เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11
  พิมพ์  
อ่าน: 6884 ความคิดแหวกแนวของเนติวิทย์
Anna
องคต
*****
ตอบ: 499


ความคิดเห็นที่ 135  เมื่อ 11 ส.ค. 17, 17:01

ต้องกราบขอโทษคณาจารย์และผู้ใหญ่ทุกท่าน รวมทั้งขอโทษเพื่อนๆในเรือนไทยทุกคนด้วยนะคะ ว่าจะไม่ยุ่งกับเรื่องนี้แล้วนะ แต่มันเหลืออดจริงๆค่ะ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10630



ความคิดเห็นที่ 136  เมื่อ 11 ส.ค. 17, 17:55

ผมรู้สึกดีใจที่ผมได้รับฟังปัญหาของชาวบ้านรอบข้างของจุฬาฯ แม้ผมจะเดือดร้อนแล้วเพราะการทำสิ่งนั้น
คนเดือดร้อนในสังคมมีมาก เรามีอภิสิทธิ์ในสังคมพอสมควรในฐานะนิสิตจุฬาฯ เราต้องรับใช้สังคมมากกว่าคนอื่นๆ ปณิธานของผมคือการรับฟังให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ องค์กรนิสิตต้องรับใช้สังคม
และแสดงจุดยืนเพื่อวัฒนธรรมไทยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นตามพระบรมราชโองการ


Honestly, I'm still glad I got a chance to listen to people and their problems, even though I'm now in trouble because of what I did.

There are still so many people in our country who need help. I believe that we, as Chula students, are quite privileged compared to the rest of society. Therefore, we have to serve our people and society more than others do. My resolutions are to listen to people as much as possible and support Thai culture which must conform to human dignity and the command of His Majesty King Chulalongkorn.

https://www.facebook.com/netiwit/posts/1516639425066749

เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง              หรือจึงมุ่งมาศึกษา
เพียงเพื่อปริญญา                 เอาตัวรอดเท่านั้นฤๅ
แท้ควรสหายคิด                  และตั้งจิตร่วมยึดถือ
รับใช้ประชาคือ                   ปลายทางเราที่เล่าเรียน


นเรศ นโรปกรณ์ พ.ศ. ๒๔๙๕
บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 400

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 137  เมื่อ 11 ส.ค. 17, 19:53

ผมขอเห็นต่างกับคุณ Anna นิดหน่อยตรงที่ว่า เนติวิทย์ไม่ควรยุ่งกับเรื่อง public hearing ถ้าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ประธานสภานิสิตต้องเกี่ยวข้อง ก็ถือว่าถูกต้องแล้วครับ แต่ประเด็นที่ถูกสอบสวนคือการใช้สถานที่โดยมิได้รับอนุญาตมากกว่า ซึ่งกรณีนี้ อาจจะถือว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่ก็ประมาทเลินเล่อ ผมเชื่อว่าทางจุฬาคงไม่ถือสาอะไรมากอย่างมากก็แค่ตักเตือนว่าคราวหน้าคราวหลังก็ขออนุญาตให้มันถูกต้องตามกฎเกณฑ์ ไม่ใช่ถือเอาแต่เจตนาเป็นที่ตั้งแล้วทำให้ระเบียบวินัยฟั่นเฟือนไป

บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 400

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 138  เมื่อ 11 ส.ค. 17, 21:09

ส่วนข้อ 2 ที่เนติวิทย์ถูกสอบสวนนั้น ผมขอสรุปความเห็นส่วนตัวสั้นๆดังนี้นะครับ

1. เนติวิทย์อ้างว่าต่อต้านการหมอบกราบ แต่ในความจริง การถวายบังคมกับการหมอบกราบเป็นคนละอย่างกัน

2. เนติวิทย์อ้างว่า ร.5 สั่งห้ามหมอบกราบ เพราะเป็นการลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฯลฯ แต่ในความเป็นจริง ในหลวง ร.5 ท่านทรงห้ามการหมอบกราบต่อพระองค์เองและเจ้านาย แต่ไม่ได้รวมไปถึงการกราบไหว้รูปเคารพต่างๆ
ดังนั้น การที่เนติวิทย์อ้าง ก็เป็นการอ้างผิด ถ้าโดยไม่เจตนาสมควรได้รับการชี้แนะจากอาจารย์ทั้งหลาย แต่ถ้าเจตนาอ้างโดยรู้ว่าผิด ก็หมายถึงพยายามบิดเบือนเพื่อจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง

