เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10 11 ... 21
  พิมพ์  
อ่าน: 13837 ความคิดแหวกแนวของเนติวิทย์
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30780

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 120  เมื่อ 05 ส.ค. 17, 21:29

แถมให้อีกอัน...อะ
อย่าเพิ่งยึดราโชมอนเป็นคำตอบสุดท้ายนะคะ  พิจารณาตามข้างล่างนี้ก่อน


บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 436

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 121  เมื่อ 06 ส.ค. 17, 01:33

กาลิเลโอ กาลิเลอี เป็นบิดาแห่งวิชาฟิสิกส์และบิดาแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
เขาเป็นคนแรกที่ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการหาความจริงทางธรรมชาติ สรุปสั้นๆสี่ข้อว่า สังเกต ตั้งทฤษฎี ทดลอง สรุปวิเคราะห์ผล
(ผมเองก็เคยไปคุกเข่าทำความเคารพหลุมศพเขาในโบสถ์เมืองฟิเรนเซ่มาแล้ว ไม่รู้สึกด้อยค่าความเป็นมนุษย์อะไรเลย 5555)
เพราะวิธีการของกาลิเลโอนั้น นำความเจริญมาสู่มนุษยชาติอย่างใหญ่หลวง

แล้วใยคนรุ่นหลังถึงชอบพูดว่าความจริงมีหลายด้าน จากคำบอกเล่าที่ใครจะพูดอย่างไรก็ได้หากสมประโยชน์ของตนเอง
แน่นอนว่าจากเหตุการณ์หนึ่งๆความจริงอาจจะถูกตีความได้หลายแบบ แต่ความจริงมีหนึ่งเดียวและร่วมกันสำหรับทุกคน
น่าเสียดายที่ คนชอบหลงไปคิดว่าการตีความนั้นคือความจริง
บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 436

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 122  เมื่อ 06 ส.ค. 17, 02:12

ก้อปมาจากเฟสบุ้คใครก็ไม่รู้ครับ

Chuan Nathaworn Limpanangkool added 5 new photos.

BRIEF : สภานิสิตฯ ไม่ใช่ผู้จัดงานถวายสัตย์ สภานิสิตฯ เป็นเพียงผู้มาร่วมงานและไม่ยอมอยู่ในพื้นที่ที่กำหนด แล้วสมาชิกสภานิสิตฯ จำนวน 7 คนสร้างสถานการณ์วุ่นวายขึ้นมา
__________

อ้างหลักสิทธิมนุษยชนแต่การไปป่วนงานเขามันก็ขัดหลักสิทธิมนุษยชนที่ผู้จัดงานพึงได้รับอยู่แล้วครับ

ผู้จัดงานจะป้องปรามความวุ่นวายก็เป็นสิทธิของผู้จัดงาน

ผลที่เกิดจริงก็ไม่มีใครบาดเจ็บแม้แต่น้อย
__________

ถ้ามันเกิดเคสว่า เด็กยืนอยู่ในที่ที่เขาจัดไว้สำหรับผู้นำนิสิตที่มาเข้าร่วมงาน แล้วอาจารย์ไปล็อกคอ ไปทำร้ายเด็กที่จุดนั้น แบบนี้มันผิดหลักสิทธิมนุษยชน

คุณดูเคสที่เกิดสิครับ เด็กเดินบุกเข้ามา 'ในสนาม' คุณอ้างเรื่องพื้นที่สาธารณะไม่ได้ครับ เพราะพื้นที่ 'ในสนาม' ที่จัดงานเป็น #หน้าที่ ของฝ่ายนิสิตสัมพันธ์ อบจ. และอาจารย์ (FYI สำหรับคนนอก งานนี้ผู้จัดโดยฝ่ายนิสิตสัมพันธ์ครับ ส่วนสภาฯ เป็นแขกรับเชิญให้มาร่วมงานเป็นประจำทุกปี)

เมื่อเด็กเดินบุกเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ต้องพาตัวออก ถ้าเชิญด้วยคำพูดแล้วไม่ออกก็ต้องพาตัวออกไป

สำหรับคนที่นึกไม่ออก เอาเป็นว่า จุฬาฯจัดฟุตบอลประเพณี แล้วมีคนที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่จัดงานเดินลงไปในสนามบอลระหว่างที่เขาแข่งบอล

คุณคิดว่าเจ้าหน้าที่จะทำอย่างไรครับ
__________

UPDATE 5.8.60 13 24 น. : กลุ่มผู้สนับสนุนคุณเนติวิทย์ Netiwit Chotiphatphaisal และพรรคพวก กำลังพูดออกมาในแนวทางว่า

1.การป่วนของคุณเนติวิทย์และพรรคพวกมีความชอบธรรม

2.คณะผู้จัดงานไม่ดูแลสถานการณ์ถึงเกิดความวุ่นวาย

3.คณะผู้จัดงานไม่เตรียมหน่วยรักษาความปลอดภัยเอง

ผมก็ไม่รู้จะคุยยังไงกับพวกเขาต่อดีครับ

___________

CHULA : อยากฟังคำตอบจากคำถาม 3 ข้อจากคุณศุภลักษณ์ รองประธานสภานิสิตฯ คนที่ 1 Suphalak Bumroongkit บุคคลที่อยู่ในภาพเมื่อวานนี้ และคุณเนติวิทย์ Netiwit Chotiphatphaisal

