เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 10 11 [12] 13 14 ... 17
  พิมพ์  
อ่าน: 20422 พระพุทธเจ้าอยู่หัวในความทรงจำของผม
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10576


ความคิดเห็นที่ 165  เมื่อ 14 พ.ย. 16, 08:06

พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง แม้จะทรงเจริญพระชนมายุเกินกว่าข้าราชการสามัญชนวัยเกษียณอายุแล้ว คนก็ยังดูว่าพระองค์ยังจะทรงงานหนักได้อีกหลายสิบปี ยิ่งได้ฟังมาว่าทรงปรารภพระราชฉันทะว่าจะทรงอยู่ให้ถึง ๑๒๐ ปีด้วยแล้ว คนก็ดูเหมือนจะเบาใจว่าพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้จะเสด็จอยู่เป็นมิ่งขวัญประชาชาติอีกนาน
 
แต่ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนคือสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน ครั้นพระชนมายุเลยหกสิบพระชนษาไปไม่เท่าไร พระองค์ก็ทรงพระประชวรหนักเป็นครั้งแรกจากเชื้อไมโครพลาสม่าที่ทรงได้รับจากสะเมิง อำเภอที่อยู่บนดอยสูงแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่จากการที่ได้เสด็จไปที่นั่นบ่อยๆ หลังทรงพบว่าชาวบ้านจำนวนมากเป็นโรคคอพอก แม้ทางการสาธารณสุขจะเอาเอาเกลือเสริมไอโอดีนมาแจกประจำ แต่เจ้าหน้าที่กราบบังคมทูลว่าชาวบ้านไม่ยอมใช้ เพราะกลัวจะเป็นอันตราย
พระพุทธเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งให้นำเกลือเสริมไอโอดีนมาใหม่ แล้วเสด็จทรงแจกประชาชนด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เพราะเป็นเกลือพระราชทาน ชาวบ้านจึงยอมเชื่อว่าเกลือชนิดนี้กินแล้วจะดีจึงยอมรับ จนต่อมาไม่พบคนป่วยโรคคอพอกที่สะเมิงอีกเลย

ทรงเสด็จขึ้นๆลงๆสะเมิงอีกหลายครั้ง ทรงนำพันธ์สตรอเบอรี่หลวงไปแนะนำให้คนที่นั่นปลูก ผมไปทำงานเอาวัสดุภัณฑ์ของผมไปติดตั้งที่สะเมิงอยู่พักใหญ่ ในระยะที่เป็นหน้าสตรอเบอรีพอดี ทุกหนทุกแห่งชาวบ้านหน้าตาแจ่มใส พ่อค้ามารับซื้อผลผลิตถึงหน้าบ้านทุกวัน
แต่ก่อนที่สะเมิงจะมีวันนั้น พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่า "ฉันขึ้น-ลงสะเมิงอยู่หลายปี จนได้รับเชื้อไมโครพลาสม่า ซึ่งในที่สุดทำให้ฉันเป็นโรคหัวใจเต้นไม่ปกติ จนเกือบต้องเสียชีวิต"
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10576


ความคิดเห็นที่ 166  เมื่อ 14 พ.ย. 16, 08:16

เชื้อไมโครพลาสม่าที่ทำให้ทรงพระประชวรหนักเป็นครั้งแรกทำให้ทรงมีพระหทัยเต้นผิดปกติเรื้อรัง แม้คณะแพทย์จะพยายามเท่าใด ก็ไม่อาจถวายการรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงถวายพระโอสถประคองพระอาการมาตลอดเท่านั้น
แต่เรายังคงเห็นพระพุทธเจ้าอยู่หัวยังทรงงานอยู่ จนกระทั่งประมาณแปดปีต่อมาทรงต้องเสด็จเข้าทรงรับการรักษาอาการพระประชวรทางพระหทัย เนื่องจากขาดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ คณะแพทย์ถวายการรักษาโดยขยายหลอดเลือดเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๘ แต่ก็ทรงต้องเสด็จกลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งในเดือนกันยายน ปีเดียวกัน เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเส้นเดิมที่ได้ขยายไว้แล้วนั้นตีบ คณะแพทย์จึงถวายการรักษาโดยขยายหลอดเลือดด้วยวิธีเดิมคือ ใส่สายสวนที่มีลูกโป่งเข้าหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเพื่อขยายจุดที่ตีบนั้น

แต่ครั้งนั้นคือครั้งที่ระทึกใจที่สุด ผมมาได้ฟังหลังจากปากผู้ใกล้ชิดพระองค์ที่สุดคนหนึ่งว่า ทุกคนพากันกลั้นใจรอฟังผลจากหมอ เพราะโอกาสที่จะสำเร็จมีเพียงห้าสิบห้าสิบเท่านั้น

พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงผ่านจุดวิกฤตนั้นมา แต่ก็ไม่สามารถที่จะทรงงานหนักได้ดังเดิมอีกแล้ว การที่พระองค์ทรงต้องประทับอยู่แต่ในวัง หรือโรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ เด็กที่โตในช่วงนี้หลายคนจึงไม่ได้เห็นพระองค์ท่าน ไม่ได้เข้าใจว่าทำไมคนรุ่นพ่อรุ่นปู่จึงรักในหลวงกันขนาดนั้น คนรุ่นใหม่บางคนที่คิดว่าตนฉลาดเลิศประเสริฐศรีถึงกับกล่าวหารุนแรงว่าคนไทยเป็นทาษที่ไม่ยอมถูกปลดปล่อย
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10576


ความคิดเห็นที่ 167  เมื่อ 14 พ.ย. 16, 08:55

ในปี ๒๕๕๓ เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่ผมได้เห็นพระพุทธเจ้าอยู่หัว เมื่อวันหนึ่งได้รับการติดต่อมาจากกรมชลประทาน ให้เอาว้สดุภัณฑ์ที่บริษัทของผมผลิตไปติดตั้งในวังสวนจิตรลดา

ช่วงนั้น พระสุขภาพพลามามัยของพระองค์อยู่ในระดับดี แพทย์ยอมให้เสด็จกลับจากโรงพยาบาลศิริราชมาประทับที่พระตำหนักเปี่ยมสุขได้ ทรงทอดพระเนตรเห็นเกาะเล็กๆที่อยู่กลางสระน้ำหลังพระตำหนักกลายเป็นที่ยึดครองของนกกระทุง นกนี้ไม่มีใครเลี้ยง แต่มันได้มาอาศัยใบบุญในพระราชฐานดำรงชีพ ขยายพันธุ์ออกลูกออกหลานมาเป็นจำนวนมาก และจำเพาะจะชอบขึ้นไปวางไข่บนเกาะนั้นเสียด้วย


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10576


ความคิดเห็นที่ 168  เมื่อ 14 พ.ย. 16, 08:57

แต่การขึ้นไปบนเกาะของมันต้องใช้เล็บตะกุยขึ้นไปทำให้ตลิ่งพังเสียหาย จึงทรงมีพระราชกระแสให้กรมชลช่วยดูแลตรงนี้ให้ นายช่างกรมชลจึงออกแบบตลิ่งใหม่และจะปรับหน้าดินปลูกหญ้าให้สวยงามดังเดิม ผลิตภัณฑ์ “ผ้าห่มดิน”ของผมเป็นที่ต้องการในจุดนี้ เพื่ออนุบาลหญ้าใหม่ที่รากยังไม่เดิน ไม่ให้ถูกนกจิกกินเสียหายหมด


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10576


ความคิดเห็นที่ 169  เมื่อ 14 พ.ย. 16, 08:59

ผมไปกันแต่ช่วงสายๆ ถึงแล้วก็ทำงานกันไป


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10576


ความคิดเห็นที่ 170  เมื่อ 14 พ.ย. 16, 09:01

แล้วเวลาอันเป็นศิริมงคลแก่ทุกคนก็มาถึง ในยามบ่ายประมาณสามโมงเศษ ผมได้ยินเสียงคนงานของผู้รับเหมาของกรมชลที่ทำงานในส่วนอื่นส่งเสียงว่ามาแล้วๆ มองขึ้นไปเห็นนางพยาบาลเข็นรถพระที่นั่งออกมายังระเบียงที่เงาตึกกำบังแดดให้แล้วในยามนั้น ระยะห่างจากจุดนั้นมาที่เกาะเพียง ๑๔๐ เมตรเท่านั้น


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10576


ความคิดเห็นที่ 171  เมื่อ 14 พ.ย. 16, 09:08

ผมก็บอกให้คนของผมให้เตรียมพร้อม นั่งลงคุกเข่า พอนางพยาบาลเข็นรถพระที่นั่งเข้าที่สนิท ผมก็ส่งเสียงสัญญาณเบาๆแล้วเราทั้งสี่คนก็ถวายบังคมพร้อมกัน หลังจากนั้นคนของผมก็ไปทำงานต่อ ส่วนผมก็นั่งสำรวมกายอยู่ ณ ที่นั้น เห็นว่าทรงยกกล้องส่องทางไกลขึ้นทอดพระเนตรลงมา สักพักก็รับสั่งให้พยาบาลเข็นรถพระที่นั่งไปทางอื่น

เห็นพระอิริยาบทแล้ว ความสุขกับความทุกข์ในใจมันก้ำกึ่งกัน พระพุทธเจ้าอยู่หัวของผมมิได้เหมือนกับองค์ที่ผมเคยเห็นในครั้งที่แล้วๆเลย

นั่นแหละครับ คือครั้งสุดท้ายที่ผมได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายงานไว้ยังพระตำหนักที่ทรงถือเป็น “บ้าน” ของพระองค์ ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นก็ทรงต้องกลับไปประทับยังโรงพยาบาลอีก


