเสรีนิยมและเสรีภาพในการแสดงออก แต่มหาวิทยาลัยก็มีรากฐานทางวัฒนธรรมและพันธกิจในการสร้างนิสิตที่เคารพในประเพณีปฎิบัติของสถาบัน ตลอดจนสิทธิเสรีภาพและความคิดของผู้อื่นด้วย จุฬาฯ ไม่คาดหวังให้สื่อตะวันตกเห็นชอบกับการตัดสินใจและวิธีการในเรื่องนี้ แต่เราขอขอบคุณท่านที่รายงานข่าวด้วยความเข้าใจต่อจุดยืนของมหาวิทยาลัย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๔ กันยายน ๒๕๖๐

แก้ไขใหม่เป็น

ในขณะนี้ ทางมหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงสำหรับอาจารย์ที่ได้ทำการยับยั้งนิสิตคนหนึ่งในเหตุการณ์วันที่ ๓ สิงหาคมดังปรากฏเป็นข่าวไปกว้างขวาง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ และไม่น่าจะเกิดขึ้น บัดนี้อาจารย์ท่านนั้นได้ลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต ตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ไม่กี่วันหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว....

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีประวัติอันยาวนานที่ผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งความเชื่อและประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดกันมานี้อาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับผู้ที่ยึดถือในแนวคิดเสรีนิยมแบบตะวันตก แม้ว่าจุฬาฯ จะสนับสนุนความคิดเสรีนิยมและเสรีภาพในการแสดงออก แต่มหาวิทยาลัยก็มีรากฐานทางวัฒนธรรมและพันธกิจในการสร้างนิสิตที่เคารพในประเพณีปฎิบัติของสถาบัน ตลอดจนสิทธิเสรีภาพและความคิดของผู้อื่นด้วย จุฬาฯ ขอขอบคุณท่านที่รายงานข่าวด้วยความเข้าใจต่อจุดยืนของมหาวิทยาลัย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปรับปรุงเนื้อหาเมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๙.๐๐ น.

http://www.chula.ac.th/th/archive/65905

จุดยืนของจุฬา      เปลี่ยนไปมาน่ากังวล
เนื้อหาพาสับสน    หวังยิ่งล้นคนเข้าใจ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 234  เมื่อ 11 ก.ย. 17, 10:04

   ดิฉันไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังว่าเกิดอะไรกับแถลงการณ์ของมหาวิทยาลัย    เพราะโดยปกติ แถลงการณ์เมื่อประกาศออกไปแล้ว ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขไล่หลังตามมา  
   ตามปกติ   การร่างแถลงการณ์มหาวิทยาลัยถือเป็นเรื่องสำคัญ   ย่อมมีคณะบุคคลร่วมกันพิจารณา  เห็นชอบแล้วจึงลงนาม  สั่งพิมพ์ ประกาศออกไป   ถ้าไม่เห็นชอบกับการประณามอาจารย์ ก็ควรจะช่วยกันแก้เสียตั้งแต่ตอนยังร่างกันอยู่ ไม่ควรปล่อยออกไปแบบนั้นแล้วมาไล่แก้กันทีหลัง
    เดาว่าแถลงการณ์แรกอาจร่างโดยบุคคลคนเดียว หรือจำนวนไม่กี่คน ที่เห็นทางเดียวกัน  แต่พอประกาศออกไปแล้ว ก็มีผู้บริหารอื่นๆที่ไม่ได้ช่วยร่าง  ประท้วงกันขึ้นมา  เสียงคงหนักแน่นพอสมควร      ฝ่ายแรกเลยต้องยอมให้แก้ไข
    มันแสดงถึงความคิดที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคณะผู้บริหาร