เวลานี้ผมยังเห็นใจคุณศุภลักษณ์ครับที่ถูกล็อกคอ แต่ผมอยากให้คุณตอบคำถามให้สังคมรับรู้ว่า

#ข้อ1 ถามคุณศุภลักษณ์
เพราะอะไร ทำไมคุณถึงไม่ใส่ชุดพิธีการมาร่วมงาน [รูป 1]

ปกติแล้วงานนี้จะเชิญผู้นำนิสิต (อบจ., สภานิสิตฯ, และนายกสโมสรคณะฯ) มาร่วมยินดีกับนิสิตใหม่ สำหรับผู้นำนิสิตชายจะต้องแต่งชุดพิธีการ (ราชปะแตน)

แต่จากภาพเมื่อวานนี้ คุณศุภลักษณ์ในฐานะรองประธานสภานิสิตฯ กลับใส่เสื้อเชิ้ตนิสิต ผูกเนคไท ซึ่งไม่เป็นไปตามกติกา - มารยาทที่ผู้นำนิสิตพึงปฏิบัติ แม้แต่คุณเนติวิทย์ ประธานสภาฯ ก็ยังใส่ชุดพิธีการ [รูป 2]

#ข้อ2 ถามคุณเนติวิทย์ และสมาชิกสภานิสิตฯ ที่เกี่ยวข้อง
ทำไมถึงเข้าไปแทรกแซงอย่างไม่มีมารยาทกับการจัดงานของ อบจ.

พฤติกรรมที่เกิดคือกลุ่มสมาชิกสภาฯ ประมาณ 7 คนเดินเข้าไปโค้งคำนับพระบรมรูประหว่างที่พิธียังไม่จบ [รูป 3 - 4]

พฤติกรรมแบบนี้เรียกว่าไม่มีมารยาท ไม่ได้เกี่ยวกับการเรียกร้องของพวกคุณเลย หากพิธีจบแล้วคุณจะไปยืนโค้งคำนับก็ไม่มีใครว่า ไม่มีใครสนใจซึ่งพวกคุณก็ตีข่าวให้ดังไม่ได้

#ข้อ3 ถามคุณเนติวิทย์
คุณนัดแนะและจัดฉากกับผู้สื่อข่าว Voice TV ไว้ล่วงหน้าหรือไม่

ผู้ร่วมงานจำนวนหนึ่งพูดถึงเรื่องนี้เป็นวงกว้าง ผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวก็เป็นผู้สื่อข่าวเพียงคนเดียวที่ทำข่าวเกี่ยวกับคุณเนติวิทย์มาโดยตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนเสมือนว่าเป็นผู้สื่อข่าวส่วนตัวของคุณเนติวิทย์ (ประเด็นนี้ต้องขยายความในอีกกระทู้หลังจากนี้)

ผู้จัดงานกล่าวว่าจุดที่ผู้สื่อข่าว Voice TV ไปตั้งกล้องนั้นเป็นจุดที่ไม่ได้ให้บุคคลภายนอกยืน

คุณเนติวิทย์กับผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวอาจวางแผนล่วงหน้ากันมาก่อนได้ เนื่องจากพบรูปที่ผู้สื่อข่าวเข้าไปเริ่มทำข่าวล่วงหน้าหลายชั่วโมง เช่น ข่าวคุณเนติวิทย์ใส่ชุดพิธีการ (ซึ่งไม่ได้จำเป็นต้องเป็นข่าวเลย) เริ่มทำข่าวตั้งแต่ในห้องสภานิสิตฯ [รูป 2] และทำข่าวต่อเนื่อง [รูป 5]

คุณเนติวิทย์กับผู้สื่อข่าว Voice TV อยู่ด้วยกันหลายชั่วโมงก็ผิดปกติแล้ว

หากมีการวางแผนจริง ก็น่าคิดว่าใครเป็นผู้เริ่มวางแผนหรือพวกเขาร่วมมือกันวางแผนเพื่อสร้างข่าวขึ้นมาเมื่อวานนี้

คำถามทั้ง 3 ข้อจึงเป็นคำถามสำคัญเพราะเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงกระบวนการทำงานพิธีถวายสัตย์ที่สภานิสิตฯ ไม่ใช่ผู้จัดงาน สภานิสิตฯ เป็นเพียงผู้มาร่วมงานและไม่ยอมอยู่ในพื้นที่ที่กำหนด แล้วสร้างสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาจนนำไปสู่เหตุการณ์ในรูป 1

4.8.60
8.14 น.
__________

ปัจฉิมลิขิต : เผื่ออยากรู้ว่าคนเขียนมีความเป็นมาอย่างไร สมัยเรียนผมเคยเป็นสมาชิกสภานิสิตและเจริญก้าวหน้าในการงานตามลำดับ จะบอกว่าเคยเป็นกลุ่มผู้นำสภานิสิตก็ได้ สมัยเรียนก็มีเรื่องที่เห็นตรงบ้างเห็นต่างกันบ้างกับองค์การบริหาร (อบจ.) กับสมาชิกสภานิสิตฯ ด้วยกันเอง ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องอดีตครับ