3. เนติวิทย์อ้างว่ามีการบังคับให้น้องใหม่เข้าถวายบังคม ซึ่งทางจุฬาได้ชี้แจ้งแล้วว่าไม่มีการบังคับ และจัดสถานที่ให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการถวายบังคม

4. อาจจะมีคนมองว่าเนติวิทย์อ้างเช่นนั้นเป็นการตีความ เป็นมุมมองของเนติวิทย์ ถ้าเขาเชื่อเช่นนั้นจริง ก็ควรออกไปต่อต้านการกราบไหว้รูปเคารพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้หมด รวมไปถึงการกราบไหว้ทำความเคารพศพ หากคิดว่าการกราบไหว้ เป็นการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ ถ้าทำเช่นนี้ถึงจะเรียกได้ว่าไม่เลือกปฏิบัติและจริงใจบริสุทธิ์ใจต่อหลักการที่ตัวเองเชื่อจริงๆ

5. การปะทะกันของความคิดที่เรียกว่าอนุรักษ์นิยม และความคิด(ทึี่สถาปนาเอาเองว่า)สมัยใหม่ หากจะมีก็ควรจะเป็นไปโดยธรรมชาติ เช่น การตั้งคำถามในเฟสบุ๊ค หรือเวปบอร์ด ชักชวนกันโต้วาที เวทีเสวนา ฯลฯ ไม่ใช่การสร้างเรื่อง สร้างสถานการณฺ์ขึ้นมา เพื่อให้เกิดความขัดแย้ง เพราะสิ่งที่จะตามมาอาจจะเป็นความขัดแย้งที่ขยายวงกว้าง ความเกลียดชัง การใช้อารมณ์เหนือเหตุผล รวมไปถึงความรุนแรง

6. มีผู้ใช้ประโยชน์จากกรณีเนติวิทย์ในทางการเมือง ซึ่งไม่รู้ว่าเนติวิทย์จะรู้เห็นเป็นใจ รู้ตัวหรือไม่ ไม่ทราบได้ แต่ผมซึมซับว่าบอร์ดเรือนไทยอันแสนสุขสงบแห่งนี้ ห่างไกลจากการเมืองและควรหลีกเลี่ยง ดังนั้นผมจึงขออนุญาตไม่วิจารณ์ในแง่ที่เกี่ยวกับการเมือง
บันทึกการเข้า
ธสาคร
พาลี
****
ตอบ: 237


ความคิดเห็นที่ 139  เมื่อ 12 ส.ค. 17, 00:12

แล้วเขาจะรณรงค์ให้เลิกการหมอบกราบในพิธีไหว้ครูด้วยหรือเปล่า?  ถ้าตัวแทนห้องกระทำแค่ประนมมือไหว้เฉยๆ  ผมว่ามันดูแห้งๆชอบกล
สมัยเรียนมัธยมเขาทำยังไงกันนะ  ยืนอยู่ข้างๆห้องประชุม โค้งคำนับแช่ไว้จนกว่าเพลง "ปาเจรา..." จะจบ  ยังงั้นรึ
แล้วคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มีพิธีไหว้ครูไหมครับ  เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นหรือเปล่า?


บันทึกการเข้า
superboy
มัจฉานุ
**
ตอบ: 74


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 140  เมื่อ 12 ส.ค. 17, 10:14

ตามอ่านตลอดนะครับ แต่ยังไม่มีความเห็น
บันทึกการเข้า
srinaka
อสุรผัด
*
ตอบ: 7


ความคิดเห็นที่ 141  เมื่อ 12 ส.ค. 17, 18:35

ต้องกราบขอโทษคณาจารย์และผู้ใหญ่ทุกท่าน รวมทั้งขอโทษเพื่อนๆในเรือนไทยทุกคนด้วยนะคะ ว่าจะไม่ยุ่งกับเรื่องนี้แล้วนะ แต่มันเหลืออดจริงๆค่ะ

