เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 21
  พิมพ์  
อ่าน: 14141 ความคิดแหวกแนวของเนติวิทย์
heha
ชมพูพาน
***
ตอบ: 180


ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 13 พ.ค. 17, 21:40

ส่วนตัวยินดีที่เนเน่ได้รับตำแหน่งนายกสภา

ถือบังเหียนเอง จะดังหรือดับ สุดแล้วแต่สติจะนำพา

ครั้งนี้ นรม ออกมาปราม
กระแสกดดันไปทางอธิการอย่างไม่ต้องสงสัย
ครั้งก่อนตอน อ จ อักษร ฝักใฝ่การเมือง อธิการบดีก็โดน
คณบดีก็โดน ครั้งนี้เป็นนิสิต ดูท่าไม่ง่าย เพราะเนเน่มีคนหนุนหล้งโขอยู่


บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 14 พ.ค. 17, 00:04

ถือบังเหียนเอง จะดังหรือดับ สุดแล้วแต่สติจะนำพา

ครั้งนี้ นรม ออกมาปราม
กระแสกดดันไปทางอธิการอย่างไม่ต้องสงสัย
ครั้งก่อนตอน อ จ อักษร ฝักใฝ่การเมือง อธิการบดีก็โดน
คณบดีก็โดน ครั้งนี้เป็นนิสิต ดูท่าไม่ง่าย เพราะเนเน่มีคนหนุนหล้งโขอยู่

ในมุมมองของผม เนติวิทย์กับผู้หญิงคนที่เคยทำงานที่อักษรจุฬา ที่ปัจจุบันลี้ภัยการเมืองอยู่ต่างประเทศมีความแตกต่างกันมาก
คนคนนั้น ผมไม่อยากเรียกว่าอาจารย์ เพราะออกจะให้เกียรติมากเกินไปสำหรับคนที่ไร้ความรับผิดชอบในฐานะอาจารย์
คนคนนั้นเป็นพวกเคลื่อนไหวเพื่อจุดมุ่งหมายในการสร้างความสำคัญทางการเมือง โดยไม่มีฐานของอุดมการณ์ที่แท้จริงรองรับ
เป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนแท้ๆ  เพียงแต่เลือกฝ่ายที่ตนจะรับใ้ช้ผิด กลายเป็นรับใช้ขั้วที่ไม่มีอำนาจในปัจจุบัน
คล้ายๆ กับนายอะไรอีกฝั่ง ที่ชอบอวดอ้างว่ามี 5 ปริญญา คนแบบเดียวกันเปี๊ยบ
คนประเภทนี้ ไม่ได้มีความแตกต่างกันในแง่พฤติกรรม ความไร้เหตุผล ทุกอย่างเหมือนกัน เพียงแต่อยู่คนละขั้วแค่นั้น


ส่วนเนติวิทย์ ผมมองว่าเป็นพวกเสรีนิยม ไม่ใช่พวกขั้วการเมืองเสื้อสี ไม่ได้มีอุดมการณ์แบบเดียวกัน
คนที่มีแนวคิดเสรีนิยม จะอึดอัดกับระบบการเมืองปัจจุบันไม่น้อย เพราะพื้นที่แสดงความคิดถูกจำกัดอย่างมาก
อุดมการณ์แบบเสรีนิยม ไม่สอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน จึงถูกมองเป็นฝ่ายตรงข้ามผู้มีอำนาจ
พวกเสรีนิยมจึงโดนผลักไปอยู่ฝ่ายเสื้อแดงไป ส่วนพวกเสื้อแดงก็พร้อมจะโมเมอ้างว่าเสรีนิยมเป็นพวกตนเองเช่นกัน เพราะศัตรูของศัตรูคือมิตร
ดังนั้นเสียงสนับสนุนเนติวิทย์ที่แท้จริง จึงมาจากคนที่มีแนวคิดเสรีนิยมแบบเดียวกัน คือพวกไม่เอาทั้งเผด็จการและคนหน้าเหลี่ยม
คนพวกนี้ไม่ใช่พวกขั้วการเมืองอีกฝั่ง เพียงแต่ถูกผลักจากอีกฝั่งไป เพราะการแสดงออกไม่ไปในทางเดียวกัน