ปัจฉิมลิขิต 2 : ขอความกรุณาอย่า add friend (เพิ่มเพื่อน) มาครับ เรื่องบางเรื่องที่ผมคิดผมเขียนบางเรื่องทั้งเดิมและในอนาคตอาจไม่ตรงกับความคิดของคุณ จะได้ไม่ต้องดีใจ เสียใจ หรือหงุดหงิดใจในภายหลัง ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10771



ความคิดเห็นที่ 123  เมื่อ 06 ส.ค. 17, 06:52

ก้อปมาจากเฟสบุ้คใครก็ไม่รู้ครับ

Chuan Nathaworn Limpanangkool added 5 new photos.

เฟซของคุณชวนนั่นแล

https://www.facebook.com/chuanecon/posts/1777252102292922

แน่นอนว่าจากเหตุการณ์หนึ่งๆความจริงอาจจะถูกตีความได้หลายแบบ แต่ความจริงมีหนึ่งเดียวและร่วมกันสำหรับทุกคน
น่าเสียดายที่ คนชอบหลงไปคิดว่าการตีความนั้นคือความจริง

เห็นด้วยกับคุณปากกานินิว่า อย่าไปหลงว่าการตีความใด ๆ นั้น คือ "ความจริง"   ยิงฟันยิ้ม

สิ่งที่เราเห็นหลายอย่างไม่ใช่ความจริง   ขณะที่มีความจริงอีกหลายอย่างที่เราไม่เห็น
สิ่งที่เราเชื่อหลายอย่างก็ไม่ใช่ความจริง ขณะที่มีความจริงอีกหลายอย่างที่เราไม่เชื่อ


พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30780

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 124  เมื่อ 06 ส.ค. 17, 17:25

ข้อเท็จจริง มันมีในทุกกรณีละค่ะ
บันทึกการเข้า
heha
ชมพูพาน
***
ตอบ: 180


ความคิดเห็นที่ 125  เมื่อ 07 ส.ค. 17, 01:46

ถามเพื่อนต่างชาติว่ามองคนไทยอย่างไร
เพื่อนตอบว่าคนไทยสุภาพ อ่อนน้อม
ขณะนั้นเราดูตระกร้อกัน โค้ชกมลสอนนักกีฬาเสร็จตอนขอเวลานอก
นักกีฬาชายก็ยกมือไหว้


ลูกตระกร้อเด้งไปโดนของสงวนจนมือเสริฟนอนรับการปฐมพยาบาล
โค้ชเข้าไปนวดเฟ้นจนทุเลา เด็กไหว้ขอบคุณโค้ช
คนต่างชาติเห็นและชมเชยว่าคนไทยมืออ่อน

ธรรมเนียมแบบนี้มันมีมานานแล้ว พัฒนาจากพื้นฐานการหมอบกราบ
เนเน่โผล่มาจากไหน จะให้ยกเลิก ถามคนอื่นดูบ้างไหม
การร้องเพลงชาติร่วมกันเป็นกุศโลบายเพื่อ unity
แต่เขาก็บอกว่าคลื่นไส้

จุฬาทำดีที่สุดแล้วครับ ไม่บังคับจิตใจ เอาที่สบายใจแล้วกัน
ไม่ต้องสนใจ ให้ฝ่อไปเอง
บันทึกการเข้า
Anna
องคต
*****
ตอบ: 500


ความคิดเห็นที่ 126  เมื่อ 07 ส.ค. 17, 12:49


เมื่อเร็วๆนี้ดิฉันเข้าไปทำธุระในจุฬา เห็นว่าความสกปรกมักง่ายมีให้พบเห็นอยู่ทั่วไปในบริเวณมหาวิิยาลัย ประตูโรงอาหารก็มีป้ายติดว่าเปิดแล้วปิดด้วย แทบจะทุกโรงอาหาร พบป้ายแบบนี้ที่ไหนก็คือการประจานความไม่มีระเบียบ ไร้จิตสำนึกของคนในสถานที่นั้นๆ ดิฉันพูดนี่ก็ในฐานะศิษย์เก่าจุฬาคนหนึ่งที่รักและหวังดีต่อสถาบัน ถ้าเนติวิทย์คิดเช่นเดียวกัน ลองรณรงค์เรื่องง่ายๆพื้นๆ อย่างเรื่องช่วยกันรักษาความสะอาดในสถาบัน สร้างจิตสำนึกในการใช้และดูแลสถานที่ จะได้เอาป้ายประเภท "เปิดประตูแล้วปิดด้วย" "ดับไฟทุกครั้งที่ออกจากห้องน้ำ" ที่ประจานพฤติกรรมมักง่ายของผู้คนออกสักที
แต่ทำเรื่องแบบนี้...อาจจะไม่ดัง
บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 436

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 127  เมื่อ 07 ส.ค. 17, 19:57