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10576


ความคิดเห็นที่ 172  เมื่อ 14 พ.ย. 16, 09:19

หลังจากนั้นแล้ว ผมก็มีโอกาสจะได้เห็นพระองค์อีกก็จากจอทีวีเพียงอย่างเดียว
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10576


ความคิดเห็นที่ 173  เมื่อ 15 พ.ย. 16, 09:19

เรื่องของผมก็มีเพียงเท่านี้ หากท่านอื่นจะมีเรื่องเล่าคล้ายกันมาลงก่อนที่ท่านอาจารย์เทาชมพูจะกลับมาจากญี่ปุ่น ก็เชิญนะครับ
บันทึกการเข้า
ธสาคร
พาลี
****
ตอบ: 240


ความคิดเห็นที่ 174  เมื่อ 17 พ.ย. 16, 13:34

วิฬาร์สถิตถิ่นด้าว      อาทิตย์ อุทัย
มุสิกพลันฟุดฟิด       ลั่นเหย้า
ใคร่สนองตอบลิขิต    ให้ครั่น  ครื้นเครง
ทว่าเรื่องเล่าเข้าเฝ้า    แทบไท้  ไป่มี
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 175  เมื่อ 17 พ.ย. 16, 20:54

กลับมาแล้วค่ะ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10674



ความคิดเห็นที่ 176  เมื่อ 17 พ.ย. 16, 21:34

 ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3596


ความคิดเห็นที่ 177  เมื่อ 25 พ.ย. 16, 19:08

เรื่องของผมก็มีเพียงเท่านี้ หากท่านอื่นจะมีเรื่องเล่าคล้ายกันมาลงก่อนที่ท่านอาจารย์เทาชมพูจะกลับมาจากญี่ปุ่น ก็เชิญนะครับ

กระทู้ใกล้ตกหน้ากระดาน ดูเงียบๆไป ก็เลยจะขอนำเรื่องความทรงจำที่ประทับใจเป็นอย่างมากของผมมาเล่าสู่กันฟังบ้าง
บันทึกการเข้า
naitang
หนุมาน
********
ตอบ: 3596


ความคิดเห็นที่ 178  เมื่อ 25 พ.ย. 16, 20:28

เป็นเพื่อนรักกับคุณ NAVARAT C. ร่วมโรงเรียนกินนอนมาด้วยกันนานอยู่หลายปี   ช่วงเป็นเด็กก่อน พ.ศ. 2502 อยู่ต่างคณะกัน (หอพัก)  แต่หลังจากนั้นก็ข้ามมาเป็นเด็กโตอยู่คณะเดียวกัน  ก็เลยมีเรื่องราวความประทับใจไม่ต่างกันนัก

พอจะจำได้ว่า ประมาณ พ.ศ. 2498 หรือ '99  ผมได้ว่าผมถูกคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 4 สำหรับผู้แสดงชุด "แย้ลงรู" แสดงต่อหน้าพระพักตร์ในงานที่โรงเรียนจัดถวายเพื่อความสำราญพระราชหฤทัยเช่นเดียวกับที่คุณ NAVARAT C. ไปแสดง (คห.45-48)    ผมต้องใส่ชุดเป็นอาหมวย ใส่เสื้อแพร กางเกงแพร อีกคนใส่ชุดแขก แต่อีกสองคนนั้นจำไม่ได้   ไม่ชอบเลยที่ต้องแต่งตัวในลักษณะนั้น และโกรธมากที่เกื่อนล้อเลียน  จำได้ว่าการแสดงชุดของผมนี้เป็นในช่วงบ่ายแก่ๆ (คงจะประมาณบ่าย 4-5 โมงเย็น) จำได้ว่ามีกลุ่มคนยืนส่งเสียงเชียร์อยู่และได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์และสมเด็จนางเจ้าพระบรมพระราชินีนาถยิ้มแย้ม    ผมแพ้ในการแสดงชุดนี้ ไม่สามารถดึงเชือกไปคว้าธงที่ปักอยู่ได้   ครับ ใส่ชุดอาหมวยแต่ใส่รองเท้าหนังผูกเชือกตามเครื่องแบบของโรงเรียน แข่งกันบนสนามหญ้า ก็ลื่นไถลกันไปมาทั้งสี่คนที่แสดงกันนั้นแหละครับ  ก็คงจะเป็นภาพที่น่าจะดูเอ็นดูดีไม่น้อย 
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10576


ความคิดเห็นที่ 179  เมื่อ 26 พ.ย. 16, 08:14

ผมเข้าใจเอาเองว่า หลังจากที่เด็กวชิราวุธเข้าไปแสดงการละเล่นถวายทอดพระเนตรตามที่ผมและคุณนายตั้งเล่า เด็กโรงเรียนจิตรลดาก็คงจะพอแสดงเองได้แล้ว พวกเรารุ่นหลังๆจึงไม่มีประสบการณ์เช่นนั้นอีก
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 10 11 [12] 13 14 ... 17
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.071 วินาที กับ 19 คำสั่ง