เหลืออดกับอะไรครับ เหลืออดกับการล๊อคคอเหมือนในภาพ, เหลืออดกับการบริหารจัดการที่ด้อยประสิทธิภาพ จนปล่อยให้มีเหตุการณ์ซ้ำรอย 2 ปีซ้อน หรือ เหลืออดกับ คววมคิดที่แตกต่างไปจากรุ่นพี่ รุ่นป้า รุ่นยาย ของเด็กกลุ่มหนึ่ง

ขอภาวนาให้คุณ เหลืออดกับการที่ชนชั้นระดับมันสมองของสถาบัน ซึ่งพอมีอำนาจเข้าหน่อย ก็นิยมแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง แถมยังมีกองเชียร์ คอยห่วงใย อาการ

สำหรับเนเน่ ก็แค่เด็กนักศึกษาปี 2 เพียงแต่เขาถูกเลือกให้เป็นผู้นำฝ่ายนิสิต แสดงว่า ถ้าสถาบันนี้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ก็แสดงว่าเด็กนักศึกษาส่วนใหญ่สนับสนุนเขา แล้วรุ่นโบราณทำไมเหมือนจะทนกันไม่ได้

 
บันทึกการเข้า
Anna
องคต
*****
ตอบ: 499


ความคิดเห็นที่ 142  เมื่อ 13 ส.ค. 17, 20:17

ต้องกราบขอโทษคณาจารย์และผู้ใหญ่ทุกท่าน รวมทั้งขอโทษเพื่อนๆในเรือนไทยทุกคนด้วยนะคะ ว่าจะไม่ยุ่งกับเรื่องนี้แล้วนะ แต่มันเหลืออดจริงๆค่ะ

เหลืออดกับอะไรครับ เหลืออดกับการล๊อคคอเหมือนในภาพ, เหลืออดกับการบริหารจัดการที่ด้อยประสิทธิภาพ จนปล่อยให้มีเหตุการณ์ซ้ำรอย 2 ปีซ้อน หรือ เหลืออดกับ คววมคิดที่แตกต่างไปจากรุ่นพี่ รุ่นป้า รุ่นยาย ของเด็กกลุ่มหนึ่ง

ขอภาวนาให้คุณ เหลืออดกับการที่ชนชั้นระดับมันสมองของสถาบัน ซึ่งพอมีอำนาจเข้าหน่อย ก็นิยมแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง แถมยังมีกองเชียร์ คอยห่วงใย อาการ

สำหรับเนเน่ ก็แค่เด็กนักศึกษาปี 2 เพียงแต่เขาถูกเลือกให้เป็นผู้นำฝ่ายนิสิต แสดงว่า ถ้าสถาบันนี้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ก็แสดงว่าเด็กนักศึกษาส่วนใหญ่สนับสนุนเขา แล้วรุ่นโบราณทำไมเหมือนจะทนกันไม่ได้
 

ถ้าเราขอเข้าไปอาศัยบ้านคนอื่นอยู่ แล้วเราเกิดไม่พอใจกฏระเบียบที่มีมาแต่เดิมของบ้านหลังนั้น ก็มีทางเลือกสองทาง 1.รีบขนของย้ายออกจากบ้านหลังนั้นซะ 2. ปรับตัว
ไม่ใช่ลงไปนอนดิ้นเร่าๆ เรียกร้องความสนใจเหมือนเด็กไม่มีเหตุผล  เอาแต่ใจ ยืนยันจะให้เจ้าของบ้านต้องทำตามใจตัว ยกเลิกกฏระเบียบที่ตัวเองไม่ชอบใจ

ดิฉันเคยอยู่ในบ้านหลังนี้มาก่อน อยู่อย่างมีความสุขด้วย จึงแสดงความเห็นอย่างคนในที่รู้จักบ้านเดิมของตัวเองดี

บันทึกการเข้า
Anna
องคต
*****
ตอบ: 499


ความคิดเห็นที่ 143  เมื่อ 13 ส.ค. 17, 20:45

นึกขึ้นได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน มีละครทีวีเรื่องหนึ่งที่ผู้คนพากันวิพากษณ์วิจารณ์อย่างหนักถึงพฤติกรรมของตัวละครเอก ว่าหมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม ปรากฏว่าเสียงวิจารณ์ในทางลบเหล่านั้นกลับกลายเป็นสิ่งเสริมส่งให้ละครเรื่องนั้นดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมาในชั่วข้ามคืน ขนาดคนที่ไม่เคยสนใจละครเลยยังต้องเปิดดู