พวกเสรีนิยมอาจจะไม่เห็นด้วยกับขนบจารีตบางอย่างในอดีต อาจจะเรียกว่าเป็นขบถหน่อยๆก็ได้
คนพวกนี้ส่วนใหญ่จะแค่คิด ไม่อยากเสี่ยงพูดหรือแสดงออกมาดังๆ ดังนั้นเนติวิทย์จึงกลายเป็นตัวแทนคนกลุ่มนี้
ผลการเลือกตั้งนายกสภา เป็นภาพสะท้อนว่าแนวคิดเสรีนิยมน่าจะกำลังแพร่หลายแบบเงียบๆ ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ หรือเด็กๆ ในจุฬา
จนกลายเป็นขัดแย้งกันทางความคิดและความเชื่อกับรุ่นพี่ๆ ซึ่งมีความเป็นอนุรักษ์นิยมมากกว่ามากๆ


ที่เขียนมาข้างตน เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ครับ ความจริงอาจไม่ใช่แบบที่ผมเข้าใจก็ได้ แต่บางครั้งความจริงก็ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10785



ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 14 พ.ค. 17, 08:28

ส่วนเนติวิทย์ ผมมองว่าเป็นพวกเสรีนิยม ไม่ใช่พวกขั้วการเมืองเสื้อสี ไม่ได้มีอุดมการณ์แบบเดียวกัน

เด็กน้อยมีความคิด   ใช่ผูกติดกับเสื้อสี
ไว้ใจเขาหน่อยซี      ค่อยค่อยชี้และแนะนำ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30829

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 14 พ.ค. 17, 08:56

      ในยุคที่คุณประกอบยังไม่เกิด หรือเกิดก็เล็กมาก  คุณหมอเพ็ญชมพูยังอยู่ในวัยใกล้ๆกับเนเน่   คนมีแนวคิดแบบน้องเนเดินกันเกลื่อนเมือง     เรียกว่าพวก Angry Young Men     เพราะกระแสการเมืองตอนนั้นแบ่งขั้วกันชัดเจนไม่ต่างจากตอนนี้   เป็นยุคที่หนุ่มสาวเติบโตขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยพากันต่อต้านค่านิยมต่างๆในสังคมที่เขาเห็นว่าไม่ดี ล้าหลัง ไม่ถูกต้อง     พวกนี้ก็เลยสร้างแนวคิดที่จะลบล้างประเพณี และความเชื่อต่างๆที่มีมาก่อน  แม้ว่าความเชื่อเหล่านั้นไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อนก็ตาม
      ที่สำคัญคือกระแสหนุนหลังจากต่างประเทศแรงมาก    มาในหลายรูปแบบด้วยกัน ทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย
     
       แต่พอพวกนี้เรียนจบ   เข้าทำงาน มีครอบครัว   ชีวิตก็เปลี่ยนไปตามกระแสหลัก    ก้มหน้าก้มตาทำงาน ถ้าเป็นภาคเอกชนก็สร้างกิจการให้มั่นคง  ถ้าภาคราชการก็หาทางเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น  ผ่านไปสัก ๑๐ กว่าปี  อายุ ๓๐ กว่าๆถึง ๔๐  แนวคิดที่เคยมีก็เก็บลงหีบไป
      นี่คือส่วนใหญ่   ส่วนน้อยที่เป็นหัวหอก ยังคงเก็บความคิดไว้  แต่เปลี่ยนรูปจากหัวหมู่ทะลวงฟันในตอนหนุ่มๆ มาเป็นผู้นำสังคมในรูปแบบต่างๆ   แบบที่มีตำแหน่งทางการเมืองบ้าง สถาบันการศึกษาบ้าง    บางคนก็ยังยึดมั่นต่ออุดมการณ์ของตัวเอง ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปขนาดไหนแล้ว     บางคนก็เอาอุดมการณ์มาหากิน รับใช้ผู้เป็นใหญ่ ที่ตัวเองเคยต่อต้าน  เพื่อจะเอากล่องบ้าง เอาเงินบ้าง หรือไม่ก็ทั้งสองอย่าง

      มีคนดูบ่นว่าละครทีวีน้ำเน่า ซ้ำซาก  ไม่ไปถึงไหน   ละครชีวิตมันก็พอกันแหละค่ะ
บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 436