เอาความเห็นทางเฟสบุ๊คที่น่าสนใจมาฝากอีกแล้วครับ
ไม่ทราบเหมือนกันว่าเจ้าของความเห็นเป็นใคร  พบว่าความเห็นเขาตรงกับที่ผมเคยนำเสนอในกระทู้นี้เมื่อตอนต้นๆที่เราอภิปรายกัน
อันนี้ไม่เกี่ยวโดยตรงกับเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น แต่เกี่ยวข้องถึงรากแก่นของความเห็นที่ขัดแย้งกัน
สรุปคือ ในหลวง ร.5 ทรงสั่งยกเลิกหมอบกราบพระองค์และพระบรมราชวงศ์
เนติวิทย์อ้างเอามาเพื่อต่อต้านการหมอบกราบพระบรมรูป
แต่จริงๆแล้วการหมอบกราบพระบรมรูปคือการกราบรูปเคารพเฉกเช่นที่คนทั่วโลกกระทำต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รูปเคารพทางศาสนา ฯลฯ


****************************************************************************************

ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat added 2 new photos.
Like Page
July 19, 2016 ·
กรณีคุณเนติวิทย์กับการถวายบังคมที่จุฬาฯ
.
มีหลายท่านติดต่อมาขอให้แสดงความเห็นเรื่องการกระทำของคุณเนติวิทย์กับการถวายบังคมที่จุฬาฯ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นความขัดแย้งขยายลุกลามไปใหญ่โต เริ่มจากเรื่องของนักศึกษาคนหนึ่งกลายเป็นเรื่อง อ.สุลักษณ์ กับหม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ไปจนถึงขั้วข้างทางสังคมไปแล้ว
ตอนนี้ก็ยังไม่จบ แต่ดูจะขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ
ผู้เขียนเองก็พยายามฟังทุกคนทุกฝ่ายนะ และก่อนให้ความเห็นก็พยายามศึกษาว่าใครว่ายังไงจริงๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ จะได้ไม่เข้าใจใครผิด
ก็ขอพูดจากใจจริง ไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น
เคยบอกไปแล้วว่า ตัวเองมีจุดยืนไม่กราบเจ้า ไม่กราบคน ไม่ยอมให้ใครบังคับ และถ้าบังคับก็จะไม่เข้าร่วมงาน
แต่ก็ขอให้ความเห็นว่า ทุกวันนี้เรื่องการถวายบังคมพระบรมรูป ได้กลายเป็นเหมือนเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมเสียมาก อย่าด่วนเอาไปสรุปเป็นเรื่องสถาบันฯ เสียหมด
เจ้าทุกวันนี้ท่านไม่ได้เรียกร้องให้ต้องพนมมือคลานเข่าคุกเข่าเข้าหาพระองค์ท่าน รวมทั้งเวลาท่านมีปฏิสันถารด้วย ก็ไม่ได้ต้องหมอบกราบคุกเข่าและก้มหน้าห้ามมองพระพักตร์ รวมทั้งห้ามพูดก่อนโดยท่านไม่ได้ถาม
สถาบันฯ เองได้วิวัฒน์พัฒนาไปมากแล้วนะครับ
(ตัวเองเคยถวายของให้สมเด็จพระเทพฯ ท่านหลายครั้ง ก็ยืนตรง โค้งคำนับ แล้วก็ส่งให้ท่านก็รับไว้ มองหน้า ส่วนเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์นั้น ใครไปกราบ เห็นท่านทรงสะดุ้งรีบก้าวหนีเลย)
ที่เห็นยังก้มกราบทำกันชัดๆ จริงๆ ก็คือ คนไทยที่อายุน้อย รวมทั้งคนที่ได้รับทุนการศึกษาจากในหลวงนี่แหละ ที่ยังคลานเข่าเข้าไปกราบพระบาทในหลวงท่าน
อันนี้พูดยากนะ คนเขารู้สึกว่าเหมือนตัวเองกราบพ่อ แล้วพ่อก็แสนจะใจดีมีเมตตามีพระคุณ แล้วรู้สึกว่าพ่อก็มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ ชาติวุฒิ และจริยวุฒิสูงส่ง คนเขาก็เลยอยากกราบ และกราบสนิทใจ
ผู้เขียนมองว่า คนกราบพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ทุกวันนี้ ไม่ได้คิดในเชิงกราบสถาบันฯ ที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นหลัก หรืออย่างเดียว
แต่คิดในเชิงว่าเป็นปูชนียบุคคลในตำนานของชาติ และยังมีนัยลักษณะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเชิงศาสนาอีกด้วย (ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดลัทธิบูชาเสด็จพ่อ ร.5 ขึ้นมากันทั่ว และคงจะอยู่ตลอดไป) และคนไทยก็ไม่ได้บูชาแบบนี้กับอดีตในหลวงทุกพระองค์หรอก เป็นแบบนี้เฉพาะกับ ร.5 อยู่ผู้เดียวเลย
สรุปก็คือ การถวายบังคมพระบรมรูปรัชกาลที่5 ของจุฬาฯ ในปัจจุบันเป็นนัยของการเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เชิงศาสนา มากกว่าที่เป็นเชิงการเคารพสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งยังผสมไปด้วยกับการบูชาในเชิงรำลึกถึงพระคุณของผู้ก่อตั้งสถาบันการศึกษา มากกว่าจะเป็นเชิงการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อีกเช่นกัน