   แถลงการณ์แรก  ออกจะดุเดือด   ประณามอาจารย์ที่เกี่ยวข้องอย่างไม่ไว้หน้า และโต้กลับสื่อต่างประเทศอย่างไม่แคร์เช่นกัน   ส่วนฉบับปรับปรุงแก้ไข เห็นได้ชัดว่า ปรับเนื้อหาให้นุ่มลง พยายามไม่ระคายใครในทางลบทั้งสิ้น
    คุณเพ็ญชมพูมีจุดยืนในการเห็นด้วยกับนิสิตมาตลอด ก็เลยสับสนว่ามหาวิทยาลัยจะเอายังไงกันแน่   ส่วนดิฉันไม่เข้าข้างนิสิต แต่ก็ไม่เข้าข้างมหาวิทยาลัยเช่นกัน    คิดว่าลองเป็นแบบนี้ เห็นทีผู้บริหารควรจะปรึกษาหารือผู้ใหญ่กว่าพวกท่าน  เพราะหารือกันเองทำท่าจะไปยาก
บันทึกการเข้า
Koratian
พาลี
****
ตอบ: 318


ความคิดเห็นที่ 235  เมื่อ 11 ก.ย. 17, 15:06


แถลงการณ์ฉบับแก้ไขเป็นไปตามกระบวนการในปัจจุบัน
 จุฬาฯตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงจรรยาบรรณอาจารย์และผลการสอบยังไม่เสร็จสิ้น ยังไม่มีการสอบวินัยแต่อย่างใด ดังนั้นแถลงการณ์ฉบับแรกจำเป็นต้องแก้ไข แต่จะหาขื่อคนออกแถลงการณ์ฉบับแรกตอนนี้คงยากครับ



บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 236  เมื่อ 11 ก.ย. 17, 15:23

   ถ้ายังไม่สอบวินัยจริง   ดันตัดสินอาจารย์คนนั้นไปแล้วว่า
   "ไม่สามารถควบคุมอารมณ์และได้การแสดงออกอย่างไม่สมควรยิ่งกับนิสิตคนหนึ่ง  เป็นเรื่องที่น่าเสียใจและน่าอับอายยิ่งสำหรับมหาวิทยาลัย แต่เป็นการกระทำของบุคคลเพียงคนเดียวและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับนโยบายของมหาวิทยาลัย"
   ยังงี้ต้องตีมือคนเขียนแถลงการณ์ฉบับแรกแล้วละค่ะ

   ความจริง เขียนแค่ว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังดำเนินการสอบสวนวินัย ตามขั้นตอน     แค่นี้ก็ไม่ต้องมาแก้ไขให้เสียฟอร์ม
   วิชา เรือนไทย 001  การเขียนประกาศและแถลงการณ์    มีหลักการสอนข้อหนึ่งว่า เขียนแถลงการณ์หรือประกาศ ต้องไม่ใส่อารมณ์ลงไป  คือไม่ใช้อารมณ์  ใช้แต่ข้อเท็จจริง
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 237  เมื่อ 27 ก.ย. 17, 06:18

เพียงแต่ อจ เพ็ญฯ อาจจะติดใจว่าที่จุฬาแถลงว่ามีการจัดพื้นที่ให้นั้น เป็นความจริงหรือไม่เท่านั้น ใช่มั้ยครับ?
เพราะฟังจากปากนิสิตเขาบอกว่าไม่มีหรือถึงมีก็ไม่รู้ (เอ๊ะ เวลาเราทำผิดกฏหมายแล้วอ้างว่าไม่รู้กฏหมายเราจะพ้นโทษได้มั้ย?)
สรุปว่า ไม่เชื่อที่ว่าจุฬาได้จัดเตรียมพื้นที่เห็นต่างไว้ และจุฬาออกแถลงการณ์ที่ไม่พูดความจริง? ซึ่งต้องแสวงหาความจริงกันต่อไป(เพราะผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันเพราะไม่อยู่ในเหตุการณ์)



ได้เอกสารมาชิ้นหนึ่งเป็นภาพประชาสัมพันธ์การแต่งกายในวันงาน จากเฟซบุ๊ก CU  for Freshmen ดูแลโดยองค์การบริหารนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บรรทัดสุดท้ายเขียนประชาสัมพันธ์ว่า "มีพื้นที่สำหรับนิสิตที่มีข้อห้ามทางศาสนาเกี่ยวกับการประกอบพิธีถวายสัตย์ฯ"

แม้แต่ อบจ.ผู้จัดงานครั้งนี้ ก็ยังบอกว่ามีเพียงพื้นที่สำหรับคนที่มีปัญหาทางศาสนา  ยิงฟันยิ้ม