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 14 พ.ค. 17, 09:51

คำว่า Angry young man .....Beauty Old Man ผมก็เคยได้ยินมาก่อน
เข้าใจซาบซึ้งเลยครับอาจารย์เทาชมพู เพราะผมก็เป็นยังงั้นเช่นกัน ฮ่าๆๆ
ขอสารภาพในทีนี้เลยนะครับว่าสมัยผมเรียนจุฬา ผมก็แนวๆนี้แหละขวางโลก แหวกแนว เพียงแต่ถ้าไม่เห็นด้วยกับอะไร ก็จะหลบลี้หนีเร้น ไม่เข้าร่วมงานก็เท่านั้น
ล่วงเวลาผ่านไปหลายๆปี มีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ผ่านโลกทั้งผิดหวังสมหวัง เข้าใจโลกมากขึ้น เข้าใจมนุษย์มากขึ้นมองย้อนกลับไปอดีต ก็ขำขันปนละอายใจ
ผมคุยเรื่องแบบนี้กับเพื่อนๆ บางคนตอกหน้ากลับมาว่า คนอื่นเขาเป็น Beauty Old Man แต่  เมิงน่ะ  Dirty Old Man !!!!  ฮ่าๆๆๆ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30829

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 14 พ.ค. 17, 10:52

 ยิงฟันยิ้ม


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
ประกอบ
สุครีพ
******
ตอบ: 1286


ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 14 พ.ค. 17, 11:28

      มีคนดูบ่นว่าละครทีวีน้ำเน่า ซ้ำซาก  ไม่ไปถึงไหน   ละครชีวิตมันก็พอกันแหละค่ะ

อันนี้เป็นสัจจธรรมของชีวิตครับ แม้แต่อองซาน ซูจี วันนี้ที่มีอำนาจก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนไปแล้ว
เนติวิทย์ในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป จะเป็นเสรีนิยมผู้นำความคิดต่อไป หรือเปลี่ยนไปเพื่ออำนาจและเงินตรานั่นเป็นเรื่องของอนาคต
คนแบบเนติวิทย์อาจถูกมองเป็นคล้ายๆ มะเร็งในสังคมไทย คือต่อไปถ้าไม่กำจัด ก็จะถูกเปลี่ยนแปลงให้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวิธีสังคมแบบเดิมๆ เอง
แบบเดียวกับคนเดือนตุลาจำนวนไม่น้อย ที่ตอนนี้โดนกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ตนเคยวิพากษ์วิจารณ์สมัยวัยรุ่นไปแล้ว
กลายเป็นไม่ต่างจากคนที่คนเหล่านี้เคยด่า ถ้าไม่เกรงใจท่านอาจารย์ใหญ่ ผมคงเอ่ยชื่อมาซักสองสามชื่อแล้ว  รูดซิบปาก  รูดซิบปาก  รูดซิบปาก


แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมอยากติดตามเนติวิทย์และเด็กๆ อีกหลายคนคือความกล้าที่จะคิดและเคลื่อนไหว
เด็กจำนวนมากกว่ามหาศาล คิดแบบเดียวกันกับเนติวิทย์แต่ไม่เคลื่อนไหว  
ผมมองว่าเด็กมันกล้า กล้าคิดดังๆ แม้จะโดนด่าโดนเกลียดชัง นี่คือสิ่งที่ทำให้เด็กคนหนึ่งโดดเด่นขึ้นมา
ผมเห็นคนด่าเนติวิทย์มาตั้งแต่หมอนี่ยังเรียนมัธยมแล้ว  ผมเองใหม่ๆ ยังหมั่นไส้ว่าหมอนี่มันขวางโลกจัง
วันนี้แม้เสียงด่าความเกลียดชังยังมีมากมาย แต่คนที่เคยด่าที่เริ่มลดอคติหันมาฟังดูบ้างว่าที่ว่ามาเป็นยังไงก็มีมากขึ้น ผมก็คนหนึ่งละ
และสิ่งที่เด็กมันพูด ตัดสินว่าผิดถูกยาก เพราะขึ้นกับว่าจะใช้มุมมองไหนมอง