ดังนั้นดิฉันจะไม่เข้ามาตอบหรือแสดงความเห็นใดในกระทู้นี้อีก เพราะไม่อยากตกเป็นเครื่องมือความอยากดังของใคร
เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุด คอยดูผลหลังจากที่สื่อหมดความสนใจกับเรื่องนี้แล้วดีกว่า

ปล. คนที่จะต่อว่าดิฉันที่เห็นต่าง อย่าลืมนะคะว่าประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิไตย ดังนั้นดิฉันจึงมีสิทธิเสรีภาพที่จะเชื่อ มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น

 
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10630



ความคิดเห็นที่ 144  เมื่อ 14 ส.ค. 17, 10:33

ความคิดมีหลายหลาก    ผิดถูกมากน้อยต่างกัน
ความคิดดีได้นั้น           ด้วยเหตุผลชนชื่นใจ

ชีวิตมีหลายหลาก          ผิดถูกมากต่างกันไป
ชีวิตจะยิ่งใหญ่             ก็ด้วยใจให้สังคม

*******************************

สองคนยลตามช่อง         คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม
คนหนึ่งตาแหลมคม        เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย


ฟ. ฮีแลร์
บันทึกการเข้า
Koratian
พาลี
****
ตอบ: 297


ความคิดเห็นที่ 145  เมื่อ 14 ส.ค. 17, 13:33

บันทึกการเข้า
ธสาคร
พาลี
****
ตอบ: 237


ความคิดเห็นที่ 146  เมื่อ 14 ส.ค. 17, 16:51

ขอบคุณครับ คุณKoratian
ผมนี่ช่างไม่ประสาเลย  เขาทำคลิปออกมาตั้งแต่ ม.ค.2558 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30372

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 147  เมื่อ 14 ส.ค. 17, 19:40

http://www.komchadluek.net/news/scoop/291830

รู้ลึกกับจุฬา,  พิธีกรรม, คุณค่า, และ, ศรัทธา
รู้ลึกกับจุฬา
ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์

       เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ปรากฏเป็นข่าวและประเด็นแลกเปลี่ยนในสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในการจัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาฯ ของนิสิตชั้นปีที่ 1 ที่ลานหน้าพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา

        ​ที่มาเบื้องต้นของเหตุการณ์ดังกล่าว คือ การตั้งคำถามและพยายามเปิดพื้นที่ใหม่ของนิสิตคนหนึ่งในวิธีการแสดงความเคารพต่อพระบรมรูปสองรัชกาล ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของชาวจุฬาฯ เนื่องจากทรงวางรากฐานและประดิษฐานมหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้นมา
         การตั้งคำถามพุ่งเป้าไปที่พิธีหมอบกราบเพื่อแสดงความเคารพ โดยมีการแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยกเลิกพิธีดังกล่าวไปแล้วในรัชสมัยของพระองค์ เพราะฉะนั้นการแสดงความเคารพด้วยการคำนับน่าจะเป็นวิถีที่ยอมรับได้ และควรจะได้เปิดพื้นที่ให้เป็นทางเลือก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการระบุถึงการจัดพิธีดังกล่าวว่า ไม่ใช่ธรรมเนียมดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย หากแต่ได้จัดให้มีขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีมานี้เอง

                ​ต่อประเด็นดังกล่าว รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม กล่าวถึงการจัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ว่า แม้จะมีมาไม่นานเพียง 20 ปี แต่คนที่โต้แย้งควรพิจารณากฎ ระเบียบ ธรรมเนียมนิยม การให้คุณค่าของสังคม มากกว่าที่จะใช้ระยะเวลาตัดสินคุณค่าของพิธีกรรม

              ​“ต่อให้พิธีมีอายุเป็น 100 ปี แต่ถ้าคนไม่เห็นคุณค่า ไม่เห็นความสำคัญ มันก็ล้มหายตายจากไป ที่ผ่านมาเรามีพิธีกรรมพวกนี้เยอะมากที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง หายไปบ้างตามยุคสมัย อย่างพิธีศพ หรืออื่นๆ ที่คนในพิธีกรรมนั้นมองเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน” รศ.ดร.สุเนตรกล่าว