เมื่อแนวคิดเป็นแบบนี้ มันก็จะส่งผลต่อการแสดงของท่าทางทางกายไปด้วย การแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เชิงศาสนาของคนเรามักจะทำให้ดูสูงส่งกว่าการแสดงความเคารพต่อมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่อยู่แล้วในทุกวัฒนธรรม
หากเข้าใจกันแบบนี้ วิธีคิดวิธีปฏิบัติหรือแม้แต่การที่ไม่เห็นด้วยก็อาจจะเปลี่ยนไป (ก็หวังว่านะ)
คือ ทั้งใครและคุณเนติวิทย์เอง ก็ควรมองว่า นี่มันคือพิธีกรรมเชิงศาสนา
พอมองอย่างนี้แล้วทีนี้ก็ต้องมาถามตัวเองว่า ปกติเราปฏิบัติตนต่อเรื่องศาสนาของเราเองและศาสนาของคนอื่นอย่างไรล่ะ?
คือถ้าปกติเรากราบ เราก็คงกราบต่อไป แต่ถ้าเดี๋ยวนี้เราไม่อยากกราบแล้ว เราก็ไม่เข้าไปกราบ แต่เราก็ปล่อยให้คนอื่นเขากราบต่อไป
และเราก็ไม่ได้บังคับคนอื่นที่ไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกับเราให้ทำเหมือนเราใช่ไหม?
แล้วถ้าพิธีกรรมทางศาสนานั้น ปกติเขากราบกันมานาน และเขาก็ยังพอใจจะกราบกันอยู่ เราซึ่งไม่กราบด้วยก็ยืนเฉยๆ ด้วยความสำรวม หรือไม่ก็ไม่ต้องเข้าร่วมเสียแต่แรก ใช่ไหม?
หรือไม่เราก็ต้องถามเจ้าของงานเขาก่อนว่า ถ้าผมไม่กราบ แต่จะแสดงความเคารพด้วยวิธีอื่น เช่นโค้งคำนับ อย่างนี้จะอนุญาตไหมครับ? หรือว่าถ้าไม่อนุญาต ผมก็จะได้ไม่ทำ แค่ยืนในแถวเฉยๆ หรือว่าจะดีกว่าถ้าจะให้ผมไม่เข้าในพิธี? ช่วยแนะนำผมหน่อยครับ ซึ่งถ้าทางเจ้าของงานพิธีเขาใจกว้างและหัวกว้างก็น่าจะยินยอม
เรื่องพวกนี้มันเป็นมารยาทที่ใครๆ เขาก็ทำกันในสังคมพหุวัฒนธรรมทั่วโลก
การจะไปบอกว่า ฉันจะไม่กราบเสียอย่าง ทั้งๆ ที่ตัวก็รู้ว่า รูปแบบพิธีเขากราบกันมานานแล้ว แล้วฉันก็ไม่ยอมปรึกษาและขออนุญาตเจ้าของงานเขาก่อนว่า ผมจะแสดงความเคารพวิธีอื่นได้ไหม แต่กลับเลือกทำตามใจตัวเองไปเลย จนงานพิธีเขาเสียความเป็นระเบียบไป
การหากใครทำแบบนี้มันก็เลี่ยงยากที่จะไม่ให้ใครเขาถือว่าทำไม่ถูก ซึ่งก็อาจตีความได้หลายอย่าง ได้แก่
...อาจเป็นเพราะเป็นคนที่ไม่รู้มารยาท หรือไม่รักษามารยาท ไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา
...สภาวะจิตไม่ปกติ บุคคลิกภาพแปรปรวน ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้
...ไม่พอใจเจ้าของงานหรือผู้ร่วมงาน จึงตั้งใจฉีกหน้าเจ้าของงาน หรืออยากให้เจ้าของงานเสียใจ
...ตั้งใจให้เป็นเป้าสายตา หรือให้เป็นข่าว เพื่อวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง
ส่วนเรื่องที่เราไม่เห็นด้วยและจะวิจารณ์ตัวพิธีกรรมว่ามันไม่ดีอะไรอย่างไรนั้นก็ทำได้แน่นอน แต่ควรทำนอกงานพิธีเขา ซึ่งก็ใช้ช่องทางได้มากมาย อย่างทุกวันนี้ก็เห็นทำในสื่อโซเชี่ยลเสมอๆ อยู่แล้ว และผู้คนเขาก็รับรู้กันทั่วไป ใครเห็นด้วยเขาก็ช่วยแชร์แพร่กระจายความคิดนั้นไป หรือจะเขียนหนังสือเผยแพร่ก็ว่ากันไป ผู้เขียนเองก็ใช้วิธีพวกนี้เช่นกัน
พูดง่ายๆว่า ไปด่าเขานอกงานพิธีเขา ดีกว่าด่าเขาในงานพิธีเขา
เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกับ การที่เราต้องให้เสรีภาพทางศาสนาแก่ผู้อื่น แม้เราจะไม่เห็นด้วยกับศาสนาของผู้อื่น ซึ่งเราเองก็ยังมีสิทธิเสรีภาพในการวิจารณ์ศาสนาของผู้อื่นได้เต็มที่ แต่เรายังต้องให้เสรีภาพและให้เกียรติต่อการปฏิบัติศาสนาของคนอื่นเขา โดยเฉพาะตราบที่คนเหล่านั้นเขาไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย หรือเป็นอันตรายต่อบุคคลและสังคม
ลองคิดดูว่า ถ้าเราจัดงานศพคุณพ่อเรา แล้วมีใครบางคนมางานแล้วขึ้นไปเอาเท้าเหยียบบนฝาโลงคุณพ่อ แล้วยังบอกว่า อันนี้เป็นวิธีการแสดงเคารพแบบของฉัน โดยไม่ได้ขออนุญาตเราก่อนเลย เราก็คงโกรธมากเหมือนกัน ฉันใดฉันนั้น (อันนี้เปรียบเทียบให้ดูแรงเพื่อให้พอเห็นภาพเท่านั้นนะ ไม่ได้แปลว่าใครเขาทำจริงแบบนี้)
ไม่ว่าเราจะเป็นคนหัวก้าวหน้ายังไง เราก็ยังต้องเป็นคนดี มีเมตตากับคนอื่นเขาด้วย
เราสามารถเป็นคนหัวก้าวหน้าและเป็นคนดีไปพร้อมๆกันได้
ทั้งหมดนี้พูดจากใจตนเอง ไม่ได้ถือสีถือฝ่ายใคร ไม่ได้ชอบไม่ได้เชียร์ใคร และไม่ได้มีอคติหรือนิยมใครทั้งสิ้น
ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10771