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 312


ความคิดเห็นที่ 238  เมื่อ 27 ก.ย. 17, 10:43

ผมสมมุตินะครับอาจารย์ สมมุติว่า จุฬาฯ ไม่ได้เตรียมที่สำหรับคนที่ไม่อยากถวายบังคมไว้จริงๆ มีแต่ที่สำหรับคนที่ไม่สะดวกทางด้านศาสนา คำถามคือ แล้วคนที่อยากเข้าร่วมพิธีแต่ไม่อาจหรือไม่อยากถวายบังคมด้วยเหตุผลอื่นๆ จะไม่สามารถเข้าไปอยู่ในโซนนี้ได้หรือครับ ถ้าเข้าไปจะถูกขับไล่ออกมาหรือครับ หรือไม่ว่าอย่างไรจุฬาก็จะต้องจัดที่เฉพาะให้กลุ่มของผมกลุ่มหนึ่งไว้โดยเฉพาะเจาะจง ให้เห็นชัดเจนแยกต่างหาก ซึ่งหากจุฬาไม่จัด ก็จะเกิดความชอบธรรมกับตัวผม ที่ผมจะไปแสดงกิริยาอย่างไร ตรงที่ใด และเวลาใดก็ได้ อย่างนั้นหรือครับ   

ถ้าอย่างนี้ ปีหน้า ผมเกิดพูดว่า ผมอยากถวายความเคารพด้วยการฟ้อนรำ จุฬาก็ต้องจัดเต้นสำหรับผู้อยากรำไว้ให้ผมโดยเฉพาะเต้นท์หนึ่งด้วย ไม่งั้น ผมจะลุกขึ้นไปรำตอนเขาทำพิธีกัน มันจะไหวหรือครับ ลองให้น้องเขาใช้หลักนี้กับงานรำลึกถึงจิตร ภูมิศักดิ์ที่ตนอยากจะจัดขึ้นมาดูบ้างสิครับ ดูซิว่าเขาจะมีเต้นท์ให้กับผู้ที่คิดถึงจิตร์ฯ ในแง่มุมต่างๆ กันได้ครบทุกแบบไหม คนที่เคยโยนบกจิตร ถ้าเขาอยากไปงานนั้น ก็ต้องจัดเต้นท์ไว้เข้าเขาให้เห็นชัดเจนแยกต่างหากนะครับ ไม่งั้นเกิดความชอบธรรมที่จะป่วนงาน จะเอากันแบบนี้หรือครับ 

อีกประการ งานนี้เขาไม่ได้เชิญมนุษย์ที่ชื่อเนติวิทย์ นะครับ แต่เขาเชิญ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ นั่นเท่ากับว่า น้องเนติวิทย์มาโดยตำแหน่งครับ และโดยตำแหน่งประธานสภาแล้ว ไม่ควรจะมีทางเลือกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับพิธีของทางมหาวิทยาลัยอยู่แล้วครับ ถ้าตัวมนุษย์ที่ชื่อเนติวิทย์รับไม่ได้หรือไม่เห็นด้วยกับพิธีการนี้ ก็ง่ายมากครับ เขาแค่จรดปากกาเกษียณต่อท้ายหลังสือเชิญเพียงสองพยางค์ว่า "มอบรองฯ"  แล้วตัวเองไม่มาร่วมงาน หรือมาร่วมงานแล้วไปอยู่ในโซนไม่อยากถวายบังคม ก็จบแล้วครับ ถ้าทำแบบนี้หละสวยงามเลยครับ มันจะยิ่งแสดงสกิลทางการเมืองของน้องคนนี้ให้ยิ่งระบือไกล

แต่นี่ตัวมาโดยตำแหน่ง แต่เอาอารมณ์ส่วนตัวไปปนกับตำแหน่งหน้าที่ ถ้าเป็นนักการเมืองจริงๆ ทำตัวแบบนี้ ก็มีหวังถูกตั้งกรรมการสอบจริยธรรมหรือถูกถอดถอนได้เหมือนกันแหละครับ
บันทึกการเข้า
unicorn9u
อสุรผัด
*
ตอบ: 37