ผมเห็นความคล้ายกันในลักษณะบางอย่างของวัยรุ่นสองคน คือมะลาละห์ ยูซัฟซัย กับเนติวิทย์
คือสองคนนี้ทำในสิ่งที่ขัดต่อจารีตประเพณีของสังคมตัวเอง คนหนึ่งจนขนาดถูกไล่ฆ่า
ขนาดเพื่อนผมที่เป็น นศ ปริญญาเอกหญิงจากปากีสถาน ยังไม่ชอบยูซัฟซัยเลย เพราะเพื่อนผมถูกหล่อหลอมมาให้มีความเป็นอนุรักษ์นิยมสูง
แต่ในสังคมที่เปิดกว้างทางความคิดกว่า จะมองความเคลื่อนไหวของวัยรุ่นแบบนี้ด้วยความชื่นชม  ผลักดัน เปิดโอกาส และส่งเสริม
ถ้าสังคมไทยเป็นแบบนั้น คนอย่างเนติวิทย์จะสามารถรักษาความเป็นเนติวิทย์ต่อได้ในอีก 40 ปี ไม่ต้องกลายร่างแบบคนเดือนตุลาหลายคน
คนเดือนตุลาจำนวนน้อยที่ผมเห็นว่ายังรักษาอุดมการณ์สมัยเดือนตุลาอยู่ ปัจจุบันมีอนาคตที่ไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับพวกเปลี่ยนสี
บ้างกลายเป็นนักวิชาการสติเฟื่องโดนด่าว่าดีแต่วิจารณ์ บ้างตอนนี้ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศแล้ว  เจ๋ง


บันทึกการเข้า

วิรุศฑ์ษมาศร์ อัฐน์อังการจณ์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30829

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 14 พ.ค. 17, 11:41

แนวคิดของน้องเน น่าจะชี้อนาคตเขาได้ไม่มากก็น้อย


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30829

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 14 พ.ค. 17, 12:04

อ้างถึง
แต่ในสังคมที่เปิดกว้างทางความคิดกว่า จะมองความเคลื่อนไหวของวัยรุ่นแบบนี้ด้วยความชื่นชม  ผลักดัน เปิดโอกาส และส่งเสริม
ถ้าสังคมไทยเป็นแบบนั้น คนอย่างเนติวิทย์จะสามารถรักษาความเป็นเนติวิทย์ต่อได้ในอีก 40 ปี ไม่ต้องกลายร่างแบบคนเดือนตุลาหลายคน

สังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดกว้างทางความคิดมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก  จะเห็นได้ว่าจนบัดนี้ ก็ไม่เห็นมีใครทำอะไรน้องเน   เขาก็ยังอยู่ดี เรียนได้ตามปกติ     แต่ถ้าห้ามเสียงบ่นเสียงคัดค้านของคนไม่เห็นด้วยกับเขา    ก็ต้องถือว่านั่นแหละปิดกั้นความคิด   
น้องเนแสดงความเห็นคัดค้านประเพณีและค่านิยมบางอย่างในสังคมได้    คนอื่นก็มีสิทธิ์คัดค้านเขาได้เหมือนกัน    แต่ทั้งสองฝ่ายก็ทำโดยเสมอภาคกันคือค้านกันไปค้านกันมา   แต่ไม่มีใครไปละเมิดสิทธิ์ทางกายหรือจำกัดอิสรภาพของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หากว่าจะให้คนที่มีความคิดค้านสังคม ค้านได้สุดเหวี่ยง ถือว่าเป็นเรื่องน่าชื่นชม ผลักดันและส่งเสริม  แต่ห้ามคนคัดค้านคนคัดค้านสังคม  ไม่งั้นถือว่าไม่เปิดกว้าง   มันก็กลายเป็นเปิดกว้างด้านเดียวน่ะซีคะ

แค่เริ่มต้นตาชั่งก็เอียงกะเท่เร่แล้ว   มันจะนำไปสู่สังคมแบบไหนกันล่ะ
บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 436

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 14 พ.ค. 17, 12:49

อ้างถึง
แต่ในสังคมที่เปิดกว้างทางความคิดกว่า จะมองความเคลื่อนไหวของวัยรุ่นแบบนี้ด้วยความชื่นชม  ผลักดัน เปิดโอกาส และส่งเสริม
ถ้าสังคมไทยเป็นแบบนั้น คนอย่างเนติวิทย์จะสามารถรักษาความเป็นเนติวิทย์ต่อได้ในอีก 40 ปี ไม่ต้องกลายร่างแบบคนเดือนตุลาหลายคน

สังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดกว้างทางความคิดมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก  จะเห็นได้ว่าจนบัดนี้ ก็ไม่เห็นมีใครทำอะไรน้องเน   เขาก็ยังอยู่ดี เรียนได้ตามปกติ     แต่ถ้าห้ามเสียงบ่นเสียงคัดค้านของคนไม่เห็นด้วยกับเขา    ก็ต้องถือว่านั่นแหละปิดกั้นความคิด   
น้องเนแสดงความเห็นคัดค้านประเพณีและค่านิยมบางอย่างในสังคมได้    คนอื่นก็มีสิทธิ์คัดค้านเขาได้เหมือนกัน    แต่ทั้งสองฝ่ายก็ทำโดยเสมอภาคกันคือค้านกันไปค้านกันมา   แต่ไม่มีใครไปละเมิดสิทธิ์ทางกายหรือจำกัดอิสรภาพของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หากว่าจะให้คนที่มีความคิดค้านสังคม ค้านได้สุดเหวี่ยง ถือว่าเป็นเรื่องน่าชื่นชม ผลักดันและส่งเสริม  แต่ห้ามคนคัดค้านคนคัดค้านสังคม  ไม่งั้นถือว่าไม่เปิดกว้าง   มันก็กลายเป็นเปิดกว้างด้านเดียวน่ะซีคะ

แค่เริ่มต้นตาชั่งก็เอียงกะเท่เร่แล้ว   มันจะนำไปสู่สังคมแบบไหนกันล่ะ

กดไลค์เลยครับ

ในกรณีน้องเนฯ เนี่ยถือว่ายังอยู่ในภาวะปกตินะครับ แม้จะมีข่าววัยรุ่น 2 คนขี่มอเตอรไซค์ไปถามหา และข่มขู่ถึงในคณะ แต่ก็ยังไม่มีอะไรร้ายแรง ตำรวจก็รู้ตัวสองคนนั่นและเรียกมาสอบสวนแล้วแล้ว
(ผมอ่านข่าวแล้วก็ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าผมอยากจะไปข่มขู่ทำร้าย ผมคงไปเงียบๆ เจอตัวแล้วก็จัดการซักอย่าง ถ้าไปไม่เจอคงไม่ไปถาม รปภ เข้าไปตามหาโหวกเหวกในโรงอาหาร ให้เอิกเกริก
แล้วให้มีกล้องจับภาพหน้าตา จับทะเบียนรถ หรอกครับ 5555 อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ ผมแค่แปลกใจ)

เทียบกับกรณีที่เกิดขึ้นที่ภูเก็ตบ้านผมเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว เชื่อว่าหลายท่านน่าจะได้อ่านข่าว ตอนนั้นมีวัยรุ่นคนหนึ่งเขียนอะไรที่ไม่สมควรกาละเทศะลงในเฟสบุ๊ค ก็เกิดการไล่ล่าตัวกันวุ่นวาย
ร้านน้ำเต้าหู้ของพ่อแม่แทบจะปิดกิจการกันเลยทีเดียว ฝ่ายเสรีนิยมบางท่านอาจจะบอกว่าฝูงชนชั่วร้ายไร้สติ ไอ้ไร้สตินั่นพอว่าแต่ถ้าบอกว่าชั่วร้ายนี่ผมว่าก็ไม่ใช่แนวคิดแบบเสรีนิยม
เพราะการไปละเมิดความศรัทธา ความเชื่อ ของมนุษย์ผู้อื่นก็ไม่ใช่ความคิดแบบเสรีนิยมเช่นกัน เป็นความคิดที่บอกว่าตัวเองเท่านั้นที่ถูกคนอื่นผิด

บางทีความรุนแรงที่เกิดขึ้นในกรณีแบบนี้ สังคมมักจะประนามผู้กระทำความรุนแรงฝ่ายเดียว แต่ละเลยที่จะคิดว่าผู้ที่ยั่วยุก็มีส่วนผิดอย่างมากเช่นกัน (คำว่ายั่วยุอาจจะมาในรูปการแสดงความเห็น โดยผู้นั้นอาจจะเจตนาหรือไม่ก็ได้)
เพราะอันธรรมชาติของมนุษย์นั้นคุณไปเหมารวมว่าเหมือนกันหมดไม่ได้  บางคนถูกยั่วยุแล้วอดกลั้นได้ บางคนจุดเดือดต่ำ
เมื่อใดที่โทสะเข้าครอบงำ ก็สุดที่จะควบคุม ยิ่งเป็นโทสะของหมู่ชน
การกระทำอันใดที่ละเมิดต่อความเชื่อ ความศรัทธาของผู้คน ก็มักจะนำไปสู่ความวุ่นวาย
Angry Young Men ทั้งหลาย ควรตระหนักไว้ก่อนการเกรียนทำใดๆ เอ้ย การกระทำใดๆ  55555
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10785



ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 14 พ.ค. 17, 16:41

พวก Angry Young Men   พวกนี้ก็เลยสร้างแนวคิดที่จะลบล้างประเพณี และความเชื่อต่างๆที่มีมาก่อน  แม้ว่าความเชื่อเหล่านั้นไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อนก็ตาม

ที่สำคัญคือกระแสหนุนหลังจากต่างประเทศแรงมาก    มาในหลายรูปแบบด้วยกัน ทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตราประกาศเปลี่ยนธรรมเนียมใหม่และพระราชบัญญัติ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ พระชนมายุ ๒๐ พรรษา พระองค์ทรงมีแนวคิดว่า

"ธรรมเนียมที่หมอบคลานกราบไหว้ในประเทศสยามนี้ เหนว่าเปนการกดขี่แก่กันแขงแรงนัก ผู้น้อยที่ต้องหมอบคลานนั้นได้ความเหน็จเหนื่อยลำบาก เพราะจะให้ยศแก่ท่านผู้ใหญ่ ก็การทำยศที่ให้คนหมอบคลานกราบไหว้นี้ ไม่ทรงเหนว่ามีประโยชน์แก่บ้านเมืองแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย"

จึงมีพระราชดำริลบล้างประเพณีเก่า

"จึ่งจะต้องละพระราชประเพณีเดิม ที่ถือว่าหมอบคลานเปนการเคารพอย่างยิ่งในประเทศสยามนี้เสีย ด้วยทรงพระมหากรุณาที่จะให้ท่านทั้งหลายได้ความศุข ไม่ต้องทนยากลำบากหมอบคลานเหมือนอย่างแต่ก่อน แลธรรมเนียมที่หมอบคลานนั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบถเปนยืนเปนเดิน ธรรมเนียมที่ถวายบังคมแลกกราบไหว้นั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบถเปนก้มสีสะ ธรรมเนียมที่ยืนที่เดินแลก้มสีสะนี้ใช้ได้เหมือนกับธรรมเนียมที่หมอบคลานถวายบังคมแลกราบไหว้"

พระราชดำริและประกาศดังกล่าว น่าจะเป็นที่นิยมจากต่างประเทศโดยเฉพาะทางตะวันตกซึ่งเมียงมองสยามอย่างใกล้ชิด

๑๔๓ ปีต่อมา พ.ศ. ๒๕๕๙ เด็กหนุ่มนาม "เนติวิทย์" วัย ๒๐ ปี นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ชั้นปีที่ ๑ เดินออกจากพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณหน้าพระบรมรูป ๒ รัชกาล แล้วถวายความเคารพโดยการก้มศีรษะคำนับแทนการหมอบกราบโดยให้เหตุผลว่า

"ทั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ทรงประกาศยกเลิกธรรมเนียมเก่าดังกล่าวแล้ว เหตุไฉนจึงมาทำสิ่งที่พระองค์ทรงยกเลิกต่อหน้าพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์ผู้ไม่ต้องการสิ่งดังกล่าว ธรรมเนียมเป็นเรื่องไม่เสียหาย หากไม่มีหลักวิชาก็เป็นแค่การทำอย่างมืดบอด โดยพิธีดังกล่าวถ้าศึกษา ก็เพิ่งกลับมาไม่นานมานี้เอง

ผมและเพื่อนเมื่อคุยกันบนหลักฐานและต้องการสนองพระราชประสงค์ให้กลับมาอีกครั้ง ผมและเพื่อนอีกคนจึงกล่าวถวายสัตย์เสร็จแล้วยืนขึ้น มาเบื้องหน้าโค้งคำนับต่อพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ทั้งสอง
"