               ​รศ.ดร.สุเนตรย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องคิดถึงคือความสำคัญของประเพณีนี้ว่ามีความสำคัญอย่างไร ควรเข้าใจว่าเด็กที่สอบเข้าจุฬาฯ ได้ มาจากหลายที่ มีความแตกต่างหลากหลาย และจะต้องเข้ามามีความสัมพันธ์กับสถาบันนี้ตลอดอย่างน้อย 4 ปี ต้องมีความสัมพันธ์กับเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง อาจารย์ ฯลฯ และด้วยพื้นฐานที่แตกต่างกัน จึงต้องมีการสร้างเอกภาพเกิดขึ้น

       ​“หัวใจของพิธีกรรมนี้คือต้องครองใจคน ให้เขารู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กฎกติกาเดียวกัน ของเราใช้วิธีสักการะพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นการยอมรับในพระมหากรุณาธิคุณ คือเป็นความรู้สึกกตัญญูรู้คุณต่อผู้มีพระคุณ ซึ่งไม่น่าจะเสียหายตรงไหน” รศ.ดร.สุเนตรชี้

       ​และที่ต้องมีความศักดิ์สิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เพื่อครองใจคน ซึ่งรศ.ดร.สุเนตร ย้ำว่า เป็นทุกพิธีกรรม จะต้องมีกลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์ ให้คนประทับใจ จำได้ ระลึกได้ ในพิธีกรรมถวายสัตย์ของจุฬาฯ ซึ่งมีการปฏิญาณตนว่าต้องการสร้างความเจริญให้สังคมและบ้านเมือง ก็คือปณิธานที่อยากให้นิสิตจดจำไว้ขึ้นใจ

       ​“พิธีกรรมที่มีความศรัทธาของคนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมารยาทแล้วเราจะไม่ไปตั้งคำถามหรือซักค้านศรัทธาของผู้อื่น คือเขาจะเชื่อมั่นอย่างไรก็เป็นเสรีภาพของเขา เราต้องเคารพศรัทธาของผู้อื่นที่แตกต่าง ทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อนะ”

          ​รศ.ดร.สุเนตรระบุว่า เราไม่อาจอาศัยมาตรฐานของตนเองมาปรับเปลี่ยน กระทบสิทธิ ความเชื่อของผู้อื่น การตั้งคำถามกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้อื่นเชื่อถือ เป็นการสร้างความแตกแยก เพราะเหล่านี้เป็นเรื่องของศรัทธาซึ่งยังรวมไปถึงการนับถือผี ศาสนา ลัทธิต่างๆ ด้วยเช่นกัน

         ​ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับความแตกต่างของผู้ที่ไม่ได้มีศรัทธาเดียวกัน พิธีกรรมถวายสัตย์ปฏิญาณจึงเป็นพิธีกรรมสมัครใจ การหมอบกราบเป็นแสดงความเคารพอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ดี ควรยอมรับความแตกต่าง ผู้ที่แม้จะมีศรัทธาเดียวกัน แต่ประสงค์จะแสดงออกวิธีอื่น เช่น ถวายบังคม หรือ คำนับ ก็ต้องยอมรับความต่างนั้นด้วย

         ​“ผมมองว่า แม้รัชกาลที่ 5 จะทรงเลิกธรรมเนียมหมอบกราบคลานก็จริง แต่ควรทำความเข้าใจว่าบ้านเมืองยุคนั้นต้องเผชิญกับการรุกรานและแรงกดดันของชาติตะวันตก ถ้าไม่ทำตามเขาจะหาว่าเราล้าหลังและถือว่าป่าเถื่อน เข้ามายึดครอง การยกเลิกหมอบกราบเข้าใจว่าใช้ในกรณีเข้าเฝ้าฯ ในเชิงราชการเป็นสำคัญ แต่ถึงจะยกเลิกแล้ว คนไทยก็ยังยึดถือการแสดงความเคารพด้วยการหมอบกราบ ไม่ใช่แค่พระมหากษัตริย์ แต่รวมถึงพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ พระ” รศ.ดร.สุเนตรกล่าว