ความคิดเห็นที่ 239  เมื่อ 27 ก.ย. 17, 10:56

ผมสมมุตินะครับอาจารย์ สมมุติว่า จุฬาฯ ไม่ได้เตรียมที่สำหรับคนที่ไม่อยากถวายบังคมไว้จริงๆ มีแต่ที่สำหรับคนที่ไม่สะดวกทางด้านศาสนา คำถามคือ แล้วคนที่อยากเข้าร่วมพิธีแต่ไม่อาจหรือไม่อยากถวายบังคมด้วยเหตุผลอื่นๆ จะไม่สามารถเข้าไปอยู่ในโซนนี้ได้หรือครับ ถ้าเข้าไปจะถูกขับไล่ออกมาหรือครับ หรือไม่ว่าอย่างไรจุฬาก็จะต้องจัดที่เฉพาะให้กลุ่มของผมกลุ่มหนึ่งไว้โดยเฉพาะเจาะจง ให้เห็นชัดเจนแยกต่างหาก ซึ่งหากจุฬาไม่จัด ก็จะเกิดความชอบธรรมกับตัวผม ที่ผมจะไปแสดงกิริยาอย่างไร ตรงที่ใด และเวลาใดก็ได้ อย่างนั้นหรือครับ   

ถ้าอย่างนี้ ปีหน้า ผมเกิดพูดว่า ผมอยากถวายความเคารพด้วยการฟ้อนรำ จุฬาก็ต้องจัดเต้นสำหรับผู้อยากรำไว้ให้ผมโดยเฉพาะเต้นท์หนึ่งด้วย ไม่งั้น ผมจะลุกขึ้นไปรำตอนเขาทำพิธีกัน มันจะไหวหรือครับ ลองให้น้องเขาใช้หลักนี้กับงานรำลึกถึงจิตร ภูมิศักดิ์ที่ตนอยากจะจัดขึ้นมาดูบ้างสิครับ ดูซิว่าเขาจะมีเต้นท์ให้กับผู้ที่คิดถึงจิตร์ฯ ในแง่มุมต่างๆ กันได้ครบทุกแบบไหม คนที่เคยโยนบกจิตร ถ้าเขาอยากไปงานนั้น ก็ต้องจัดเต้นท์ไว้เข้าเขาให้เห็นชัดเจนแยกต่างหากนะครับ ไม่งั้นเกิดความชอบธรรมที่จะป่วนงาน จะเอากันแบบนี้หรือครับ 

อีกประการ งานนี้เขาไม่ได้เชิญมนุษย์ที่ชื่อเนติวิทย์ นะครับ แต่เขาเชิญ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ นั่นเท่ากับว่า น้องเนติวิทย์มาโดยตำแหน่งครับ และโดยตำแหน่งประธานสภาแล้ว ไม่ควรจะมีทางเลือกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับพิธีของทางมหาวิทยาลัยอยู่แล้วครับ ถ้าตัวมนุษย์ที่ชื่อเนติวิทย์รับไม่ได้หรือไม่เห็นด้วยกับพิธีการนี้ ก็ง่ายมากครับ เขาแค่จรดปากกาเกษียณต่อท้ายหลังสือเชิญเพียงสองพยางค์ว่า "มอบรองฯ"  แล้วตัวเองไม่มาร่วมงาน หรือมาร่วมงานแล้วไปอยู่ในโซนไม่อยากถวายบังคม ก็จบแล้วครับ ถ้าทำแบบนี้หละสวยงามเลยครับ มันจะยิ่งแสดงสกิลทางการเมืองของน้องคนนี้ให้ยิ่งระบือไกล

แต่นี่ตัวมาโดยตำแหน่ง แต่เอาอารมณ์ส่วนตัวไปปนกับตำแหน่งหน้าที่ ถ้าเป็นนักการเมืองจริงๆ ทำตัวแบบนี้ ก็มีหวังถูกตั้งกรรมการสอบจริยธรรมหรือถูกถอดถอนได้เหมือนกันแหละครับ

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 14 15 [16] 17 18
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.059 วินาที กับ 20 คำสั่ง