Angry Young Men คนหลังอาจจะทำอะไรขัดใจผู้ซึ่งยังยึดถือประเพณีเก่าอยู่บ้าง แต่หากยังอยู่บนหลักการ ดำเนินรอยตามพระราชดำริด้วยความเคารพ
บันทึกการเข้า
Koratian
พาลี
****
ตอบ: 340


ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 14 พ.ค. 17, 18:32


เมื่อคุณหมอเพ็ญยังคงยืนยันกฎหมายฯ ยกเลิกธรรมเนียมฯ
เหมือนว่าเป็นการอ้างอย่างสมเหตุสมผลโดยวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว
คงต้องมีการแสดงให้เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวมีปัญหาการบังคับใช้
และมีหลักฐานมายืนยันการผ่อนปรนไม่บังคับใช้กฎหมายนี้
ตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๕ แล้ว

ไม่อย่างนั้นก็จะอ้างข้อเท็จจริงเพียงส่วนเดียว
โดยไม่สนใจหลักฐานอื่นทางประวัติศาสตร์อีก
บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 436

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 14 พ.ค. 17, 19:06

ได้อ่านที่อาจารย์เพ็ญชมพูยกมาแล้ว นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณและเป็นพระปรีชาญาณของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 อย่างมาก
ตอนแรกผมก็เข้าใจผิดไปว่าทรงยกเลิกแค่การหมอบกราบเวลาเข้าเฝ้า แต่จริงๆแล้วทรงมีเจตนาให้ยกเลิกการหมอบกราบแม้ตอนทำความเคารพเลยทีเดียว ต้องขอบพระคุณอาจารย์เพ็ญชมพูที่ให้ความกระจ่างครับ

ผมมานึกได้ว่าจริงๆแล้วเราก็ไม่ใช้การหมอบกราบในการทำความเคารพมานานแล้วล่ะในงานพิธีการต่างๆ
เช่นบัณฑิตเมื่อรับปริญญาเมื่อในหลวงเสด็จ ก็ถวายความเคารพด้วยการคำนับหรือถอนสายบัว แล้วนั่งบนเก้าอี้ในหอประชุม ไม่ต้องหมอบกราบกับพื้น
คณะรัฐมนตรี คณะผู้พิพากษา ข้าราชการ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก็ยืนทำความเคารพ ฯลฯ
แต่เราจะเห็นอยู่บ้างในข่าวเวลามีข้าราชการ ทูต ฯลฯ ถวาบบังคมลาไปทำงาน หรือศึกษาต่อ เวลาเข้าเฝ้าก็จะมีการหมอบกราบ
บางครั้งในหลวงก็ทรงเจิมและพระราชทานดอกไม้ทัดหูให้ด้วย(นัยยะของพิธีนี้วานผู้รู้ช่วยชี้แจง)
แต่ในบางโอกาสที่เคยเห็นอย่างเช่นลุงตู่ของหลายคนเนี่ย ก็ถวายการเคารพแบบหมอบกราบต่อในหลวง ร.9 ทั้งๆที่ยืนคำนับก็ได้ (ท่านอื่นๆก็ยืนคำนับ)
เชื่อว่าภาพนั้นต้องเคยผ่านตาท่านทั้งหลายมาบ้าง

ผมก็เลยได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า การหมอบกราบนั้น ไม่น่าจะใช่เรื่องผิด เมื่อในหลวง ร.5 ทรงต้องการให้ยกเลิก เราก็สืบทอดพระเจตนารมณกันมาถึงปัจจุบัน
ดังนั้นในพิธีการ พระราชพิธี ก็ถวายการคำนับ ถอนสายบัวกัน ทุกที่ทุกองค์กร แม้กระทั่งที่จุฬา
แต่การถวายความเคารพโดยการหมอบกราบก็เป็นของการสมัครใจกระทำในวาระพิเศษต่างๆ
อย่างเช่นลุงตู่ ท่านอาจจะมีความรู้สึกบางอย่างที่ยิ่งใหญ่จนอยากจะแสดงออกมาด้วยการกราบกราน ก็น่าจะเป็นเข้าใจได้