        ​สังคมที่อารยะแล้ว ควรมีพื้นที่ให้คนแสดงออกได้อย่างหลากหลาย ยิ่งในสังคมไทยที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมเก่าแก่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องมีมาตรฐานเดียวในการแสดงออก เพียงแต่ขึ้นอยู่กับกาลเทศะว่าจะแสดงออกอย่างไร

       ​“แต่ถ้าถามว่ามันดีไหม มันไม่ดีไหม เราไม่ตั้งคำถามแบบนี้กับศรัทธา เราจะไม่พูดว่ามันดีหรือเปล่า การจะปรับเปลี่ยนประเพณีนี้ก็เกิดขึ้นได้ อาจจะยกเลิกหรือหายไป แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ก็ยังเห็นว่าการแสดงความคารวะแบบมีขั้นตอนอย่างนี้มันยังมี คนส่วนใหญ่ยังคงให้คุณค่าอยู่ เราเลยต้องคงไว้ และยังมีคนพร้อมใจที่จะมาเข้าร่วม มันก็ยังอยู่” รศ.ดร.สุเนตรกล่าว

       “​การที่ประเพณีนี้จะหายไป ก็ต้องขึ้นอยู่ว่าเมื่อใดคนส่วนใหญ่ในสังคมนั้นๆ จะเลิกให้ความสำคัญ แต่ในเมื่อตอนนี้ยังมีพิธีกรรมอยู่ก็ควรเคารพความต่าง สิทธิที่จะเชื่อ โดยไม่ไปละเมิดทั้งผู้ที่เชื่อหรือผู้ที่ไม่เชื่อก็ตาม​” รศ.ดร.สุเนตรทิ้งท้าย
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10630



ความคิดเห็นที่ 148  เมื่อ 14 ส.ค. 17, 21:02



จากเหตุการณ์ความวุ่นวายในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ที่ผ่านมา จนกลายเป็นข่าวใหญ่ตามสื่อต่าง ๆ และก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ความประพฤติของทั้งฝ่ายอาจารย์และนิสิตอย่างกว้างขวาง ล่าสุดผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ รองอธิการบดีฝ่ายกำกับดูแลด้านการพัฒนานิสิตฯได้ลงนามในคำสั่งให้คณะกรรมการส่งเสริมวินัยนิสิต ดำเนินการสอบสวนการกระทำของสมาชิกสภานิสิตฯ จำนวน ๘ คน ได้แก่

๑. เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ประธานสภานิสิต นิสิตคณะรัฐศาสตร์
๒. ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ รองประธานสภานิสิต นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์
๓. ธรณ์เทพ มณีเจริญ สภานิสิตสามัญ นิสิตคณะรัฐศาสตร์
๔. ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี สภานิสิตสามัญ นิสิตคณะรัฐศาสตร์
๕. ชินวัตร งามละมัย สภานิสิตสามัญ นิสิตคณะครุศาสตร์
๖. ชยางกูร ธรรมอัน กรรมาธิการสภานิสิต นิสิตคณะรัฐศาสตร์
๗. ปิยะธิดา พัชรศิรสิทธิ์ กรรมาธิการสภานิสิต นิสิตคณะรัฐศาสตร์
๘. ฐาปกร แก้วลังกา กรรมาธิการสภานิสิต นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์

อนึ่ง นายเนติวิทย์ มีข้อหาเพิ่มเติมกรณีใช้สถานที่มหาวิทยาลัยโดยไม่ได้รับอนุญาตในการจัดประชุมเพื่อรับฟังความเดือดร้อนผู้ค้าบริเวณสวนหลวงสแควร์
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10630



ความคิดเห็นที่ 149  เมื่อ 14 ส.ค. 17, 21:04

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คณาจารย์จากหลายสถาบันตามรายชื่อแนบท้าย วิตกกังวลต่อทั้งสิทธิเสรีภาพของนิสิตที่ถูกสอบสวนและต่อเกียรติภูมิของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงใคร่ขอเสนอความเห็นเพื่อให้ผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้พิจารณาดังต่อไปนี้