ความคิดเห็นที่ 128  เมื่อ 08 ส.ค. 17, 09:35

เอาความเห็นทางเฟสบุ๊คที่น่าสนใจมาฝากอีกแล้วครับ
ไม่ทราบเหมือนกันว่าเจ้าของความเห็นเป็นใคร

เฟซของคุณศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์  นั่นแล

https://www.facebook.com/dr.sinchai.chaojaroenrat/posts/1167925089919672

ที่คุณศิลปชัยขยายความเพิ่มเติมในเรื่องการแสดงความเคารพเชิงศาสนาและการเคารพต่อบุคคล ก็น่าสนใจ

"ถ้าเป็นเรื่องทางศาสนา โดยหลักการก็ต้องให้มีเสรีภาพทางศาสนา ที่ใครอยากทำความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาศรัทธาอย่างไรก็ได้ จะหมอบกราบหรือจะยืนคำนับ และคนที่เขาไม่อยากแสดงความเคารพก็ต้องมีสิทธิทำได้ด้วยเช่นกัน รัฐไม่มีสิทธิไปบังคับ สถาบันการศึกษาก็ไม่มีสิทธิบังคับเช่นกัน  นอกจากไม่มีสิทธิบังคับแล้ว ต้องห้ามมีการแอบเลือกปฏิบัติ ด้วยการริดรอนสิทธิ หรือหักคะแนน ฯลฯ ด้วย ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับปากว่าตาขยิบ

ส่วนการแสดงความเคารพต่อบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้เขียนยืนยันว่า ต้องเลิกการถือว่าการหมอบกราบ เป็น "แบบมาตรฐาน" ของการแสดงความเคารพ ต้องไม่มีการกดดันให้กราบ ใครไม่กราบก็ต้องไม่เสียสิทธิอะไรทั้งสิ้น  แต่นี่ก็ไม่ได้แปลว่าห้ามกราบ ถ้าใครอยากกราบก็กราบได้ ไม่ได้ห้าม แต่ก็จะไม่ได้สิทธิพิเศษอะไร ไม่ได้แปลว่าคนที่กราบจะมีอะไรเหนือกว่าคนที่เขาไม่กราบ "

https://www.facebook.com/dr.sinchai.chaojaroenrat/posts/1554089274636583
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30780

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 129  เมื่อ 10 ส.ค. 17, 15:46

ความคืบหน้าการดำเนินการในกรณีความไม่เรียบร้อยจากพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาฯ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยที่เกิดขึ้นในการจัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาฯของนิสิตชั้นปีที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา
ล่าสุด ทางสภาคณาจารย์ได้รับมอบหมายจากอธิการบดีให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและประมวลข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณของอาจารย์ผู้ปรากฏเป็นข่าวว่ามีการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อนิสิตในเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ทางสภาคณาจารย์มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551 ในการกำกับดูแลด้านจรรยาบรรณของคณาจารย์และดำเนินการใดๆเพื่อรักษาและผดุงเกียรติของคณาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการส่งเสริมวินัยนิสิตในฝ่ายกิจการนิสิตซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการส่งเสริมและกำกับดูแลให้นิสิตประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมและวัฒนธรรมอันดีของไทยตลอดจนสอบสวนและกำหนดบทลงโทษนิสิตที่ประพฤติปฏิบัติตนฝ่าฝืนกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศของมหาวิทยาลัย ได้มีการประชุมกันเพื่อเริ่มการสืบสวนและประมวลข้อเท็จจริงในส่วนของกลุ่มนิสิตที่มีความเกี่ยวข้องจากเหตุการณ์เดียวกันแล้ว
ทั้งนี้ คณะกรรมการทั้งสองชุดมีการดำเนินงานที่เป็นอิสระ โปร่งใส และยึดโยงกับกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ และระเบียบที่เกี่ยวข้องของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จึงแจ้งมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
http://www.chula.ac.th/th/archive/63377
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30780