ปัจจุบันนี้คนไทยก็หมอบกราบ คุกเข่ากราบไหว้ ต่อพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพ
เวลาไปงานศพ ก็แสดงความเคารพและอาลัยรักด้วยการคุกเข่ากราบไหว้
หรือวันแม่วันพ่อ ก็คุกเข่า พับเพียบ กราบเท้า  กับครูบาอาจารย์ก็ทำเช่นเดียวกัน
จะเห็นว่าการแสดงอาการเช่นนี้เป็นเรื่องปกติของคนไทย เป็นเรื่องของภาษาทางกาย แสดงถึงอารมณ์อันสะเทือนใจใหญ่หลวง

การถวายบังคมต่อพระบรมรูปทรงม้า หรือพระบรมรูปสองรัชกาล ก็เป็นไปในแนวเดียวกันกับการกราบไหว้พระพุทธรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
แต่อาจจะมีพิเศษตรงที่ท่วงท่าการถวายบังคม ซึ่งคนคิดคนแรกก็คงต้องการให้แสดงออกถึงอารมณ์ของความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ

ดังนั้นการที่อ้างพระราชประสงค์ของในหลวง ร.5 ในการยกเลิกการหมอบกราบ ก็น่าจะเป็นการอ้างแบบผสมปนเป เพราะการหมอบกราบพระบรมรูปฯ
ก็คือการกราบรูปเคารพเช่นเดี๋ยวกับที่เราๆท่านๆกระทำอยู่ทุกวันนี้กับพระพุทธรูป ฯลฯ

สรุปแบบสั้นๆ
เนติวิทย์อ้างว่า ในหลวง ร.5 ยกเลิกหมอบกราบ แต่ที่ยกเลิกคือการหมอบกราบต่อพระองค์และพระราชวงศ์ (บุคคล)
การถวายบังคม พระบรมรูป เป็นการแสดงความเคารพต่อรูปบูชา เฉกเช่นเดียวกับพระพุทธรูป หรือรูปเคารพใดๆ การหมอบกราบเป็นเรื่องธรรมดา
ดังนั้นในความเห็นผม ผมว่าเขาอ้างผิดเรื่องนะครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30829

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 14 พ.ค. 17, 19:35

อ้างถึง
แต่ในบางโอกาสที่เคยเห็นอย่างเช่นลุงตู่ของหลายคนเนี่ย ก็ถวายการเคารพแบบหมอบกราบต่อในหลวง ร.9 ทั้งๆที่ยืนคำนับก็ได้ (ท่านอื่นๆก็ยืนคำนับ)


บันทึกการเข้า
Naris
พาลี
****
ตอบ: 328


ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 15 พ.ค. 17, 11:11

ในฐานะ นิติศาสตร์จุฬา 35 ครับ
ผมมองง่ายๆว่า การแสดงความเห็น ไม่มีผิด ไม่มีถูก ใครอยากแสดงความเห็นอะไรก็แสดงได้ ตามหลักเสรีภาพ
แต่ ทุกครั้งที่ใครแสดงความเห็นอะไรไป จะมีเรื่องของผลกระทบ และความรับผิดชอบ ตามมา
ดังนั้น คนที่กล้าแสดงความเห็น ก็ต้องมีความรับผิดชอบในคำพูดของตน และกล้ารับผลกระทบที่จะตามมาด้วย

เมื่อนายเนติวิทย์ กล้าที่จะพูดว่า ให้เปลี่ยนแปลงวิธีการทำความแคารพ และโดยวิธีการทำความเคารพที่เสนอมานั้น สามารถมองได้ว่า ลดระดับลง ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นก็คือ ผู้ที่มีความเคารพในระดับที่สูงกว่าวิธีการที่นายเนติวิทย์เสนอ ย่อมเกิดความไม่พอใจ ซึ่งนายเนติวิทย์ ต้องรับผิดชอบในผลกระทบนี้ หากต่อไปจะมีผู้แสดงความไม่ชื่นชอบ ไม่รับ เกลียดชัง กีดกัน ไม่ร่วมสังฆกรรม ไม่รับเขาเข้าทำงานเมื่อเรียนจบ หรืออะไรก็ตาม อันเนื่องมาจากคำพูดของเขา เขาก็ต้องรับได้

จะมาทำเป็นงอแง ตอนพูด พูดในนามส่วนตัว แต่พอมีคนโกรธก็รีบยกเอาองค์กรบ้าง ยกเอาสถานะบ้าง มาเป็นเกราะขึ้นป้องกันตนเอง ผมมองว่า ไม่เจ๋งครับ

  

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 21
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.045 วินาที กับ 19 คำสั่ง