๑. ผู้บริหารจุฬาฯ อาจเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องภายในของจุฬาฯ บุคคลภายนอกไม่ควรยุ่งเกี่ยว แต่หากพิจารณาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลของความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า อีกทั้งการกระทำและข้อเรียกร้องของสมาชิกสภานิสิตจุฬาฯ ในกรณีนี้ไม่ได้เกินเลยไปจากสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่นิสิตมีเป็นเบื้องต้นแล้ว การใช้อำนาจลงโทษโดยไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของพวกเขา ย่อมเป็นสิ่งที่พวกเราในฐานะคณาจารย์ไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ เพราะหากจุฬาฯ ตัดสินว่านิสิตเหล่านี้กระทำผิด ก็เท่ากับเป็นการส่งสารถึงคนทั้งประเทศว่า ในอนาคตหากคนรุ่นใหม่คนใดหาญกล้าใช้สิทธิเสรีภาพที่พวกเขามีเป็นเบื้องต้นไปตั้งคำถามต่อแนวทางปฏิบัติ จารีตประเพณี และความคิดความเชื่อของผู้มีอำนาจแล้ว พวกเขาก็จะถูกลงโทษเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ คณาจารย์ที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ย่อมต้องเข้าใจว่าจารีตประเพณี ค่านิยมและความเชื่อในทุกสังคม รวมทั้งสังคมไทยล้วนต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับสังคมเศรษฐกิจและการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป และปัญญาชนคนรุ่นใหม่มักมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ ส่วนผู้มีอำนาจที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงและใช้อำนาจดิบลงโทษผู้ที่เห็นต่างนั้นมักประสบกับการต่อต้านอย่างรุนแรง

หากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไม่สามารถทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐานนี้ได้แล้ว ความพยายามทุ่มเททรัพยากรมากมายเพื่อไต่ลำดับไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกก็เป็นเรื่องไร้สาระ

๒. ขณะที่ฝ่ายนิสิตได้แสดงความเห็นโต้แย้งการหมอบกราบในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณฯ อย่างเป็นเหตุเป็นผลในพื้นที่สาธารณะมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ฝ่ายผู้บริหารจุฬาฯ กลับยังไม่เคยแสดงเหตุผลโต้แย้งให้ปรากฏ ในเมื่อกรณีนี้เป็นเรื่องความขัดแย้งทางความคิดระหว่างฝ่ายผู้บริหารจุฬาฯ ที่ต้องการรักษาพิธีกรรมที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อราว ๒๐ ปีที่แล้ว กับฝ่ายคนรุ่นใหม่ที่ไม่เห็นด้วยกับพิธีกรรมดังกล่าว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะที่เชื่อว่าตนเป็น “เสาหลักของแผ่นดิน” ก็พึงมีขันติอันหนักแน่น และใช้โอกาสนี้สร้างปัญญาให้แก่คนในประชาคมและสังคม ด้วยการเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงอย่างมีสติเพื่อให้เห็นข้อดีข้อเสียของทั้งสองฝ่าย และแสวงหาแนวทางแก้ไขต่อไป ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการใช้อำนาจกับนิสิต

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะกล้ากล่าวอ้างว่าตนเป็น “เสาหลักของแผ่นดิน” และภูมิปัญญาของสังคมได้หรือหากไม่สามารถจัดการกับความแตกต่างเพียงแค่นี้เยี่ยงผู้มีปัญญาได้

แม้ว่าผู้บริหารจุฬาฯ มีอำนาจที่จะให้คุณให้โทษแก่สมาชิกของประชาคม แต่อำนาจนั้นพึงใช้อย่างยุติธรรมและชอบธรรม ประการสำคัญ ผู้บริหารจุฬาฯ ยังมีสถานะเป็น “ครูบาอาจารย์” ที่พึงมีใจเปิดกว้างต่อธรรมชาติอันแตกต่างหลากหลายและเร่าร้อนของคนรุ่นใหม่ หากผู้บริหารจุฬาฯ เห็นว่านิสิตทำไม่ถูก ก็พึงแก้ไขด้วยความปรารถนาดี ไม่ใช่มุ่งลงโทษหรือมุ่งขับไสพวกเขาออกไปจากประชาคม ประการสำคัญ การกระทำของนิสิตทั้ง ๘ คนในกรณีนี้ ไม่ได้กระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน หากแต่มุ่งผลักดันสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าดีต่อสังคมโดยรวม
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.083 วินาที กับ 20 คำสั่ง