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 130  เมื่อ 10 ส.ค. 17, 19:58

Netiwit Chotiphatphaisal
3 ชม. · กรุงเทพมหานคร ·
จดหมายมาแล้ว
เพื่อนๆคนอื่นโดนข้อเดียว ส่วนผมโดนสองข้อกล่าวหา นั่นคือ
1.ใช้สถานที่ราชการในการจัดประชุมโดยไม่รับอนุญาต - เกิดจากการที่ผมทำ Public Hearing รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของผู้ค้าสวนหลวงสแควร์ที่ห้องสภานิสิต
2. แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมโดยเจตนาเดินออกจากแถวขณะประกอบพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผมรู้สึกดีใจที่ผมได้รับฟังปัญหาของชาวบ้านรอบข้างของจุฬาฯ แม้ผมจะเดือดร้อนแล้วเพราะการทำสิ่งนั้น
คนเดือดร้อนในสังคมมีมาก เรามีอภิสิทธิ์ในสังคมพอสมควรในฐานะนิสิตจุฬาฯ เราต้องรับใช้สังคมมากกว่าคนอื่นๆ ปณิธานของผมคือการรับฟังให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ องค์กรนิสิตต้องรับใช้สังคม
และแสดงจุดยืนเพื่อวัฒนธรรมไทยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นตามพระบรมราชโองการ


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10771



ความคิดเห็นที่ 131  เมื่อ 11 ส.ค. 17, 09:19

ในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น เริ่มเห็นได้ชัดว่า จุฬาฯกำลังเผชิญกับความท้าทายประการสำคัญที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่มีความคุ้นเคยมาก่อน ว่าที่จริงแล้วความท้าทายเช่นนี้ ใช่ว่าจะเกิดกับจุฬาฯเท่านั้น มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ก็เผชิญไม่แตกต่างกัน เป็นแต่เพียงวันนี้ภาพของความท้าทายที่จุฬาฯอาจจะปรากฏให้เห็นชัดเจนกว่า

อย่างน้อยปรากฏการณ์เช่นนี้เห็นได้ชัดเมื่อนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล สอบเข้าเป็นนิสิตใหม่ของคณะรัฐศาสตร์ได้ ก็มีเสียงเรียกร้องอย่างมากให้ต่อต้านหรือ “เอาออกไป” จากจุฬาฯ และยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ “ล็อกคอ” นิสิต (ซึ่งรายละเอียดดังปรากฏเป็นข่าวแล้ว) ก็ยิ่งสะท้อนว่า วันนี้กลุ่มอาจารย์บางส่วนยังมองโลกด้วย “แว่นตาอนุรักษนิยม” อะไรที่ผิดไปจากวิถีและความเชื่อของพวกเขาแล้วเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และจะต้องจัดการไม่ให้เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนพวกเขาจะลืมไปว่า คนรุ่นใหม่บางส่วนเติบโตในอีกบริบทหนึ่ง และไม่ได้ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์แบบอนุรักษนิยมที่อาจารย์เหล่านี้ยึดถือ และบางทีอาจารย์บางท่านก็อาจจะลืมไปว่า เราเป็นอาจารย์ ไม่ได้เป็นรุ่นพี่ในระบบ “โซตัสเก่า” ที่มีอภิสิทธิ์ในการจัดการกับรุ่นน้องที่เห็นต่างในแบบที่ต้องการได้ ซึ่งโลกสมัยใหม่ไม่ได้อนุญาตให้ทำเช่นกรณีแบบ “โยนบก” ในยุคของจิตร ภูมิศักดิ์ อีกต่อไปแล้ว

ปรากฏการณ์ความท้าทายเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จุฬาฯ และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็เผชิญกับ “โจทย์ใหม่” ของบทบาทนิสิตนักศึกษาในยุคนั้นมาแล้ว แต่ต้องยอมรับถึงบทบาทของอาจารย์ฝ่ายกิจการนิสิต จุฬาฯ ที่พยายามพูดคุยและทำความเข้าใจพวกเราที่เป็นนักกิจกรรม จนทำให้ปัญหาหลาย ๆ อย่างสามารถแก้ไขได้ ซึ่งต้องขอยกย่องบทบาทอย่าง รศ.ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ (รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต) ในขณะนั้น จนบัดนี้เวลาของเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ผ่านไปแล้วมากกว่า ๔๐ ปี แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผม (ในฐานะผู้แทนสโมสรนิสิตฯ ที่ตึกจักรพงษ์) กับอาจารย์ก็ยังเป็นไปด้วยดีจวบจนปัจจุบัน

บางทีวันนี้ผู้บริหารมหาวิทยาลัย (อาจจะไม่ใช่เพียงแค่จุฬาฯ) อาจจะต้องทำความเข้าใจว่า นิสิตนักศึกษาอีกส่วนหนึ่งโดยเฉพาะกลุ่มที่ทำกิจกรรมกำลังเติบโตในกระแสการเมืองชุดใหม่ และไม่ใช่มีแค่ในไทยเท่านั้น หากมองออกไปนอกบ้าน คนรุ่นใหม่อย่างเนติวิทย์และเพื่อน ๆ เดินคู่ขนานกับกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างโจชัว หว่อง ในฮ่องกง หรือกระแสคนหนุ่มสาวในไต้หวันและเกาหลีใต้ พวกเขากำลังเป็นพลังในระดับภูมิภาคของการเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตย คนเหล่านี้ไม่ใช่ลูกค้าที่ยอมซื้อวาทกรรมเก่าที่ถูกเร่ขายโดยกลุ่มอนุรักษนิยมอย่างง่าย ๆ ต่อไปอีกแล้ว

คนรุ่นใหม่และกระแสการเมืองชุดใหม่เช่นนี้ เป็นสิ่งที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยอาจจะต้องทำความเข้าใจ และอาจจะต้องเลิกความเชื่อว่านิสิตนักศึกษาเป็นเด็ก คิดอะไรเองไม่ได้ และจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุม หรือมองว่านิสิตนักศึกษาคิดเรื่องเสรีภาพเองไม่ได้ ถ้าคิดได้ก็เป็น “พวกป่วน” เป็นต้น ความเชื่อเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ไม่เข้าใจต่อความเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามาเป็นนิสิตนักศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัยเท่านั้น หากแต่จะทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมองนิสิตเหล่านี้ด้วยความรู้สึกต่อต้าน และจะยิ่งสร้างบรรยากาศของ “ความเป็นศัตรู” ให้เกิดขึ้น

วันนี้ผู้บริหารจุฬาฯ ในปีที่ ๑๐๐ อาจจะต้องตระหนักว่ามหาวิทยาลัยพัฒนาไปไม่ได้โดยปราศจากการเสริมสร้างการเรียนรู้ของนิสิต และการเรียนรู้นี้เกิดขึ้นไม่ได้โดยปราศจากเสรีภาพในการคิดและสิทธิในการตั้งคำถาม เพราะแม้ในประเทศที่เผด็จการที่สุดก็ไม่ได้มีความสามารถมากเพียงพอที่จะปิดกั้นเสรีภาพทางความคิดในมหาวิทยาลัยได้ เพราะมหาวิทยาลัยกำเนิดบนรากฐานของเสรีภาพ มหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่ป้อมปราการของระบบอนุรักษนิยม พลังอนุรักษนิยมในรั้วมหาวิทยาลัยแม้จะสามารถดำรงอยู่ได้ แต่ก็เป็นความ “เปราะบาง” อย่างยิ่ง เพราะเป็นพลังที่ยึดโยงอยู่กับโลกชุดเก่าที่ไม่มีความยั่งยืนในตัวเอง…

ถึงเวลาแล้วที่มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นพื้นที่ของเสรีชน เป็นดินแดนของการแสวงหาและเรียนรู้ในการสร้างอนาคตของประเทศและประชาชน !

เหตุเกิดที่จุฬาฯ : ความท้าทายในปีที่ ๑๐๐โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ  บำรุงสุข  อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

https://www.matichon.co.th/news/621724


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10771



ความคิดเห็นที่ 132  เมื่อ 11 ส.ค. 17, 09:28

ชื่อกระจกบานนี้เนติวิทย์
ถูกหรือผิดมุมไหนใช่ปัญหา
แต่อยู่ตรงคนมองจ้องสองตา
เห็นเงาหน้าตัวนั้นเป็นฉันใด
เห็นสูงต่ำดำขาวหรือเทาแถบ
เห็นกว้างขวางคับแคบสักแค่ไหน
เห็นโลภโกรธเกลียดหลงตรงหัวใจ
เห็นเงาคนหรือไม่ในเงาเนฯ


เกษียร เตชะพีระ
๘ สิงหาคม ๒๕๖๐
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30780

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 133  เมื่อ 11 ส.ค. 17, 09:48

 รูดซิบปาก


บันทึกการเข้า
Anna
องคต
*****
ตอบ: 500


ความคิดเห็นที่ 134  เมื่อ 11 ส.ค. 17, 16:51

Netiwit Chotiphatphaisal
3 ชม. · กรุงเทพมหานคร ·
จดหมายมาแล้ว
เพื่อนๆคนอื่นโดนข้อเดียว ส่วนผมโดนสองข้อกล่าวหา นั่นคือ
1.ใช้สถานที่ราชการในการจัดประชุมโดยไม่รับอนุญาต - เกิดจากการที่ผมทำ Public Hearing รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของผู้ค้าสวนหลวงสแควร์

ทำPublic Hearing รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของนิสิตจุฬาที่มีคนเอาแต่ใจตัวเป็นใหญ่ ไม่ฟังใครอย่างคุณมาร่วมสถาบัน จัดการกับเรื่องนี้ก่อน เสร็จจากเรื่องในบ้านตัวเอง แล้วค่อยไปยุ่งกับเรื่องนอกบ้านจะดีกว่าไหม ฮืม
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10 11 ... 21
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.224 วินาที กับ 19 คำสั่ง